วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปลี่ยนพฤติกรรมลดโรค บทบาทบ้านวัดโรงเรียน

การพัฒนาอย่างยั่งยืน บ้าน วัด และโรงเรียนหรือ “บ–ว–ร” มีความสำคัญมากน้อยเพียงใด ดูได้ที่อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง

“วัดเราจัดกิจกรรมให้เด็กเรียนรู้เรื่องสุขภาพ เพื่อเป็นไปตามสุขบัญญัติแห่งชาติ เมื่อเด็กเรียนรู้แล้ว ก็จะนำไปเผยแพร่ให้กับชุมชน” พระครูวุฒิสาครธรรมบอก

พระครูวุฒิสาครธรรม เจ้าอาวาสวัดโดนคลาน ต.บ้านพร้าว ชี้ให้เห็นความสำคัญของการ “ปรับพฤติกรรมเปลี่ยนสุขภาพคนไทย” ตามแนวโครงการหมู่บ้านปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดโรคมะเร็ง เบาหวาน ความดันโลหิต หัวใจและหลอดเลือด ของกองสุขศึกษา กระทรวงสาธารณสุข ท่านเสริมอีกว่า ถ้าเราปราศจากโรค ร่างกายก็จะแข็งแรง คนถ้าร่างกายแข็งแรงจะทำอะไรก็ได้ โครงการต่างๆ ที่มารวมอยู่ที่วัด ญาติโยมได้นำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตัวญาติโยม

อย่างโครงการหิ้วปิ่นโตไปวัด ท่านมองว่าเป็นเรื่องดี ประการแรก ชาวบ้านไม่ต้องซื้อหาของมาถวายพระ ต่างคนต่างปรุงอาหารเอง ประการที่สอง การเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพจะช่วยลดโรคพระภิกษุสามเณรได้ และประการที่สาม ทำให้อาหารไม่ซ้ำกัน

“เมื่อก่อน ถ้าร้านค้าแกงส้มขาย พระก็จะได้แต่แกงส้มเหมือนๆกัน แต่เมื่อชาวบ้านทำเอง ต่างคนต่างก็ทำมาถวาย กับข้าวก็หลากหลายขึ้น”

โครงการหิ้วปิ่นโตไปวัด ผู้ใหญ่สุพิณ นวลเกื้อ ผู้ใหญ่บ้านไสกล้วย หมู่ที่ 7 ตำบลบ้านพร้าว บอกว่า โครงการนี้มีผลดีต่อสุขภาพชาวบ้าน หัวเรี่ยวหัวแรงที่ขับเคลื่อนคือ อสม.รูปแบบกิจกรรมที่ทำคือนำอาหารสุขภาพไปถวายพระ

ส่วนเสริมโครงการเป็นต้นว่า ชาวบ้านปลูกผักปลอดสารพิษ เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่เนื้อ เลี้ยงไก่ไข่ “เราต้องทำให้ดูเป็นต้นแบบก่อน จากนั้นคนอื่นๆเห็นดีก็จะมาร่วมเอง อย่างเราปลูกผักได้มากๆใครมาขอเราก็ให้ แต่ถ้าเขามีพื้นที่แล้วไม่ทำ เขาจะมาขอทุกวันก็คงจะอายไปเอง”

ตัวอย่างชาวบ้านที่ปลูกผักปลอดสารพิษ อันเป็นฐานสำคัญต่อโครงการสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นโครงการหิ้วปิ่นโตไปวัดหรือโครงการปรับพฤติกรรมเปลี่ยนสุขภาพ ลุงเอื้อม ชูเหมือน ชาวบ้านไสกล้วยบอกว่า สาเหตุที่ปลูกพืชรอบๆบ้านนอกจากนำมารับประทานแล้ว เหลือยังนำไปขาย แต่ละวันได้ออกกำลังกาย

“ผมอายุมากแล้ว แต่ละวันเข้าสวนเดินไปรอบๆบ้าน เก็บผัก ดูแลสวนมีความสุขไปวันๆ ได้ทั้งเงิน และทำให้สุขภาพดี”

การขับเคลื่อนในระดับชาวบ้าน นอกจากผู้ใหญ่บ้านแล้ว ยังมี อสม.เป็นคนเชื่อมความรู้ระหว่างหน่วยงานราชการกับชาวบ้าน นายสิทธิพงค์ หนูชูชัย บ้านเลขที่ 339 หมู่ 10 ตำบลบ้านพร้าว อสม. ดีเด่นบอกว่า โครงการแต่ละอย่างทำเพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีของชาวบ้าน เริ่มมาจากการเห็นปัญหาก่อน อย่างในปี พ.ศ. 2548 ได้ลงพื้นที่วัดความดัน ชั่งน้ำหนัก พบว่ามีคนอ้วนมาก จึงจัดวิ่งเพื่อสุขภาพ เมื่อเห็นการป้องกันคือ การรับประทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะ แล้วมองเลยไปยังพระสงฆ์ คนกินอย่างไรก็นำไปถวายพระอย่างนั้น จึงจัดโครงการหิ้วปิ่นโตไปวัด

