วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'ตายเพื่อต่อปัญญาให้คนอื่น' เจาะลึกศรัทธา ยุคที่ยังไม่ต้องใช้เงินซื้อศพ

สืบเนื่องจากความเดิมตอนที่แล้ว พี่แคมปัส ได้นำเสนอเรื่องราวของการเป็น "อาจารย์ใหญ่" ผ่านบทความ เรื่อง วิญญาณไร้ร่าง จิตใจสูงส่ง ปรัชญานี้เพื่อการศึกษา สดุดี 'อาจารย์ใหญ่' วาระสุดท้าย และพี่แคมปัสบอกไว้ว่า จะนำเรื่องราวของการเป็นอาจารย์ใหญ่มาฝากเป็นภาคที่ 2 เพราะเรื่องราวที่เราไปพบเจอและสัมภาษณ์มานั้น มีความสนใจในอีกหลายประเด็น และพี่แคมปัสก็เชื่อว่า หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน

รศ.นพ.ธันวา ตันสถิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกผ่าตัด หัวหน้าภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าให้พี่แคมปัสฟังในวันพิธีอาจาริยาบูชา ว่า งานวันนั้นมีที่มาที่ไป ก่อนจะพูดไปถึงเรื่องราวของอาจารย์ใหญ่

วัตถุประสงค์ของงาน
ก็เพื่อจะเตรียมใจนิสิต ให้เข้าใจถึงสภาพความเป็นจริงของการเป็นแพทย์ ตอนปี 1 นิสิตลงทะเบียนเรียนวิศวะ อักษรศาสตร์ บัญชี เขาจะรู้สึกว่าเป็นนิสิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ยังไม่มีความรู้สึกของการเป็นแพทย์ พอขึ้นปี 2 การที่จะให้เขาเข้าใจหน้าที่ และมีความรับผิดชอบ ตระหนักถึงสังคม คือการที่เขาเริ่มเข้ามาจัดพิธีนี้ แล้วเขาก็เข้าใจได้ว่า ตอนนี้เขาต้องได้รับการคาดหวังจากสังคม เขาต้องเป็นผู้ใหญ่ และต้องทำหน้าที่เหมือนผู้ให้คำแนะนำในฐานะแพทย์ในอนาคต

ที่อื่นเขาไม่มีเรียน
ในเบื้องต้นของการเรียนรู้ ก็เริ่มเรียนกายวิภาคศาสตร์กับอาจารย์ใหญ่ การเรียนแบบนี้จะไม่มีในศาสตร์อื่น หรือในภูมิภาคของโลกเลย เพราะเขาเรียนรู้กันด้วยหุ่น หรืออาจารย์ใหญ่ที่เตรียมไว้แล้ว จากนั้นก็มีคนอธิบายว่าอะไรคืออะไร และไม่ได้ผ่ากันจริงๆ แต่ในการผ่ากันจริงๆ อาจมีเฉพาะสถาบันที่จัดให้ได้

หลายประเทศขาดแคลน "อาจารย์ใหญ่"
บางประเทศค่อนข้างขาดแคลนอาจารย์ใหญ่ อย่างญี่ปุ่น เกาหลี บางประเทศที่เป็นอิสลาม ก็ไม่มีนะครับ ตะวันออกกลาง มาเลเซียไม่มีเลย ตามหลักศาสนาเขาด้วย แต่ด้วยวัฒนธรรมไทย ก็ยังมีการทำบุญให้กัน

หมอเก่ง หัวใจสำคัญของชาติ
ความคิดที่ว่า หมอเก่งเป็นหัวใจสำคัญของการมีความมั่นคงทางสุขภาพ ดังนั้นการเป็นอาจารย์ใหญ่ ถือว่าได้มีโอกาสสนับสนุนทางสายสาธารณสุข ให้มีการพัฒนา ดูแลหมอให้มีประสิทธิภาพ ก่อนที่จะส่งไปดูแลสุขภาพของประชาชนตามพื้นที่ต่างๆ

