วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คิดก่อนกด คลิกเดียวโดนล้วง เสียสิทธิส่วนตัว เอาผิดไม่ได้

เตือนเหล่าโซเชียลลิซึ่ม เล่นแอพฯ ต้องระวัง อ่านสัญญาให้ชัด ก่อนคลิก พลาดพลั้ง ถูกล้วงข้อมูลส่วนตัวเกินจำเป็น แถมเอาผิดใครไม่ได้...

จุดเริ่มต้นของสกู๊ปชิ้นนี้ เกิดจากกระแสข่าวที่โด่งดังขึ้นมาบนโลกออนไลน์ว่า “เกมโปเกมอน โก มีพิษล้วงลับข้อมูลส่วนตัว” กระแสข่าวนี้ จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ทุกวันนี้ อาจมีหลายคนกำลังพะวงในเรื่องนี้อยู่….

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จึงมีความตั้งใจอย่างยิ่งในการจัดทำสกู๊ปชิ้นนี้ขึ้น เพื่อเตือนให้ทุกๆ ท่าน ได้พึงระวังตัว เพราะทุกๆ ข้อมูลที่ ถูกนำไปผูกไว้บนโลกเทคโนโลยี มันมีความเสี่ยงต่อการถูกขโมยไปใช้งาน

"โดยที่บางครั้ง คุณก็ไม่รู้ตัวว่า ข้อมูลของคุณกำลังถูกใช้งานอยู่"

ในวันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะพาแฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ ไปพบกับทุกแง่มุมของภัยที่เกิดจากการสมัครเล่นเกมและเล่นโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่คุณอาจถูกล้วงข้อมูลส่วนตัว โดยที่ ตัวคุณนั่นแหละ เป็นผู้อนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลของตัวคุณเอง……

ทางทีมข่าวจึงได้เชื้อเชิญ รศ.คณาธิป ทองรวีวงศ์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น และนักวิชาการด้านกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล และ ดร.โกเมน พิบูลย์โรจน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท T-NET ภายใต้การกำกับดูแลของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (สวทช.) มาบอกเล่าทุกแง่มุมของการสูญเสียข้อมูลจากการเล่นแอพพลิเคชั่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เกม โซเชียลมีเดีย ว่าความจริงแล้ว ผู้ให้บริการสามารถเข้าถึงข้อมูลอะไรได้บ้าง?.. หรือ เอาข้อมูลที่ได้ไปใช้ทำอะไร?...

แล้วเกมที่กำลังฮอตฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง ทั่วโลก อย่าง โปเกมอน โก เหล่าเทรนเนอร์ ได้สูญเสียข้อมูลส่วนตัวอะไรไปให้บริษัทเกม บ้าง?...  

การขอเข้าถึงข้อมูลของแอพฯ มี 2 แบบ เพื่อให้แอพฯทำงานดี-เอาไปใช้เกินวัตถุประสงค์

ทางทีมข่าวฯ ขอเริ่มต้นการสนทนา ด้วยการรัวคำถามเป็นชุด ว่า...แอพพลิเคชั่นที่ถูกสร้างมาในปัจจุบัน ส่วนใหญ่อยากเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลไปเพราะอะไร ข้อมูลอะไรที่ต้องการ และเมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว...เอาไปใช้ทำอะไร ที่สำคัญมีกฎหมายควบคุมเรื่องนี้หรือไม่? 

โดย รศ.คณาธิป เลกเชอร์ ให้ทีมข่าวฯ ฟังว่า ปัจจุบันต้องยอมรับว่า ข้อมูลของผู้ใช้งานเทคโนโลยีต่างๆ ได้เข้าไปอยู่ในมือ ของผู้ให้บริการแล้วในระดับหนึ่ง.... 

ดังนั้น หากถามว่า ทำไมผู้ให้บริการ ต้องเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งาน?

