วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ชี้ขาดที่มานายกฯ กรธ.หารือสนช.วันนี้ ลุ้นส.ว.ชงชื่อคนนอก

“ประยุทธ์” ถกร่วม ครม.-คสช.เคาะยึดตามตัวบทอักษร ให้ ส.ส.กับ ส.ว.ร่วมเห็นชอบนายกฯ ในบัญชีพรรคการเมือง ถ้าไม่ได้เสียงเกินครึ่ง ค่อยเฟ้นก๊อกสองนอกตะกร้า โยน กรธ.-สนช.คุยให้จบใครชงชื่อ ถูกหรือผิดอยู่ที่ศาล รธน.ตัดสิน สั่งตั้งเพิ่ม สนช. 30 คน เร่งปั๊มกฎหมายไม่มีข้อผูกมัดต้องได้เป็น ส.ว. “บิ๊กป้อม” เบรก สนช.หมดหน้าที่ ห้ามตีความล้ำเส้น ต้องฟัง กรธ. กรธ.เล็งปรับแก้บทเฉพาะกาล “เจษฎ์” เตือนรื้อ ม.272 ต้องตรงไปตรงมา ให้ ส.ว.เสนอชื่อนายกฯสังคมรับไม่ได้ วิป สนช.ตื๊อเกาะอำนาจดันคนนอก ปชป.ขู่ดื้อยัดไส้อยู่ยาก “เทพไท” จวกไม่ใช่ตีเช็คเปล่า อย่าฉวยโอกาสลักไก่ “นิพิฏฐ์” ชี้ระเบิดเวลาเป็นรัฐบาล 3 เดือนล้ม “ปึ้ง” แขวะคงต้องส่งตีความทุกมาตรา จี้ คสช.ปล่อยตัวคนเห็นต่าง “บิ๊กตู่” ยันไม่คิดปรับ ครม.โวยสื่ออย่าเขียนส่งเดชขยับรองรับขุนทหารเกษียณ

หลังจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ประกาศชัดเจนว่า รายชื่อนายกฯหลังการเลือกตั้งตามโรดแม็ป ต้องมาจากการบัญชีที่ ส.ส.เสนอมา ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุว่า ครม.และ คสช. หารือพิเศษได้ข้อสรุปเป็นที่เข้าใจว่า การโหวตเลือกนายกฯต้องเลือกจากบัญชีที่พรรคการเมืองเสนอชื่อมาก่อน ถ้าไม่ได้เสียงเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่ง ค่อยไปคัดเลือกจากคนนอก ส่วนใครเป็นผู้เสนอชื่อนายกฯให้ กรธ.กับ สนช.ไปหาข้อยุติโดยยึดตัวบทอักษร

“บิ๊กตู่” โปรโมตข้าวแกงร้านหนูณิชย์

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 23 ส.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานประชุม ครม. โดยก่อนการประชุม นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ พร้อม น.ส.นางชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นำรถขายอาหารเคลื่อนที่ (Food Truck) สัญลักษณ์ “ร้านหนูณิชย์” ร้านอาหารราคาถูกของกระทรวง อาทิ ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นชาลี ข้าวมันไก่ลำใยครูสุนทร ข้าวหมูทอดเจ๊จง ข้าวแกงครัวสี่ภาคดอนเมือง และร้านป้าแดงข้าวแกงสุราษฎร์ ขายในราคา 30-35 บาท ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ชื่นชมว่า ดีแล้วมีรถขายของเหมือนเมืองนอก แต่อยากแนะนำว่าต้องศึกษาสถานที่ขายให้ดี อย่าไปแย่งพื้นที่เจ้าของเดิม ไปดูตามสถานีรถไฟฟ้า สถานที่ออกกำลังกาย เช่น สวนจตุจักร สวนรถไฟ ต้องเน้นความสะอาด ไม่ให้มีขยะ โดย พล.อ.ประยุทธ์สอบถามราคาขาย ต้นทุนการผลิต และวัตถุดิบ เพราะแม่ค้าขายโดยให้ลูกค้าตักข้าวกับข้าวด้วยตัวเอง

บ่นทำตั้งแต่สากกะเบือยังว่าไร้ผลงาน

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ สวมบทพ่อค้าขึ้นไปบนรถขายข้าวแกง ตักข้าวราดแกงยื่นให้ รมว.พาณิชย์ พร้อมกับแนะนำการทำความสะอาดเครื่องเคียงต้องแช่น้ำ และล้างให้สะอาด โดยเฉพาะกะหล่ำปลีกินสดไม่ดี ต้องแช่น้ำนานๆ ล้างให้สะอาด ก่อนจะเดินลงจากรถข้าวแกง สั่งข้าวแกงนำกลับไปรับประทานที่บ้าน และสั่งเหมาทุกร้านให้ผู้สื่อข่าวรับประทาน โดยกำชับว่า “ต้องกินให้หมดนะ นี่คือสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นในประเทศไทย แล้วยังมาหาว่ารัฐบาลไม่มีผลงาน ทำให้ทุกอย่างสากกะเบือยันเรือรบแล้ว” นายกฯกล่าว