ว่าด้วยเรื่อง การบริจาคร่างกาย
เดี๋ยวนี้มีประชาชนอุทิศร่างกายค่อนข้างมาก แต่สำหรับที่นี่ การอุทิศร่างกายไม่ได้ผูกพันเหมือนกับว่า มีบุญคุณกันมาก่อน แต่ว่าท่านให้ด้วยใจศรัทธาและความไว้วางใจว่า ผู้ที่เรียนกับท่าน จะปฏิบัติต่อท่านอย่างดีพอ เขาเป็นนิสิตแพทย์ เชื่อได้ว่าเขาจะดูแลท่าน

ใช้เงินซื้อศพ...ก็มี
นิสิตก็จะต้องตระหนักถึงเรื่องนี้ ว่าเราไม่เหมือนกับต่างประเทศ ที่ต้องซื้อมา แต่ในเมืองไทยเป็นการอุทิศมาโดยตรงและให้ด้วยใจศรัทธา ถ้าเป็นประเทศส่วนใหญ่ สักครึ่งนึงให้เงินกับญาติโดยตรงเลยครับ แลกกับอาจารย์ใหญ่ ไม่งั้นไม่มีใครบริจาคร่างกายเลย

บางประเทศใช้คนจรจัด
ถ้าเป็นบางประเทศ อย่างสหรัฐอเมริกาเนี่ย การอุทิศร่างกายมีน้อย เขาใช้วิธีคนจรจัดที่เสียชีวิตอยู่โรงพยาบาล หรือไม่มีใครรับเป็นญาติ ถ้าอยู่ในสภาพที่จะเรียนได้ ก็จะนำมาเป็นอาจารย์ใหญ่กันหมด

วิชาอะนาโตมี
ในมุมมองที่เรา จะจัดการเรียนการสอนแบบนี้ นิสิตก็จะตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม เรียนรู้ถึงวัฒนธรรมประเพณีตามลักษณะของความเป็นไทย เราก็เริ่มต้นด้วยการทำบุญตักบาตร แล้วก็ทำพิธีขอขมาปฏิญาณตัว แล้วหลังจากนี้ก็จะเป็นการเรียนโดยตรง

ก่อนเริ่มเรียน
จะเรียนได้...ต้องมีขั้นตอนพิธีต่างๆ นอกจากเรียนรู้บทสวด ก็ต้องเรียนรู้การจัดงาน ต้อนรับญาติ จัดงานพิธี จัดสถานที่ ติดต่อประสานงาน อาหาร คิวอะไรต้องได้หมด พิธีกร อาจารย์ เจ้าหน้าที่จะช่วยกันประคับประคองให้เขาจัดงานทุกปี ก็จะเป็นนิสิตกลุ่มใหม่ เมื่อนิสิตแพทย์ขึ้นปี 2 ผ่านพิธีอาจาริยบูชา เขาก็จะเข้าใจแล้วว่า อันนี้เป็นสังคมของความเป็นจริง โลกแห่งความเป็นจริง คุณจะต้องมีบทบาท มีความรับผิดชอบ ถึงเวลาคุณต้องแสดง ถึงเวลาคุณต้องจัด คุณต้องทำตาม เป็นการเรียนรู้ไปในตัว ซึ่งเขาก็จะมีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

ข้อสอบ คือ อาจารย์ใหญ่ 
ในระหว่างเรียน เขาเองต้องเรียนรู้ให้ได้ พอถึงช่วงคาบนึงที่เรียนผ่านไปแล้ว ก็จะตั้งข้อสอบเป็นอาจารยใหญ่ทุกโต๊ะเลย นิสิตก็จะหมุนเวียนไปทำข้อสอบทุกโต๊ะไป ถ้าไม่ผ่าน คือไม่ผ่าน ต้องมาเรียนใหม่ เพราะฉะนั้น...การเรียนจะยากมาก

ไม่ผ่าน...ไปเรียนอย่างอื่น
มีบางคนที่เรียนไม่ได้ ก็ต้องเรียนซ้ำ แต่เพื่อให้เขาเข้าใจว่า คุณภาพ ก็ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน ถ้าไม่ผ่าน ต้องเรียนใหม่ เรียนไม่ได้ ต้องไปเรียนอย่างอื่น เราจำเป็นต้องให้ออกไปเรียนอย่างอื่น ทุกๆ ปีก็มี ทุกๆ ปีก็เรียนซ้ำชั้น ทุกๆ ปีก็ต้องมีสอบซ่อม นอกจากการปฏิบัติตัวต้องเรียนตามเวลาแล้ว คุณก็ต้องรับความรู้นั้น และรับไปอย่างถูกต้องด้วย ถึงเวลาก็ต้องสอบให้ผ่านทุกคน