ในประเด็นนี้ต้องอธิบายว่า แอพพลิเคชั่นบางตัว มีความจำเป็น ต้องเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งาน เพื่อทำให้แอพพลิเคชั่นนั้นๆ สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ แต่ปัญหาที่มักจะตามมา หลังจากผู้ให้บริการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งานคือ การนำข้อมูลไปใช้ โดยในเรื่องนี้ แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ

แบบที่ 1 การนำข้อมูลไปใช้เพื่อประโยชน์ในการใช้งานแอพพลิเคชั่นนั้นๆ เช่น การนำข้อมูลเหล่านี้ไปพัฒนาแอพพลิเคชั่น เป็นต้น

แบบที่ 2 การนำข้อมูลไปใช้เพื่อประโยชน์นอกเหนือจากวัตถุประสงค์ในการใช้งานแอพพลิเคชั่น เช่น นำข้อมูลไปใช้ในเชิงธุรกิจ หรือ นำข้อมูลผู้ใช้ไปขายต่อ 

ซึ่งหากผู้ให้บริการนำข้อมูลผู้ใช้งานไปใช้ในแบบที่ 1 ปัญหาก็จะไม่เกิดขึ้น แต่หากนำข้อมูลผู้ใช้งานไปใช้ ในแบบที่ 2 การกระทำในลักษณะนี้อาจสร้างความไม่พอใจแก่ผู้ใช้งาน และทำให้เกิดปัญหาตามมาได้

แอพฯ ต่างกัน ความต้องการข้อมูลก็ต่างกัน ผู้ใช้งานควรอ่านให้รู้ชัดก่อนใช้

หลายคนในที่นี้ คงกำลังอยากรู้กันอยู่ว่า ข้อมูลที่พูดๆ กันอยู่ มันคือ ข้อมูลอะไรที่ผู้ให้บริการต้องการจากเรา รศ.คณาธิป ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า แอพพลิเคชั่นแต่ละตัว ไม่ว่าจะเป็น เฟชบุ๊ก ทวิตเตอร์ ไลน์ หรือแม้กระทั่งแอพพลิเคชั่นเกมต่างๆ อย่างโปเกมอนโก จะมีระดับการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งานที่แตกต่างกัน

ยกตัวอย่างเช่น แอพพลิเคชั่นบางตัว อาจจะเข้าถึงข้อมูลเฉพาะ อีเมล ชื่อ-นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ติดต่อแค่นั้น ในขณะที่แอพพลิเคชั่นบางตัว อาจต้องการเข้าถึงข้อมูลรูปภาพ หรือ ข้อมูลเครือข่ายเพื่อนของเรา เป็นต้น 

ซึ่ง...ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบการเข้าถึงข้อมูลของแอพพลิเคชั่น ก่อนเข้าใช้งานได้ เพราะโดยปกติแล้ว ก่อนเข้าใช้งานแอพพลิเคชั่นใดก็ตาม จะมีข้อความเด้งขึ้นมาก่อน ซึ่งข้อความที่เด้งขึ้นมานั้น คือ ข้อความขอความยินยอมการเข้าถึงข้อมูลจากผู้ใช้งาน ซึ่งเราสามารถตรวจสอบดูได้จากข้อความนี้ ว่า แอพพลิเคชั่น ที่เราจะใช้งานนั้น ขอเข้าถึงข้อมูลอะไรเราบ้าง....

ซึ่งถ้าหาก เราเสียสละเวลาสักนิด เพื่อนั่งอ่าน ก็จะรู้ได้ทันทีว่าแอพพลิเคชั่นเหล่านี้ เข้าถึงข้อมูลอะไรของเราบ้าง?.....

หลักสากล สั่งแอพฯ หากต้องเข้าถึงข้อมูล เอาข้อมูลไป ต้องได้รับการยินยอมจากเจ้าของก่อน

และวิธีการใดที่แอพพลิเคชั่นเหล่านี้ใช้ เพื่อให้ผู้ใช้งานยินยอมเข้าถึงข้อมูล รศ.คณาธิป กล่าว ในเรื่องนี้ว่า วิธีที่แอพพลิเคชั่นพวกนี้ใช้ คือ การจัดทำสัญญาใช้บริการแอพพลิเคชั่นขึ้นมา โดยรายละเอียดของสัญญาแต่ละแอพพลิเคชั่น ก็จะมีความแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของผู้ให้บริการ แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ สัญญานี้จะอยู่ในรูปแบบสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ และมีสภาพเป็นกฎหมาย...ซึ่งหน้าตาของสัญญานี้ เชื่อว่าทุกคนคุ้นเคยกันอยู่แล้ว เพราะมันจะแสดงให้เห็นทุกครั้ง ก่อนเข้าใช้งาน

โดยแสดงขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้งาน กดยอมรับให้เข้าถึงข้อมูล โดยมีปุ่มทางเลือก 2 ทาง คือ

ยอมรับและให้เข้าถึงข้อมูล หรือ ไม่ยอมรับการเข้าถึงข้อมูล

ซึ่งวิธีการขอข้อมูลในลักษณะนี้ถือว่า ทำถูกต้องตามกฎหมายและสอดคล้องตามหลักสากลด้วย คือ การที่จะเก็บข้อมูล เข้าถึงข้อมูล และการนำข้อมูลไปใช้ได้ "จะต้องได้รับคำยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อน"

และเมื่อใดก็ตามที่เรากด "ยินยอม"

"ผู้ให้บริการ ก็จะสามารถนำข้อมูลเราไปใช้ ตามเงื่อนไขในสัญญาได้อย่างถูกกฎหมาย"

ระวังสัญญาพ่วงท้าย หากคุณไม่อ่าน อาจเสียประโยชน์ได้

“แต่ปัญหาก็ยังมีอยู่ เพราะคนขี้เกียจอ่านสัญญา และมักยินยอมให้แอพพลิเคชั่นเหล่านี้ สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัว ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้อ่านเลยด้วยซ้ำไป"

ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ อาจทำให้เกิดปัญหาตามมาได้ เพราะการที่ไม่อ่าน จะทำให้ไม่รู้ว่า แอพพลิเคชั่นบางตัว อาจจะทำสัญญาอย่างอื่นๆ พ่วงท้ายตามมาก็ได้ ซึ่งอาจเป็นสัญญาที่ทำให้ผู้ใช้เสียประโยชน์ไปโดยไม่รู้ตัว

ทั้งนี้ สาเหตุที่คนส่วนใหญ่มักไม่อ่านสัญญาก่อน คลิกยินยอม ส่วนตัวผมมองว่า น่าจะเป็นเพราะสัญญามีความยาวมาก ประกอบกับผู้ใช้ มีเวลาสำหรับการที่จะมาพิจารณาน้อย เพราะต้องการเข้าใช้งานแอพพลิเคชั่นได้เร็วๆ นอกจากนี้ในเชิงปฏิบัติ วันๆ หนึ่ง มีคนดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นจำนวนมาก ซึ่งโอกาสสำหรับจะมานั่งอ่านสัญญาในทุกๆ แอพพลิเคชั่น

"เป็นไปได้ยาก"

มีเพียงส่วนน้อยมาก ที่จะยอมสละเวลา มานั่งอ่านอย่างละเอียด ดังนั้น เมื่อผู้ให้บริการ ขอเข้าถึง ข้อมูลผู้ใช้งาน อย่างถูกกฎหมายแล้ว แล้วเรากลับไม่อ่านก่อน หากในอนาคตเกิดมีปัญหาตามมา ผู้ให้บริการ ก็สามารถอ้างที่จะไม่ขอรับผิดชอบใดๆ เลยก็ได้ เพราะทุกสิ่งทุกออย่างที่เกิดขึ้นมันมีอยู่ในสัญญา โดยที่คุณเองนั่นแหละ เป็นผู้ยินยอม ด้วยตัวเอง....

ใช้ แอพฯต่างประเทศ รู้เอาไว้ เกิดข้อพิพาท กฎหมายไทยช่วยไม่ได้

รศ.คณาธิป กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่ากลัวคือ ทุกวันนี้เราส่วนใหญ่เราบริโภคแอพพลิเคชั่นของต่างประเทศ นั่นแปลว่า แอพพลิเคชั่นเหล่านี้ ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายไทย ดังนั้น หากมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของการเข้าถึงข้อมูล การนำข้อมูลไปใช้ที่อาจจะทำผิดเงื่อนไข หรือ ปัญหาการเข้าใช้งานแอพพลิเคชั่น

การตัดสินความผิด จะต้องขึ้นอยู่กับข้อกำหนดแอพพลิเคชั่น ว่า ผู้ให้บริการจะเอากฎหมายของประเทศใดมาใช้ ซึ่งแน่นอนว่า กฎหมายการเอาผิดในเรื่องนี้ ของแต่ละประเทศ มีความแตกต่างกัน