หารือร่วม ครม.-คสช.สรุปที่มานายกฯ

ต่อมาเวลา 14.00 น. พล.อ.ประยุทธ์กล่าวภายหลังประชุม ครม.ว่า มีการประชุมวาระพิเศษของ ครม.และ คสช. ในที่ประชุมครบองค์ประกอบเพียงพอ โดยได้พูดถึงความเข้าใจของ ครม.กับ คสช.เรื่องการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง ขอย้ำว่าเป็นความเข้าใจของตน ครม.และ คสช.ทุกคน คือ 5 ปีแรกในที่ประชุมร่วมของรัฐสภา คือ ส.ส. 500 คน กับ ส.ว. 250 คน รวม 750 จะเป็นผู้ให้ความเห็นชอบเลือกนายกฯตั้งแต่ต้น จากรอบแรกที่จำเป็นต้องเลือกจากรายชื่อในตะกร้าที่แต่ละพรรคเสนอมาพรรคละ 3 คน ถ้าใครได้ถึงครึ่งคือ 376 คน จาก 750 คน ก็เป็นนายกฯ ถ้ายังไม่ได้ก็เลือกรอบสองคือ แก้ปัญหาเดิมที่เคยบอกว่าไปไม่ได้ก็ใช้มาตรา 7 โดยจะสามารถเลือกจากนอกตะกร้าได้ ส่วนใครเสนอชื่อตนไม่รู้ เป็นเรื่องของ กรธ.ไปพิจารณาหารือกับ สนช.ที่มีมติออกมา จะมาพูดกันไปพูดกันมาอย่างนี้อย่างโน้นไม่ได้ต้องเป็นไปตามตัวบทอักษร และตามความมุ่งหมายที่ออกคำถามพ่วงไป ในเรื่องของ 5 ปีที่ว่าจะเลือกกี่ครั้งก็คือในระยะเวลา 5 ปี ส.ส.และ ส.ว.ต้องเลือกภายใน 5 ปี

โยนอำนาจ กรธ.-ศาล รธน.ชี้ขาด

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ประเด็นของตน ถ้าได้คนดีมาและ ส.ส.เสนอมา ใครจะไปปฏิเสธได้ เขาต้องยินยอมและใช้คะแนนเสียงครึ่งหนึ่งของสองสภา นี่คือความเข้าใจของตนและ ครม.ทั้งหมด ซึ่งชี้แจงโดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯด้านกฎหมาย เป็นผู้ไปเชื่อมต่อกับ กรธ. สร้างความเข้าใจ ร่วมกัน ต่อไปจะได้หยุดสักที แต่ยืนยันว่าเป็นไปตามที่พูดมาคือสิ่งที่เราเข้าใจ เมื่อถามว่า จะให้นายวิษณุไปหารือกับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. อีกหรือไม่ พล.อ.ปรยุทธ์ตอบว่า คุยกันอยู่แล้วเพราะเป็นฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล และจะทำข้อเสนอขึ้นไปว่าที่ประชุม ครม.-คสช.ในวาระพิเศษรับทราบแบบนี้ ดูว่าตรงกันหรือไม่ ถ้าไม่ตรงก็ให้ว่ากันมา ไม่ได้ไปขัดแย้ง ทั้งหมดอำนาจอยู่ที่ กรธ.จะทำหรือไม่ทำ และคนจะตัดสินว่าถูกหรือไม่ถูก อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ

ชงคนนอกมาต้องยินยอม-สง่างาม

นายกฯกล่าวอีกว่า วันนี้ตี กรธ.เข้าไป ตี คสช. ตี ครม. ตีตน เข้าไปแล้วประเทศชาติจะไปตรงไหนได้ ทำไมไม่มองว่าจะเปลี่ยนผ่านกันได้อย่างไร ให้ บ้านเมืองสงบสุขพัฒนา ปัญหาเก่าๆไม่กลับมาตนไว้ใจคนที่มีธรรมาภิบาล คนที่ไม่กระทำผิดกฎหมาย ตนต้องการคนเหล่านี้เข้ามา ตนต้องการแค่นั้น ไอ้ที่เขาเขียนคำถามพ่วง เพื่อต้องการแก้ปัญหาที่ทะเลาะกันแต่เดิมว่าทำอะไรไม่ได้ จะไปมาตรา 7 เขาชี้แจงมาอย่างนี้ไม่ใช่หรือ จึงมีทางออกมีรู มาให้ตรงนี้แต่สุดแล้วแต่ว่าจะเลือกจากสวรรค์ชั้นฟ้าที่ไหนก็ไปเลือกมา สำคัญที่ว่าคนถูกเลือกยอมหรือไม่ ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆจะส่งใครมาก็ได้ คนถูกเลือกต้องยอมด้วย เขาจะมาหรือไม่แบบนั้น ไม่รู้เป็นเรื่องของ กรธ. ให้เกียรติเขาบ้าง ทำงานกันแทบตาย ไปทวงบุญคุณอะไรเขาอีก เงินเดือนเบี้ยเลี้ยงใช้เปลือง ปัดโธ่! ไอ้ที่ก่อนๆทำไมไม่ทวง ใช้มากกว่านี้หรือไม่ นี่เขาทำงานงกๆทุกวัน ตนไม่ได้ต้องการไปรังแกใครทั้งสิ้น นายกฯจะมาจากไหนก็มาเถอะ สิ่งสำคัญต้องสง่างาม นอกนั้นตนไม่รู้ ขอร้องวันนี้ขอให้ประเทศชาติได้สงบบ้างเถอะ

ตั้งเพิ่ม 30 สนช.ไม่ผูกมัดต้องได้นั่ง ส.ว.

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า ในการประชุมวาระพิเศษของ ครม.-คสช.ยังหารือถึงความจำเป็นในการแก้ไขมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว เดิมมี สนช.ไม่เกิน 220 คน จะเพิ่มอีก 30 คน ต้องไม่เกิน 250 คน แต่เหตุผลไม่เกี่ยวกับเรื่องนายกฯ แต่ต้องเร่งรัดทำกฎหมายสำคัญของรัฐธรรมนูญที่ยังเหลืออยู่กว่า 50 ฉบับ และกฎหมายอื่นตามนโยบายรัฐบาลอีกหลายสิบฉบับ สนช.ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกนายกฯและจะอยู่ไปถึงก่อนวันเลือกตั้งเท่านั้น ไม่มีข้อผูกมัดที่จะต้องกลับมาเป็น ส.ว. เพราะต้องมีกรรมการสรรหา มีวิธีการอีกมากและคุณสมบัติก็ต่างออกไป เช่น วันนี้ สนช.เป็นข้าราชการประจำได้ ส.ว.เป็นข้าราชการประจำไม่ได้ ไปเก็บไส้แบบนี้ใส่เข้าไปจะได้เข้าใจกันสักที และการตั้ง สนช.เพิ่มไม่เกี่ยวข้องกับการสืบทอดอำนาจ

“บิ๊กป้อม” ลั่น สนช.จบหน้าที่ต้องฟัง กรธ.

ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงข้อเสนอของ สนช. ที่ให้ ส.ว.เสนอชื่อนายกฯได้ว่า เรื่องนี้ต้องไปดูในเนื้อหาทั้งร่างรัฐธรรมนูญ บทเฉพาะกาลและ คำถามพ่วง เพราะทั้งหมดไม่เหมือนกันเลย เมื่อถามว่าดูเหมือน สนช.จะทำเกินเส้นของคำถามพ่วง พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่มี ทำไม่ได้ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับ สนช. หน้าที่ของ สนช.จบตั้งแต่เสนอคำถามพ่วงไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้ว เมื่อผลประชามติออกมาเป็นหน้าที่ของ กรธ.ปรับเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปถามผลของประชามติ กรธ. รู้ว่าควรทำอย่างไร เมื่อถามย้ำว่า สนช.ต้องฟัง กรธ. ใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ใช่ เพราะเป็นเรื่อง ของ กรธ. เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับกระแสข่าวที่ออกมา สุดท้ายก็ไปอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ตัวหนังสือบ่งบอกทั้งหมดไม่ต้องไปตีความ

แจงงัด ม.44 ดับปมร้อนเข้าใจผิด

เมื่อถามคำสั่งหัวหน้าคณะ คสช.ตามมาตรา 44 เรื่องมาตรการอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาต่างๆ ในประเทศไทย ที่ออกมาต้องการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ใช่ ดูเรื่องศาสนา การอยู่ร่วมกัน ลดปัญหาความเลื่อมล้ำในพื้นที่ เมื่อถามว่าในพื้นที่ใช้ประเด็นนี้ปลุกปั่น พล.อ.ประวิตรตอบว่า มี เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจผิด เมื่อถามย้ำว่า คำสั่งนี้แก้ปัญหาประชาชนในพื้นที่เข้าใจเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ผิดใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ประชาชนอาจจะไม่เข้าใจ เราไม่มีเจตนาให้เป็นไปตามที่นำไปคิดกัน เราอาจจะเขียนไม่ชัดเจนไป ไม่มีเจตนา นายกฯจึงใช้วิธีการนี้เพื่อแก้ปัญหา เพราะกลัวประชาชนจะคิดว่าไม่มีการดูแลศาสนาอื่น เชื่อว่าจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น เพราะไม่มีเงื่อนไขอะไรให้ปลุกปั่นแล้ว อะไรที่เป็นเงื่อนไขเราต้องลบมันออกไป ต่อข้อถามว่าคำสั่งดังกล่าว ต้องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งคณะสงฆ์ที่ยังมีอยู่ด้วยหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ต้องการแก้ไขเรื่องศาสนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นหลัก

กรธ.นัดสรุปคำถามพ่วง 24 ส.ค.

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึง การพิจารณาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับคำถามพ่วงของ สนช.ว่า ตามมารยาทยังให้ความเห็นเรื่องนี้ได้ เบื้องต้นคือ กรธ.เห็นไม่ตรงกับ สนช.ตั้งแต่แรก จึงนำไปสู่การตั้งคำถามพ่วง และเมื่อ ประชาชนเห็นชอบกับคำถามพ่วง หน้าที่ กรธ.จะต้องปรับแก้ กรธ.พร้อมรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย ตนคาดว่าการประชุม กรธ. ในวันที่ 24 ส.ค.จะมีความชัดเจน น่าจะพิจารณาปรับแก้เสร็จ และสามารถส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ช่วงต้นเดือน ก.ย. ซึ่งเป็นไปตามความตั้งใจของ กรธ. ที่ต้องการปรับแก้ร่างให้เสร็จโดยเร็ว ไม่ใช้เวลามาก ส่วนข้อห่วงกังวลว่า การปรับแก้จะกระทบต่อบทหลักของร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น เมื่อดูจากคำถามพ่วงที่ใช้คำว่า ในวาระแรกเริ่ม 5 ปี ก็ค่อนข้างชัดเจนว่า จะปรับแก้แค่บทเฉพาะกาล

“เจษฎ์” ซัดตามก้น สนช.สังคมรับไม่ได้

นายเจษฎ์ โทณะวณิก ที่ปรึกษา กรธ.กล่าวถึงการประชุม กรธ.วันที่ 24 ส.ค.เพื่อพิจารณาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับคำถามพ่วงว่า คำถามพ่วงของ สนช.ถามมาประเด็นเดียว คือ รัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ จึงตีความไปมากกว่านี้ไม่ได้ วุฒิสภาจะมีส่วนลงมติเห็นชอบนายกฯเท่านั้น ตามที่สภาผู้แทนราษฎรเสนอรายชื่อนายกฯ เป็นระยะเวลา 5 ปี ดังนั้น การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ในมาตรา 272 ต้องแก้ไขแบบตรงไปตรงมา ยึดโยงกับมาตรา 159 จากเดิมสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เห็นชอบนายกฯ เปลี่ยนเป็นรัฐสภาเป็นผู้เห็นชอบนายกฯ แต่หาก กรธ.ไปแก้ไขตามความเห็นของ สนช.ที่ต้องการให้ ส.ว.เสนอชื่อนายกฯได้ ไม่ว่าจะเป็นรอบแรกหรือในรอบสอง ทั้งที่ยังไม่มีปัญหาอะไร เชื่อได้ว่าสังคมจะรับไม่ได้ และเกิดปัญหา เพราะไม่ใช่สิ่งที่รับรู้ก่อนการทำประชามติ ในประเด็นเกี่ยวกับคำถามพ่วง

