วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พร 3 ข้อ! สตอรี่เลิฟ กุณฑีรา - คริสโตเฟอร์ วิวาห์หวาน ที่เดียว

บ่มเพาะความรักจนสุกงอม จูงมือเข้าประตูวิวาห์กันไปหมาดๆ เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สำหรับคู่เลิฟเซเลบฯ สาวสวยร่างเล็ก ผู้ประกาศข่าว  ‘มายด์-กุณฑีรา ปัจฉิมสวัสดิ์’ และหนุ่มหล่อนักบัญชี ‘คริส-คริสโตเฟอร์ พรประยุทธ’ หลังจากเปิดตัวคบหาดูใจกันมานานกว่า 3 ปี

ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่เป็นอีกหนึ่งคู่ที่ถูกจับตามองมากที่สุด และหลายคนอยากจะรู้เส้นทางความรักของทั้งคู่ไม่น้อย กว่าจะมาเป็นโมเมนต์ขอแต่งงานสุดโรแมนติก งานแต่งสุดอลังการในธีม Magical Forest

หลังจากบทสัมภาษณ์อุ่นๆ ก่อนหน้าวันแต่งงานเราได้คุยกับเธอไปแล้วที่แรก

อ่านเพิ่ม : เปิดคู่รัก กุณฑีรา-คริสโชว์พรีเวดฯ ฝีมือ ผกก. MV เทย์เลอร์ สวิฟต์ ที่แรก

หลังวันดีๆ ไม่กี่วัน ไทยรัฐออนไลน์ ได้ล้วงเลิฟสตอรี่ของเขามาให้อ่านกัน รับรองว่า เป็นบทสัมภาษณ์ที่จะทำให้คุณลุ้นได้ตลอด อมยิ้มให้กับความน่ารัก และซึ้งจนน้ำตาไหลไปตามๆ กัน ที่แรกเช่นเคย

พาร์ท 1 : จุดเริ่มต้นความรักหอมหวาน

Q : รู้จักกันได้ยังไง
มายด์ :
เรารู้จักกันผ่านเพื่อนสนิท คือเพื่อนเรากับเพื่อนเขาเป็นแฟนกัน ทีนี้วันนั้นเรากับเพื่อนนัดว่าจะเจอกัน เพื่อนเราไปทานอาหารกับเพื่อนๆ และก็แฟนเขา เราก็ตามไปเจอ แล้วเราก็ได้เจอกับคริสนี่แหละ แต่ว่าเราไม่ได้คุยอะไรกันเลยนะ แค่รู้จักว่าคนนี้เป็นเพื่อนของเพื่อน พอทานเสร็จเพื่อนๆ ก็พากันไปชมวิวตรง Rooftop ที่ Marriott เรากับคริสก็ไปด้วย แต่ก็ไม่ได้คุยอะไรกัน ไม่ได้คุยกันสักคำเดียว คือไปด้วยกันแค่นั้น ทีนี้หลังจากวันนั้นคริสก็แท็กรูปในอินสตาแกรมมา เราก็โอเคไม่ได้อะไร

จนตอนนั้นเราเพิ่งทำแบรนด์หมวก เราก็ไปนั่งทำงานอยู่ที่สตาร์บัคส์ เอ็มโพเรียมคนเดียว นั่งทำงานไปเรื่อยๆ จนพอเราจะกลับ เราเงยหน้าขึ้นมาก็เจอคริสนั่งอยู่คนเดียวโดยบังเอิญ แล้วไม่รู้อะไรดลใจให้คริสนั่งตรงทางออกพอดิบพอดี ซึ่งถ้าเราจะออกจากร้านก็ต้องเดินผ่านเขา มันก็เลยทำให้เราต้องทักทายเขาไปโดยปริยาย (หัวเราะร่า) และนั่นเป็นครั้งแรกที่เราได้คุยกัน เรานั่งคุยกันได้ประมาณครึ่งชั่วโมง ก็ผลัดกันถามโน่นถามนี่ แบบมาทำอะไร ตอนนี้ทำงานอะไรอยู่ เราก็เลยรู้ว่าคริสเพิ่งเริ่มทำธุรกิจส่วนตัวเหมือนกัน ตอนอยู่อเมริกาคริสทำงานเป็นนักบัญชี (CPA) แต่ช่วงนั้นเขาออกมาเปิดบริษัทกับเพื่อนทำหลายอย่าง

ทีนี้พอหลังจากวันนั้นเราก็ไม่ได้คุยกันอีก ไม่ได้ขอไลน์ แลกเบอร์โทรกันแต่อย่างใด แต่เหมือนเวลาเพื่อนๆ นัดแฮงเอาต์กันเรื่อยๆ ด้วยความที่เราก็อยู่กลุ่มเพื่อนแก๊งเดียวกัน มันก็เลยทำให้เราได้เจอกันบ่อย แล้วมันก็จะมีเหตุการณ์อยู่หลายครั้งที่ทำให้เรากับคริสต้องนั่งอยู่กันสองคน มันก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้เราเริ่มคุยกันมากขึ้นแบบเพื่อน จนแบบเพื่อนคนอื่นไม่แฮงเอาต์กันแล้วแต่เราสองคนก็ยังไปกันอยู่

ถามว่าตอนนั้นเริ่มปิ๊งๆ กันรึยัง เราก็มีเริ่มคิดนะว่าเขาน่ารักดี แต่ไม่ได้คิดเกินเลยว่าต้องเป็นแฟนกัน เพราะเราว่ามันเป็นไปไม่ได้ คือคริสอยู่อเมริกา และเราอยู่ไทย แน่นอนเรื่องระยะห่างเป็นอะไรที่อดคิดไม่ได้ ที่ตอนนั้นคริสมาไทยเป็นเพราะเขามาทำงานส่วนตัว แล้วเขามีคอนโดอยู่ที่นี่

Q : ความรู้สึกแรกที่เจอกัน มองแต่ละคนเป็นยังไงบ้าง
มายด์ : ตอนเราเห็นคริสครั้งแรก เราไม่ได้คิดอะไรเลย ไม่รู้สิ เหมือนเราคิดไว้ว่าถ้าจะเจอใครคนหนึ่งที่มันใช่ สเปกผู้ชายที่เราจะแต่งงานด้วยต้องเป็นแบบไหน เราเคยคิดภาพเอาไว้ List นิสัยเอาไว้ว่าแบบนี้ๆ พอเจอคริสเราไม่ได้คิดอะไรถึงขนาดนั้นว่าเขาจะต้องเป็นแบบนั้น แบบนี้ ว่าเขาจะต้องเป็นคนที่ใช่ แวบแรกที่เห็นกันยังไม่มีใครรู้หรอกว่าคนๆ นี้ใช่ แต่ยอมรับว่าเห็นแล้วมันก็มีซัมติงนะ (หัวเราะ) แต่เราก็บอกตัวเองว่าไม่เอาดีกว่า ช่างมันๆ เอาจริงๆ เราชอบผู้ชายที่ขี้เก๊ก มีมาดหน่อยๆ ฉลาด ดูน่าค้นหาดี ซึ่งคริสก็เป็นคนนิ่งๆ ได้อยู่ จริงๆ จะบอกว่า หลังจากเจอที่สตาร์บัคส์ครั้งนั้น เราก็เจอเขาตรงนั้นอีกหลายครั้งมาก แต่เราเลือกที่จะเดินผ่านไม่ได้ทัก แล้วก็คิดว่าคงไม่ใช่หรอก ไม่สานต่อดีกว่า ทว่ามันกลับกลายเป็นเราเจอเขาบ่อยครั้งเรื่อยๆ จนความรู้สึกมันก็มาเอง