แต่อย่างไรก็ดี ในหลักการสากล มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอยู่แล้ว โดยระบุเอาไว้ว่า การเก็บข้อมูล การเข้าถึงข้อมูล และการนำข้อมูลไปใช้ จะต้องได้รับคำยินยอม จากเจ้าของข้อมูลก่อน ซึ่งแอพพลิเคชั่นต่างๆ ไม่ว่าผู้ให้บริการ จะมาจากประเทศใด หรือ จะมีข้อกำหนดให้ใช้กับกฎหมายจากประเทศใด ก็จะต้องปฏิบัติตามหลักการสากลนี้ อย่างเคร่งครัด

เกิดปัญหาขึ้น กฎหมายอื่นใดก็ช่วยไม่ได้ หากเจ้าของข้อมูลยินยอมให้ข้อมูลด้วยมือตัวเอง

รศ.คณาธิป กล่าวว่า ส่วน กฎหมายการคุ้มครองข้อมูล ที่ไทยกำลังผลักดันให้เกิดขึ้น หรือ กฎหมายดิจิตอล ที่หลายคนบอกว่า ถ้ากฎหมายนี้ ออกมาเมื่อไหร่จะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างแน่นอน...

แต่ส่วนตัวมองว่า กฎหมายนี้ มันไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เพราะว่ากฎหมายข้อมูลนี้ ไม่ใช่แค่ประเทศไทยที่กำลังจะมีแต่ประเทศอื่นเขามีมานานแล้ว และที่ผ่านมากฎหมายในลักษณะนี้ ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้หลักการสากล ที่ระบุไว้ว่า

"จะเก็บข้อมูลได้ จะต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อน"

ดังนั้น หากถามว่า การเข้าใช้งานแอพพลิเคชั่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ก ไลน์ ทวิตเตอร์ เกมโปเกมอน โก พวกนี้ได้ขออนุญาตผู้ใช้งาน ก่อนหรือไม่?...

"คำตอบคือ ขอแล้ว เพียงแต่คนไม่สนใจเอง เท่านั้น"

ดังนั้น การที่ขอความยินยอมแล้ว แต่คนไม่สนใจ จึงทำให้กฎหมายคุ้มครองข้อมูล ที่จะนำมาใช้นี้ มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรอยู่ดี หากเจ้าของข้อมูล ดันไปยินยอมด้วยตัวเอง เพราะกฎหมายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยหลักมันอยู่บนรากฐานของการ ให้ความยินยอม เพราะถือเป็นอำนาจของการตัดสินใจของเจ้าของข้อมูล เปรียบเทียบ คือ ให้ข้อมูลเราเป็นทรัพย์ หากเราไม่อยากได้ เราทิ้งไป กฎหมายก็ไม่ได้ออกมาห้าม เป็นต้น เพราะฉะนั้น จึงทำให้กฎหมายข้อมูล มันมีขอบเขตอยู่เพียงแค่นี้....

"ผมอยากเตือนว่า ยุคนี้มันเป็นยุคที่ผู้บริโภค ต้องมีความระมัดระวังด้วยตัวเอง ในการที่จะตกลงทำสัญญาอิเล็กทรอนิกส์กับสารพัดแอพพลิเคชั่นต่างๆ โดยเฉพาะกับที่เป็นของต่างประเทศ เพราะหากเกิดปัญหาขึ้น เราจะไม่สามารถพึ่งพิงกฎหมายไทยได้มากนัก เนื่องจาก มันเกินอำนาจศาลไทย" รศ.คณาธิป กล่าว

4 แนวทางป้องกันข้อมูลจากการใช้แอพฯ

รศ.คณาธิป ได้เสนอแนะแนวทางการป้องกันว่า อันดับแรก คุณต้องรู้ก่อนว่า ต้องการอะไรจากแอพพลิเคชั่นเหล่านี้ แล้วต้องการจะปกป้องตัวเอง จากอะไร?

หากกลัวข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล หรือ อาจเสี่ยงต่อการถูกนำไปใช้โดยมิชอบ เช่น นำข้อมูลไปใช้ นอกเหนือจากเงื่อนไขในสัญญา ผิดเงื่อนไขตามสัญญา หรือ ใช้ประโยชน์เกินสัญญา ยกตัวอย่างเช่น การนำข้อมูลเล่านี้ ไปใช้ในเชิงธุรกิจ

"โดยการไปขายต่อ ให้บุคคลที่ 3"

วิธีการป้องกัน คือ…..

