วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยกแรกให้ส.ส. เสนอชื่อนายก บิ๊กป้อมฟันธง-ส.ว.ก๊อก2

“บิ๊กตู่” บ่นสื่อสนแต่นายกฯคนนอก-สืบทอดอำนาจ ย้ำยังเดินตามกรอบ “บิ๊กป้อม” พูดชัดต้องให้สิทธิ ส.ส.เสนอชื่อนายกฯก่อน ถ้าไม่ได้ค่อยถึงคิว ส.ว. ปัดไม่ได้คิดเหมือน “บิ๊กกี่” ทุกเรื่อง “วิษณุ” ให้ทุกอย่างจบที่ศาล รธน. มท.1 ออกตัวเกมสืบอำนาจสังคมไม่ยอมรับ “พรเพชร” ไม่ละความพยายามขอเอี่ยวชงชื่อนายกฯ อ้างปลดเดดล็อกหากเลือกผู้นำไม่ได้ บี้ กรธ.วางกรอบอำนาจ ส.ว.ให้ชัด “เจตน์” แจงเจตนารมณ์ชัดทั้งชงและโหวตรับเสียงอ่อยไม่ชี้แจงเพราะไม่มีใครถาม “มีชัย” ไม่ตอบ สนช.ตบตาประชาชน ให้อดใจรอดูบทสรุป 24 ส.ค. ไม่กดดันบอกเหมือน “รับหมั้นไปแล้ว” คนมาทีหลังก็สายเกินไป พท.ดักคอนายกฯจะปัดความรับผิดชอบไม่ได้ เย้ยพวกหน้าเดิมโหนผู้มีอำนาจ “อภิสิทธิ์” ขอให้กระทบน้อยที่สุด “ป๋าเปรม” แจ้งงดเปิดบ้านเบิร์ธเดย์ 96 ปี

ยังเป็นประเด็นความเห็นต่างระหว่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ยืนยันชัดเจนว่าเจตนารมณ์ของคำถามพ่วงประชามติ ต้องการให้ ส.ว.มีส่วนร่วมเสนอชื่อและโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี กับฝ่ายการเมืองที่เห็นว่าเป็นการตีความเกินเจตนารมณ์คำถามพ่วง ล่าสุด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ประกาศชัดว่ารายชื่อนายกฯต้องมาจากบัญชีที่ ส.ส.เสนอมาเท่านั้น

“บิ๊กตู่” ฝันไทยฮับคมนาคมอาเซียน

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 22 ส.ค.ที่ด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษกำแพงเพชร 2 เขตจตุจักร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดทางพิเศษสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นโครงการต่อขยายทางพิเศษไปยังฝั่งตะวันตกของ กทม. ว่า ถือเป็นความสำเร็จใหม่ที่จะสร้างประเทศให้เจริญเข้มแข็ง ให้การสัญจรเป็นไปอย่างมีระบบ วันนี้ กทม.ทางด่วนพิเศษกลายเป็นทางช้าพิเศษ ต้องแก้ไขให้ได้ และต้องวางแผนเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมกับอาเซียน ขยายเส้นทางออกไปให้สังคมชนบทเป็นสังคมเมืองเหมือนกับเกาหลีใต้ ไม่ให้แออัด การขนส่งต้องมีความเชื่อมโยง และต้องการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการคมนาคมในอาเซียน

เดินตามกรอบไม่สืบทอดอำนาจ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า วันนี้ไทยถูกจัดอันดับให้เป็นอันดับหนึ่งในหลายเรื่อง แต่คนในประเทศกลับไม่มีความสุข เพราะมัวแต่ทะเลาะกันทุกวัน ทุกเรื่อง รัฐบาลโดนอยู่ทุกวันทำอะไรก็ผิดไปหมด ไม่เหมือนที่ผ่านมาทำถูกทุกเรื่องหรือ วันนี้จึงต้องทำให้ถูกต้องโดยเร็ว อย่าให้มีปัญหาในวันหน้า และมองปัญหาที่เหลืออยู่จัดการโครงการทุกอย่างให้อยู่ภายในงบประมาณปี 60 และแผนยุทธศาสตร์ชาติให้ได้ ยืนยันว่าให้อำนาจประชาชนในการทำงาน ในกรอบที่วางไว้ ไม่ได้สืบทอดอำนาจ ใครจะเข้ามาต้องอยู่ในกรอบ