วันแรกของนิสิตปี 2
วันแรกจะมีการเปิดผิวหนัง ไปถึงชั้นกล้ามเนื้อ ชั้นพังผืด แรกๆ ก็จะเรียนแบบนี้ ก่อนจะลงลึกไปถึงส่วนอวัยวะอื่นๆ เริ่มจากเรียนระบบการเคลื่อนไหว ก็เป็นกล้ามเนื้อกับกระดูก ก็จะไล่จากส่วนบนคือหลัง หัวไหล่ ต้นแขน ปลายแขน มือ แล้วก็เป็นสะโพก ต้นขา ปลายขา เท้า แล้วค่อยขึ้นไปที่คอศีรษะ ก็ค่อยเข้าในช่องท้องต่อไป แล้วก็ค่อยๆ เข้าไปในส่วนที่ลึกขึ้น

อาจารย์ใหญ่มากสุดที่ชั้น 4
นอกเหนือจากในห้องนี้ ที่มีอาจารย์ใหญ่สำหรับนิสิตปี 2 จำนวนทั้งหมด 54 ท่าน จะมีอาจารย์ใหญ่อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมากกว่าห้องนี้ประมาณสัก 3 เท่า ที่ชั้น 4 ของอาคารนี้ โดยเราจะหมุนเวียนอาจารย์ใหญ่อยู่ตลอดทั้งปี แล้วรอบหมุนเวียนจะอยู่ประมาณสัก 2 ปีได้ อาจารย์ใหญ่รอบ 2 ปีที่ขึ้นเรียน เมื่อ 2 ปีก่อนหรือเมื่อ 1 ปีที่แล้ว ก็จะมาสมทบกับรุ่นนี้ตอนปลายปี ก่อนจะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพอาจารย์ใหญ่ตอนเดือนพฤษภาคม

เป็นแพทย์แล้ว ยังต้องเรียนกับอาจารย์ใหญ่
เด็กที่เรียนเป็นแพทย์ก็มี ตรงนั้นจะเป็นแพทย์ที่มีคุณวุฒิมากกว่า เบื้องต้นที่กล่าวเป็นการเรียนพื้นฐาน เริ่มต้นจากนิสิตเลย จากนั้นส่วนใหญ่เป็นแพทย์จบแล้ว พอจบแพทย์ทั่วไป เขาก็จะกลับมาเป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาต่างๆ

แพทย์เฉพาะทาง ก็มา!
การเรียนนี้ก็มีแพทย์เฉพาะทางมาเรียน หรือมาฝึกอบรมต่างๆ อย่างเช่นว่า ถ้าเป็นแพทย์เฉพาะทาง เช่น หูตาคอจมูก เขาก็จะมาทบทวนความรู้เกี่ยวกับศีรษะและคอโดยตรงอย่างละเอียดมากขึ้น โดยมาเรียนกับอาจารย์ใหญ่ว่า ถ้าจะผ่าตัดต่อมน้ำลายเปิดทางไหน เข้าทางไหน

แพทย์หัตถการ อาจารย์หมอ ก็ยังมี!
พอในระดับชั้นสูงขึ้น เขาจะกลับมาเรียนชั้นหัตถการอื่นๆ เกี่ยวกับเครื่องมือ วิชาชีพเฉพาะ อย่าง ผ่าตัดในโพรงกะโหลกในช่องจมูกอย่างนี้ ส่วนอาจารย์หมอ จะมาพัฒนาวิธีการผ่าตัดใหม่ๆ ด้วย อย่างเช่น มีคนไข้ที่แบบว่ามะเร็งกินลึก ต้องผ่าตัดให้เสียหายน้อย เขาจะมาลองกับอาจารย์ใหญ่ดูก่อน ว่าตรงนี้จะเสียมั้ย ทำยังไงถึงจะได้ผลดีที่สุด

