วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หัวอกจงอาง

หลังจากที่ตกเป็นจำเลยสังคมมานาน ในที่สุด “ป้าจิ๋ว” อนงค์ ล่อใจ สตรีเหล็กหัวใจลูกหนังแห่งเมืองร้อยเกาะ ก็พ้นมลทินจากข้อกล่าวหาในเรื่องของการแอบอ้างสิทธิ์การเป็นประธานสโมสรสุราษฎร์ธานี เอฟซี หลังศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้ทำการ “ยกฟ้อง” ในคดีความที่เจ้าตัวโดนสมาคมกีฬาจังหวัดสุราษฎร์ฯ ยื่นฟ้องมาตั้งแต่ช่วงการเลือกตั้งนายกสมาคมลูกหนังเมื่อต้นปี

การสั่งยกฟ้องของศาลดังกล่าว นั่นหมาย ความว่า คนชื่อ “อนงค์ ล่อใจ” มีสิทธิ์ในสโมสรฟุตบอลแห่งนี้โดยชอบธรรม ไอ้ที่ถูกผู้คนก่นด่ามาก่อนหน้านี้จนเสียหายป่นปี้ เจ้าตัวก็คงไม่ยอมเปลืองตัวฟรีๆ ซึ่งหลังจากนี้ก็คงให้ทนายตาม เช็กบิลไล่ฟ้องกลับกันให้เข็ด เพื่อให้เป็นกรณีตัวอย่างว่าทุกคนในประเทศนี้มีสิทธิเรียกร้องความเป็นธรรมและสิทธิที่ตัวเองพึงได้พึงมีกันทั้งนั้น

โดยเฉพาะประดาแฟนลูกหนังในโลกโซเชียลทั้งหลายก็ควรต้องแยกให้ออกระหว่าง “ความถูกใจ กับ ความถูกต้อง” ว่ามันคนละเรื่องกัน! ซึ่งตรงนี้ผมเชื่อว่าการใช้สิทธิทางกฎหมายตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จะช่วยทำให้ทุกท่านมีสติคิดอะไรให้รอบคอบมากขึ้น ก่อนจะจิ้มนิ้วตัวเองลงไปเม้นต์บนคีย์บอร์ด

เฉกเช่นเดียวกับการพิพากษา “ประหารชีวิต” ทีมสโมสรฟุตบอล “จงอางผยอง” ขอนแก่น ยูไนเต็ด และผู้บริหารให้พ้นจากวงโคจรของวงการลูกหนัง ด้วยข้อกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวพันกับการตีหัวกรรมการ หลังเกม ด.1 ที่ขอนแก่นเปิดบ้านพบกับอ่างทอง เอฟซี เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา

กรณีนี้ต้องแยกผลดี ผลเสียออกจากกันให้ชัดเจนนะครับ ผลดีที่ต้องชื่นชมสำหรับสมาคมกีฬาฟุตบอลฯก็คือการทำงานสืบสวนที่รวดเร็วฉับไว และบทลงโทษตัดสินที่เฉียบขาด อันเปรียบเสมือนการ “เชือดไก่ให้ลิงดู”

ส่วนผลเสีย ก็อย่างที่เห็นกันว่าอรรถรสในการขับเคี่ยวของลีกพระรองถูกลดทอนลงไป โดยเฉพาะการที่ฤดูนี้จะไม่มีการตกชั้น นั่นเท่ากับว่าหลังจากนี้อาจมีบางทีมที่ไม่มีลุ้นเลื่อนชั้นกับเขาแล้ว คิดกระทำการ “ชั่ว” เดินสายรับจ๊อบ “ล้มบอล” กันอย่างสบายใจเฉิบ เพราะไม่มีอะไรต้องมากดดันแล้ว ขณะที่การยกเลิกผลการเตะกับทีมขอนแก่นในทุกเกมส่งผลให้แต้มและอันดับคะแนนเปลี่ยนแปลง ซึ่งใครมีส่วนได้ส่วนเสียจากตรงนี้บ้างก็เห็นๆกันอยู่

ความจริงสมาคมฯน่าจะปล่อยให้การแข่งขันซึ่งเหลืออีกเพียงไม่กี่นัดจบลงไปก่อน แล้วค่อยตัดสินก็ยังได้ ไม่รู้จะรีบร้อน “โชว์ผลงาน” อะไรกันนักหนา ทั้งที่ความจริงกระบวนการไต่สวนก็ยังไม่ครบวงจรด้วยซ้ำไป เพราะทางขอนแก่นเขายังไม่มีโอกาสได้แก้ต่างอะไรเลย

ขอย้ำว่าเรื่องนี้ผมไม่เข้าข้างคนผิดแน่นอน

ผิดก็ว่าไปตามผิดลงโทษกันไปให้สาสม เพียงแต่เมื่อมองในมุมฟุตบอลแล้วก็รู้สึกเห็นใจแฟนคลับของทีมจงอางผยอง รวมทั้งนักเตะ สตาฟฟ์โค้ชตาดำๆ ที่เขาไม่รู้อีโหน่อีเหน่ด้วย ที่ต้องพลอยมารับกรรมกลายเป็นคนตกงานอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

เชื่อว่าเคสนี้ถ้าเป็น “คนฟุตบอล” ตัดสินกันเอง โทษอาจไม่รุนแรงขนาดนี้ โดยเฉพาะกับตัวสโมสรอย่างมากก็แค่โดนปรับตกชั้น หรือให้พักทีมชั่วคราวปีสองปี ค่อยกลับมาใหม่

แต่อย่างว่าล่ะครับ หลายๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในยุคของสมาคมกีฬาฟุตบอลชุดนี้ อาจเป็นสิ่งที่พวกเราคนลูกหนังไม่ค่อยคุ้นชิน เพราะจะว่าไปพวกเขาก็คือ “คนนอก” ที่เสนอตัวมารับใช้วงการลูกหนัง ซึ่งพวกท่านตัวสโมสรสมาชิกเองนั่นแหละ ที่เป็นคนเปิดทางเลือกเขาเข้ามาบริหารงานด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น

ดังนั้นเขาจะคิด จะทำอะไร หรือตัดสินให้คุณไปขึ้นตะแลงแกงที่ไหน...

ก็ต้องก้มหน้ายอมรับกันไป!!!

บี บางปะกง

26 ส.ค. 2559 00:20 26 ส.ค. 2559 00:20 ไทยรัฐ