กว่าจะได้รับความร่วมมือจากชาวบ้าน อสม.สิทธิพงค์บอกว่า ใช้หลายวิธีเช่น ประชาสัมพันธ์ผ่านหอกระจายข่าว บอกต่อ และต้องทำให้ดูด้วยว่ามีผลดีอย่างไร “ต้องต่อเนื่อง และบ่อยๆ”

ในส่วนของโรงเรียน นายประสพ เพชรจันทร์ ผอ.โรงเรียนบ้านบ่อทราย บอกว่า โรงเรียนอาศัยหลักทำกิจกรรม 2 อย่างคือ สุขภาพกับคุณธรรม เมื่อทำสองอย่างนี้สำเร็จ เรื่องอื่นๆก็จะตามมา การเริ่มต้น เมื่อเห็นว่า โรงเรียนอยู่ใกล้วัด แต่ยังมีปัญหาเรื่องยาเสพติด จึงพาเด็กเข้าวัด เข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมต่างๆที่วัดจัดขึ้น ด้านสุขภาพก็เน้นให้เด็กทำตามสุขบัญญัติ โดยมีหน่วยงานด้านสาธารณสุขเข้ามาให้ความรู้ อย่างโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านบ่อทราย

ผลของการทำ “คุณภาพการศึกษาเราอยู่แนวหน้าของอำเภอมาตลอด โอเน็ต ม.ต้นของเราติดอันดับหนึ่งของเขตพื้นที่ ไม่ว่าจะสอบอะไรก็จะอยู่อันดับต้นๆ ทั้งหมดนี้เราใช้สุขภาพกับคุณธรรมเป็นตัวเดินเรื่อง”

องค์ความรู้ด้านสุขภาพ บ้าน (บ) วัด (ว) และโรงเรียน (ร) นอกจากต้องร่วมมือกันทั้ง 3 ประสานแล้ว หน่วยงานรัฐยังต้องช่วยให้ความรู้ และต้องทำอย่างต่อเนื่อง

นายอัษฎาวุธ ศิริธร ผอ.รพ.สต.บ้านบ่อทรายบอกว่า การให้ความรู้เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกับชาวบ้าน ปัญหาคือ ส่วนใหญ่ชาวบ้านทำนา ทำสวน ทำงานนอกบ้าน จึงต้องไปในวันหยุด หรือไม่ก็เมื่อชาวบ้านทำกิจกรรมร่วมกันในชุมชน

การชักจูงชาวบ้านให้เห็นความสำคัญ มีทั้งพึ่งพา อสม. บันไดขั้นแรกที่จะทำให้ชาวบ้านเห็นความสำคัญคือ ให้รู้ความเสี่ยงในการเป็นโรค ต้องให้รู้ว่า ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจะเกิดโรคอย่างไร และเอาคนที่ประสบความสำเร็จแล้วมาเป็นคนต้นแบบ

สำคัญที่สุดคือ “ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ทำปีสองปีไม่ได้ ต้องหลายปีถึงจะเห็นผล”

ระดับนโยบาย โครงการปรับพฤติกรรมเปลี่ยนสุขภาพคนไทย นางสาวเบญจมาศ สุรมิตรไมตรี ผู้อำนวยการกองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข บอกว่า โครงการนี้เริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ.2552 หมู่บ้านต้นแบบนั้น ควรมีแหล่งความรู้แบบไร้ผนัง คือใครจะเดินเข้ามาเรียนรู้ได้หมด ที่ไหนก็เป็นที่จัดเรียนรู้ได้หมด ถามใครก็รู้ได้ ไม่ต้องเข้ามาศูนย์สุขภาพ

โครงการเริ่มจากให้แนวทางการทำงานกับเจ้าหน้าที่ การเลือกหมู่บ้านมีเงื่อนไขคือ เลือกหมู่บ้านที่มีสถานที่ออกกำลังกาย สนามกีฬา มีถนนขี่จักรยาน มีแหล่งน้ำพอที่จะปลูกผัก และมีพื้นที่กลางสำหรับทำกิจกรรม พฤติกรรมที่เน้นมี 2 อย่างคือ ออกกำลังกายและกินผัก

“การออกกำลังกาย เราบอกว่าครั้งละ 30 นาที ประมาณ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ กินผักและผลไม้ครึ่งกิโลต่อวัน ถ้าเรามีพฤติกรรมเหล่านี้ทุกวัน เราก็สามารถลดอัตราความเสี่ยงเป็นมะเร็งได้ 30 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้น ความดัน เบาหวาน หัวใจ ลดได้อีกเป็นชุดเลย”

การทำโครงการหมู่บ้านปรับเปลี่ยนพฤติกรรมฯ “เราเริ่มจังหวัดละหมู่บ้านก่อน แล้วเพิ่มมาเรื่อยๆ ตอนนี้กว่า 2,000 หมู่บ้านแล้ว เมื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ ค่าใช้จ่ายเรื่องสุขภาพก็จะลดลง ความสุขก็จะเพิ่มขึ้น”

ผอ.เบญจมาศ สรุปว่า “เราทำให้ดูเป็นตัวอย่าง หน้าที่ของกองสุขศึกษา คือทำให้คนได้เรียนรู้เรื่องสุขภาพ แล้วเข้าถึงคำว่าสุขภาพจริงๆ”.

25 ส.ค. 2559 11:54 ไทยรัฐ