วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เงาชีวิตเด็กชาวดอย สู้ไม่ถอยเพื่อเรียนรู้

เรียนฟรี 12 ปี ในทางปฏิบัติเกิดขึ้นจริงหรือไม่ก็ตาม เด็กดอยคนหนึ่งแม้ครอบครัวจะหาเช้ากินค่ำ แต่เธอพร้อมฝ่าอุปสรรคเพื่อ “ให้ได้เรียนต่อ”

เด็กหญิงวรรณพร เลิศสุนทรกิจ อายุ 16 ปี นักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนแม่สะเรียง “บริพัตรศึกษา” อ.แม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เธอเป็นชาวเขาเผ่าปกาเกอญอ อยู่หมู่บ้านแม่สะเรียงน้อยเก่า ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง มีพี่น้อง 5 คน เธอเป็นคนสุดท้อง

ด้วยแรงปรารถนาในการเรียนรู้ เธอพร้อมทำงานทุกอย่าง เพื่อให้ได้เรียนหนังสือ ส่วนพี่ๆ ต่างแยกย้ายกันไปสร้างครอบครัว และออกรับจ้างอยู่เชียงใหม่ และในตัวอำเภอแม่สะเรียง

ส่วนพ่อแม่ประกอบอาชีพปลูกข้าวไร่ ปีหนึ่งได้ประมาณ 100 ถัง อาจเลี้ยงหมูหรือไก่บ้าง แต่ก็ไม่หลายตัวนัก ข้าวที่ปลูกบางปีพอกิน บางปีก็ไม่พอกิน การดำเนินชีวิตแต่ละวันต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แถมยังมีหนี้สินรุงรัง ด้วยปัจจัยเหล่านี้ ทำให้วรรณพรหมดโอกาสพึ่งพาค่าใช้จ่ายจากครอบครัว แต่เธอก็ยังโชคดีที่พ่อแม่เห็นความสำคัญในการศึกษาเรียนรู้

เรื่องราวของวรรณพรอยู่ในสายตาของ ผอ.สายัญ โพธิ์สุวรรณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแม่ลิด ต.แม่เหาะ อ.แม่สะเรียง อาจารย์บอกว่า วรรณพรเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านแม่ลิด เมื่อปีการศึกษา 2556 และจบการศึกษาภาคบังคับ ม.3 ในปีการศึกษา 2559 นี้

สมัยเรียนอยู่ที่โรงเรียนบ้านแม่ลิด “วันอาทิตย์ เธอกับเพื่อนและน้องๆ จะต้องเดินเท้าจากบ้านเพื่อมาพักนอนที่โรงเรียน ระยะทางจากบ้านมาถึงโรงเรียนกว่า 27 กิโลเมตร เธอต้องมาเย็นวันอาทิตย์เพื่อให้ทันเรียนในเช้าวันจันทร์ ครั้นถึงวันศุกร์ก็ใช้เส้นทางเดียวกันเดินทางกลับบ้าน”

“เธอเป็นเด็กที่มีภาวะผู้นำ เมื่อได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานหอพัก เธอก็นำพาและดูแลกิจกรรมพักนอนในโรงเรียนร่วมกับครูผู้รับผิดชอบตั้งแต่ตื่นนอน กิจกรรมประจำวันมีทั้งทำอาหาร ทำความสะอาดบริเวณ ฯลฯ จนถึงเข้านอน เป็นตัวอย่างของการนำพาที่ดี ทุกอย่างเธอเริ่มต้นที่ตนเอง ทำให้เป็นแบบอย่าง แล้วจึงไปพูดคุยบอกสอนกับน้องๆ ผ่านการประชุมหอ สร้างกติกา และกำหนดข้อตกลงของการอยู่ร่วมกัน”

และ “หากมีเวลาโดยเฉพาะในช่วงปิดเทอม จะออกไปรับจ้าง เพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว เนื่องจากพี่ๆ ต่างมีภาระรับผิดชอบ และแต่ละคนก็อยู่ในฐานะไม่ต่างกัน”