สนช.ยังตื๊อเกาะอำนาจดันชื่อคนนอก

ด้าน นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) กล่าวว่า วันที่ 24 ส.ค.จะประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาเสนอแนะ และรวบรวมความเห็น เพื่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สนช. เพื่อสรุปความเห็นคำถามพ่วงที่ กมธ.ส่งให้ กรธ.นำไปพิจารณา ขณะนี้คำถามพ่วงของ สนช.ถือว่านิ่งแล้ว คือ การพิจารณาเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกให้ ส.ส.และ ส.ว.สามารถโหวตเลือกนายกฯ ตามบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอมาได้ แต่หากไม่สามารถดำเนินการเลือกนายกฯตามบัญชีพรรคการเมืองได้ จะเข้าสู่ก๊อกสอง คือให้สมาชิกรัฐสภารวมถึง ส.ว.มีสิทธิเสนอรายชื่อคนนอกเป็นนายกฯได้ ทั้งนี้ ภายใน 5 ปีแรก หากมีการเลือกนายกฯ เมื่อใด ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนดังกล่าวทุกครั้ง หลังจากนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจ กรธ.ว่าจะเห็นด้วยกับข้อเสนอของ สนช. หรือไม่ ส่วนที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.มีท่าทีไม่รับข้อเสนอคำถามพ่วงของ สนช. ถ้า กรธ. จะตีความแบบแคบตามลายลักษณ์อักษรก็ไม่เป็นอะไร

แก้ รธน.ชั่วคราวเพิ่มเก้าอี้ สนช.

นพ.เจตน์กล่าวอีกว่า ส่วนการประชุม สนช. วันที่ 26 ส.ค. จะพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 มาตรา 6 สามวาระรวด เพื่อแก้ไขจำนวนสมาชิก สนช.จากเดิม 220 เป็นไม่เกิน 250 คน เนื่องจากภาระงานของ สนช.มีมาก หลังจากนี้จะต้องพิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ปฏิรูปประเทศที่ สปท.เสนอมา และกฎหมายอื่นๆ ส่วนการประชุม สนช.วันที่ 25 ส.ค. จะพิจารณาถอดถอน พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต อดีต รมว.กลาโหม สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กรณีแทรกแซงแต่งตั้งข้าราชการทหารระดับสูง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม โดยเป็นขั้นตอนแถลงเปิดคดี เพื่อตั้งคณะกรรมาธิการซักถาม 7 คน

สมาชิกขยับรับสัญญาณ “ประวิตร”

นายธานี อ่อนละเอียด สมาชิก สนช.กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันให้ ส.ว.เสนอชื่อนายกฯได้ในกรณีที่ ส.ส.ไม่สามารถเลือกนายกฯตามบัญชีพรรคการเมืองได้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 ให้ ส.ส.พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ แต่หากว่า ส.ส.ไม่สามารถโหวตเลือกนายกฯได้ จะให้ ส.ส.เข้าชื่อไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิก ส.ส.ที่มีอยู่ เสนอต่อประธานรัฐสภา ตามมาตรา 272 เพื่อขอยกเว้นให้เสนอชื่อนายกฯนอกบัญชีได้ แต่เมื่อคำถามพ่วงผ่านประชามติ จึงต้องกลับมาพิจารณาให้เป็นตรงตามคำถามพ่วง คือ การให้ ส.ว.พิจารณาโหวตนายกฯตั้งแต่เริ่มแรก ตามบัญชีที่พรรคการเมืองเสนอมา ยกเว้นกรณีไม่สามารถเลือกบัญชีนายกฯในรอบแรกได้ จึงเข้าเงื่อนไขให้ ส.ว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯในรอบสองได้

ปชป.ขู่ยัดไส้นายกฯคนนอกอยู่ยาก

วันเดียวกัน นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการพิจารณาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับคำถามพ่วงว่าล่าสุดสัญญาณการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม และนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.เป็นไปในทำนองเดียวกันว่า อยากให้การเลือกนายกฯต้องให้สิทธิ ส.ส. เลือกตามบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอมาก่อน ถ้าไม่ได้ จึงค่อยให้ ส.ว.เป็นผู้เสนอ วิธีนี้เห็นด้วยจะได้นายกฯคนนอก หรือไม่ใช่คนนอก ถ้าได้รับเสียงสนับสนุนจาก ส.ส.ด้วยจะเกิดการยอมรับ นายกฯคนต่อไปจะทำงานได้ไร้ปัญหา แต่หากปรับแก้ตามข้อเสนอของ สนช.ที่ดึงดันตีความเจตนารมณ์ของคำถามพ่วง พยายามยัดไส้สอดไส้ให้ ส.ว.มีส่วนร่วมเสนอชื่อ และโหวตเลือกนายกฯกับฝ่ายการเมืองได้ ระวังนายกฯคนนอกจะทำงานยากอยู่ลำบาก อาจถูก ส.ส.เอาคืนในงานสภาบางเรื่องในอนาคต ที่ต้องได้รับความเห็นชอบของ ส.ส.แต่ ส.ว. 250 คน ไม่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญใหม่ ให้เข้ามาช่วยปกป้องนายกฯคนนอกได้