คริส : เราก็มีคิดเหมือนกัน แต่ไม่อยากให้ความรู้สึกตรงนั้นเยอะ เพราะเราก็รู้ว่าอีก 2-3 เดือนต้องกลับอเมริกาแล้ว มันไม่น่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นได้ ตอนแรกที่เห็นมายด์ เรารู้สึกว่า มีผู้หญิงคนหนึ่งตัวเล็ก น่ารัก สวยมาก และวิธีการพูดก็โปรเฟสชั่นแนลมาก อีกทั้งดูภายนอกเป็นคนชอบแต่งตัว ซึ่งต่างจากเราเลยที่เป็นคนซิมเปิ้ลมาก ชอบอยู่แบบง่ายๆ ไม่ Public แต่งตัวสบายๆ

Q : พอรู้จักกันแล้วใครจีบใครก่อน
มายด์ : ด้วยความที่เราเจอกันบ่อยครั้งจนความสัมพันธ์มันพัฒนาเป็นแบบนี้ มันไม่ได้มีใครจีบใครก่อน ทว่าเป็นอารมณ์ที่ต่างฝ่ายต่างชอบแล้วไม่บอกกัน แอบคิดขึ้นมาว่าน่ารักดีแต่ไม่ได้บอกใคร จนเพื่อนๆ ในกลุ่มเริ่มเห็น เริ่มสังเกต แล้วก็มาแซวว่าเอ๊ะๆ ยังไงๆ ทำให้ความสัมพันธ์มันชัดเจนมากขึ้น มีอยู่ครั้งหนึ่งเรากับคริสก็ไปร่วมก๊วนเพื่อนๆ ทานข้าวกันปกติ แล้วทีนี้ร้านอาหารมันมีข้างบนให้ขึ้นไปชมวิว ถ่ายรูปเล่นได้ เราก็ชวนกันขึ้นไปถ่ายรูปเล่น ก่อนลงเขาก็ถามว่าไม่มีไลน์จะส่งรูปให้ได้ยังไง (นี่ไม่ได้จีบนะ...หัวเราะร่า) หลังจากนั้นเราเลยแลกไลน์ มีไลน์กัน

Q : เล่าเสน่ห์ของแต่ละคนให้ฟังหน่อย
มายด์ : อย่างที่บอกว่า มันไม่ได้เริ่มจากที่ใครคนใดคนหนึ่ง ฉะนั้นตั้งแต่แรกเลยไม่มีใครพยายามที่จะทำให้อีกฝ่าย Impress อะไรเลย ไม่พาไปทานร้านอาหารดีๆ แต่งตัวดีๆ ไม่มีอะไรให้ต้อง Impress เราสองคนแสดงตัวตนเราชัดเจนว่าเป็นคนแบบไหน ยังไง เราเคยพากันไปทานก๋วยเตี๋ยวเป็ดข้างทาง นั่งคุยเรื่องบัญชี หรือวางระบบบริษัททำยังไง คือเหมือนเราอยู่ด้วยกัน แชร์ไอเดีย-นั่งทำงานด้วยกัน มันเลยให้เราประทับใจในความเก่ง ความขยัน มุมมองการทำงานของเขามากกว่า

ตอนแรกที่รู้จักเห็นเขาก็มีคิดนะว่า เขาจะชอบปาร์ตี้รึเปล่า เจ้าชู้รึเปล่า เพราะเราเป็นคนไม่ชอบเที่ยวกลางคืน ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ แต่ปรากฏว่าพอรู้จักกันไปมากขึ้น เขาไม่ใช่คนแบบนั้นเลย มันก็เลยทำให้เราคิดว่าเขาก็เป็นคนใช้ได้เหมือนกัน เราสามารถพึ่งพาเขาได้ เวลาคุยด้วยแล้วเหมือนเราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ

คริส : แน่นอนว่า ตอนแรกต่างฝ่ายต่างมองกันคนละแบบ เราก็มองว่ามายด์ไม่น่าจะใช่ ไม่น่าเวิร์ค เพราะเขาเป็นคนชอบแต่งตัว อาจจะเป็น Materialistic รึเปล่า ซึ่งเราไม่ชอบอะไรแบบนั้นเลย ทว่าพอได้มารู้จักจริงๆ คุยไปคุยมา มันก็ทำให้เรารู้ว่าคนนี้ภายนอกไม่แมตช์กับสิ่งที่คุยกัน

พาร์ท 2 : เริ่มพัฒนาความสัมพันธ์

Q : มีไลน์แล้วคุยกัน ติดต่อกันทุกวันเลยไหม
มายด์ : คุยกันทุกวัน แค่ไลน์นะ ก็คุยกันในเรื่องที่ลึกซึ้งขึ้น เช่น ความคิดเป็นยังไง อนาคตอยากทำอะไรบ้าง โตมาในครอบครัวยังไง คุณพ่อคุณแม่เป็นแบบไหน วางแผนอนาคตอีก 5 ปียังไง อยากแต่งงานตอนไหน มีลูกกี่คน คือเราลิสต์เป็นคำถามมาเลย คริสก็ตอบมา เราก็ติ๊กๆ ไว้ ตอนนี้ยังมีเก็บไว้อยู่เลย

คริส : เราไม่ได้พยายาม Impress กัน ฉะนั้นเราจะตอบอย่างที่เราเป็น-ไม่สร้างภาพเลย ถ้ามายด์ไม่ชอบเราก็ง่าย ตัดความสัมพันธ์ Keep Ralation เป็นเพื่อนกันต่อไป พอเขาลิสต์คำถาม เรานั่งตอบเป็นชั่วโมง ตอบยาวเลย เพราะเราอยากให้เขารู้ว่าทั้งหมด มันคือตัวเราอ่ะ แล้วมายด์ล่ะเป็นยังไง

Q : เมื่อไรที่เริ่มเปิดให้เพื่อนๆ รู้ถึงความสัมพันธ์
มายด์ : เพื่อนๆ เริ่มรู้ตอนที่คริสต้องกลับอเมริกา เพราะว่าระยะทางมันไกล แต่เราสองคนยังรักษาความสัมพันธ์กันอยู่ ก่อนวันที่กลับคริสก็มาบอกแอบชอบเรา (ยิ้มเขินๆ) มาบอกชอบตอนเขาจะกลับแล้วไง เราก็โอเคๆ เขาก็ถามอยู่ไกลกันทำยังไงดี เราไม่ได้ตอบอะไรนะ เพราะอยากจะรอดูว่าพอเขาไปไกล เราจะรู้สึกแบบไหน ยังจะชอบเขาอยู่ไหม จริงๆ เรามีบ้านอยู่ที่แอลเอด้วย ซึ่งมันก็เป็นความบังเอิญอีกเหมือนกันที่บ้านของเรา และเขาอยู่ห่างกันแค่ 10 นาที

