วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

งดไลค์เลิกแชร์ สุขภาพคนป่วย

ข้อมูลจาก นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ระบุว่า ไตรมาสที่ 2 ของปี 2557 ทั่วเมืองไทย มีผู้ใช้สมาร์ทโฟน หรือโทรศัพท์มือถือที่สามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตได้รวมทั้งสิ้น 94 ล้านเครื่อง และเพิ่มจำนวนขึ้นอีกราว 2-3 ล้านเครื่องต่อไตรมาส

สื่อสังคมออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดีย ที่คนไทยนิยมใช้งานบนอินเตอร์เน็ตมากที่สุด คือ เฟซบุ๊ก ล่าสุดมียอดผู้ใช้งานทั้งสิ้นประมาณ 30 ล้านคน

รองลงมา คือ ยูทูบ 26.5 ล้านคน ทวิตเตอร์ 4.5 ล้านคน อินสตาแกรม หรือ ไอจี ประมาณ 1.7 ล้านคน และยังมีผู้นิยมใช้ ไลน์ อีกจำนวนมหาศาล (ยังไม่มีข้อมูลสำรวจ)

การที่คนส่วนใหญ่ มีสมาร์ทโฟน หรือโทรศัพท์มือถือที่สามารถทำอะไรได้หลายอย่าง และสามารถเข้าถึงการใช้งานอินเตอร์เน็ตได้อย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่แต่ละคนมีสถานะแทบไม่ต่างไปจากสื่อมวลชน ซึ่งสามารถเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารสู่สาธารณะได้ด้วยตัวเอง

ปัญหาที่ตามมาก็คือ การใช้โทร.มือถือ โพสต์ หรือลงภาพและเรื่องราวต่างๆ โดยมิได้กลั่นกรองได้ก่อให้เกิด ปัญหาการละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น มากมายตามมา ทั้งโดยรู้ตัว หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์

โดยเฉพาะสิ่งที่เป็นเรื่องอ่อนไหว อย่างเช่น กรณีปัญหาสุขภาพ

เป็นต้นว่า แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ ของสถานพยาบาล รวมทั้งเจ้าหน้าที่ซึ่งเข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุต่างๆ ได้นำเอาผลการตรวจสุขภาพ รูปภาพของผู้ป่วย หรือครอบครัวของผู้ป่วย หรืออาจจะบันทึกทั้งภาพและเสียง ระหว่างที่ผู้ป่วยได้รับการรักษา นำไปโพสต์เผยแพร่ และแชร์หรือส่งต่อ ตามสื่อสังคมออนไลน์ทั้งหลาย

โปรดทราบ!!!...การกระทำลักษณะนี้ ถือเป็นการละเมิดสิทธิของผู้อื่น มีความผิดตามมาตรา 7 พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 มีโทษจำคุก 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท เพราะข้อมูลด้านสุขภาพ ถือเป็นความลับ ที่ผู้อื่นจะเปิดเผยให้เสียหายไม่ได้ เว้นแต่คนไข้และญาติจะยินยอมเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้จึงมีการระดมความเห็น เพื่อหาทางทำให้สังคมไทยปลอดจากการละเมิดสิทธิสุขภาพของผู้อื่น ควบคู่กับการที่ สช. กำลังเร่งทำร่างแนวทางปฏิบัติ การใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ พ.ศ....เตรียมเสนอไปยังรัฐบาล เพื่อออกเป็นกฎหมายบังคับใช้ให้ทันในปลายปีนี้

นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ความเห็นว่า“กรณีนี้เปรียบเหมือนดาบสองคม คือ มีทั้งประโยชน์และโทษ บางทีการช่วยกันโพสต์แล้วแชร์ต่อๆกันไปเหมือนแชร์ลูกโซ่ เพื่อขอรับความช่วยเหลือเร่งด่วน เช่น ขอรับบริจาคไต ไขกระดูก เนื้อเยื่อให้แก่คนไข้ทางสื่อสังคมออนไลน์ กลับได้ผลตอบรับที่รวดเร็วและทันเวลา แต่ก็มีข้อเสียคือ ลงไปแล้วมันลบออกไม่ได้”

“มันมีทั้งมุมที่สร้างสรรค์และทำลาย ผมไม่อยากให้ไปจำกัดจินตนาการในโลกออนไลน์กันมากนัก แต่ก็อยากให้ตระหนักกันว่า ก่อนที่จะแชร์อะไรออกไป ควรฉุกคิดนิดนึงว่า จะไปสร้างความเดือดร้อนให้ใครหรือไม่ ดังนั้น การใช้วิจารณญาณและจิตสำนึก จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด”

ดร.ผ่องพักตร์ พิทยพันธ์ กรรมการสภาการพยาบาล มองว่า ในโลกออนไลน์ควรต้องมีกฎระเบียบที่ชัดเจน เช่น แม้แต่จะนำข้อมูลนั้น ไปใช้เพื่อการศึกษา ก็ควรต้องขออนุญาตจากคนไข้หรือญาติก่อน

“มันยากตรงที่บางครั้งคนไข้ต้องการให้เราอธิบายถึงโรค และแผนการรักษาให้เขาฟัง ซึ่งถือเป็นสิทธิของผู้ป่วยทุกคน ซึ่งขณะนี้มีโรงพยาบาลหลายแห่ง ถูกคนไข้ฟ้องกรณีนี้กันเยอะ หาว่าทำไมไม่บอกเขาก่อนทำการรักษา จึงต้องหาพยาบาลที่จบระดับปริญญาโทขึ้นไป มาอธิบายให้คนไข้ฟังแทนแพทย์”