บ่นพึมสนกันแต่นายกฯคนนอก

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า รัฐสภาใหม่จะสร้างเสร็จชาตินี้หรือไม่ยังไม่รู้ มัวแต่ทะเลาะกันทุกเรื่องวันนี้เห็นนั่งกันสบาย รัฐบาลหน้าเข้ามาก็นั่งกันให้สบายกว่าเดิม ขอทำงานกันให้ครบเวลาก็แล้วกัน ยืนยันว่าปัญหาวันนี้ไม่โทษใคร แต่โทษตัวเองที่เข้ามาเอง บางคนบอกว่ารัฐบาลทำอะไรไม่ประชาสัมพันธ์ ตนพูดทุกเรื่องแต่คนสนใจเพียงเรื่องนายกฯคนนอก รัฐธรรมนูญบ้ารึเปล่าฟังเขาอยู่ได้ แต่ไม่บังอาจไปว่าคนดีๆทั้งหลาย เป็นผู้ใหญ่ เป็นทหารเลยขี้โมโหไปหน่อย แต่ไม่ใช่นักการเมืองอย่าหวังว่าจะพูดเพราะ พูดเพราะแล้วโกหก ไม่ทำ

ว้ากสื่อถามวนแต่ปัญหาเดิมๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนจะกล่าวจบ พอ.อ.ประยุทธ์ได้หันมากล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า มีอะไรจะถามหรือไม่ เห็นมีแต่ถามกันว่าจะสืบทอดอำนาจหรือไม่ ถามกันอยู่แค่นี้ ทะเลาะกันอยู่แค่นี้ วันนี้อ่านหนังสือ พิมพ์ทุกฉบับไม่มีความสุข ต้องการให้บ้านเมืองเป็นอย่างนั้นหรือ ความสงบสุขอยู่ตรงไหน ทุกคนจะพูดกันไปมาอย่างนี้ไม่ได้ กระบวนการยุติธรรมก็ว่ากันมา อย่าทำผิดอีก อยากให้สื่อมวลชนลดการนำเสนอข่าวในเชิงความขัดแย้ง ไม่ใช่ด่ากันไปมาแล้วกลับมาด่านายกฯ จะได้ไม่ต้องเสียอารมณ์ เอาสมองไปคิดอย่างอื่น ไม่ต้องตอบคำถามซ้ำแล้วซ้ำอีก มีเวลาอยู่ตามโรดแม็ป วันหน้าถ้ายังทะเลาะเบาะแว้งคนไทยทุกคนต้องรับผิดชอบ

“บิ๊กป้อม” พูดชัดให้สิทธิ ส.ส.ก่อน

ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีพรรคการเมืองไม่เห็นด้วย ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พยายามเสนอปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญตามคำถามพ่วง ให้ ส.ว.สามารถเสนอชื่อและโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ว่า ผลประชามติว่าอย่างไรต้องว่าไปตามนั้น คิดว่า ส.ว.คงไม่ไปเสนอชื่อนายกฯ ได้ เพราะต้องดำเนินการตามขั้นตอน นอกเสียจาก ส.ส.ไม่สามารถเสนอชื่อนายกฯได้ จึงต้องให้ ส.ว.เป็นคนเสนอ เพื่อหานายกฯ คนนอก คิดว่าน่าจะเป็นแบบนั้น แต่ตามหลักการโดยทั่วไปต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ ส.ส. และมี ส.ว.เข้าไปร่วมโหวตด้วยเท่านั้นเอง แต่ขอย้ำว่ารายชื่อนายกฯ ต้องเป็นชื่อที่ ส.ส.เสนอมา

ปัดไม่ได้คิดเหมือน “บิ๊กกี่” ทุกเรื่อง

เมื่อถามว่า สนช.บางส่วนต้องการให้ ส.ว.เสนอชื่อนายกฯได้เลย พล.อ.ประวิตรตอบว่า คงไม่ใช่ เป็นไปไม่ได้ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย เมื่อเสนอมาทุกคนต้องยอมรับ เมื่อถามว่าการเคลื่อนไหว สนช.แบบนี้ทำให้ประชาชนมองว่าเป็นการปูทางให้ คสช.หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่มีใครเคลื่อนไหว อาจเป็นเรื่องเข้าใจผิดมากกว่า เมื่อถามย้ำว่า คสช.ต้องสั่งเบรก สนช.หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่มีอะไรเขาก็คุยกัน ต่างคนต่างมีความคิดเห็น เมื่อสรุปมาก็ต้องว่ากันตามนั้น อย่าเพิ่งโวยวาย ส่วนที่ พล.อ.นพดล อินทปัญญา สนช. ระบุว่า ส.ว.สามารถเสนอชื่อนายกฯได้เลยนั้น น่าจะหมายถึงขั้นตอนที่เดินต่อไปไม่ได้แล้ว ถ้าไปไม่ได้แล้วคงต้องเป็นไปแบบนั้น ไม่ใช่อยู่ดีๆ ส.ว.จะไปเสนอชื่อได้ แม้ พล.อ.นพดลจะเป็นเพื่อนตนก็ตาม แต่ใช่ว่าจะคิดเหมือนกัน เพราะมีกันคนละหัว ตนไม่ไปยุ่งกับ พล.อ.นพดล และเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกัน เมื่อถามต่อว่านายกฯคนนอกจะตอบโจทย์การปฏิรูปช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีได้หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ยังไม่เดินไปถึงตรงนั้นอย่าเพิ่งมโนไปไกล เรื่องนี้ยังไม่เกิดขึ้น เมื่อถามย้ำว่าประเด็นนายกฯคนนอกเกรงจะซ้ำรอยเหตุการณ์พฤษภา 2535 หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่มี จะเหมือนได้อย่างไร สื่อชอบคิดเปิดประเด็นไปเรื่อย เลอะเทอะ

