วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ประธานเจโทร กรุงเทพฯ แนะ 4 วิธี ไทยหลุดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

ประธานเจโทร กรุงเทพฯ แนะ 4 วิธี ไทยหลุดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

  • Share:

ประธานเจโทร กรุงเทพฯ แนะไทย 4 วิธีหลุดกับดักประเทศรายได้ปานกลางสู่รายได้สูง ย้ำนโยบาย "ไทยแลนด์ 4.0" ถูกทางแล้ว เหตุไทยมีศักยภาพใช้นวัตกรรม-เทคโนโลยีพัฒนาประเทศได้ พร้อมเดินหน้าส่งเสริมคนไทยลงทุน-ทำธุรกิจในญี่ปุ่น ยันโอลิมปิก 2563 ไทยรับงานก่อสร้าง-บริหารจัดการโรงแรมได้แน่ ...

วันที่ 24 ส.ค. 59 นายฮิโรกิ มิทสึมาตะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร กรุงเทพฯ) และหัวหน้าผู้แทนประจำภูมิภาคอาเซียน เปิดเผยว่า ไทยยังติดกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง และยังไม่สามารถก้าวไปสู่ประเทศที่มีรายได้ระดับสูงได้ แม้เศรษฐกิจไทยยังมีศักยภาพเติบโตได้ แต่คงไม่เติบโตมากเหมือนที่ผ่านมา เพราะพึ่งพาการส่งออกมากเกินไป เมื่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัว การส่งออกและเศรษฐกิจไทยย่อมได้รับผลกระทบตาม หากต้องการก้าวไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง จำเป็นต้องดำเนินการใน 4 ด้านคือ เสริมสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคอุตสาหกรรม, ส่งเสริมการบริโภคภายใน, กระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ และส่งเสริมและสนับสนุนให้คนไทยออกไปลงทุน และทำธุรกิจในต่างประเทศให้มากขึ้น

สำหรับนโยบาย "ไทยแลนด์ 4.0" ที่จะใช้นวัตกรรม และเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการของไทย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยนั้น ถือว่าถูกทางแล้ว แต่น่าจะจัดลำดับความสำคัญ และมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนมากกว่านี้ เช่น ในอีก 3 ปี หรือ 5 ปีข้างหน้าอยากเห็นอะไร และมียุทธศาสตร์ชัดเจนที่จะผลักดันไปสู่สิ่งนั้น ซึ่งจะทำให้นักลงทุนเห็นความชัดเจนมากขึ้น และเกิดความสนใจที่จะมาลงทุนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ไทยก้าวไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ได้ เจโทรช่วยเหลือ และส่งเสริมให้นักธุรกิจ และนักลงทุนญี่ปุ่นร่วมมือกับไทยในการยกระดับอุตสาหกรรมตามที่รัฐบาลไทยต้องการส่งเสริม ทั้งอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอซีที) อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาหาร, อุตสาหกรรมที่ต้องใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง เป็นต้น

นอกจากนี้ เจโทร ยังจะส่งเสริมให้คนไทยไปลงทุนในญี่ปุ่นให้มากขึ้น จากปัจจุบันยังน้อยมาก โดยการลงทุนโดยตรง (FDI) ของไทยในญี่ปุ่น ที่รวบรวมโดยกระทรวงการคลังญี่ปุ่น ล่าสุดปี 57 มีมูลค่าเพียง 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ FDI ของญี่ปุ่นในไทยอยู่ที่กว่า 50,000 ล้านเหรียญฯ

"เจโทรพร้อมช่วยเหลือคนไทยไปลงทุน หรือทำธุรกิจในญี่ปุ่นให้มากขึ้น ล่าสุด เพิ่งช่วยเหลือสปาระดับไฮ-เอนด์รายหนึ่งให้เข้าไปทำธุรกิจในญี่ปุ่นในลักษณะเป็นห้องพัก และมีบริการสปาที่อาริมะออนเซน เมืองโกเบ สำหรับอุตสาหกรรมของไทยที่มีศักยภาพจะไปลงทุนที่ญี่ปุ่นได้ เช่น อาหาร สุขภาพ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เช่น สินค้าต่างๆ เป็นต้น"

สำหรับการที่ญี่ปุ่นได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนปี 2563 นั้น ญี่ปุ่นจะมีการก่อสร้างสิ่งต่างๆ เช่น โรงแรม สนามกีฬา นั้น คนไทยมีศักยภาพที่จะเข้าไปรับงานอยู่แล้ว หรืออาจเข้าไปทำธุรกิจบริการ รับบริหารจัดการโรงแรมก็ได้

นายมิทสึมาตะ กล่าวต่อถึง สถานการณ์การเมืองของไทยว่า นักลงทุนญี่ปุ่นในไทย ต้องการเห็นรัฐบาลชุดนี้ ดำเนินการตามโรดแม็ป เพื่อนำพาประเทศไปสู่การเป็นประชาธิปไตยอีกครั้ง ขณะเดียวกัน นักธุรกิจญี่ปุ่นต้องการให้รัฐบาลไทยออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่อนคลายความเข้มงวดของ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เป็นต้น

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้