วรรณพรเล่าว่า เธอไม่มีโอกาสออกไปไกลบ้าน การเดินทางไกลที่สุดของชีวิตคือ ในฤดูร้อนปี 2557 เธอได้นั่งรถจากแม่สะเรียงเข้าไปเชียงใหม่เป็นครั้งแรก นับเป็นการเดินทางไกลที่สุดในชีวิต เธอไม่ได้เข้าไปเที่ยว แต่ไปรับจ้างทำความสะอาดบ้าน ตกสายก็ทำหน้าที่แม่บ้านสำนักงาน ปัดกวาดเช็ดถู และทำงานทุกอย่างแล้วแต่เขาจะใช้ จนถึงมืดค่ำ

เมื่อเธอจบ ม.3 โอกาสได้เรียนต่อแทบจะเป็นศูนย์ แต่เนื่องจากเธอมีความรักในการศึกษาเล่าเรียน หนักเอาเบาสู้ทุกอย่าง เธอจึงได้รับการสนับสนุนจากครูบาอาจารย์โรงเรียนบ้านแม่ลิด และแรงใจจากครอบครัวให้เรียนต่อ แต่ค่าใช้จ่ายเกือบจะทุกบาทต้องหาเอง

ในที่สุดเธอก็ได้เรียนต่อที่โรงเรียนแม่สะเรียง “บริพัตรศึกษา” โดยอาศัยอยู่กับพี่สาว ถึงวันเสาร์-อาทิตย์ ก็ออกไปรับจ้างทำความสะอาดบ้านได้วันละ 120 บาท เงินส่วนนี้ เธอนำไปใช้จ่ายในการเรียน และรายจ่ายประจำสัปดาห์

“น้องตื่นตีสี่ทุกวัน อ่านหนังสือ ทำความสะอาดบ้าน เตรียมตัวไปโรงเรียน หลังเลิกเรียนก็กลับมาทำงานที่บ้าน ราว 1 ทุ่มไปสวดมนต์” พี่สาววรรณพรบอก และย้ำว่า “หากมีเวลา ไม่ว่าจะมีงานที่ไหน ก็จะไปรับจ้าง”

เมื่อถามว่า ทำไมถึงสนใจเรียน ขณะที่พี่ๆ พอเรียนจบภาคบังคับต่างก็ออกเหย้าออกเรือน หรือไม่ก็ไปหางานทำ เธอบอกว่า “การศึกษาจำเป็นอย่างยิ่งต่อชีวิต พ่อแม่บอกว่า ถ้าตั้งใจเรียนก็จะมีอนาคตที่สดใส ชาวบ้านยอมรับคนมีความรู้ ความสามารถ หนูมองว่าการศึกษาช่วยบ่มเพาะชีวิต ให้รู้จักบทบาทตนเอง พัฒนาตนเอง นำไปสู่การทำมาหาเลี้ยงชีพ และอยู่ร่วมกับผู้อื่น”

นอกจากเรียนแล้ว เธอยังฝึกฝนอาชีพเท่าที่โอกาสอำนวย เป็นต้นว่า “อยู่โรงเรียนได้ฝึกนวด ทำให้มีทักษะการนวด การทำงานบ้าน ซักผ้า เก็บที่นอน หุงข้าว ฯลฯ ได้ฝึกงานจากบ้านและโรงเรียน พอไปรับจ้างก็ทำให้มั่นใจและได้เรียนรู้ทักษะเพิ่มอีก”

ส่วนประสบการณ์จากทำหน้าที่ประธานหอพัก “หนูได้รู้ว่า จะต้องบอกจะสอนน้องๆอย่างไร เริ่มจากใครก่อน ต้องเริ่มที่เรา เราเป็นต้นแบบแล้วค่อยไปบอกเขา และหากบอกเตือนกันไม่ได้ จะทำอย่างไร จะขอใครเข้ามาช่วย”