“วิษณุ” บอกทุกอย่างจบที่ศาล รธน.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่มีความเห็นเรื่องนี้ ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กับ สนช.ตกลงกันเอง รัฐบาลไม่ได้เป็นเจ้าของเรื่อง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เชื่อว่าเรื่องนี้จะจบภายในวันที่ 10 ก.ย. และไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ ทุกเรื่องถ้ามองเป็นความขัดแย้งก็ขัดแย้งไปหมด เรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ ให้มองเป็นการเสนอความเห็น ใครก็เสนอได้ ที่ผ่านมามีกับดักมากมาย ตั้งแต่การร่างรัฐธรรมนูญ การทำประชามติ แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ไม่ได้วอดวาย ทั้งที่ตอนนั้นเหมือนบ้านเมืองจะถล่มทลาย มันมีเรื่องลุ้นกันเรื่อยๆ ตามประสาคนหาข่าวและคนอ่านข่าว แต่ทุกอย่างจะผ่านไป ถือเป็นเกมที่ธรรมดา เมื่อถามว่าตามคำถามพ่วงตีความอย่างไร นายวิษณุตอบว่า ส่วนตัวจะไม่ตีความคำถามพ่วง เพราะ กรธ. กับ สนช.เป็นคนดำเนินการ มีคนกลางเป็นศาลรัฐธรรมนูญ จึงไม่กลัวมันไม่มีวันตัน มีทางออกไม่ซ้ายก็ขวา แต่ถ้าไม่มีศาลรัฐธรรมนูญอาจจะตัน ถึงได้ชมตัวเองว่าเก่งที่ตอนร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวบัญญัติว่าถ้ามีปัญหาอะไรให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา

มท.1 ชี้สืบอำนาจสังคมไม่ยอมรับ

วันเดียวกันที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ร่วมหารือแนวทางการปฏิรูปประเทศกับคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มี พ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ สปท. เป็นประธาน จากนั้น พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า มีการหารือและรายงานความคืบหน้าว่า สปท.ทำอะไรไปแล้วบ้าง ส่วนใหญ่เราเห็นด้วย โดยวาระพิเศษของ สปท.คือเรื่องผังเมือง ส่วนกรณีที่ สนช.พยายามผลักดันเรื่องนายกฯคนนอกนั้น คิดว่า กรธ.รู้ดีที่สุด ควรแก้แค่ในกรอบที่อยู่ในคำถามพ่วงเท่านั้น แล้วส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา กระบวนการทุกอย่างมีกรอบเวลาของมันอยู่แล้ว และไม่ใช่เรื่องสืบทอดอำนาจ เพราะไปไม่ได้สังคมไม่ยอมรับ เขาให้เข้ามาแก้ปัญหาประเทศ จะไปสืบทอดอำนาจไม่ได้

สนช.ดันสุดตัวขอเอี่ยวชงชื่อนายกฯ

ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. แถลงถึงกรณีฝ่ายการเมืองวิพากษ์วิจารณ์ สนช.ได้คืบจะเอาศอก บิดเบือนเจตนารมณ์คำถามพ่วงประชามติ เพื่อให้ กรธ.ปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญตามที่ต้องการว่า ไม่ใช่ความบกพร่องของ สนช. ที่จะซ่อนเร้นไม่ตั้งคำถามพ่วงประชามติให้ชัดเจน แต่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวระบุให้ตั้งคำถามพ่วงได้เพียงประเด็นเดียวเพื่อมิให้ประชาชนสับสน และคำถามพ่วงก็ชัดเจนว่าให้รัฐสภา คือ ส.ส.และ ส.ว. ร่วมกันพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรเป็นนายกฯ คำว่าพิจารณาให้ความเห็นชอบหมายถึง กระบวนการทั้งหมด ไม่ใช่การโหวตลงมติเพียงอย่างเดียว เหมือนตนเป็นศาลทำหน้าที่พิจารณาคดี ไม่ได้หมายความว่าจะพิพากษาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีกระบวนการไต่สวน สืบพยานทั้งหมดจนเสร็จสิ้น ดังนั้นกระบวนการพิจารณาให้ความเห็นชอบจะเป็นตั้งแต่การเสนอชื่อนายกฯ เงื่อนไขคุณสมบัติของบุคคลที่จะมาเป็นนายกฯ