คนแห่บริจาค
ปัจจุบันนี้มีอาจารย์ใหญ่เข้ามา 350 ท่านต่อปี ก็พอดีๆ แต่จริงๆ แล้วทุกสถาบันมีความต้องการทั้งนั้น เพราะอาจารย์ใหญ่มีคุณค่าอย่างมาก ร่าง 1 ร่างจะมีประโยชน์ในหลายๆ ด้านด้วยกัน โดยเฉพาะแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญแล้ว ก็ยังต้องเรียนกับอาจารย์ใหญ่เพื่อทำให้ดียิ่งขึ้น

การแพทย์พัฒนา ยิ่งขอบคุณอาจารย์ใหญ่
การแพทย์มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะเป็นแพทย์ที่เก่งแล้ว ทุกปีก็ต้องมาฝึกเรียนใหม่ สมัยก่อนแพทย์ผิวหนัง ไม่จำเป็นต้องมาเรียนกับอาจารย์ใหญ่เลย แค่อบรมรักษาคนไข้อย่างเดียว แต่เดี๋ยวนี้แพทย์ระดับชั้นยอดหัวกระทิ ต้องมาฝึกอบรม 2 ปีครั้งเสมอ เพราะวิทยาการใหม่ๆ ก้าวหน้า และต้องทำให้ถูกต้อง ไม่อย่างนั้นจะเกิดผลแทรกซ้อนได้

แพทย์ที่ดี ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา
มันเป็นวัฒนธรรมของคนเป็นแพทย์ ที่เราต้องเรียนรู้ตลอดเวลา ถ้าใครที่ทิ้งร้างไป มัวแต่ทำงานประจำอยู่ ก็จะล้าหลังและไม่ถูกต้อง เพราะการแพทย์มันเปลี่ยนแปลงเร็ว ดูก็ทำไม่ได้ ต้องมาฝึกกันจริงๆ แล้วก็ต้องมีคนแนะนำว่า ตรงนี้ต้องปรับอย่างไร

"อาจารย์ใหญ่" สำคัญที่สุดของการเป็นหมอ
เดี๋ยวนี้อาจารย์ใหญ่สำคัญกว่าในวงการแพทย์ เมื่อก่อนอาจารย์ใหญ่สำคัญตอนก่อนจะเป็นแพทย์ แต่ตอนนี้วงการแพทย์ ยังต้องพึ่งอาจารย์ใหญ่อยู่เป็นหลัก เพราะว่าวิทยาการทางการแพทย์ของเราก้าวหน้าเร็วมาก เราต้องเรียนเพื่อให้ทำได้อย่างถูกต้อง หรือไม่ตกรุ่น

แนวคิดบริจาคร่าง
แนวคิดที่จะบริจาคร่างเป็นอาจารย์ใหญ่เป็นแนวคิดที่ดี ปัจจุบันนี้ความเชื่อที่ว่าอุทิศร่างกายหรือดวงตา แล้วเกิดมาชาติหน้าพิการคงไม่มีแล้ว เพราะเราเชื่อว่า การที่เราทำบุญน่าจะเกิดผลในด้านตรงข้าม เหมือนคุณอุทิศดวงตา ชาติหน้าอาจจะไม่ต้องใส่แว่น

ญาติต่างหาก ที่สำคัญในการบริจาค
ในส่วนญาติสำคัญมาก สำหรับผู้ที่ตั้งใจเป็นอาจารย์ใหญ่ เพราะญาติจะเป็นผู้แจ้งมาทางเรา เนื่องจากท่านเองแจ้งไม่ได้แล้ว ญาติต้องสนับสนุนกิจกรรมนี้ เพราะการนำท่านมาเป็นอาจารย์ใหญ่ที่สมบูรณ์นั้น ขึ้นอยู่กับเวลา (กรณีเสียชีวิตปกติ) ถ้าญาติไม่เห็นชอบ ไม่อยากให้อุทิศร่างกาย ถึงท่านเสียชีวิต ญาติก็ไม่ต้องแจ้ง เคยมีกรณีที่น้องส่งมา แต่พี่มาเอาคืน ทางเราก็คืนให้