บ้านนั้นคุณยายคุณแม่เคยอยู่ที่นั่น แล้วเราก็ไปเที่ยวเล่นทุกปีตั้งแต่เด็ก (อยู่ปีละเดือน) ซ้ำคุณตาของเราเป็นหมอ และคุณพ่อของเขาก็เป็นหมอด้วยเหมือนกันมันเลยอยู่ใน Circle เดียวกัน รู้จักกัน คือเราก็คิดในใจนะ อยากรอดูไปก่อนว่าไกลกันแล้วเขาจะเป็นยังไง แต่เขาก็ยังโทรมาทุกวัน เฟซไทม์มาหาทุกวันตลอดอยู่ประมาณ 1-2 เดือน พอคุยกับเขาเรื่อยๆ นับตั้งแต่ที่ได้ไลน์กันก็ประมาณ 6 เดือน เขาก็ตัดสินใจถามว่าลองมาคบกันดูไหม แล้วก็บอกให้คุณพ่อคุณแม่เขารับรู้ว่า กำลังคบหาดูใจกับเราอยู่ เราก็เลยเซย์เยส แต่ก็ยังดูเขาไปเรื่อยๆ นะ เพราะเราก็อยากที่จะรู้จักคุณพ่อคุณแม่ของเขาด้วย

ทีนี้ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เราทำหมวก ยังไม่ได้กลับไปอ่านข่าว มันก็เลยมีเวลาว่าง เราเลยตัดสินใจไปเที่ยวอเมริกา ไปอยู่เดือนหนึ่ง ไปทำความรู้จักกับคุณพ่อคุณแม่ แล้วก็ตัวเขามากขึ้น เขาเปิดให้เราเห็นความเป็นอยู่ของเขา เพื่อนที่อเมริกาเป็นยังไง หน้าที่การงานที่นั่นเป็นยังไง มันก็ทำให้เรารู้สึกมั่นใจมากขึ้น ถึงบ้านเขาจะไกล แต่บ้านเราก็มีอยู่ที่แอลเอเหมือนกัน ฉะนั้นเราเลยไม่รู้สึกว่ามันห่างกันขนาดนั้น หรือกระทบกับความรู้สึกอะไร เรื่องระยะทางไม่ได้มีปัญหาสำหรับเราสองคนเลย

หลังจากเรากลับมาไทยก็เริ่มห่างกัน เพราะเราก็ต้องทำงานเป็นผู้ประกาศ ส่วนเขาก็ทำงานประจำอยู่ที่โน่น ต่างคนต่างมีหน้าที่มีงานต้องทำ ทีนี้เราก็เลยคุยกันว่าจะต้องพยายามเจอกัน ใช้เวลาอยู่ด้วยกันบ้าง ซึ่งตอนนั้นเขาบินไปทำงานที่ยุโรป เราก็ไปด้วย ไปกันทั้งหมด 5 ประเทศ 2 อาทิตย์ แล้วเรากับเขาก็บินกลับมาไทยด้วยกัน ตอนนั้นเขามาอยู่ที่นี่ประมาณนึงก็กลับไปอเมริกา แล้วมันก็เป็นแบบนี้เรื่อยๆ เราหาเวลาเจอกันแล้วแยกกันอีก มันมีความสัมพันธ์ที่ Long Distance แบบนี้อยู่ประมาณ 1 ปี จนพอเข้าปีที่ 2 เราเลยแบบไม่ได้แล้ว จะไปๆ มาๆ ทั่วโลกแบบนี้ไม่ได้ มันควรต้องอยู่เป็นหลักแหล่งสักที่

เลยคุยกันว่าจะตัดระยะห่างตรงนี้ยังไงดี ได้บทสรุปว่า เขาตัดสินใจย้ายมาไทย มาลองใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ดู ระหว่างนั้นเราก็อ่านข่าว เขาก็ทำธุรกิจส่วนตัวซึ่งมันจะอยู่ที่ไหนก็ได้ เขามาอยู่ได้ประมาณ 7-8 เดือน ทุกอย่างมันโอเคราบรื่น คุณพ่อคุณแม่ทั้งสองฝ่ายเริ่มรับรู้มากขึ้น

กระทั่งเข้าปีที่ 3 เราคุยกันอีกว่า จริงๆ งานของคริสที่อเมริกามันมั่นคงมากกว่า ฉะนั้นต้องมีใครคนใดคนหนึ่งเสียสละ เราก็เลยตัดสินใจลองไปใช้ชีวิตอยู่อเมริกาบ้าง ดูสิว่ามันจะเป็นยังไง มันจะเวิร์กไหม ตอนแรกยอมรับนะว่า เรากังวล กลัว มีเริ่มหวิวๆ บ้าง เพราะเราอ่านข่าวที่ไทยมา 8-9 ปี ไปอยู่ที่อเมริกาเราจะทำอะไร จะเรียนต่อปริญญาเอกดีไหม หรืออะไรดี จนสุดท้ายเราบังเอิญได้งานที่สถานกงสุลของไทยในอเมริกา เป็นงานช่วยทูต เราทำงานอยู่ได้ประมาณ 8 เดือน ทุกอย่างก็ไปได้ราบรื่นอีกเหมือนกัน แล้วเราก็รู้ตัวเองแล้วว่าเราอยู่ได้ ตอนนั้นเรายังไม่ได้คิดถึงเรื่องแต่งงานอะไรนะ ก็มีคุยๆ บ้างแต่เราก็ไม่รู้ว่าเขาจะขอเมื่อไหร่

คริส : ตอนมายด์ไปแรกๆ เราก็กังวลเหมือนกันว่า เขาจะอยู่ได้ไหม เขาจะทำงานอะไร เพราะที่เมืองไทยมันง่ายมากสำหรับเขา เขาคล่อง-รู้จักคนเยอะ แต่พอเขาไปก็พิสูจน์ให้เราเห็นว่าเขาอยู่ได้ !

