วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บทเรียนประชาธิปไตย

ผมเคยเขียนเตือนว่า การลงประชามติครั้งนี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะ เนื้อหาพิสดารในร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จะผูกมัดคนไทยไปตลอดชั่วอายุของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้าไม่ถูกฉีกทิ้งอีกในอนาคต เมื่อเสียงประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบอย่างนี้ ก็ต้องเดินไปอย่างนี้ตามกติกาที่เขียนไว้ เพื่อเป็นบทเรียนประชาธิปไตย

แต่ผมไม่เห็นด้วยที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ จะรวบรัดอำนาจ ขอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มอำนาจเสนอชื่อนายกฯที่เกินเลยไปจากประชามติประชาชน

เมื่อ ประชาชนส่วนใหญ่ ลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ก็ต้องใช้เนื้อหาที่มีอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะไปแก้ไขเพิ่มเติมจากที่ประชาชนเห็นชอบไม่ได้ สิ่งที่ กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ของ คุณมีชัย ฤชุพันธุ์ จะทำได้ก็คือ การเอาเนื้อหาใน “คำถามพ่วง” ที่ประชาชนลงประชามติเห็นชอบแล้ว ใส่เข้าไปในบทเฉพาะกาลเท่านั้น จะไปทำอย่างอื่น หรือเขียนเพิ่มอำนาจ ส.ว.อย่างที่ ส.ว.บางกลุ่มอยากได้ ไม่ได้

ส.ว.แต่งตั้ง 250 คน ได้อำนาจเพิ่มจาก “คำถามพ่วง” แล้วคือ “ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา เป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”

โปรดอย่าสร้างความแตกแยกเพิ่มขึ้นเลยครับ แค่นี้ประเทศไทยก็อ่วมอรทัยแล้ว

มาตรา 272 ใน บทเฉพาะกาล ก็เปิดทางให้มี นายกรัฐมนตรีคนนอก อย่างชัดเจนแล้ว ไปอ่านเนื้อหาในมาตรา 272 กันอีกครั้งก็ได้ครับ

“ในวาระเริ่มแรก เมื่อมีการเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎรตามมาตรา 268 แล้ว หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่อในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ไม่ว่าด้วยเหตุใด และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ เข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา ขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ในกรณีเช่นนี้ ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยพลัน และในกรณีที่รัฐสภามีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาให้ยกเว้นได้ ให้สภาผู้แทนราษฎรดำเนินการตามมาตรา 159 ต่อไป โดยจะเสนอชื่อผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 หรือไม่ก็ได้”

แต่คนเสนอชื่อยังเป็น ส.ส.ไม่ใช่ ส.ว.

ด้วยจำนวน วุฒิสมาชิกแต่งตั้ง 250 คน เท่ากับ 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด ถ้าคนที่พรรคการเมืองเสียงข้างมากเสนอให้เป็นนายกฯ วุฒิสภาไม่เอาด้วย ก็อย่าหวังว่าจะได้เป็นนายกฯ เว้นแต่พรรคการเมืองนั้นจะสามารถรวบรวมเสียงของพรรคการเมืองอื่นให้ได้ 376 เสียง เกินกึ่งหนึ่งของ 750 เสียงในรัฐสภาแต่โอกาสเป็นไปได้ยากยิ่ง

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังล็อกไว้อีกชั้นด้วย ระบบการเลือกตั้ง ส.ส.แบบจัดสรรปันส่วนผสม โดยแบ่ง ส.ส.500 คน ออกเป็น ส.ส.เขต 350 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน ทุกคะแนนที่ลงให้กับ ส.ส.เขต จะถูกนำไปคำนวณเป็น จำนวน ส.ส.ที่แต่ละพรรคพึงมี จึงไม่มีพรรคการเมืองไหนจะได้ ส.ส.เขตทั้งหมด 350 คน หรือมีจำนวน ส.ส.มากพอที่จะมีอำนาจต่อรองในรัฐสภาได้ แถม คะแนนของผู้สมัคร ส.ส.เขตที่รองลงมา ยังถูกนำไปคำนวณเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพื่อแจกไปตามพรรคการเมืองที่มีจำนวน ส.ส.รองลงมาโดยพรรคที่ได้จำนวน ส.ส.ที่พึงมีแล้วจะไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่มอีก

ผมไม่รู้ว่าเมื่อคำนวณออกมาแล้ว พรรคที่ได้ ส.ส.มากที่สุดจะมีกี่คน แต่คงไม่มีพรรคไหนได้ถึงครึ่ง 250 คนแน่นอน ดังนั้น พรรค ส.ว.250 คน จึงเป็นพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดในรัฐสภา จะโหวตให้เอียงซ้ายเอียงขวาหรือตีลังกากลับหลังหันก็ย่อมได้

แล้ว ส.ว.จะหิวอำนาจไปทำไมอีก หรือ อยากรวบรัดเสนอชื่อนายกฯเสียเอง ก็ไปแก้ให้มี วุฒิสภาแต่งตั้ง เพียงสภาเดียวให้รู้แล้วรู้เรื่องกันไปเลย.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

23 ส.ค. 2559 09:59 23 ส.ค. 2559 10:05 ไทยรัฐ