ดราม่าเกิด เมื่อวิญญาณดับสูญ
เราคิดว่า การอุทิศร่างกาย ต้องมาจากการเห็นชอบของคนทั้งครอบครัว ถึงจะถือว่าเป็นการทำบุญ มันจะไม่เหมือนกับการบริจาคที่ดินหรือเงิน อันนั้นตามกฎหมาย ให้แล้วก็เป็นไปตามกฎหมาย แต่ถ้าอุทิศร่างกาย เราเรียกว่า ด้วยจริยธรรมความผูกพันของสังคมอย่างนี้ครับ ถ้าไม่ได้รับความเห็นชอบ ก็จะเอาคืน ถ้ามีใครมาเอาคืน เราจึงคืนไปครับ แต่จะคืนกับคนที่มีสิทธิ์รับเท่านั้น เพราะเดี๋ยวกลายเป็นญาติห่างๆ มารับตัวไปแล้ว ญาติที่ตั้งใจจริง จะกลายเป็นเสียความรู้สึกได้

กระแสบริจาค...มาแรง
เป็นนิมิตหมายที่ดี ที่จะทำให้การแพทย์ไทยเจริญมาก เพราะปัจจุบันชื่อเสียงการเรียน การฝึกอบรมของประเทศไทย อยู่ในอันดับ 1 เรียกว่าทั่วโลกยอมรับ ว่าการฝึกอบรมที่จัดที่ประเทศไทย ถือว่าดีที่สุดแล้ว และถือว่าเป็นเดอะเบสท์ บรรดาศาสตราจารย์ทุกแห่ง หรือว่าวารสารวิชาการต่างประเทศ หรือบรรณาธิการจะรู้จักสถาบันแห่งนี้ครับ ทุกคนรู้จักดี แล้วเขาก็อยากจะร่วมมือ ถ้าเชิญไป จะรีบมาทันที เพราะว่าการสอนของที่ไทย เป็นที่รับรู้กันว่ามีมาตรฐาน และรับรู้กันว่า นอกเวลาอบรมยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายด้วย

ไทย คือ นัมเบอร์วัน
ภูมิภาคแถบนี้ เมืองไทยถือว่าดีที่สุด ทั้งจากยุโรป แคนาดา ฝรั่งเศส แม้แต่นิสิตแพทย์ก็อยากมาแลกเปลี่ยน เพราะคิดว่า ถ้ามีความคุ้นเคยแล้ว ปีหน้าจะได้พาเพื่อนๆ มาเที่ยวกัน แต่ไฮไลต์ที่สำคัญกว่านั้น คือการเรียนรู้กับอาจารย์ใหญ่ด้วย อิทธิพลของความเป็นคนไทย ความเอื้ออาทร ความเป็นมิตร ทำให้สังคมไทยดีก็เป็นส่วนหนึ่ง เขามาที่นี่ นอกจากการเรียนรู้กับอาจารย์ใหญ่แล้ว ยังมีสังคมที่เป็นมิตร อาหารดี มีคนดูแลเอาใจใส่ ต่างกันกับประเทศอื่นๆ

การรับร่างอาจารย์ใหญ่
การเป็นอาจารย์ใหญ่ที่ดีที่สุด คือการเสียชีวิตที่โรงพยาบาล เพราะมีห้องเย็นรองรับไว้ การเสื่อมสภาพของร่างจะช้า อย่างถ้าเสียชีวิตในสวน ญาติก็ต้องรีบแจ้งไปที่โรงพักก่อน หรือโรงพยาบาลให้มาออกใบชันสูตร เมื่อได้ใบชันสูตรแล้ว เราถึงรับร่างได้ บางทีเดินทางไปรับแต่หลงทาง แล้วไม่ถึงสักที เพราะอยู่ในสวนที่ลึกมาก ทั้งต้องเดินเท้าแบบว่าทุลักทุเล รถก็ต้องจอดก่อนถึงสะพาน นั่งเรือเข้าไปเลาะเข้าไปในสวน ทีนี้หลงเลย กว่าจะได้ท่านมา อาจเกินเวลา 24 ชม.ได้ แต่ถ้าไปถึงเราก็รับมาก่อน