Q : เดทแรกสุดประทับใจ
มายด์ : ไม่มีเลย ไม่เคยมีเดทแรกแบบไม่มีเพื่อนๆ (หัวเราะ) ถ้าจะแบบไปกันเองสองคน ก็นี่แหละ...ก๋วยเตี๋ยวเป็ดข้างทาง นี่คือเดทแรก จริงๆ มันไม่ใช่เดทด้วยซ้ำ เพราะตอนนั้นเราสองคนยังไม่กล้าพูดอะไรกันอยู่ เราแค่ไปกินก๋วยเตี๋ยวกัน 40 บาท แล้วก็แยกกันไปทำงานต่อ

Q : คิดว่าคู่เราเป็นคู่ที่โรแมนติกไหม มีวิธีเติมหวานให้กันยังไบ้าง
มายด์ : เราโรแมนติกนะ แต่คริสไม่ค่อยเลย คู่เรามีโรแมนติกบ้างอาจไม่ถึงกับสวีตน้ำเน่าอะไรขนาดนั้น น้อยมากที่จะซื้อดอกไม้มาเซอร์ไพรส์ หรือแต่งตัวสวยหล่อพากันออกไปข้างนอก คริสจะเป็นแนวแบบแสดงออกให้เห็นมากกว่าว่า เขาแคร์ เขาห่วงอยู่ตลอดเวลาจนเพื่อนๆ บางคนยังบอกหยุดได้ไหม รำคาญ (หัวเราะร่า) หากแต่ตลอด 3 ปีที่คบกัน เขาก็มีทำเซอร์ไพร์สให้นะ อย่างเซอร์ไพรส์ตุ๊กตาหมีครั้งหนึ่ง และก็ดอกไม้ ส่วนมากจะเป็นเราเองซะมากกว่า

คริส : ใช่ๆ มายด์จะเซอร์ไพรส์บ่อยมาก เขาจะมีโมเมนต์อะไรแบบนี้ตลอดเลย อย่างตอนอยู่อเมริกาถ้าเราบอกไม่สบาย เขาก็จะเซอร์ไพรส์ด้วยการส่งเป็น Cure Package จากไทยมาให้เลย เราก็นึกไม่ถึงเหมือนกัน จริงๆ เขาส่งทันทีเลยนะ แต่กว่ายาจะมาถึงคืออีกหนึ่งอาทิตย์ มันช้ามากเลยไง (หัวเราะ) หรือไม่เคยมีเหมือนกัน เขาส่งเป็นซีดี อัลบั้มเพลงที่เราชอบมาให้ เขาเป็นคนที่ Thoughtful มาก คิดถึงเราตลอดเวลาไม่ว่าเขาจะทำอะไร เดินไปที่ไหน ซึ่งนี่เป็นอีกหนึ่งอย่างที่เรารู้สึกประทับในตัวเขาตลอดที่คบกัน

แต่ที่เราเซอร์ไพรส์สุดๆ ก็คงเป็นวันเกิดของเราปีแรก ที่เรากับมายด์ยังไม่ได้อยู่ด้วยกัน (เราอยู่อเมริกา เขาอยู่ไทย) วันนั้นเรากับเพื่อนไปทานร้านอาหารกันปกติ แบบชิลมาก ไปกัน 4-5 คน เราก็งงๆ นะ ว่าอยู่ดีๆ เพื่อนหิ้วกระเป๋ามาทำไม แล้วเอาคอมฯ มาด้วย จนพอทานเสร็จเพื่อนก็เอาคอมฯ ออกมา แล้วบอกมีของขวัญจะให้ แต่ไม่ได้มาจากเพื่อนนะ เราก็งงหนักเลยทีนี้ เพื่อนเราเปิดวิดีโอให้ดู จำได้ว่าเป็นวิดีโอที่นานมากประมาณ 15 นาที เป็นวิดีโอแฮปปี้เบิร์ธเดย์-อวยพรวันเกิดที่มายด์ไปสัมภาษณ์เพื่อนๆ เต็มเลยกว่า 100 คน ทั้งเพื่อนเราที่เคยเจอตอนไปอเมริกา เพื่อนเขา คุณพ่อคุณแม่ พี่ชายเรา ทุกคนมาแฮปปี้เบิร์ธเดย์เรา เอาจริงๆ วันเกิดเราไม่ได้คาดหวังอะไรเลยนะ แต่เขาก็ทำให้ เป็นอะไรที่ซึ้งมากๆ

Q : ทะเลาะกันบ่อยไหม
มายด์ : เอาจริงๆ ตอบจริงจังนะ เราไม่เคยทะเลาะกันเลยแม้สักครั้งเดียว เรารู้สึกว่าคู่เราเป็นคู่ที่ลงตัวมาก...ก มีไลฟ์สไตล์เหมือนกัน เราเข้าใจกัน เวลาเราคุยกับเพื่อนๆ แล้วเพื่อนมา Complain แฟนตัวเองให้ฟัง เราก็แบบฟังนะ แต่ไม่มีอะไรในตัวเขาที่เราจะ Complain กลับให้เพื่อนฟัง คือทุกอย่างมันดีมากจริงๆ แต่ถ้าจะมีเถียงกันครั้งแรก ก็คงเป็นตอนถ่ายพรีเวดดิ้ง (หัวเราะ) เพราะต่างคนก็ต่างอยากได้แบบนั้นแบบนี้ แต่สุดท้ายแล้วก็เป็นความคิดของเราทั้งคู่ที่อยากให้งานออกมาดีเพอร์เฟกต์ที่สุด

Q : โมเมนต์ไหนที่รู้สึกประทับใจมากที่สุดตลอดคบกัน 3 ปี
มายด์ : โมเมนต์ขอแต่งงาน มันเป็นอะไรที่ทั้งช็อก ซึ้ง ประทับใจ อารมณ์ความรู้สึกมันปนเปกันไปหมด เราคาดไม่ถึงเลย ด้วยความที่เขาเป็นคนไม่ค่อยซื้อดอกไม้ให้ใคร เราเลยคิดว่า ถ้าเขาจะขอแต่งงานก็คงเป็นที่ร้านอาหารดีๆ หน่อย แค่คุกเข่าขอก็ดีใจแล้ว แต่นี่คือเขาเตรียมการมาอย่างดี เซตสถานที่ มีดอกไม้ มีเทียนที่เราชอบ เป็นโมเมนต์ที่บรรยายไม่ถูกจริงๆ

พาร์ท 3 : เจ้าสาวที่สวยที่สุด...ของผม !

Q : โมเมนต์ขอแต่งงานเป็นยังไงบ้าง
คริส : จริงๆ เริ่มเล่าก่อนว่า เรื่องขอแต่งงานเราได้ปรึกษาคุณพ่อคุณแม่มานานมากแล้ว ตั้งแต่ตอนที่เรายังอยู่เมืองไทย ช่วงนั้นที่อยู่ประมาณ 7-8 เดือน เราคิดมาตลอดว่า มันเป็นเรื่องยากถ้าจะทำธุรกิจอยู่ที่เมืองไทย ถ้าไปอยู่เมืองนอกมันจะดีกว่า มีความมั่นคงมากกว่า ทีนี้เราก็เริ่มคุยปรึกษากับคุณพ่อ เพราะว่าถ้าเราต้องกลับอเมริกา เราก็อยากที่จะพามายด์กลับมาด้วย ไม่อยากให้ความสัมพันธ์เป็น Long Distance อีก