เปรียบระเบิดเวลาเป็น รบ. 3 เดือนล้ม

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข้อถกเถียงเรื่องการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญ ให้สอดคล้องกับคำถามพ่วงว่า วันนี้วิธีคิดการเลือกนายกฯ กำลังกลับหัวกลับหาง มีความพยายามตั้งรัฐบาลด้วยเสียงข้างมากในรัฐสภา โดยไม่คำนึงว่ารัฐบาลนั้นจะเป็นเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ พอมี ส.ว.250 คนในมือก็ฮึกเหิม โดยไม่คำนึงว่าการเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากในรัฐสภา แต่กลับเป็นเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทน ราษฎร รัฐบาลจะล้มตั้งแต่ท่านขอเสนอผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณแผ่นดิน ต่อสภาผู้แทนราษฎรวาระแรกแล้ว ชาวบ้านไม่เข้าใจหรอกว่าสองสภานี้ต่างกันอย่างไร แต่ในทางการเมืองน่าจะรู้ดี ขอทำนายไว้เลยว่าจะเป็นระเบิดเวลา แค่ 3-4 เดือน รัฐบาลแบบนี้ก็ล้มแล้ว อย่าเอาอกเอาใจกันจนไม่มีเหตุผล สนช.ไม่เคยช่วยประคับประคองสถานการณ์ของ คสช.เลย มัวแต่ทำตัวเป็นผู้เล่นที่จะมีส่วนได้ส่วนเสียในอนาคต

หวัง กรธ.จะไม่หักหลังประชาชน

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนเห็นต่างจากที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ให้ ส.ว. มีอำนาจเสนอชื่อนายกฯได้ในรอบสอง หลังจาก ส.ส.เลือกกันเองไม่ได้แล้ว และถือเป็นบทเรียนยกที่หนึ่งของ กรธ.ถึงการเขียนรัฐธรรมนูญที่เปิดช่อง ให้ตีความกันไปมา จนสร้างความสับสนให้สังคมต้องมาถกเถียง จึงหวังว่านายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. และ กรธ.ทั้งคณะจะทำหน้าที่ตรงไปตรงมา ไม่หักหลังประชาชน เอื้อประโยชน์ให้บุคคลหรือคณะบุคคลกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด และหวังว่าจะไม่มีใครเสนอเรื่องการถอดถอนนายกฯอีก โดยอ้างว่าเมื่อมีอำนาจเสนอชื่อ ก็มีอำนาจถอดถอน เพราะในบทบัญญัติหลักของรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติถึงอำนาจนี้มาก่อน

ฉะไม่ใช่ตีเช็คเปล่า อย่าฉวยลักไก่

นายเทพไท เสนพงศ์ รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หากดูเจตนารมณ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับหลักและคำถามพ่วงของ สนช. ไม่มีข้อความใดเลยที่บ่งบอกว่า ส.ว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯได้ และจากข้อความในคำถามพ่วง ส.ว.จะมีหน้าที่แค่การโหวตเห็นชอบตัวนายกฯเท่านั้น หากจะคิดเพิ่มเติมแก้ไขข้อความนี้เพื่อให้ ส.ว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯในร่างรัฐธรรมนูญหลัก ถือว่าขัดต่อเจตนารมณ์ของประชาชน คะแนนประชามติของร่างรัฐธรรมนูญฉบับหลักมีสูงกว่าคะแนนประชามติในคำถามพ่วงของ สนช. จึงต้องยึดเจตนารมณ์ของผลคะแนนประชามติเป็นหลัก จึงไม่มีสิทธิใดๆ แก้ไขรัฐธรรมนูญเกินไปกว่าข้อความในคำถามพ่วง อย่าฉวยโอกาสลักไก่ ย่ามใจว่าคะแนนเสียงประชามติท่วมท้น หากมีการบิดเบือนเจตนารมณ์ของเจ้าของประชามติ ประชาชนคงไม่ยอม อยากเตือนว่าการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ใช่การตีเช็คเปล่า ที่ สนช. และ กรธ.จะไปเขียนตามอำเภอใจได้

“ปึ้ง” เหน็บคงต้องส่งตีความทุกมาตรา

ด้านนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ได้ติดตามการชี้แจงของนายมีชัย ฤชุพันธ์ุ ประธาน กรธ.แล้วรู้สึกสบายใจได้ว่าการที่ประธาน สนช.ออกมาพูดว่า ส.ว.สามารถเสนอชื่อนายกฯนั้น คงทำไม่ได้ เพราะคำถามพ่วงที่ถามไปแค่ไหนจะได้มาแค่นั้น ถูกต้องแล้วตามที่นายมีชัยชี้แจง ขนาดรัฐธรรมนูญยังไม่ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ ยังต้องถกเถียงกันหน้าดำคร่ำเครียดกันขนาดนี้ ถ้าประกาศใช้เมื่อไร น่าจะต้องส่งตีความกันแทบทุกมาตรา วุ่นวายกันไปหมดแน่นอน สงสารก็แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช.ที่ต้องคอยตอบคำถามแทบทุกประเด็น ไม่อยากให้อารมณ์เสีย หน้านิ่วคิ้วขมวด อยากให้ทำประเทศไทยเดินหน้าให้สังคมโลกยอมรับท่านให้ได้ เพราะคงจะหาคนเก่งคนดีมีฝีมือเช่น พล.อ.ประยุทธ์ได้ลำบากแล้วในสังคมไทยยุคปัจจุบันแต่ขอแนะนำว่าช่วยปล่อยตัวผู้เห็นต่างทางการเมืองได้แล้ว รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ได้ข้อยุติแล้ว ภาพลักษณ์นายกฯจะดูดีขึ้นในสายตาประชาคมโลก