อยู่ต่างจังหวัดบริจาคได้ไหม??
เราพยายามไปรับอาจารย์ใหญ่ทุกท่าน เดี๋ยวนี้เราออกรับทั้งจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ราชบุรี ลพบุรี ฉะเชิงเทรา ทั้งหมดก็เป็นเครือข่าย เสียชีวิตแล้ว ถ้าแจ้งที่ รพ. เขาก็จะรับไว้ก่อน แล้วรอรถที่กรุงเทพฯ จะตีไปรับอีกวันนึง เขตรอบปริมณฑลที่วิ่งตรงสมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา แถวๆ ที่อยู่รอบกรุงเทพฯ แต่ถ้ารอบนอกกว่านั้น ก็ต้องเข้าไปในจุดที่เรารับได้ เรามีโรงพยาบาลแม่สอด จังหวัดตากด้วย โรงพยาบาลเพชรบุรี โรงพยาบาลลพบุรี โรงพยาบาลราชบุรี ศรีราชาก็ได้ อย่างศรีราชาถ้าประสานมา เขาจะมีรถมูลนิธิวิ่งส่งให้เลย

อาจารย์ใหญ่ขึ้นเครื่องบิน แพงกว่าคนเยอะ
ญาติก็ต้องรีบแจ้งโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ ถ้าฝากไว้ที่ รพ.ได้ เราก็จะออกไปรับเลย แต่จริงๆ ผมบอกเผื่อโรงเรียนการแพทย์ทั้งหมดด้วยจะดีกว่า ถ้าเชียงใหม่ก็เข้า รพ.มช.ได้เหมือนกัน เพราะถ้าอุทิศร่างกายที่เชียงใหม่ แต่มาอยู่กับญาติที่กรุงเทพฯ ก็นำร่างมาอยู่จุฬาฯ ศิริราช รามาธิบดี พระมงกุฎเกล้า มศว ได้ทั้งนั้น ทุกที่มีความต้องการเหมือนกัน โรงพยาบาลที่เป็นโรงเรียนแพทย์รับทั้งนั้น เพราะอยู่กับเขตขึ้นว่าอยู่กับใคร ถ้าลงทะเบียนไว้ที่ มช. เสียชีวิตที่กรุงเทพฯ ก็มาเข้า รพ.จุฬาฯ เพราะว่าถ้าเอาขึ้นเครื่องบินไป มช. สภาพก็ไม่ดี และค่าใช้จ่ายก็แพงมาก คนขึ้นเครื่องบินว่าแพงแล้ว แต่ถ้าอาจารย์ใหญ่ขึ้นเครื่องบินแพงกว่า 3 เท่า

ฝากถึงญาติ
เราต้องขอบคุณบรรดาญาติๆ ที่แจ้งเรื่องเข้ามา และทำให้การติดต่อประสานงานเป็นไปได้ด้วยดี อาจารย์ใหญ่แต่ละร่างที่แจ้งบริจาคดวงตาให้กับสภากาชาดไทย ดวงตาของท่าน จะสามารถผ่าตัดให้กับคนไข้อีก 2 คน ถ้าอยู่ใน รพ.แล้ว เป็นภาวะที่เหมาะสมจริง ก็เป็นผู้บริจาคอวัยวะก่อน แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพการเสียชีวิต หลายคนก็บริจาคทีเดียวพร้อมกันทั้ง 3 อย่างเลย ทั้งดวงตา อวัยวะ และร่างกาย

พี่แคมปัส คาดหวังว่า เรื่องราวทั้งหมดที่นำเสนอในวันนี้ จะเปิดมุมมองโลกกว้างให้กับผู้อ่านในทุกวิชาชีพ เพราะหลายเรื่องที่เราไม่รู้ หรือเคยสงสัยเกี่ยวกับการเรียนอาจารย์ใหญ่ของนักศึกษาแพทย์ วันนี้พี่แคมปัสก็ได้นำเสนอแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเรื่องราวของอาจารย์ใหญ่ยังมีอีกมากมาย แล้วเราจะกลับมาพบกันใหม่ 

สำหรับผู้สนใจจะบริจาคร่างกาย สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่

สืบเนื่องจากความเดิมตอนที่แล้ว พี่แคมปัส ได้นำเสนอเรื่องราวของการเป็น "อาจารย์ใหญ่"... 25 ส.ค. 2559 20:02 ไทยรัฐ