1.ต้องอ่านและทำความเข้าใจกับสัญญาโดยตัวเอง ก่อนกดยืนยัน โดยเฉพาะประเด็น จะเก็บข้อมูลอะไรบ้าง? และ เอาข้อมูลเหล่านี้ไปใช้เพื่ออะไร?

2.หลีกเลี่ยงการปล่อยข้อมูลส่วนตัวที่ Sensitive โดยการเคลียร์ข้อมูลทุกอย่าง ที่คุณไม่ต้องการให้ใครรู้ออก เช่น หากแอพพลิเคชั่น ต้องการเข้าถึงอัลบั้มรูปทั้งหมด ก็จัดการ เคลียร์รูปภาพที่ไม่ต้องการเผยแพร่ออกไป เสียก่อน

3.พยายามใส่ข้อมูลส่วนตัว ลงบนแอพพลิเคชั่นต่างๆ ให้น้อยที่สุด หรือ ใส่เท่าที่จำเป็นเท่านั้น

4.เลือกโหลดแอพพลิเคชั่นที่หน้าเชื่อถือ หรือ เลือกแหล่งผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่น ที่น่าเชื่อถือ

อย่างไรก็ดี ส่วนตัวมองว่า การปกป้องข้อมูลส่วนตัว มักจะขึ้นกับผู้ใช้บริการแต่ละคนด้วย เพราะการหวังจะไปพึ่งกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล ที่รัฐกำลังร่างออกมานั้น มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรอยู่ดี....

เพราะท้ายที่สุด มันขึ้นอยู่กับตัวของคุณเอง เพราะหากคุณ ยินยอมเอง กฎหมายก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก...

ดังนั้น ผู้ใช้งาน ที่มีความกังวล จะต้องมีความตระหนักในเรื่องนี้อย่างมาก ส่วนคนที่ไม่แคร์ไม่ตระหนัก นั้น ก็เป็นสิทธิส่วนบุคคลของเขา ที่เราไม่สามารถไปบังคับให้เขามาตระหนักในเรื่องนี้ได้ ….รศ.คณาธิป กล่าว

ข้อมูลทุกคนมีความสำคัญ ควรรักษาไว้อย่าเปิดเผยง่าย

จริงหรือไม่ ข้อมูลเราไม่สำคัญ เพราะเราเอง ก็เป็นคนไม่สำคัญ?

รศ.คณาธิป กล่าวในเรื่องนี้ว่า "เป็นการเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเป็นอย่างมาก"

นั่นเป็นเพราะ..... คุณไม่จำเป็น ต้องเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง ข้อมูลส่วนตัวของคุณก็มีความสำคัญเช่นกัน เพราะหาก มีกรณีการนำข้อมูลไปใช้ในทางเสียๆ หายๆ ท้ายที่สุดแล้ว คุณก็จะต้องทำทุกอย่างเพื่อเรียกสิทธิในข้อมูลคุณคืนมา และเมื่อถึงเวลานั้น คุณจะยังคิดอีกไหมว่า ข้อมูลของคุณ มันไม่สำคัญอีกต่อไป...

ดังนั้น จงอย่าลืมว่า ความเป็นส่วนตัว หรือ ข้อมูลส่วนตัว มันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน ที่ควรจะต้องตระหนัก และสามารถที่จะปกปิดเอาไว้ได้ โดยที่คุณเอง สามารถที่จะเลือกได้เสียด้วยซ้ำไปว่า จะยินยอม หรือ ไม่ยินยอม

ยืนยันข่าวมั่ว ตอบให้ชัด โปเกมอน โก ไม่ได้เก็บรูปภาพ แต่เก็บพิกัดตำแหน่งคน

“ระวังโปเกมอนโก เป็นส่วนหนึ่งของสงครามไซเบอร์ ที่ทำให้ CIA หรือ หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ สามารถเข้าถึงข้อมูลของเราได้ แม้แต่ในห้องนอน”

ข่าวลือราวกับเพลิงนรกที่ลุกลามไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ในโลกโซเชียลมีเดีย จริงแท้หรือแค่มั่วนิ่ม?