“ประสพสุข” ติง ส.ว.ชงนายกฯท่าจะแย่

นายประสพสุข บุญเดช อดีตประธานวุฒิสภา กล่าวว่า ผู้เกี่ยวข้องต้องกลับไปดูเจตนารมณ์เดิมในคำถามพ่วงที่ผ่านประชามติมาว่าเป็นอย่างไร ขั้นตอนแรกของการเลือกนายกฯ ต้องผ่านกระบวนการ ส.ส.เลือกตามบัญชีรายชื่อที่เสนอมา ถ้าขั้นตอนนี้ยังเลือกนายกฯกันไม่ได้ ค่อยเข้าสู่ขั้นตอนของ ส.ว.มาร่วมขอโหวตนายกฯนอกบัญชีไม่ใช่หรือ คงต้องเอาตามนี้ แต่ถ้าให้ ส.ว.มาร่วมเสนอชื่อตั้งแต่ขั้นตอนแรกคงไม่ได้ มันจะแย่ เท่าที่ฟังเสียงจาก กรธ.อยากยึดตามเดิม กรธ.คงลำบากใจ แต่เชื่อว่า กรธ.มีหลักการ ไม่แน่ใจว่า กรธ.จะแก้หรือขยายให้ สนช.มากน้อยแค่ไหน จะเขียนหรือแก้กัน อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า สนช.อยากได้อะไรก็ต้องได้ทั้งหมด จะปรับแบบไหนต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด เชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญฟังเสียงจากทุกฝ่าย เพื่อให้บ้านเมืองมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งโดยเร็วและเรียกความเชื่อมั่นจากต่างชาติ

นายกฯยันไม่ปรับ ครม.ตามโพล

อีกเรื่อง ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงกระแสข่าวการปรับ ครม.ด้วยว่า เห็นมีการพูดมาหลายวันแล้ว ตนยังไม่เคยคิดว่าจะปรับใครสักคน แล้วทำไมจะต้องปรับตามใครหรือตามผลโพลต่างๆ ยืนยันว่าจะดูจากการทำงานว่าสั่งอะไรไปในส่วนงานเชิงนโยบาย ถ้าเขาทำก็ถือว่าโอเค อะไรเป็นงานริเริ่ม เป็นงานนโยบาย รัฐมนตรีทำแล้วจะไปปรับใครทำไม สิ่งที่เราทำคือแผนงานต่างๆที่ทำมานานแล้วในการจะตั้งรัฐมนตรีช่วยเสริมให้ แต่ทั้งหมดมันอยู่ที่ตนจะตั้งเมื่อไหร่ก็แล้วแต่ ไม่มีใครมาบังคับตนได้ เมื่อถามว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ หารือความต้องการจะมี รมช.เกษตรฯหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า ไม่ได้มีการหารือ คนจะปรับคือตน จะดูใครไม่ดีมีปัญหาก็จะปรับ

ติงสื่ออย่าเขียนส่งๆปรับรับขุนทหาร

เมื่อถามย้ำว่า จะสอดคล้องกับระยะเวลาช่วงเดือน ต.ค.ที่นายทหารเกษียณอายุราชการด้วยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่เกี่ยว ไม่ใช่เรื่องการตอบแทน สื่ออย่าไปเขียนส่งๆว่าเป็นเรื่องการตอบแทนคนนี้คนโน้นว่าเกษียณอายุแล้ว จะต้องมีตำแหน่งต่างๆรองรับ ถามว่าทำไมต้องทำแบบนั้น ที่ทำงานมาด้วยกันปีที่แล้วเป็นการทำงานที่ร่วมมากับตน ถึงอย่างไรก็ให้เป็นรัฐมนตรีเพราะไว้ใจเขา ไปสนใจประเด็นที่เป็นกระพี้ ถ้าทำดีอยู่แล้วจะไปปรับทำไม ตนไม่สนใจที่จะมาใช้โพลในการปรับ ครม.ทุกคนทำงานกันงกๆ มีรัฐบาลไหนมาทำงานแต่เช้า 7 โมงครึ่ง เลิกงานทุ่มสองทุ่มไปดูไปถามกันบ้าง ที่ผ่านมารัฐมนตรีเข้ากระทรวงกันทุกวันหรือไม่ ครม.นี้มาทุกวัน ทำงานทุกวัน เสาร์ อาทิตย์ไม่ได้หยุด ดูความแตกต่างตรงนี้ อย่าเอาความรู้สึกเดิมๆ มาตัดสินตรงนี้ มันไม่ได้ โควตา ครม.มีอยู่แล้ว มีไม่เกิน 35 คน ก็เหลืออยู่ 2 ตำแหน่งที่ว่างไว้ เพื่อจะตั้งไปช่วยใครเท่านั้นเอง มันก็เรื่องของตน

“ทศพร” กลับ ก.พ.ร. “รวี” คุมข่าวกรองฯ

เมื่อเวลา 14.50 น. พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม.ว่า ครม.มีมติรับโอนนายทศพร ศิริสัมพันธ์ ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งให้เป็นเลขาธิการ ก.พ.ร. แต่งตั้งนายรวี ประจวบเหมาะ รอง ผอ. สำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็น ผอ.สำนักข่าวกรองฯ นายนเร เหล่าวิชยา รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นอธิบดีกรมพลศึกษา นายพรหมโชติ ไตรเวช ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นรองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ นางนภา เศรษฐกร อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน เป็นรองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ นายวิทัศน์ เตชะบุญ รองปลัดกระทรวง เป็นอธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน นายสมคิด สมศรี ผู้ตรวจราชการเป็นอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ

“วิบูลย์ลักษณ์” ขึ้นแท่นปลัด พณ.

พล.ต.สรรเสริญกล่าวอีกว่า ครม.ยังมีมติแต่งตั้ง น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็น อธิบดีกรมราชทัณฑ์ นางกรรณิการ์ แสงทอง อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม น.ส.ปิติกาญจน์ สิทธิเดช ผู้ตรวจราชการเป็นอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ นายกฤษศญพงษ์ ศิริ อธิบดีกรมการศาสนา เป็นปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเป็นปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายสุภัทร จำปาทอง รองปลัดกระทรวง เป็นเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา นายสุเทพ ชิตยวงษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