เธอว่า สรุปแล้วการสื่อสารระหว่างบุคลากรด้านสาธารณสุขกับคนไข้ให้ชัดเจน สำคัญที่สุด

นพ.วิทวัส ศิริประชัย หรือ จ่าพิชิต ขจัดพาลชน เจ้าของเพจเฟซบุ๊กชื่อดัง “Drama Addict” ให้ความเห็นว่า การละเมิดสิทธิในโซเชียลมีเดีย เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก บางครั้งการถ่ายรูปเพียงภาพเดียว แล้วนำไปเล่าต่อเป็นตุเป็นตะ หรือแต่งเรื่องขึ้นมา ก็ทำให้เกิดผลกระทบที่รุนแรง หรือทำลายชีวิตคนคนหนึ่งได้

เขาบอกว่า โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ ถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงมาก ในเรื่องละเมิดสิทธิทางสุขภาพมาก

“ยกตัวอย่าง กรณีที่แพทย์โพสต์ภาพฟิล์มเอกซเรย์ผู้ป่วย ที่มีมะม่วงติดในก้นอย่างสนุกสนาน หรือกรณีเจ้าหน้าที่กู้ภัยถ่ายภาพผู้บาดเจ็บ หรือเสียชีวิตแล้วนำไปโพสต์ โดยอ้างว่าทำไปเพื่อเป็นอุทาหรณ์ หรือบางคนทำเพื่อเรียกยอดไลค์จากผู้ที่เข้าไปชม ทั้ง 2 ตัวอย่างถือเป็นการละเมิดสิทธิทั้งสิ้น”

“ในทางกลับกัน คนไข้ก็สามารถละเมิดสิทธิของแพทย์ได้ด้วย เช่น ลงโพสต์ประจาน เมื่อได้รับการรักษาแล้วไม่พอใจ เรื่องเหล่านี้จึงต้องมีการรณรงค์ให้ชัดเจน การจัดทำร่างแนวทางปฏิบัติในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ จะเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยลดปัญหาการละเมิดสิทธิทางสุขภาพได้ในส่วนของบุคลากรทางการแพทย์”

รศ.สุดา วิศรุตพิชญ์ อาจารย์พิเศษ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า ข้อมูลสุขภาพ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.ข้อมูลที่ระบุตัวตน เช่น ชื่อ นามสกุล เลขบัตรประจำตัวประชาชน หมายเลขผู้ป่วยในโรงพยาบาล

กับ 2. ข้อมูลเกี่ยวกับอาการป่วย ซึ่งหากจะเปิดเผยข้อมูลสุขภาพ ทั้ง 2 อย่างนี้ ไม่ว่าจะเพื่อประโยชน์สาธารณะ เพื่อให้ความรู้ เพื่อการศึกษา เพื่อการเก็บข้อมูลของหน่วยงานรัฐ เช่น กรมบัญชีกลาง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หรือแม้กระทั่งการปรึกษาหารือกันระหว่างบุคลากรทางการแพทย์ สิ่งเหล่านี้จะต้องใช้ความระมัดระวัง

“ในต่างประเทศ ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพของคนไข้ จะมีการแบ่งระดับของข้อมูล และระดับของผู้ที่สามารถจะเข้าถึงข้อมูล ล็อกลึกลงไปแต่ละระดับว่า ใครบ้างที่สามารถเข้าถึงข้อมูลระดับใด หรือใครบ้างที่มีสิทธิเข้าไปตรวจสอบอะไรได้ หรือแต่ละคนสามารถเข้าไปดูได้ถึงชั้นไหน และเข้าไปดูเพื่อประโยชน์อะไร”

“นอกจากนี้ระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์ จะต้องมีความไว้ใจกัน เพราะถ้าไม่มี อาจจะเกิดการถ่ายคลิปเล่นงานกันไปมา”

อาจารย์สุดาบอกว่า สรุปแล้วในมุมของกฎหมาย หลักสำคัญ คือ ถ้าตัดตัวไอดี หรือสิ่งที่แสดงถึงตัวตนของผู้นั้นออก ถือว่าไม่เป็นการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล เช่น เอาชื่อออก ไม่ได้บ่งชี้ว่าเป็นใคร แต่ถ้ามีข้อมูลบางอย่าง ที่ทำให้ผู้อื่นสามารถนำไปเชื่อมโยง จนทำให้ผู้อื่นสามารถล่วงรู้ได้ว่าคนป่วยเป็นใคร แม้จะไม่ได้ระบุชื่อก็ตาม ถือเป็นการบ่งชี้ตัวตน เป็นการละเมิดข้อมูล และมีความผิด

“สรุปแล้ว วิธีที่จะไม่ไปละเมิดสิทธิผู้ป่วยก็คือ ต้องไม่บอกให้รู้ถึงตัวตนของเขา แม้จะไม่ได้ระบุชื่อ นามสกุล ก็ยังต้องไม่ทำให้ใครสามารถเชื่อมโยงไปถึงตัวตนของผู้ป่วยได้ เพราะบางทีแค่บอกบางอย่าง ทุกคนจะรู้เลยทันทีว่าหมายถึงใคร”

จริงๆแล้วก่อนจะโพสต์อะไรออกไป แค่ชาวโซเชียลมีเดียทั้งหลายมีสามัญสำนึก รู้จักใช้เสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบ รู้จักหัวอกเขา หัวอกเรา แม้ไม่ต้องมีกฎหมาย หรือตัวกลั่นกรองใดๆมาค้ำคอ ปัญหาขาดจริยธรรมหรือคุณธรรมในการแบ่งปันข้อมูล ก็จะไม่เกิดขึ้น.

23 ส.ค. 2559 10:57 ไทยรัฐ