ดร.โกเมน พิบูลย์โรจน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท T-NET ภายใต้การกำกับดูแลของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (สวทช.) ได้อาสามาไขข้อข้องใจให้แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ ได้ทราบถึงข้อเท็จจริงแล้ว ในวันนี้....

ดร.โกเมน เริ่มต้นการสนทนากับทีมข่าวฯ ว่า "การดักจับข้อมูลภาพ ในเกมโปเกมอน โก เท่าที่ทางทีมของผมได้ทำการทดสอบ ในขณะนี้ยังไม่เห็นวี่แววว่า เกมนี้ มีการส่ง และบันทึกข้อมูล ที่เป็นรูปภาพใดๆ ออกจากเกมเลย"...

เพราะอะไรน่ะหรือ?

เพราะหากมีการบันทึกและส่งข้อมูลจริง....เซิร์ฟเวอร์ของเกม ไม่น่าจะเพียงพอสำหรับการรองรับข้อมูลเหล่านี้ได้แน่นอน เพราะ 1.รูปภาพแต่ละภาพมีขนาดไฟล์ใหญ่มาก 2.ปัจจุบันมีคนเล่นเกมนี้ทั่วโลกจำนวนมหาศาล ดังนั้น กระแสที่หลายคนกำลังกังวลว่า จะมีคนมาสอดแนมถ่ายภาพ หรือ เก็บภาพในห้องนอนคุณ เพื่อเอาไปใช้ประโยชน์ นั้น จากการทดลองของผม ยังไม่พบว่าเกิดขึ้นจริง ยกเว้นว่า....ผู้ใช้งานจะส่งมันออกไปเอง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคุณไปเจอโปเกมอนในสถานที่ต่างๆ แล้ว ได้ทำการถ่ายรูป หรือ แคปเจอร์หน้าจอ แล้วนำไปโพสต์ต่อในสื่อโซเชียลมีเดีย จนทำให้เกิดการแชร์ หรือ กดไลค์ขึ้น

"ซึ่งเมื่อใดก็ตาม ที่คุณทำแบบนั้น รูปที่คุณบอกว่ามันเป็นส่วนตัว มันก็จะไม่เป็นส่วนตัวอีกต่อไป!"

แต่อย่างไรก็ดี เท่าที่พบในขณะนี้และเกิดขึ้นจริง คือ เกมนี้มีการส่งและบันทึกข้อมูลพิกัดการเล่นเกมของคุณ เพราะเกมมีการใช้ GPS เป็นส่วนหนึ่งของเกม ดังนั้น หากถามว่า เขาบันทึกได้อย่างไร ? คำตอบคือ เขาบันทึกได้ เพราะคุณมีการเปิดโลเกชั่น หรือ เปิด GPS ในระหว่างการเล่นเกม ซึ่งมันก็เหมือนกับกรณีที่เราใช้แผนที่ใน กูเกิล ที่ กูเกิลจะรู้ทันทีว่า เราอยู่พิกัดใด อยู่ตำแหน่งใดบนโลก ฉะนั้น ข้อแนะนำสำหรับผู้เล่นเกมนี้ คือ ควรเปิด GPS ในช่วงที่จำเป็นเท่านั้น ถ้าคุณไม่ต้องการให้ใครรู้ว่า ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน?

หากอนาคต โปเกมอน โก เก็บข้อมูลรูปภาพจริง เกมนี้ถูกแบนแน่นอน

ทีมข่าวถามต่อไปว่า หากในอนาคตมันเกิดขึ้น ผลที่จะเกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร....

เกมนี้มันฮิตกันทั่วโลก...เมื่อมันฮิต แน่นอน…มันต้องอยู่ภายใต้การจับตาของผู้เชี่ยวชาญจากทั่วทุกมุมโลก ฉะนั้น หากมีการสอดแทรกการสอดแนมจริง... มีหรือที่จะไม่มีใครรู้..... เอาล่ะ หรือ หากมันเกิดเป็นจริงดังว่า....ลองคิดดูสิว่า มันจะเป็นข่าวใหญ่ขนาดไหน ผลกระทบตามมาที่จะเกิดขึ้นกับบริษัทเจ้าของเกมจะเป็นอย่างไร?