อ้างปลดเดดล็อกเลือกผู้นำไม่ได้

นายพรเพชรกล่าวว่า ไม่อยากให้มองว่า ส.ว.จะไม่โหวตเลือกตามบัญชีที่พรรคการเมืองเสนอมา อยากให้มองเป็นกลางและเป็นธรรม ส.ว.อาจชอบพรรคการเมืองนั้นและให้ความเห็นชอบก็ได้ กลไกดังกล่าวถือเป็นการพัฒนาอย่างมั่นคง ยั่งยืน ไม่ใช่มีแต่อุปสรรค แล้วมาถามหาแต่มาตรา 7 ถ้าเกิดเดดล็อกเลือกนายกฯไม่ได้ แล้วจะทำอย่างไร ทั้งนี้ ตามคำถามพ่วง ในระยะ 5 ปีแรกตั้งแต่เปิดรัฐสภาครั้งแรก ส.ว.จะเข้าไปร่วมพิจารณากับ ส.ส.ให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะมาเป็นนายกฯ หมายความว่าเมื่อใดที่มีการพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกฯ เมื่อนั้น ส.ส.กับ ส.ว.จะพิจารณาร่วมกัน ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของ กรธ. จะพิจารณาปรับปรุงให้สอดคล้องกับบทเฉพาะกาลขอให้ทุกคนรอร่างรัฐธรรมนูญที่จะแก้ไขเสร็จเร็วๆนี้ จากนั้นส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา

บี้ กรธ.วางกรอบอำนาจ ส.ว.ให้ชัด

เมื่อถามย้ำว่า ส.ว.สามารถเสนอชื่อนายกฯได้หรือไม่ นายพรเพชรตอบว่า คำว่ากระบวนการร่วมพิจารณามีความหมายกว้าง แต่กระบวนการเหล่านั้นกำหนดไว้ในบทหลักแล้ว คำถามพ่วงจะไปลบบทหลักไม่ได้ อย่ามาถามชี้นำ ยืนยันว่ากระบวนการเลือกนายกฯตามบัญชีพรรคการเมืองรอบแรก ส.ว.ไม่มีสิทธิเสนอชื่อ แต่ในขยักสอง ส.ว.จะมีสิทธิเสนอชื่อต่อเมื่อ กรธ.เขียนไว้ในบทเฉพาะกาลให้ชัดเจนเท่านั้น เชื่อว่า สนช.ทุกคนที่ออกมาพูด มีความปรารถนาดีจริงใจต่อบ้านเมือง อาจเกินเลยไปบ้าง แต่ที่ไปพูดว่า สนช.อยากเป็น ส.ว.คงไม่ถึงขนาดนั้น ขอให้เรื่องนี้ยุติ ไม่อยากให้พูดอีก

ย้ำเจตนารมณ์ชัดทั้งชงและโหวต

นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ กรรมาธิการสามัญพิจารณาศึกษา เสนอแนะ และรวบรวมความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ สนช. กล่าวว่า สนช.มีเจตนารมณ์เขียนคำถามพ่วงหมายถึงให้ ส.ว.สามารถเสนอชื่อและโหวตเลือกนายกฯได้อยู่แล้ว ไม่ได้ตีความเพิ่มเติมภายหลัง แต่ขั้นตอนการให้ ส.ว.เสนอชื่อนายกฯได้ ต้องเกิดขึ้นหลังจากที่ไม่สามารถเลือกนายกฯจากบัญชีรายชื่อที่พรรคการ เมืองเสนอมาได้ แต่ขณะนี้คนส่วนมากเข้าใจผิดว่า จะให้ ส.ว.เข้าไปเสนอชื่อนายกฯตั้งแต่ขั้นตอนแรกเลย ซึ่งไม่เป็นความจริง นอกจากนี้ ตามเจตนารมณ์ของคำถามพ่วงยังหมายถึง หากไม่สามารถเลือกนายกฯจากบัญชีพรรคการเมืองได้ในรอบแรก ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เสียงจากที่ประชุมรัฐสภาจำนวน 2 ใน 3 เพื่อขอยกเว้นการเลือกนายกฯนอกบัญชีพรรคการเมืองด้วย เพราะในคำถามพ่วงบอกให้การเลือกนายกฯเป็นหน้าที่ร่วมกันของที่ประชุมรัฐสภา

เสียงอ่อยไม่แจงเพราะไม่มีคนถาม

นพ.เจตน์กล่าวต่อว่า ส่วนเหตุที่ สนช.ไม่เขียนลงไปในคำถามพ่วงให้ชัดเจน ไม่คลุมเครือนั้นเนื่องจากคำถามพ่วงต้องมีเพียงประเด็นเดียว หากไปเขียนละเอียดจะกลายเป็นถามมากกว่า 1 ประเด็นในคำถามพ่วง สุ่มเสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เมื่อถามว่าช่วงลงพื้นที่ชี้แจงประชาชน ได้บอกให้ประชาชนทราบหรือไม่ว่า ส.ว.สามารถเสนอชื่อนายกฯได้ด้วย นพ.เจตน์ตอบว่า คณะของตนมีหน้าที่แค่ไปตอบคำถามข้อสงสัยจากประชาชน ซึ่งประชาชนไม่ได้ถามในเรื่องดังกล่าว ส่วน สนช.คณะอื่นๆไปชี้แจงอย่างไร ไม่ทราบ

ด้าน พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ สนช. กล่าวว่า ไม่ทราบว่าข้อเสนอของ สนช. เป็นการตีความเกินเจตนารมณ์คำถามพ่วงหรือไม่ แต่จากการลงพื้นที่ชี้แจงประชาชน บอกแต่เพียงว่าที่ประชุมรัฐสภามีหน้าที่ใช้ดุลพินิจ ว่าใครเหมาะสมเป็นนายกฯไม่ได้ลงลึกไปถึงขั้นว่า ส.ว.สามารถเสนอชื่อนายกฯได้

“มีชัย” เปิดกว้างฟังความเห็น สนช.