ออกกฎเหล็กตามล้าง ขรก.โกง

พล.ต.สรรเสริญกล่าวอีกว่า ที่ประชุมเห็นชอบการกำหนดมาตรฐานวินัยข้าราชการกับผู้ที่พ้นข้าราชการ ที่หมายถึงข้าราชการพลเรือนที่ทำผิดสมัยที่รับราชการอยู่ แต่พ้นราชการโดยลาออก หรือเกษียณอายุราชการ แล้วไม่สามารถเอาผิดได้ โดยกำหนดให้ใช้มาตรฐานเดียวกัน 2 หลักเกณฑ์ 1. ถ้ามีการดำเนินการกระทำผิดสมัยรับราชการ แล้วคณะกรรมการป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ชี้มูลความผิดทางวินัย และลงโทษตามที่ชี้มูล จะไม่นำกฎหมายที่ข้าราชการผู้นั้นสังกัดอยู่มาบังคับใช้ 2.ถ้าหน่วยงานต้นสังกัดตรวจพบว่าทำความผิดสมัยที่รับราชการ ให้สอบสวนภายใน 1 ปี นับตั้งแต่พ้นราชการ และต้องสั่งลงโทษภายใน 3 ปี นับตั้งแต่พ้นราชการ แต่ถ้ามีการไปร้องศาลปกครองแล้ว พบว่ามีความผิดกรณีอื่นๆเกิดขึ้น แม้ถูกลงโทษครบ 3 ปี ก็ลงโทษได้อีกภายใน 3 ปี นับตั้งแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ทั้งหมดเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ที่ตั้งใจจะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถ้าประพฤติมิชอบจะตามล้างตามเช็ดไม่ว่าจะอยู่หรือพ้นจากข้าราชการไปแล้ว

เมิน “ยูพีอาร์” บี้ยกเลิกโทษประหาร

พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม.ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาข้อเสนอแนะและข้อเพิ่มเติมตามการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทยภายใต้กระบวนการของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ยูพีอาร์) ที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลไทยได้ลงนามรับรองในสัตยาบันนี้ไปแล้ว 181 ข้อ แต่ยังมีอีก 68 ข้อที่ไทยขอกลับมาทบทวน ในที่ประชุม ครม.วันนี้ได้รับรองเพิ่มอีก 6 ข้อ แต่อีก 62 ข้อเราเพียงแค่รับทราบ ในจำนวนมีประเด็นที่ละเอียดอ่อน เช่น การยกเลิกโทษประหารชีวิตทุกด้าน และยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 รวมถึงประเด็นที่จำเป็นต้องคงไว้ในบริบทปัจจุบัน เช่น การ บังคับใช้คำสั่ง คสช.

สรรหาเลขาฯ กกต.ใหม่ส่อยืดเยื้อ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า จากที่ได้เปิดรับสมัครบุคคลเข้ารับการสรรหาเพื่อดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กกต. แทนนายภุชงค์ นุตราวงศ์ ที่เลิกจ้างไปเมื่อ 8 ธ.ค.58 จนถึงขณะนี้การดำเนินการสรรหายังไม่แล้วเสร็จ เพราะหลังปิดการรับสมัครไปเมื่อวันที่ 7 มี.ค.59 มีผู้ยื่นสมัครทั้งสิ้น 15 ราย คุณสมบัติไม่ผ่าน 6 ราย และคุณสมบัติครบถ้วน 9 ราย ที่จะได้เข้าแสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะอนุกรรมการสรรหาเลขาธิการ กกต.ในวันที่ 24 ส.ค.นี้ แต่ปรากฏว่าในวันที่ 23 ส.ค.ได้มีการแจ้งให้เลื่อนการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้สมัคร เนื่องจากพบว่า 2 ใน 6 รายที่ถูกคณะอนุกรรมการตัดสิทธิว่าขาดคุณสมบัติได้ยื่นหนังสืออุทธรณ์ต่อ กกต. และยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด ส่งผลให้ กกต.ต้องชะลอกระบวนการสรรหาไว้ก่อนจนกว่าจะมีความชัดเจน

ตร.เลื่อนส่งอัยการสั่งคดีโตโต้ฉีกบัตร

สำหรับกรณีนายปิยรัฐ หรือโตโต้ จงเทพ อายุ 25 ปี นักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายกสมาคมเพื่อเพื่อนและนักกิจกรรมทางการเมือง ฉีกบัตรลงคะแนนเสียงประชามติ พร้อมนายทรงธรรม หรือเดฟ แก้วพันพฤกษ์ และนายจิรวัฒน์ หรือตั้ม เอกอัครนุวัฒน์ ผู้ติดตามและถ่ายคลิปวิดีโอขณะที่นายปิยรัฐฉีกบัตรลงคะแนนเสียงวันที่ 7 ส.ค. ถูกเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาด้วยทำผิด พ.ร.บ.ประชามตินั้น เมื่อเวลา 09.45 น. ที่ สน.บางนา นายปิยรัฐ หรือโตโต้ พร้อมนายทรงธรรม หรือเดฟ และนายจิรวัฒน์ หรือตั้ม เข้าให้ปากคำเพิ่มเติมกับ พ.ต.ท.สายชล หงษ์สุวรรณ์ รอง ผกก.(สอบสวน) สน.บางนา โดยทั้ง 3 คนมีสีหน้าเรียบเฉย สวมเสื้อสีเนื้อด้านหลังพิมพ์ข้อความคำว่า “เรือนจำพิเศษประเทศไทย” ใช้เวลาประมาณ 30 นาที โดย พ.ต.ท.สายชล กล่าวว่า ได้นำนัดผู้ต้องหามาสอบปากคำเพิ่มเติม และรวบรวมสำนวนก่อนนำเข้าพบอัยการเพื่อพิจารณาส่งฟ้องหรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานอัยการคดีอาญากรุงเทพใต้ว่า เดิมทีพนักงานสอบสวน สน.บางนา ประสานพนักงานอัยการจะนำสำนวนและความเห็นสั่งฟ้องคดีในวันที่ 23 ส.ค. แต่ล่าสุดต้องเลื่อนส่งสำนวน ออกไปก่อน เพราะพนักงานสอบสวนโทรศัพท์แจ้งว่า สำนวนยังไม่แล้วเสร็จและรอผู้บังคับบัญชาลงนามในสำนวน

