วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สองคาถาสร้างชาติให้เจริญ

ข่าวนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ นายลี เซียน ลุง เกิดเป็นลมขึ้นมาขณะที่กำลังกล่าวปราศรัยถึงอนาคตของสิงคโปร์ ในวาระที่ ประเทศสิงคโปร์มีอายุครบ 51 ปี ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของ ศาสตราจารย์ โลว์ เต็ก เซ็ง ซีอีโอ มูลนิธิการวิจัยแห่งชาติสิงคโปร์ เมื่อเดือนที่แล้วที่กรุงเทพฯขึ้นมาทันที

ศ.โลว์ เต็ก เซ็ง เป็นหนึ่งในสปีกเกอร์ที่ คุณชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เชิญมาพูดในงาน Partnering to Drive Innovation ที่ธนาคารกรุงเทพจัดร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของสิงคโปร์ คือ Singapore Management University

ศ.โลว์ เต็ก เซ็ง บอกว่า สิงคโปร์ที่ประสบความสำเร็จจากประเทศที่ไม่มีอะไรกลายเป็นประเทศที่ร่ำรวยติดอันดับโลกในเวลาไม่ถึง 50 ปี เกิดจาก “วิสัยทัศน์อันยาวไกล” ของ นายลี กวน ยู ผู้ก่อตั้งประเทศสิงคโปร์ ที่ได้วางวิสัยทัศน์ตั้งแต่แรกตั้งประเทศว่า สิงคโปร์เป็นเกาะไม่มีทรัพยากรอะไร สิ่งที่จะสร้างประเทศสิงคโปร์ให้เจริญก้าวหน้าได้มีอยู่ 2 อย่าง คือ 1.การศึกษา 2.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อประชาชนมีความรู้มีการศึกษาที่ดี มีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ดี จะเนรมิตอะไรก็ได้

รัฐบาลสิงคโปร์ทำสองเรื่องนี้ตลอดมาตั้งแต่สร้างประเทศจนถึงทุกวันนี้

แล้ว สิงคโปร์ ก็ประสบความสำเร็จอย่างที่เห็น ทำสถิติติดอันดับโลกมากมาย โดยเฉพาะด้านการศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ติดอันดับ 26 ของ 100 อันดับแรกของโลก และติดอันดับที่ 13 ในสาขาวิศวกรรมและเทคโนโลยี จากการจัดอันดับในปี 2016

หัวใจ ของ ประเทศสิงคโปร์ ก็คือ National Research Foun-dation มูลนิธิการวิจัยแห่งชาติ และคณะทำงาน Research, Innovation and Enterprise Council มี นายลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเพียง 3 กระทรวงคือ รัฐมนตรีศึกษา รัฐมนตรีสาธารณสุข รัฐมนตรีการค้าและอุตสาหกรรม ที่เหลือเป็นมหาวิทยาลัยหลักและภาคเอกชน

(ไม่ใช่ตั้งกรรมการเป็นโหลอย่างเมืองไทย รัฐมนตรีบางคนเป็นกรรมการไม่รู้กี่บอร์ด จนไม่มีเวลาประชุม ต้องส่งตัวแทนที่ไม่รู้เรื่องไม่มีอำนาจไปนั่งเป็นหุ่นแทน งานทุกกระทรวงของประเทศไทยจึงง่อยเปลี้ยเสียขาเดินไปไหนไม่ได้เสียที)

อีกเรื่องที่ รัฐบาลสิงคโปร์ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งก็คือ การสร้างระบบนิเวศทางความรู้ที่แข็งแรงเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้น (Strong Knowledge Ecosystem to Create and Capture Value) ที่ประเทศไทยเราไม่มี เพราะระบบการศึกษาที่ล้มเหลว

รัฐบาลสิงคโปร์ ทุ่มเงิน 1 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีลงไปกับการวิจัยทุกปี โดยการใช้ “มหาวิทยาลัย” เป็นฐาน เช่นเดียวกับ ซิลิคอน วัลเลย์ ของสหรัฐฯ เพื่อสร้างนวัตกรรมให้เกิดขึ้น และมหาวิทยาลัยจะต้องมีความสัมพันธ์กับ “ภาคธุรกิจ” เพื่อนำผลวิจัยไปสู่ธุรกิจเพื่อสร้างเศรษฐกิจของประเทศในที่สุด

อย่าง ประเทศอังกฤษ ที่ได้ชื่อว่าเป็น Innovation Country ประเทศนวัตกรรม ก็ใช้ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เป็นฐาน ผมเคยไปดูงานมาแล้ว และเขียนเล่าในคอลัมน์นี้ไปแล้ว งานวิจัยของออกซ์ฟอร์ดไม่เพียงเป็นฐานให้บริษัทธุรกิจในอังกฤษ แต่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดยังได้จัดตั้ง บริษัทของมหาวิทยาลัย ขึ้นมาบริหารจัดการลิขสิทธิ์งานวิจัยและนวัตกรรม และบางอย่างก็ผลิตเอง เพื่อสร้างรายได้งานวิจัยให้กับมหาวิทยาลัย

ในปี 2016 นี้ รัฐบาลสิงคโปร์ ได้ทุ่มงบประมาณด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใน 5 ปีข้างหน้า เพิ่มขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 19,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 665,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนในบุคลากรที่มีความสามารถพิเศษและวิทยาศาสตร์ที่น่าจะเป็นไปได้ เพื่อเปลี่ยนชีวิตของคนสิงคโปร์ให้ดีขึ้น

งบหลักจะทุ่มไปกับงานวิจัยและพัฒนาเรื่อง สุขภาพและวิทยา-ศาสตร์ชีวภาพ 4,000 ล้านดอลลาร์ 140,000 ล้านบาท รองมาคือ โรงงานอุตสาหกรรมและวิศวกรรมที่ก้าวหน้า 3,300 ล้านดอลลาร์ 115,500 ล้านบาท นวัตกรรมและโครงการที่เสี่ยง 3,300 ล้านดอลลาร์ งานวิจัยในสถาบันการศึกษา 2,800 ล้านดอลลาร์ 98,000 ล้านบาท ฯลฯ

ผมก็เอามาเล่าสู่กันฟังครับ เพื่อนบ้านไทยเขาทำอะไรอย่างไร และไปถึงไหนแล้ว.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

25 ส.ค. 2559 10:32 25 ส.ค. 2559 10:32 ไทยรัฐ