เธอเปรียบเปรยว่า การศึกษากับการทำงานมีลักษณะเหมือนกันคือ มีพื้นฐาน มีขั้นมีตอนคล้ายๆกัน เช่น “คณิตเริ่มต้นจากการบวก ลบ คูณ แล้วค่อยไปหาร งานบ้านก็เริ่มจากพื้นฐานง่ายๆก่อน เช่น กวาดจากที่สูงลงที่ต่ำ กวาดในบ้านออกไปนอกบ้าน แล้วจึงค่อยเช็ด ถู คนทำความสะอาดต้องมองให้ออกว่า จะทำจากจุดไหนไปหาจุดไหน การเรียนรู้ก็เหมือนกัน”

เธอให้ความเห็นว่า “ตัวชี้วัดความสำเร็จของการศึกษากับการทำงาน คือความสุข ความสุขจะเป็นตัวบอกว่า สำเร็จหรือไม่”

ในความมุ่งมั่นของเธอ อาจารย์สายัญบอกว่า “วรรณพรเป็นตัวอย่างของการดิ้นรน เพื่อปรับเปลี่ยนตนให้เข้าและอยู่ในสภาวะสมดุล ความยากจน เขินขาดเป็นวาทกรรมเดิมๆที่คุ้นชิน แต่ก็ไม่เคยข้ามพ้น ที่น่าสนใจ คือ หลายที่หลายแห่งมีความพร้อม สะดวกสบาย แต่อาจไม่ใช่บนดอย วันนี้จึงยังมีเด็กๆ ต่อสู้เพื่อยืนระยะกับความทุกข์ลำบากให้ได้เห็นอยู่เสมอ”

การต่อสู้ของวรรณพรจึงหาใช่เพียงการรับจ้าง แต่เป็นตัวอย่างของการต่อสู้ ดิ้นรน น่าสนใจอยู่ที่เธอไม่ได้รับจ้าง เพื่อให้ได้เงิน มาใช้จ่าย แปลงความยากจน ชวนคนให้สงสารเพื่อรับของบริจาค อย่างที่หลายๆคนเข้าใจ

แต่เธอเลือกที่จะ 1.สร้างโอกาสให้กับตน ไม่ยอมแพ้ ไม่ย่อท้อ หรือรอคอยความช่วยเหลือ กลับเรียนรู้วิธีที่จะยืนและก้าว 2.มีทัศนคติเชิงบวก เยียวยา และเติมเต็มตนเองจากการทำงานอย่างมีความสุข 3.เสียสละและให้โอกาสผู้อื่น 4.มีความมุ่งมั่นและพลังชีวิต แม้ยากลำบากและยังไม่รู้พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร เธอยืนยันจะเรียนต่อเพื่อเป็นครู เป็นต้นแบบและให้โอกาสกับเด็กคนอื่นๆให้ได้

และ 5.เธอยังคงรักษารากเหง้าและกำพืดของตน “หนูเป็นกะเหรี่ยง พูดกะเหรี่ยง ถึงจะไปข้างหน้าอย่างไร ก็ยังเป็นกะเหรี่ยงที่หนูภูมิใจ”

สามประโยคสุดท้ายที่วรรณพรอยากบอกคือ “มีความสุขที่ได้ทำงาน ขอบคุณโอกาสที่ได้ทำ และสักวัน จะเป็นดังฝันให้ได้”

ขณะที่รัฐบาลมุ่งกำหนดนโยบายการศึกษา เพื่อปั้นให้เด็กเป็นไปตามวาดฝันอยู่นั้น อนิจจา...อีกหลายซอกหลืบของประเทศ เด็กๆยังต้องไล่จับ “โอกาส” เรียนรู้อย่างไม่รู้ชะตากรรม.

26 ส.ค. 2559 11:11 26 ส.ค. 2559 11:14 ไทยรัฐ