อัยการศาลทหารฟ้อง 8 แอดมิน

เมื่อเวลา 10.10 น. ที่ศาลทหารกรุงเทพ 8 ผู้ต้องหาในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 และความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ในคดีเพจ “เรารัก พล.อ.ประยุทธ์” ได้แก่ นายนพเกล้า คงสุวรรณ นายศุภชัย สายบุตร นายวรวิทย์ ศักดิ์สมุทรานันท์ นายโยธิน มั่งคั่งสง่า นายกัณสิทธิ์ ตั้งบุญธินา นายธนวรรธ บูรณศิริ นายหฤษฏ์ มหาทน และ น.ส.ณัฏฐิกา วรธันยวิชญ์ พร้อมนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ เดินทางเข้าพบอัยการศาลทหาร ตามนัดฟังสำนวนคดีว่าจะมีคำสั่งส่งฟ้องหรือไม่ หลังเลื่อนมาจากวันที่ 22 ก.ค. เนื่องจากผู้ต้องหายื่นเรื่องขอความเป็นธรรมว่าคดีนี้ไม่น่าจะอยู่ในขอบเขตอำนาจของศาลทหาร

จากนั้นนายวิญญัติ เปิดเผยว่า อัยการศาลทหารมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 8 ราย ทนายความจะยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวต่อไป จากนี้เจ้าหน้าที่จะนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 7 คนไปปล่อยตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ส่วน น.ส.ณัฏฐิกาจะปล่อยตัวที่ทัณฑสถานหญิงกลาง มั่นใจว่า 8 ผู้ต้องหาไม่ได้กระทำผิดเข้าข่ายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 แน่นอน แต่สิ่งที่ไม่มั่นใจคือกระบวนการยุติธรรมต้องมีความยุติธรรมจริงๆ ขอความเห็นใจเจ้าหน้าที่รัฐ ขอให้ใช้อำนาจด้วยความระมัดระวัง อย่ามองประชาชนในแง่ลบ สิ่งใดคิดว่าหลักฐานไม่เพียงพออย่าดำเนินคดีกับประชาชนเลย

“ไผ่ ดาวดิน” ขึ้นศาลไต่สวน

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ศาลมณฑลทหารบกที่ 23 (มทบ.23) ค่ายศรีพัชรินทร์ จ.ขอนแก่น เจ้าหน้าที่จากทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น ได้ควบคุมตัวนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน ผู้ต้องหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. ชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน มาขึ้นพิจารณาไต่สวนของตุลาการทหาร มทบ.23 ตามการประสานขอเลื่อนนัดการไต่สวนจากเดิมวันที่ 26 ส.ค. โดยมีคนในครอบครัวและสมาชิกกลุ่มนักศึกษาดาวดิน รวมถึงกลุ่มนักศึกษาและอาจารย์จากหลายมหาวิทยาลัยมาร่วมให้กำลังใจ โดยศาลพิจารณาไต่ สวนตามคำร้องที่จำเลยได้ยื่นต่อศาลใน 3 ประเด็นหลัก ผลการพิจารณา แยกเป็นการยกคำร้องตามที่จำเลยนั้น ให้ยกฟ้องคดีดังกล่าว เนื่องจากประทับรับฟ้องและกระทำการเกินเวลาราชการ ศาลวิเคราะห์แล้วว่าสามารถกระทำได้ เนื่องจากฝ่ายโจทก์คือกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยพื้นที่ขอนแก่น ได้ประสานงานกับศาลฯโดยตลอด เมื่อมีการควบคุมตัวผู้ต้องหานำส่งต่อศาลฯ อัยการศาลทหาร จึงสั่งฟ้องและศาลฯได้ประทับรับฟ้อง เป็นสิ่งที่จะกระทำได้ ประเด็นนี้ศาลฯยกคำร้องไป ประเด็นที่สอง การยื่นคำร้องให้ปล่อยตัว โดยไม่มีหลักประกันและไม่มีประกัน เนื่องจากจำเลยมีอาการเจ็บป่วย ศาลยกคำร้องเช่นกัน เนื่องจากระเบียบของศาลทหารนั้นไม่มี

อนุญาตให้ประกันตัวแบบมีเงื่อนไข

จากการยกคำร้องดังกล่าว ศาลได้นัดไต่สวนคดีความทั้งหมดทั้งฝายโจทก์และจำเลย ในวันที่ 27 ต.ค. 59 ขณะเดียวกัน ผู้ปกครองและคนในครอบครัวได้หารือกันพร้อมขอยื่นประกันตัวไผ่อีกรอบในวงเงินประกัน 10,000 บาท โดยใช้เหตุผลของการที่ผู้ต้องหาป่วยต้องออกมารักษาอาการที่เจ็บป่วยจากทีมแพทย์ และการเปิดภาคเรียน ที่จำเลยต้องไปเรียนต่อในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศาลรับพิจารณา และต่อมาศาลอนุญาตให้ประกันตัว แต่มีเงื่อนไขห้ามชุมนุมทางการเมืองและห้ามเดินทางออกนอกประเทศ

“ประยุทธ์” ถกร่วม ครม.-คสช.เคาะยึดตามตัวบทอักษร ให้ ส.ส.กับ ส.ว.ร่วมเห็นชอบนายกฯ ในบัญชีพรรคการเมือง ถ้าไม่ได้เสียงเกินครึ่ง ค่อยเฟ้นก๊อกสองนอกตะกร้า โยน กรธ.-สนช.คุยให้จบใครชงชื่อ ถูกหรือผิดอยู่ที่ศาล รธน.ตัดสิน... 24 ส.ค. 2559 08:04 24 ส.ค. 2559 08:04 ไทยรัฐ