"ผมรับรองได้เลยว่า บริษัทผู้ผลิตเกมนี้เจ๊งแน่นอน เพราะมันจะส่งผลให้คนเลิกเล่นทันที ใครจะเสี่ยง"

มั่นใจได้ โปเกมอน โก เก็บพิกัด ไม่ขายข้อมูลต่อให้มือที่ 3 ชัวร์

ข้อมูลพิกัดตำแหน่งผู้เล่นเกม เอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง?

การส่งและบันทึกข้อมูลพิกัดของผู้เล่นในเกมโปเกมอนโก จะมีข้อมูลอยู่ 2 ส่วน คือ 1. ข้อมูลของคนที่ตั้งใจไปจับโปเกมอน 2.ข้อมูลของคนที่เล่นควบคู่กับการใช้ชีวิตประจำวัน

ส่วนตัวมองว่า ข้อมูลเหล่านี้ จะมีการนำมาวิเคราะห์เพื่อทำเป็นข้อมูลโลเกชั่น ในเรื่องของการเคลื่อนไหวของผู้เล่นว่า พื้นที่ใดที่มีคนไปรวมตัวกันมากที่สุด เพื่อนำข้อมูลที่ได้ มาใช้วิเคราะห์ว่า คนมีพฤติกรรมในการใช้ชีวิตอย่างไร? จากนั้น ก็อาจจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปต่อยอดในเชิงธุรกิจ เช่น สถานที่นี้ คือ ทำเลทองที่มีคนไปเยอะ บริเวณนี้ มีคนอาศัยอยู่มาก เหมาะแก่การทำธุรกิจ แบบนั้นแบบนี้ ต้องนำเอาสินค้าหรือบริการประเภทนี้ มาขายในพิกัดเหล่านี้ เป็นต้น...

นอกจากนี้การเก็บข้อมูลในรูปแบบพิกัดของเกม อาจทำให้ในอนาคตมีการต่อยอด โดยการทำ โปเกมอน สต็อปขึ้นมาก็ได้ …..แล้วหากถามว่า ทำขึ้นมาเพื่ออะไร? ง่ายๆ เลย ก็ทำขึ้นมาเพื่อขายและปล่อยเช่าให้กับร้านค้า หรือ สถานที่ต่างๆ ให้ซื้อโปเกมอน สต็อป ไปติดตั้งในร้านหรือสถานที่ของตน เพื่อดึงดูดคนให้มาที่นี้ และแน่นอนเมื่อคนแห่กันมาเยอะๆ สถานที่นั้นก็จะถูกเนรมิตให้กลายเป็นทำเลทองไปในที่สุด

ฉะนั้น ส่วนตัวมองว่า หากบริษัทผู้สร้างเกมโปเกมอน โก จะนำข้อมูลที่ได้รับไปใช้ ก็คงนำไปใช้ในลักษณะภาพรวมมากกว่าข้อมูลเฉพาะส่วนบุคคล เพราะบริษัทคงไม่มานั่งพิจารณาข้อมูลรายคน ว่า นาย A คนนี้ ทำงานนี้ ชอบไปที่นี้ เดินทางด้วยถนนเส้นนี้ ข้อมูลแบบนี้ ไม่ได้น่าสนใจ เพราะมันเอามาใช้ประโยชน์ไม่ได้ แต่หากถามว่าจะนำเอาข้อมูลที่ได้ไปขาย ให้กับบุคคลที่ 3 หรือไม่ ในส่วนนี้ ผมเองไม่รู้....

ขณะที่ รศ.คณาธิป ที่กล่าวเพิ่มในเรื่องนี้ว่า การเก็บข้อมูลของโปเกมอน โก เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น ของการนำข้อมูลโลเกชั่น มาใช้ในชีวิตจริง ซึ่งหากพิจารณาสัญญาของเกมโปเกมอน โก ที่ให้เรายินยอม ผมมองว่า สัญญาสำหรับเกมนี้ค่อนข้างจะคุ้มครองสิทธิ์ของผู้ใช้ เพราะมีการระบุไว้ชัดเจนว่า