ขณะที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.กล่าวว่า กรธ.จะปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับคำถามพ่วงก่อนส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยจะฟังสิ่งที่ สนช.เสนอมา ส่วนจะเขียนอย่างไรเป็นความรับผิดชอบของ กรธ. เพราะเราต้องไปเผชิญกับศาลรัฐธรรมนูญ จึงต้องเขียนตามที่เราคิดได้จากคำถามพ่วง การหารือร่วม กรธ.กับ สนช. เมื่อวันที่ 19 ส.ค.ยังไม่มีข้อสรุป กรธ.เพียงแต่ฟังว่า สนช.คิดเห็นอย่างไร กว้างหรือแคบแค่ไหน หากมีอะไรเพิ่มเติม สนช.ก็มาพบ กรธ.ได้วันที่ 24 ส.ค. เมื่อถามว่าหากเป็นไปตามที่ สนช.เสนอให้ ส.ว.เสนอชื่อนายกฯได้ จะเป็นการตบตาประชาชนว่าให้รับไปก่อนแล้วมามัดมือชกแก้ทีหลังหรือไม่ นายมีชัยตอบว่า เรื่องนี้ตอบไม่ได้ หลักมีอยู่แค่ว่า กรธ.ต้องเขียนตามคำถามพ่วง มีแค่ไหนก็แค่นั้น

แต่ไม่ต้องตามใจให้รอดู 24 ส.ค.

เมื่อถามต่อว่า กรธ.ต้องถามความเห็นรัฐบาลหรือไม่ นายมีชัยตอบว่า คำถามพ่วงไม่ได้มาจากรัฐบาล อย่านำไปเกี่ยวกับรัฐบาล มาจาก สนช.ก็ควรฟังจากสนช. แต่ไม่ได้แปลว่า กรธ.ต้องทำตาม ถ้า กรธ.ไม่เห็นด้วยก็จะเขียนไปตามที่เราเห็น อย่าเพิ่งไปกลัวในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ขอให้รอดูสิ่งที่ กรธ.เขียนก่อน อยู่ที่คำถามพ่วงว่าเขียนอย่างไรก็อย่างนั้น เพราะกรธ.เองอยากเพิ่มคำถามพ่วงเป็นอีก 1 มาตรายังไม่กล้าเลย เพราะตอนไปทำประชามติถามประชาชนมี 279 มาตรา ดังนั้น จึงต้องมาหาทางแทรกเพื่อคง 279 มาตราไว้ ดังนั้นต้องยึดหลักว่าเมื่อทำประชามติ แล้ว ประชาชนก็โหวตรับแล้ว แปลว่ารับตามนั้น ใครคิดอะไรก็แสดงออกได้ไม่มีปัญหา ขอให้รอวันที่ 24 ส.ค. ถ้า กรธ.เขียนเสร็จจะนำมาเปิดเผย โดยจะมีคำอธิบายกำกับ และจะเขียนออกมาให้ชัดไม่ต้องไปแปลความ ยกเว้นบางคำที่เราแก้ไม่ได้ เช่น คำว่านับแต่วันที่มีรัฐสภา เป็นต้น ซึ่ง กรธ.คิดว่าเป็นภาษาชาวบ้าน ทั้งที่ความจริงอยากเขียนให้ชัดกว่านี้ แต่เมื่อใช้คำนี้ไปถามประชาชน กรธ.ก็ต้องใช้คำนี้

ไม่กดดันเพราะ “รับหมั้นไปแล้ว”