หรือต้องเลิกกันเพราะเรื่องงาน คุณพ่อก็เข้าใจ แต่ก็บอกว่ามันจะมีปัญหากับครอบครัวของมายด์ คือการจะขอให้ลูกสาวไปอยู่อเมริกา มันคงเป็นไปไม่ได้นอกจากจะคิดถึงเรื่องแต่งงาน หรือตั้งเป้าหมายให้ครอบครัวเขาเห็น เราก็เลยตัดสินใจโชว์แพลนที่วางไว้ให้ครอบครัวมายด์ดูว่า เราตั้งใจจะทำอะไรๆ บ้าง มี Goal ไว้ อนาคตจะเป็นยังไงๆ ครอบครัวเขาจะได้ไว้ใจ เห็นถึงความตั้งใจ และจริงใจของเรา สุดท้ายเขาก็ยอมให้มายด์ไปอยู่ที่โน่น

เราจริงจังมาก และเริ่มคิดที่จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน แต่ตอนนั้นเรายังไม่ได้ขอแต่งงานจริงจังนะ เพราะเราอยากดูก่อนว่าถ้ามายด์ไปแล้วจะเป็นยังไง เขาจะอยู่ที่โน่นได้ไหม เขาจะอยู่ไหวไหม มันเปลี่ยนชีวิตของเขาเลย แต่ท้ายสุดเขาก็โชว์ให้เห็นว่า เขาเก่ง เขาอยู่ได้ เอาตัวรอดได้ เขาขยัน มีความสามารถ และเขารู้สึกแฮปปี้ที่อยู่ที่นี่ คือการเปลี่ยนประเทศ มันเหมือนการเปลี่ยนชีวิต ทุกอย่างสำหรับเขาไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เขาก็ทำได้

ทีนี้พอมายด์มาอยู่ได้สักพัก เราก็เริ่มให้คุณพ่อไปคุยกับครอบครัวฝ่ายมายด์ แต่เหมือนเขาก็คงยังเป็นห่วงอยู่ เราก็โอเคไม่เป็นไร รอไปทำงานไป ตอนนั้นเราเพิ่งได้งานใหม่ (เลิกทำธุรกิจส่วนตัวไป) เพราะเราอยากโฟกัสให้ครอบครัวมายด์เห็นว่า ถ้าเราพร้อมจะมีครอบครัว งานใหม่นี้จะมั่นคงมากกว่า อีกทั้งยังได้เงินเดือนเกือบ 2 เท่า มายด์ก็แฮปปี้ พอเราทำงานไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่ามันโอเคแล้ว พร้อมที่จะดูแลมายด์แล้ว สามารถทำให้ครอบครัวมายด์ไว้ใจ-เชื่อใจได้ เราก็เลยคุยกับคุณพ่อให้ไปคุยกับทางครอบครัวมายด์อีกรอบ

จำได้ว่า เราคุยกับคุณพ่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ แล้ววันที่ 17 กุมภาพันธ์ คุณพ่อก็บินกลับมาหลังจากไปคุยกับครอบครัวมายด์มาแล้ว สรุปก็คือเซย์เยส ครอบครัวเขาโอเค (ยิ้มแก้มปริเลย) จากวันนั้นเราก็เลยเริ่มเตรียมแผนเซอร์ไพรส์ขอแต่งงาน ซึ่งมันมีอยู่ 2 วันที่จะเตรียมงานได้ก่อนที่เราจะมีทริปเล่นสกีกัน

มายด์ : โห...เกริ่นนานมากอ่ะ คริสขอแต่งงานวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ตอนที่เราไป Big Bear สกีทริปกัน ปกติเขาไม่ใช่คนโรแมนติกอะไร เอาจริงๆ วันนั้นเราไม่ได้คิดว่าเขาจะทำเซอร์ไพรส์อะไรเลย ตอนนั้นเราไปเล่นสกีกัน 5 คน มีญาติเราคนหนึ่ง และก็เพื่อนเราคนหนึ่งด้วย ในใจเราคิดว่ามันเป็นที่ที่สวยมาก แอบกระซิบถามเพื่อนว่าคริสจะมาขอเราแต่งงานรึเปล่า (หัวเราะ) เราก็รอนะ แต่แบบไม่มีอะไรเกิดขึ้น เวลาเลยไปถึง 3 ทุ่ม เราก็ไปทานอาหารกันที่ร้านแห่งหนึ่ง แต่รสชาติอาหารแย่มาก เราก็เลยย้ายไปทานต่ออีกร้านหนึ่ง แล้วก็ย้ายไปทานอีกร้านหนึ่ง ทานกันจนท้องแตก

ประมาณ 5 ทุ่มกว่าจะเที่ยงคืน มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เราก็เลยกลับบ้าน ง่วงมาก เพราะเราไปสกีกันทั้งวัน พอถึงบ้านเราก็เดินเข้าบ้านปกติ แต่เป็นคริสนั่นแหละที่ตื่นเต้นมาก ไม่รู้เป็นอะไร ไปเปิดประตูก็ลุกลนแปลกๆ

บอกก่อนว่าบ้านที่เราอยู่มันเป็น Cabin ติดแม่น้ำ เราเช่า Area เขาอยู่ ตอนนั้นก็มีหิมะตกด้วย ทีนี้แหละพอเราเดินเข้าไปปุ๊บ เราก็เห็นไฟ-เทียนอยู่ที่พื้น พลางคิดในใจว่าสงสัยเจ้าของบ้านมาแน่ ตายแล้ว (หัวเราะร่า) แล้วเพื่อนก็ผลักเราเข้าไปใกล้ๆ เราก็เห็นดอกไม้เต็มไปหมดเลย ตอนแรกเรายังงงอยู่ พอผ่านไปประมาณ 1 วินาที เราก็เพิ่งรู้ตัวว่ามันเป็นของเรา เท่านั้นแหละเราร้องไห้ไม่หยุดเลยตั้งแต่หน้าประตู ไม่ยอมเดินด้วย จนเพื่อนๆ ต้องผลักให้เราเดินพร้อมกับอัดวิดีโอไปด้วย เราก็ร้องไห้ฮือๆ ช็อกอยู่ไง (หัวเราะ) แล้วทางมันเป็น Walk Way ไปถึงข้างนอกตรงระเบียง เราก็เห็นชื่อตัวเองอยู่ที่พื้นเหมือนกับบอกให้ยืนตรงนั้น

ช็อกก็ช็อกนะ แต่ในใจก็สงสัยว่าใครเซตเพราะเพื่อน 5 คนนั้นก็อยู่กับเราตลอดเวลา ตอนที่คริสพูดอะไรเราฟังไม่รู้เรื่องเลย ทุกอย่างเบลอไปหมด เขาบอกให้เรามายืนตรงนี้ เราก็มายืน แต่เขาพูดอะไรเราจับใจความไม่ได้เลยวินาทีนั้น เพราะในใจมัวแต่คิดว่า สงสัยจ้างโปรเฟสชั่นแนลมาจัดให้แน่ๆ เลย ไม่มีทางที่เขาจะทำได้ หรือจะเป็นเพื่อนเขาที่เป็นแฟนอยู่กับเพื่อนเรา ทีนี้เราก็เลยสติแตกตะโกนชื่อเพื่อนเขา จนคริสต้องบอกว่าช่วยฟังเขาพูดหน่อย จากนั้นเขาก็ร่าย Speech พร้อมกับร้องไห้ไปด้วย