ไม่มีเจตนาขายพิกัดผู้เล่น เพื่อนำไปทำกำไร

แต่เกมนี้ จะนำข้อมูลของผู้ใช้งานไปใช้ ในวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาแอพพลิเคชั่นเกม แต่หากถามว่า จะมีการเอาข้อมูล ไปทำอะไรนอกเหนือจากในสัญญานี้หรือไม่....เรื่องนี้ไม่มีใครตอบได้ เพราะในสัญญาเกมโปเกมอนโก ระบุแค่ว่า จะไม่นำข้อมูลผู้ใช้งานไปขายต่อให้บุคคลที่ 3 เพียงแต่นำข้อมูลไปใช้กับบริษัทอื่นๆ ในเครือ เท่านั้น

พ่อแม่ต้องดูแล กฎหมายคุ้มครอง เด็กต่ำกว่า 13 ขวบ คลิก ยอมรับสัญญาด้วยตัวเองไม่ได้...

กฎหมายในอเมริกา ระบุเอาไว้ว่า การเก็บข้อมูลเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปี จะต้องได้รับการยินยอมจากผู้ปกครองก่อน เนื่องจากมองว่า เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี ยัง ไม่มีวิจารณญาณเพียงพอในการป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่ง เกมโปเกมอน โก เองก็ได้ปฏิบัติตามในเรื่องนี้...

หากแต่....ปัญหาในเชิงปฏิบัติเท่าที่พบก็คือ ตัวของเด็กมักจะกด ยินยอม ด้วยตัวเอง ฉะนั้น ผู้ปกครองจึงควรเข้ามาดูแลในเรื่องนี้  

ข้อพึงระวัง สำหรับเหล่า โซเชียลลิซึ่ม   

รศ.คณาธิป กล่าวว่า ปัจจุบันต้องยอมรับว่า บรรดาเทรนเนอร์ทั้งหลาย กำลังตกอยู่ในสภาวะ ไม่รู้ตัว และ ไม่ระวังตัว ว่า กำลังใช้ข้อมูลโลเกชั่นเชื่อมโยงกับสื่ออื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น เฟชบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรือ ไลน์

หากถามว่าเราเชื่อมโยงมันอย่างไร ? คำตอบคือ เมื่อคุณจับโปเกมอน ได้ แล้วคุณนำไปโชว์ โดยการโพสต์เฟซบุ๊ก หรือ ส่งไลน์ นั้น วิธีการเหล่านี้ โลเกชั่นของคุณ จะไม่ได้ถูกบันทึกไว้แค่ในเกม แต่จะถูกบันทึกลงไปบนสื่ออื่นๆ ด้วย

รศ.คณาธิป ทิ้งท้ายกับทางทีมข่าวฯว่า ส่วนตัวอยากให้ทุกคนมองว่าเกมโปเกมอน โก มันไม่ใช่แค่เกม แต่อยากให้ทุกคนมองว่า เกมโปเกมอน โก มันคือ จุดเริ่มต้นของการใช้โลเกชั่น เพื่อเข้ามามีบทบาทในการเข้าถึงตัวตนของคนมากขึ้น เพราะเกมโปเกมอน เป็นเพียงเกมแรกของยุคนี้ ที่จะปูทางให้เกมอื่นๆ อีกหลายๆ เกม เอาเป็นแบบอย่าง ในอนาคต

ดังนั้น หาก ผู้ใช้ ยังไม่ยอมตระหนัก หรือ หวงแห่ข้อมูลส่วนตัวของตัวเอง ตั้งแต่ เกมโปเกมอน โก จะทำให้ต่อไปคุณ อาจหลุดแชร์ข้อมูลส่วนตัวของคุณไปให้กับสิ่งอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งจะส่งผลให้ความเป็นส่วนตัว ของคุณสูญเสียไปเรื่อยๆ โดยที่หากมีปัญหาเกิดขึ้น ก็จะไม่มีกฎหมายใดๆ ที่จะเข้ามาช่วยได้

"นั่นเป็นเพราะ คุณเป็นผู้ยอมรับมันเสียเอง"

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน 

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ 
reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

เตือนเหล่าโซเชียลลิซึ่ม เล่นแอพฯ ต้องระวัง อ่านสัญญาให้ชัด ก่อนคลิก พลาดพลั้ง ถูกล้วงข้อมูลส่วนตัวเกินจำเป็น แถมเอาผิดใครไม่ได้... 23 ส.ค. 2559 12:43 24 ส.ค. 2559 10:23 ไทยรัฐ