วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แชร์อำนาจให้ลงตัว

ดับฝันเพื่อนแม่น้ำร่วมสาย

ในอารมณ์ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) โชว์บทแข็งกร้าว ตีความตามตัวอักษร ในการปรับปรุงบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องคำถามพ่วงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ไม่รับมุกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ขอเพิ่มอำนาจ ส.ว.ให้มีสิทธิเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้ หากการเฟ้นตัวนายกฯ ตามบัญชีที่พรรคการเมืองเสนอมา ไม่ประสบผลสำเร็จ

“ซือแป๋มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. ทุบโต๊ะให้ ส.ว.มีอำนาจแค่เฉพาะโหวตเลือกนายกฯร่วมกับ ส.ส.ในช่วง 5 ปีแรกเท่านั้น โดยคงอำนาจให้ ส.ส.เสนอชื่อนายกฯ ในทุกกรณีตามเดิม

ยอมขัดใจสายแข็งอย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ที่ยิงสัญญาณให้ ส.ว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ

บล็อกเส้นทางอำนาจไม่ให้สภาสูงชงชื่อนายกฯ คนนอกเกิดขึ้นได้ง่ายๆ

แต่ยังต้องลุ้นด่านสำคัญต่อไปคือ ศาลรัฐธรรมนูญ ว่าจะตีความการแก้ไขบทเฉพาะกาล พลิกกลับมาให้วุฒิสภามีอำนาจชงชื่อนายกฯตามเจตนารมณ์ของ สนช.หรือไม่

นักการเมืองยังลิงโลดไม่ได้ เพราะถึงอย่างไรตามกลไกที่ซ่อนไว้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขั้วการเมืองยังตกเป็นรองท็อปบูตอยู่วันยังค่ำ

จากจำนวน ส.ว.250 คน หรือ 1 ใน 3 ของสมาชิกรัฐสภา 750 คน เสมือนเป็นพรรคการเมืองเสียงข้างมากกลายๆ หากไม่กดปุ่มไฟเขียวให้ใคร ก็อย่าหวังจะฝ่าด่านเข้ามาเป็นนายกฯได้ รวมทั้งกลไกการคิดคะแนนเลือกตั้งแบบพิสดารล้ำลึก “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม” สกัดพรรคใหญ่ไม่ให้ได้ ส.ส.เกินความจำเป็น

ประตูนายกฯคนนอกยังเปิดกว้าง แม้ห้าม ส.ว.ใช้สิทธิเสนอชื่อ แต่ ส.ส.ยังสามารถเสนอชื่อแทนได้

ตามที่ขั้วการเมืองหยั่งสัญญาณออก ขยับเดินสายกระชับความแนบแน่นกับฝั่งกองทัพ ตีตราจองการร่วมรัฐบาลล่วงหน้า

โดยเฉพาะพรรคขนาดกลาง ที่พลิ้วร่วมงานได้ทั้งรัฐบาลทหารและพลเรือน ก็เป็นไปได้ หากพรรคเอสเอ็มอีจะถูกใช้เป็นร่างทรงเสนอชื่อนายกฯคนนอก แลกโควตาร่วมรัฐบาล

แนวโน้มยังมีความจำเป็นต้องมีผู้นำคนนอก เพื่อกระชับอำนาจระยะยาว

ยิ่งภาวการณ์ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. กำลังติดลมบนจากร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงที่ได้รับฉันทามติท่วมท้น และผลโพลที่ประชาชนสะท้อนความพอใจการทำงาน “นายกฯตู่”

จึงเป็นอะไรที่สบโอกาสเพิ่มความชอบธรรม ให้ใช้ความเด็ดขาดแก้ปัญหาต่างๆ ทำแต้มในช่วงที่กำลังเดินไปสู่โรดแม็ปเลือกตั้งปลายปี 2560

กับกรณีล่าสุดที่ “บิ๊กตู่” ใช้อำนาจมาตรา 44 พักงาน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. เซ่นปัญหาการบริหารงานผิดพลาดซ้ำซาก

ขณะเดียวกันก็ต้องคอนโทรลอำนาจฝ่ายเดียวกัน ไม่ให้ระหองระแหงกันเองช่วงเปลี่ยนไม้

ตามรูปการณ์ล่าสุดที่โผจ่าฝูงกองทัพบก พลิกจากชื่อ “บิ๊กแกละ” พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร เสนาธิการทหารบก มาเป็น “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้ช่วย ผบ.ทบ. เบียดขึ้นแท่น ผบ.ทบ.ในนาทีสุดท้าย

แชร์อำนาจให้หน่วยรบพิเศษ ฝั่งบ้านใหญ่เทเวศร์ ผงาดขึ้นเป็นใหญ่แทนค่ายบูรพาพยัคฆ์ที่ผูกขาดความเป็นเบอร์หนึ่งในกองทัพมาหลายปี

ฟ้องให้เห็นจากภาพที่ “บิ๊กตู่” นำทีม ครม.- ผบ.เหล่าทัพ เข้าคารวะ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ

อวยพรวันเกิดครบ 96 ปี ภายใต้บรรยากาศชื่นมื่น ถึงขั้นที่ “บิ๊กตู่” กวักมือเรียก “บิ๊กป้อม” ไปกระเซ้าเอื้อนเอ่ยวลี “เราไม่มีทะเลาะกัน ชาติหน้าก็ไม่ทะเลาะ”

แม้กระทั่งการเพิ่มโควตา สนช. จาก 220 คน เป็น 250 คน มาเร่งผลิตกฎหมายสำคัญหลายฉบับ เพื่อให้พวกพ้องในกองทัพที่ใกล้เกษียณมีที่นั่งรองรับ ไม่ให้ขาลอยภายหลังลงจากหลังเสือ

แต่ถอดรหัสทางลึกเป็นการเติมคนจากอีกสายมาถ่วงดุลอำนาจให้เกิดความสมดุลภายใน สนช. ไม่ให้เทน้ำหนักไปอยู่ที่ สายใดสายหนึ่ง

ไม่ให้เกิดรอยร้าวซ้ำรอยเหมือนกรณีเลือกผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่มีการเปิดศึกแบ่งขั้วในองค์กร จน “บิ๊กตู่” ต้องใช้มาตรา 44 ระงับการสรรหา หย่าศึกขัดแย้ง ไม่ให้ขยายวงออกไป

เซตระบบตอบแทนเครือข่ายองคาพยพที่ร่วมแรงร่วมใจลงเรือลำเดียวกันมาให้ได้รับความพอใจถ้วนทั่ว

แชร์อำนาจให้ลงตัว เพื่อเอกภาพในอนาคต.

ทีมข่าวการเมือง

26 ส.ค. 2559 00:30 ไทยรัฐ