เมื่อถามว่ามีประเด็นอะไรที่เป็นกังวลหรือกดดันหรือไม่ นายมีชัยตอบว่า ไม่กดดัน เป็นหน้าที่ของ กรธ.ที่ต้องปรับแก้ไข “เหมือนกับผู้หญิงไปรับหมั้นชายหนุ่มแล้ว ภายหลังมีหนุ่มอีกคนมาชอบ ก็คงจะสายไปแล้ว” เมื่อถามว่าข้อเสนอของนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ที่มองว่าในกระบวนการเสนอชื่อนายกฯ ส.ว.ควรเข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อแก้เดดล็อกทางการเมือง นายมีชัยตอบว่า หากเสนอตอนทำร่างรัฐธรรมนูญก็อาจเป็นไปได้ แต่ตอนนี้มันผ่านไปแล้ว ในร่างรัฐธรรมนูญมีทางออกโดยธรรมชาติอยู่แล้ว คือให้รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ หากสภาฯชุดแรกหลังจากการเลือกตั้ง คุยกันไม่ลงตัว รัฐบาลปัจจุบันก็จะอยู่ไป แต่การนับวาระของรัฐบาลใหม่ให้เริ่มจากวันเลือกตั้ง ดังนั้นหากนักการเมืองตกลงกันไม่ได้จนเวลาเลยไปกว่า 2 ปี รัฐบาลปัจจุบันก็จะอยู่ต่อไป และหากช่วงที่ผ่านไป 2 ปีแล้วตั้งรัฐบาลได้ ก็จะมีวาระอยู่ในตำแหน่งเพียง 2 ปีที่เหลือ นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่นักการเมืองต้องรีบตกลงกันให้ได้โดยเร็ว

พท.ซัดบิดเบือนเจตนารมณ์ ปชช.

ด้านนายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ถ้ายึดหลักการอ่านคำถามพ่วงตามตัวอักษร และเข้าใจเจตนารมณ์ คงไม่ต้องเถียงเลยว่า ส.ว.ควรมีสิทธิเสนอชื่อนายกฯหรือไม่ คนที่เห็นว่า ส.ว.ควรมีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า 1.ใน 5 ปีแรก ส.ว.มาจากการคัดเลือกของ คสช. ไม่ได้มาจากประชาชน ทำไมจึงควรมีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ ที่ควรเป็นอำนาจของตัวแทนประชาชน 2.ถ้า สนช.ต้องการให้ ส.ว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯได้ ทำไมไม่ระบุให้ชัดเจนในคำถามพ่วงตอนทำประชามติ 3.คำถามพ่วงถามว่า เห็นชอบให้ ส.ว.ร่วมเห็นชอบกับ ส.ส.หรือไม่เท่านั้น ไม่ได้ถามว่าเห็นชอบให้ ส.ว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯหรือไม่ ดังนั้นการจะแก้รัฐธรรมนูญเกินเนื้อหาและเจตนารมณ์ ถือเป็นการบิดเบือนเจตจำนงประชาชนหรือไม่

“มียศเสื่อมยศมีลาภเสื่อมลาภ”

นายนพดลกล่าวว่า มีคนพูดว่าการเปิดทางให้ ส.ว.ร่วมเห็นชอบตัวนายกฯกับ ส.ส. เปรียบเสมือนการกลัดกระดุมเม็ดแรกผิด ถ้าจะกลัดผิดเพิ่มอีกเม็ดโดยให้ ส.ว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯก็คงไม่เป็นไร แต่ประเทศเราจะไม่ยึดหลักอะไรเลยหรือ จะทำอะไรขอให้คำนึงถึงหลักการและเสียงประชาชนบ้าง ว่าเห็นชอบคำถามพ่วงบนพื้นฐานของเนื้อหาเช่นไร ที่พูดมาไม่ได้เรียกร้องประโยชน์ให้นักการเมือง ถ้าไม่ยึดหลักการประชาธิปไตยก็ขอให้ยึดหลักโลกธรรม 8 ไว้บ้าง คือ มีสุขก็ต้องมีทุกข์ มีลาภย่อมเสื่อมลาภ มียศย่อมเสื่อมยศ บุคคลย่อมหนีสิ่งเหล่านี้ไปไม่พ้น อย่าทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายการเมืองเพิ่มไปอีก ว่ากำลังเถียงกันแต่เรื่องอยากมีอำนาจ

ดักคอจะปัดความรับผิดชอบไม่ได้

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ประชาชนคงมึนงงกับวิธีคิดของ สนช. ว่าทำไมถึงวุ่นวายซับซ้อนซ่อนเงื่อน ยุ่งเหยิง ตีความกันไปจนเลยเถิด ถึงขั้นจะให้ ส.ว.เสนอชื่อนายกฯได้ อยากให้ กรธ.ตั้งสติคิดกันให้ดี แต่โชคดีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประกาศชัดเจนว่าจะไม่รับเป็นนายกฯคนนอก จะไม่มีการสืบทอดอำนาจ นอกจากจะไม่มีคนดี คนเก่ง คนซื่อสัตย์ พล.อ.ประยุทธ์ก็อาจรับไว้พิจารณา แต่อยากเสนอแนะ พล.อ.ประยุทธ์ว่า เมื่อโรดแม็ปสิ้นสุดลงก็น่าจะวางมือได้แล้วจะดูสง่างามมาก ย้อนไปดูประวัติศาสตร์ผู้นำรัฐบาลที่มาจากทหาร มักจบแบบไม่สง่างามแทบทั้งสิ้น และฝากนายกฯกำชับ กรธ. ให้คำนึงถึงเจตนารมณ์และความรู้สึกประชาชน ทำให้ชัดเจน รอบคอบ รัดกุม ตรงไปตรงมา ไม่มีการหมกเม็ด ป้องกันไม่ให้เกิดความข้ดแย้งวุ่นวายในอนาคต เพราะนายกฯต้องเป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดหลีกเลี่ยงไม่ได้