คริส : เซตทั้งหมดเราให้เพื่อนผู้ชายสองคนเป็นคนจัดการให้ เพื่อนเป็นคนโรแมนติกมาก เขาโปรฯ มาก เราบอกเพื่อนว่ามายด์ชอบอะไรบ้าง แบบชอบดอกไม้ เทียนไฟ ต้องมีวิดีโอ มีป้ายไฟ มีหิมะ เขาก็เข้ามาจัดการให้ใช้เวลา 6 ชั่วโมงตอนที่เราพามายด์ออกไปชิล เขาช่วยกันเซตอัพทุกอย่างดีมากๆ ต้องขอบคุณเขาจริงๆ

Q : ความรู้สึกตอนขอแต่งงาน
มายด์ : หูอื้อ ฟังอะไรไม่รู้เรื่องเลย ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น (หัวเราะ) เราจำได้แต่ประโยคสุดท้าย เขาพูดดีมากที่ว่า เขาตื่นเต้นที่ขอเรา ทว่าเขาไม่ตื่นเต้นที่จะสร้างครอบครัวกับเรา เขามั่นใจมากกับคนๆ นี้ แล้วเขาก็มาจับมือเรา ถามว่า Will you marry me พร้อมจะสวมแหวนแล้ว แต่ว่าแบบ...มันผิดมือ เราเลยเปลี่ยนส่งมือซ้ายไป

เราเบลอไม่ได้ตอบเขาด้วยว่า เยส จนเขาต้องถามอีกรอบ เยสไหม เราเลยเซย์เยสไป แล้วเพื่อนๆ ก็โผล่มา ทั้งหมดมีประมาณ 10 คนได้ที่อยู่ที่นั่น เป็นพยานรักให้เรา หลังจากวันนั้นก็มีวิดีโอแสดงความยินดีจากเพื่อนๆ ส่งเข้ามา ซึ่งเราก็ได้เอาไปฉายบนโปรเจ็กต์เตอร์วันแต่งงาน

คริส : ตอนคุณพ่อบอกโอเคขอเลย เป็นเวลาสองวันสองคืนที่เราไม่ได้นอนอ่ะ มันนอนไม่หลับจริงๆ เราท่องไว้ว่าจะพูดยังไง เราเป็นคนที่ท่องแล้วส่วนใหญ่จะออกมาดีมากนะ เราก็ท่องทั้งวัน ท่องตลอด ทว่าพอวันจริงเราเห็นเขาร้องไห้ เราไม่เคยเห็นคนร้องไห้แบบนี้ เล่นเอาพูดไม่ออกเลย Pause นานมาก แล้ววันนั้นก็ตื่นเต้นมาก จับมือผิดอีก จริงๆ ต้องจับมือซ้าย แต่เราไปจับมือขวาซะงั้น

และแล้วก็ถึงช่วงเวลาที่สาวๆ ทุกคนรอคอย งานแต่งงานที่ราวดั่งความฝัน ….

Q : เล่าถึงขั้นตอนเตรียมงานแต่งให้ฟังหน่อย

มายด์ : หลังจากคริสขอแต่งงาน เราก็เริ่มตั้งแต่หาฤกษ์วันแต่งกับพระพรหมวชิรญาณ ซึ่งได้ฤกษ์มาวันที่ 18 กรกฎาคม มันมีเวลาเตรียมงานไม่ถึง 5 เดือน ทุกอย่างมันกะทันหันมาก เราก็โอเค บินกลับมาไทยล่วงหน้า (เดือนเมษายน) มาเตรียมตัว แล้วก็วางแพลนงานต่างๆ คือเราอยากจะแพลนงานเองทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ใช้ Wedding Planner อย่างที่คนอื่นใช้ ทีนี้พอกลับมาเราก็มาคุยกับครอบครัวว่าอยากจะจัดงานเล็ก หรืองานใหญ่แค่ไหน แขกที่มาจะมีประมาณกี่คน เพื่อที่เราจะได้เลือกสถานที่จัดให้เหมาะสม พอเรารู้คร่าวๆ แล้ว เราก็เลือกจัดที่โรงแรม Siam Kempinski ตรงพารากอน เพราะเราไว้ใจโรงแรมระดับ 6 ดาวให้มาดูแลงานแต่งของเรา แถมที่สำคัญยังสะดวกสำหรับการเดินทางของแขกทุกท่าน โดยเฉพาะเพื่อนๆ ที่บินมาจากต่างประเทศ ทั้งอเมริกา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เพราะมาที่นี่พวกเขาไม่มีรถกัน ฉะนั้นรถไฟฟ้าจะสะดวกที่สุด เผื่อใครสงสัย เราไม่ได้รู้จักเจ้าของเป็นการส่วนตัวนะ แค่ติดต่อไปให้เขาล็อกห้องให้

เสร็จพอได้โรงแรมเราก็มาหาคนที่จะตกแต่งงาน ซึ่งมันมีหลายเจ้าในประเทศไทย เราเลือกของบริษัทชื่อ ‘ผกา’ เขาเป็นน้องใหม่นะ แต่เรารู้สึกว่างานของเขามัน Minimal มันเรียบเก๋ ซึ่งตรงกับที่เราต้องการ เราก็เลยรีเควสอยากได้แบบเป็นฟีลป่าในเทพนิยาย มีไฟสีทองแซมเข้าไปให้ดูเหมือนเป็น Magical Forest แค่เชื่อในฝีมือของเขา ทีนี้เราก็มาคิดธีมงาน สีของงาน ดีไซน์การ์ด เลือกผ้าให้เพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาว คุณพ่อคุณแม่

สำหรับชุดแต่งงานของเราเอง เราไว้ใจให้ดีไซเนอร์คนไทยเป็นคนดูแล คือ ‘พี่แมน อมตะ’ สตูดิโออยู่ที่ทองหล่อ ทั้งชุดงานหมั้นเช้า และชุดแต่งงานตอนเย็นเลย เพราะเรารู้สึกว่าคนไทยเข้าใจสรีระของคนไทยด้วยกัน และคือเราเป็นคนตัวเล็กมาก ทว่าอยากได้ชุดที่พอดีตัว แล้วดูอลังการแบบที่จินตนาการเอาไว้ ซึ่งพี่แมนสามารถทำได้ตรงตามที่เราต้องการ โดยชุดงานตอนเช้าจะเป็นแบบชุดไทย (จัดพิธีหมั้นแบบไทย) เพราะคิดว่ายังไงมันก็ครั้งหนึ่งในชีวิต พี่แมนก็ออกแบบเป็นสไบสีเงิน ตอนแรกจะใส่สีทองให้เข้ากับธีม แต่พอลองแล้วสีเงินมันขึ้นกว่าก็เลยเลือกใส่สีเงิน ส่วนชุดงานตอนเย็นก็เป็นแบบเจ้าหญิงสวยสง่า ดูอลังการเลย ชุดยาวกว่า 3 เมตร เพื่อภาพที่สวยงาม (หัวเราะ) กับชุดของคริสก็จะเป็นเสื้อสูท-ทักซิโด้ ซึ่งเราก็ได้เตรียมไว้ก่อนแล้ว

สุดท้ายขั้นตอนที่ยากที่สุดก็คือ การแจกการ์ด เพราะแขกที่เมืองไทยมีจำนวนเยอะมาก ไม่เหมือนเมืองนอกที่งานจะจัดเล็กๆ ซึ่งเราก็อยากจะไปเชิญด้วยตัวเอง ฉะนั้นมันเลยทำให้เราใช้เวลาค่อนข้างมากนิดหนึ่ง แต่เนื่องจากเราก็มีเวลาไม่มากเท่าไร บางคนเลยต้องใช้วิธีส่งจดหมายไปแทน แล้วค่อยโทรไปเรียนเชิญด้วยตัวเองอีกที 

Q : ครั้งแรกที่เห็นเจ้าสาวในชุดแต่งงาน
คริส : ว้าวเลย ! จริงๆ ทุกวันเราเห็นเขาแต่งตัวก็คิดว่าเขาสวยมากอยู่แล้ว ทว่าวันนั้นมันพิเศษมากกว่าทุกวัน ยิ่งเราอยู่กับเขา มันทำให้เรารู้ว่าเขาไม่ได้สวยแค่ภายนอก แต่จิตใจข้างในเขายังดีเป็นคนที่สวีทมากด้วย เราภูมิใจเวลาออกไปไหนกับเขาแล้วคนชม วันนั้นที่เห็นเขาใส่ชุดเจ้าสาว เรารู้แน่นอนว่าทุกคนในงานจะต้องตกตะลึง ทั้งหน้าตา และผมของเขาเหมือน Princess มากจริงๆ เรารู้สึกโชคดี และภูมิใจที่ได้เขามาเป็นเจ้าสาว และภรรยาที่รัก

Q : ความรู้สึกวันแต่งงาน
มายด์ : มันเกินคำบรรยายจริงๆ และเป็นอารมณ์ที่ค่อนข้างแตกต่างจากวันขอแต่งงาน มันทั้งตื่นเต้น ซาบซึ้ง แอบมีเครียด-กดดันบ้าง แต่เราก็เหมือนคุยกัน จับมือกันตลอดเวลาว่าเราจะผ่านมันไปด้วยกัน ไม่ว่ายังไงเรายังมีเขาอยู่ข้างๆ ถ้าคริสตื่นเต้นเราก็จะจับมือเขาไว้ งานนี้เราเป็น Wedding Planner เองครั้งแรก จัดเตรียมทุกอย่างเองหมด ไม่ได้จ้างออแกไนเซอร์ใดๆ ทีนี้เรื่องพิธีต่างๆ เราอาจจะพอรู้มาบ้าง แต่ก็ยังไม่เคยได้ทำจริงๆ แบบนั้นพอถึงเวลาจริงๆ อย่างงานหมั้นก็เลยมีงงกันเล็กน้อย แบบจะหันทางไหน ไหว้ใครก่อน หรือดึงพานธูปเทียนยังไง ยิ่งที่อเมริกาไม่มีธรรมเนียมหมั้นด้วย มันก็เลยทำให้สับสนเข้าไปใหญ่ ทว่าท้ายสุดแล้วเราสองคนก็ผ่านกันมาได้ (หัวเราะร่า)

Speech ที่เราต้องเตรียมพูดตอนเย็น เราก็ไม่ได้เตรียมนะ เพราะคิดไว้ว่าจะพูดสด คนที่ไปงานจะรับรู้ได้ ทุกคนร้องไห้หนักมาก ทุกๆ โมเมนต์มันซึ้งมาก และมันเป็นอารมณ์สดหมดเลย คริสพูดก็ร้องไห้ เราพูดเองยังร้องไห้เลย พอถึงช่วงที่จะให้ผู้ใหญ่ขึ้นมาพูด เราก็ให้ประธานหนึ่งท่าน คือ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ขึ้นมากล่าวอวยพร จากนั้นก็เอาเพื่อน 6 คนที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดขึ้นไปพูดถึงเรา ถามว่าตอนนั้นรู้สึกยังไง มันก็ตื้นตันเวลาที่เพื่อนพูดถึงเรา เพราะเพื่อนทุกคนเหมือนเป็นพาร์ทหนึ่งของ Relationship เรา เราและคริสแฮปปี้มากที่เห็นทุกอย่างออกมาราบรื่นตามที่แพลนเอาไว้ ซึ่งมันอาจจะดีมากกว่าด้วยซ้ำ

พาร์ท 4 : ชีวิตหลังแต่งงานสุดแฮปปี้

Q : แต่งงานกันได้ 1 เดือนกว่าๆ คิดที่ฮันนีมูนไว้รึยัง จะมีทายาทเลยไหม
มายด์ : สเปนเลย จองแล้ว (หัวเราะร่า) เราไม่เคยไปเลยอยากไป อีกอย่างคริสพูด Spanish ได้ด้วย เราว่าสเปนคงจะสวย และโรแมนติกไม่น้อย ใจจริงๆ เราอยากไปโมร็อกโกต่อด้วยนะ เพราะมันอยู่ใกล้กัน แต่คริสกลัวไอซิสอยู่ตอนนี้เลยขอบายดีกว่า

ส่วนเรื่องลูกโดนคนถามเยอะมากๆ เอาจริงๆ เราก็อยากมีนะ แต่ไม่ได้ตั้งใจว่าจะต้องมีทันที ปล่อยให้เป็นตามธรรมชาติดีกว่า มาเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น เพราะเดี๋ยวเราก็ต้องย้ายไปอเมริกาด้วย ไม่รู้ว่าชีวิตจะลงตัวยังไง ฮันนีมูนนี้เลยไหม ? ไม่รู้สิ ต้องรอดู (หัวเราะเขินๆ) เราเคยคุยกับคริสเรื่องนี้เหมือนกัน แต่ใจเขาอยากทำงานอีก 2 ปี แบบตั้งใจทำงาน เก็บเงิน แล้วไปเที่ยวกันสองคนก่อน เที่ยวกันสนุกกัน จากนั้นค่อยคิดถึงเรื่องลูก

Q : ชีวิตหลังแต่งงานเป็นยังไงบ้าง
มายด์ : เหมือนเดิมนะ ไม่ต้องปรับตัวอะไรเลย เราก็อยู่ด้วยกัน ทำอะไรทุกอย่างเหมือนตอนก่อนแต่งงาน เรารู้สึกว่าแต่งงานแล้วแฮปปี้กับชีวิตคู่มากขึ้น เราดีใจที่ได้เขามาใช้ชีวิต-มาแชร์อะไรต่างๆ ด้วยกัน แล้วเดี๋ยวคริสจะบินกลับอเมริกา ส่วนเราจะรอสักแป๊บหนึ่ง เคลียร์อะไรที่เมืองไทยให้เสร็จก่อนแล้วค่อยบินตามไป