เย้ยพวกหน้าเดิมโหนผู้มีอำนาจ

นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า บรรดา สนช.ที่เสนอให้ ส.ว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯคนนอกได้ตั้งแต่ขยักแรกคนพวกนี้ไม่อยากลงเลือกตั้งแต่อยากนั่งในสภา เป็นพวกหน้าเดิมที่คอยเป็นแข้งเป็นขาให้กลุ่มคนมีอำนาจ คนพวกนี้อวดอ้างว่าตัวเองดี อ้างเสียงประชามติ 15 ล้านเสียงว่าเห็นด้วย ทั้งที่คนพวกนี้ที่ตะโกนมา ก่อนหน้าว่าเสียงมากลากไป คนพวกนี้ก็แค่ลอยมาลอยไปมองหาขอนไม้ไว้เกาะ ทั้งที่ยังไม่มีการเลือกตั้ง กฎหมายลูกก็ยังไม่ได้ร่าง แต่กลับมีนายกฯไว้ในใจ เป็นการดูถูกประชาชนเกินไป เพราะในสนามเลือกตั้งประชาชนเป็นผู้กำหนดว่าจะมอบความไว้วางใจพรรคการเมืองไหน พวกสนับสนุนกลุ่มผู้มีอำนาจควรตั้งพรรคการเมืองไปลงเลือกตั้ง แต่ถึงเวลานั้นอย่ามามัดมือชกแบบทำประชามติก็แล้วกัน

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การตีความของ สนช.โดยไม่ยึดตามร่างรัฐธรรมนูญ แต่จะรวบรัดขั้นตอนให้ ส.ว.ร่วมเลือกนายกฯได้ตั้งแต่ขยักแรก และสามารถเสนอชื่อนายกฯได้ด้วยนั้น หากดื้อดึงทำเช่นนั้น เกรงว่าจะทำให้เกิดความวุ่นวายตามมาได้

“อภิสิทธิ์” ขอให้กระทบน้อยที่สุด

ที่อิมแพค อารีนา เมืองทองธานี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ทุกอย่างควรทำตามเจตนารมณ์ประชาชนที่ลงประชามติไว้ ไม่ใช่เรื่องที่แต่ละฝ่ายคิดว่าอยากได้อะไรต้องค้นหาและทำตามเจตนารมณ์ประชาชน ส่วนจะค้นหาเจตนารมณ์อย่างไรนั้นต้องไปดูจากถ้อยคำที่ได้อธิบายเหตุผล ว่าที่ให้รัฐสภามาเห็นชอบนายกฯนั้น เพราะเหตุผลอะไร และสุดท้ายต้องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเห็นชอบตามเจตนารมณ์ของประชาชนที่ได้มาลงประชามติหรือไม่ ส่วนตัวเห็นว่าต้องยึดหลักตามบทถาวรและบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญ การเอาคำถามพ่วงไปใส่ ควรให้กระทบกระเทือนกับตัวร่างรัฐธรรมนูญน้อยที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดข้อโต้แย้งได้ว่าตกลงจะเพิ่มหรือจะลดมาตราในรัฐธรรมนูญ

“ประสาร” ซัดตีเจตนาเหมารวมผิด

นายประสาร มฤคพิทักษ์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า มีความพยายามแปลความคำถามพ่วงที่ผ่านประชามติเพื่อให้ กรธ.ปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ให้ ส.ว. 250 คน เสนอชื่อและลงมติเห็นชอบเลือกนายกฯได้ตั้งแต่ยกแรกของการประชุมรัฐสภา จึงไม่เห็นด้วยกับการแปลความเช่นนี้ เพราะผิดทั้งเจตนารมณ์ร่างรัฐธรรมนูญ และเจตนารมณ์ประชาชน รัฐธรรมนูญต้องการให้พรรคการเมืองเสนอชื่อนายกฯพรรคละไม่เกิน 3 คน ตั้งแต่ช่วงเลือกตั้ง ให้ประชาชนทั้งประเทศตัดสินใจว่าจะเลือกใคร ประชาชนจะเห็นเนื้อเห็นตัวเป็นๆว่าใครจะมาเป็นผู้นำประเทศใน 4 ปีต่อไป นอกเหนือจากการพิจารณานโยบายของแต่ละพรรคว่าตรงใจหรือไม่ เป็นความโปร่งใสตั้งแต่แรกเริ่ม นี่คือกระบวนการประชาวินิจฉัยที่ให้โอกาสแก่ประชาชนเลือก คะแนนเสียงประชามติที่ประชาชนเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 16.8 ล้านเสียง และเห็นชอบกับคำถามพ่วง 15.1 ล้านเสียง คะแนนที่ต่างกันประมาณ 1.7 ล้านเสียงนี้ ไม่ใช่เจตนารมณ์ประชาชนหรอกหรือ