คริส : ของเราเป็นเรื่องความรู้สึกมากกว่า ความรู้สึกที่มากขึ้น ตอนแรกๆ อาจจะมีปัญหาเรื่องระยะทาง เพราะมายด์เป็นห่วงที่ต้องอยู่ไกลกัน เขาคิดว่าใจเราจะเปลี่ยนได้เลยทำให้ยังไม่มั่นใจ แต่พอเราได้หมั้นกัน-แต่งงานกัน มันก็เหมือนเราพิสูจน์ให้เขา และคุณพ่อคุณแม่ของเขาเห็น ทำให้เขามั่นใจมากขึ้น เชื่อใจเรามากขึ้นว่า เราไม่มีทางเปลี่ยนใจแน่นอน จนถึงตอนนี้เรารู้สึกดีใจที่ทำให้เขามั่นใจในตัวเราได้ และมั่นใจว่าเราจะเป็นสามีที่ดีให้กับเขาได้

Q : เคล็ดลับการคบกันให้นานๆ แบบที่ไม่ต้องทะเลาะกัน
คริส : ง่ายๆ เลย ถ้าคิดจะคบจริงจังกัน ทั้งคู่เราและเขาจะต้องไม่มีอะไรปิดบังกัน รู้สึกยังไงก็พูด ความเชื่อใจกันและกันเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งอยู่ไกลยิ่งต้องเชื่อใจให้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องแสดงให้เขาเห็นว่า เราไม่นอกลู่นอกทาง ทำให้เขามั่นใจตรงนี้ให้ได้ การคบกันของเราต่างฝ่ายต่างคิดว่าอีกคนเป็นครอบครัว อาจจะมีทะเลาะกันบ้าง ไม่เข้าใจกันบ้าง ทว่าท้ายสุดแล้วเรารู้ว่ายังไงก็ไม่ทิ้งกัน ตลอดเวลาที่คบกับมายด์ เราตั้งใจทำอะไรดีๆ ให้เขา ซึ่งบางทีเราอาจจะพูดให้เขาเสียความรู้สึก แต่อยากจะให้รู้ Keep in mind ทุกครั้งว่าเราหวังดี เพราะรักเขา

Q : วิธีเติมความหวานให้กัน
มายด์ : เราบอกรักกันตลอด บอกว่าเรารู้สึก Grateful ยังไงที่มีเขามาอยู่ในชีวิต เราดีใจแค่ไหน ขอบคุณที่เขาอยู่ตรงนี้ เขาจะได้รับรู้ว่าเรารัก และเห็นค่าของเขาแค่ไหน

คริส : ตั้งแต่เจอกันทุกวันตื่นขึ้นมา ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม เรารู้สึกขอบคุณที่ยังมีชีวิตอยู่ เราดีใจมากแค่ไหนที่เราได้เจอเขา ทุกครั้งที่เจอกันเราจะบอกรัก หอมแก้มตลอด แสดงความรักให้เขารู้ว่ามันมากแค่ไหน

Q : คู่เลิฟทำแทนกันได้
มายด์ : แน่นอน ! เรารู้ว่าเขาชอบไม่ชอบอะไร อย่างเสื้อผ้าเราซื้อแทนเขาได้ หรืออาหารก็สั่งให้เขาได้เลย เพราะเขาซิมเปิ้ลมาก ทานแต่อะไรเดิมๆ เรารู้รายละเอียดเพราะอยู่ด้วยกันทุกวัน จนหลังๆ เพื่อนๆ เริ่มบอกว่าหน้าเหมือนกัน ยิ้มเหมือนกันแล้ว (หัวเราะ) ทว่าถ้าให้เราทำบัญชีคงทำไม่ได้นะ เหมือนกันถ้าให้เขามาทำหมวกคงทำไม่ได้ แต่ละคนถนัดไม่เหมือนกัน ฉะนั้นเราจะมา Combine กัน

คริส : เอาจริงๆ เราไม่ได้โฟกัสตรงนั้นเท่าไหร่เพราะคิดว่ามันไม่สำคัญ แต่เราโฟกัสที่ความรู้สึก-ความคิดมากกว่า เช่นว่า ในสถานการณ์นั้นๆ เราเห็นหน้าเขาแล้วรู้ทันทีว่าเขารู้สึกยังไง หรือเราเข้าใจว่าเขาคิดอะไรอยู่ แม้แต่ครอบครัว ลูกต้องเลี้ยงยังไง หรือคนต้อง Treat ยังไง ถ้าเป็นเรื่องทั่วๆ ไป อย่างเขาชอบสปา บำรุงผม ทำผม คือเราก็รู้แค่นั้น แต่ไม่ได้โฟกัสลงดีเทลว่า เขาชอบใช้ของแบรนด์ไหน อะไรบ้าง

ปิดท้ายคำถามด้วยสิ่งที่ทุกคนอยากรู้...

Q : สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับชีวิตคู่ คืออะไร
มายด์ : ตอนพิธีหมั้นเราได้รับคำอวยพรเยอะมาก ให้มาประมาณ 3 ข้อทุกคนแล้วคล้ายๆ กันหมด นั่นก็คือ ความเข้าใจ ให้อภัย และใจเย็นต่อกัน (ค่อยๆ คิดแก้ปัญหา ไม่ใช้คำพูดรุนแรง)

*** ล้อมกรอบ***

ถ้าใครอยากติดตามความน่ารักสดใสของ ‘มายด์-กุณฑีรา ปัจฉิมสวัสดิ์’ สามารถเข้าไปกดฟอลโล่เธอได้ที่อินสตาแกรม khunteera และนอกจากเธอจะเป็น Wedding planner ให้งานแต่งของเธอเองแล้ว เธอยังเปิดรับจัด Wedding planner ให้สำหรับใครที่จะแต่งงานด้วย เชื่อไหมว่า เธอเคยจัดงานแต่งของเพื่อน เตรียมงานทุกอย่างเสร็จภายในเวลาแค่ 2 เดือน และงานก็ออกมาสวย เพอร์เฟกต์อย่างที่ตั้งใจไว้เลยทีเดียว ซึ่งเธอเผยว่า การเตรียมงานทั้งหมดนั้นง่ายมาก เพราะเธอทำมันอย่างเป็นระบบ ขั้นตอน อย่างไรก็ดี สำหรับใครที่สนใจอยากให้เธอลองเป็น Wedding planner ให้ ก็สามารถเข้าไปดูไอเดียเก๋ๆ ที่เธอเอามาแชร์กันได้ที่อินสตาแกรม thewedding.mind

บ่มเพาะความรักจนสุกงอม จูงมือเข้าประตูวิวาห์กันไปหมาดๆ เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สำหรับคู่เลิฟเซเลบฯ สาวสวยร่างเล็ก ผู้ประกาศข่าวช่องวัน ‘มายด์-กุณฑีรา ปัจฉิมสวัสดิ์’ และหนุ่มหล่อนักบัญชี ‘คริส-คริสโตเฟอร์ พรประยุทธ’ หลังจาก 23 ส.ค. 2559 14:26 ไทยรัฐ