งัด ม.44 สกัดบ่อนทำลายศาสนา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเย็นวันเดียวกัน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คําสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 49/2559 เรื่องมาตรการอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาต่างๆในประเทศไทย เนื่องจากขณะนี้มีบางฝ่ายนําความแตกต่างอันเป็นปกติของสังคมที่มีความหลากหลาย ที่รัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมาและร่างรัฐธรรมนูญที่เพิ่งผ่านประชามติ ได้ให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา ศาสนาพุทธ อิสลาม คริสต์ พราหมณ์-ฮินดู และซิกข์ ไปบิดเบือนเป็นความขัดแย้ง หัวหน้า คสช.จึงอาศัยอํานาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 57 มีคำสั่งให้อุปถัมภ์และคุ้มครองทุกศาสนาอันเป็นที่ยอมรับ ให้ทุกหน่วยงานของรัฐ ส่งเสริม สนับสนุนการศึกษา เผยแผ่หลักธรรมคําสอนที่ถูกต้อง กําหนดมาตรการ ส่งเสริมความเข้าใจอันดี และกำหนดมาตรการกลไกป้องกันมิให้มีบ่อนทําลายศาสนา

“วิษณุ” ไม่เหลิงติดอันดับผลงานดี

อีกเรื่อง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลสำรวจความเห็นสำนักโพล ระบุว่า มีชื่อติดเป็น 1 ใน 5 รัฐมนตรี ที่มีผลงานประทับใจประชาชน ว่า ไม่รู้สึกอะไร ไม่ดีใจ ไม่รู้จะพูดอะไร บอกไม่ถูก จะบอกว่าน้ำตาไหล ขนลุกคงไม่ได้ เพราะนั่นคือการประเมิน เดี๋ยวสัปดาห์หน้าประเมินใหม่ อาจรู้สึกว่าผลไม่ดีก็ได้ เราก็ทำให้ดี และยังมีอีกหลายโพล แต่ก็ใช้เป็นตัวชี้วัดอะไรบางอย่างได้ เมื่อถามถึงการดำเนินการเปลี่ยนชื่อกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายวิษณุตอบว่า จะกระทบรัฐมนตรี 1 คน ส่วนจะเป็นใครตนไม่รู้ ทหารหรือพลเรือนก็เป็นได้

“ประวิตร” ให้รอรู้แต่งตั้งพร้อมกัน

ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำบัญชีโยกย้ายนายทหารชั้นนายพลประจำปี 60 ว่า ตนไม่รู้ว่าวันที่ 22 ส.ค.จะมีการประชุมคณะกรรมการบอร์ด 7 คน เพื่อพิจารณาเรื่องนี้หรือไม่ และเรื่องนี้ผู้สื่อข่าวจะรู้ไปทำไม เรื่องนี้ผู้สื่อข่าวไม่ควรรู้ ขอย้ำไม่ว่าใครจะเป็นตำแหน่งใด ต้องทำงานให้กับประชาชนได้ และต้องรู้พร้อมกันหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ

“ป๋าเปรม” งดเปิดบ้านเบิร์ธเดย์

วันเดียวกัน พล.ท.พิศณุ พุทธวงศ์ นายทหารคนสนิท พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เปิดเผยว่า วันที่ 26 ส.ค. ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 96 ปีของ พล.อ.เปรม ปีนี้ พล.อ.เปรมของดเปิดบ้านสี่เสาเทเวศร์ เพื่อให้คณะบุคคลเข้าอวยพร โดยขออยู่เป็นส่วนตัว และจะเดินทางไปทำบุญวันเกิดที่ต่างจังหวัด หรือเปิดบ้านให้เฉพาะคนใกล้ชิดเข้าอวยพรเป็นการภายในเท่านั้น ซึ่งทุกปีจะเปิดบ้านเฉพาะวันขึ้นปีใหม่ และวันสงกรานต์ ส่วนใหญ่ในวันเกิด พล.อ.เปรม ท่านมักขออยู่ส่วนตัวมากกว่า ไม่อยากรบกวนใคร ยืนยันการงดเปิดบ้านปีนี้ไม่มีนัย หรือส่งสัญญาณใดๆทางการเมือง อย่านำไปโยงกับการปรับโยกย้ายตำแหน่ง ผบ.ทบ.

“บิ๊กตู่” บ่นสื่อสนแต่นายกฯคนนอก-สืบทอดอำนาจ ย้ำยังเดินตามกรอบ “บิ๊กป้อม” พูดชัดต้องให้สิทธิ ส.ส.เสนอชื่อนายกฯก่อน ถ้าไม่ได้ค่อยถึงคิว ส.ว. ปัดไม่ได้คิดเหมือน “บิ๊กกี่” ทุกเรื่อง.. 23 ส.ค. 2559 07:53 23 ส.ค. 2559 07:54 ไทยรัฐ