วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สาธารณสุขลงดาบ แก๊งใช้ยามือเติบ

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยถึงตัวเลขการใช้ยาของคนไทยว่า มีมูลค่าสูงถึงปีละ 1.4 แสนล้านบาท

ค่ายาก้อนมหึมาที่คนไทยต้องควักกระเป๋าจ่ายนี้ ส่วนหนึ่งเป็นยาที่ผู้ป่วยได้รับ เกินความจำเป็น หรือพูดง่ายๆไม่กินก็ได้ ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย คิดเป็นมูลค่าความสูญเปล่าไม่ต่ำกว่าปีละ 2,370 ล้านบาท

นอกจากนี้คนไทยยังถูกสั่งจ่ายให้ใช้ยา ที่ยังมีข้อสงสัยในประสิทธิภาพ คิดเป็นมูลค่าที่สูญเปล่าอีกปีละไม่น้อยกว่า 4,000 ล้านบาท

ว่ากัน...ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ปริมาณการใช้ยาของคนไทยพุ่งปรี๊ด

เป็นเพราะคนไทยยุคนี้สามารถเข้าถึงยาได้มากกว่าในอดีต โดยเฉพาะจากการมีหลักประกันสุขภาพ ในกลุ่มโรคที่ต้องทำการรักษาอย่างต่อเนื่อง และโรคเอดส์

ล่าสุด ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข จึงออกประกาศเป็นนโยบายให้โรงพยาบาลทุกแห่ง ร่วมกันส่งเสริม “การใช้ยาอย่างสมเหตุผล” โดยกำหนดให้เป็นแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพฯ

นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข บอกว่า รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติขึ้นมาดูแลเรื่องยาในประเทศ

โดยเฉพาะกรณีการใช้ยาอย่างไม่สมเหตุสมผล ได้ตั้งคณะอนุกรรมการฯและลงนามความร่วมมือพัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (RDU hospital) ขึ้น ปัจจุบันมีโรงพยาบาลที่เข้าร่วมทั้งใน และนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 205 แห่ง

รมว.สาธารณสุขบอกว่า ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อต้องการคุ้มครองประชาชนให้ได้รับการรักษาด้วยยาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปีนี้มีนโยบายให้โรงพยาบาลในทุกสังกัด ส่งเสริมให้มีการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล โดยทำเป็นคำรับรองในการปฏิบัติงาน ตั้งแต่ระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขลงไปถึงผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ เพื่อให้นโยบายนี้เกิดผล
ในทางปฏิบัติ

ส่วน นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข บอกว่า ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ระบุว่า ขณะนี้ทั่วโลกมีการใช้ยาอย่างไม่สมเหตุสมผล มากกว่าร้อยละ 50 ของการใช้ยา ทำให้ผู้ป่วยทั่วโลก มีความเสี่ยงจากผลข้างเคียง และอันตรายจากการใช้ยาอย่างไม่สมเหตุผล รวมทั้งเป็นความสิ้นเปลืองทางเศรษฐกิจ

สำหรับประเทศไทย เมื่อปี 2555 พบว่า มูลค่าการบริโภคยาของคนไทยพุ่งสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท โดยค่าใช้จ่ายด้านยาเติบโตในอัตราที่ใกล้เคียงกับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ คือ สูงประมาณร้อยละ 7-8 ต่อปี แถมยังสูงกว่าอัตราการเติบโตของรายได้ประชาชาติ (จีดีพี) ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 5-6 ต่อปีเท่านั้น

ปลัดกระทรวงสาธารณสุขบอกว่า โรงพยาบาลส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลที่เข้าร่วมโครงการ จะต้องดำเนินการโดยยึดหลักสำคัญ 6 อย่าง คือ 1.คณะกรรมการเภสัชกรรมและการบำบัด จะต้องกำหนดนโยบายและพัฒนาระบบการจัดการด้านยาให้เป็นไปอย่างสมเหตุผล ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก 2.ต้องจัดทำฉลากยาที่ให้ข้อมูลอย่างเพียงพอแก่ผู้ใช้

3.ต้องมีเครื่องมือที่จำเป็นในการใช้ยาอย่างสมเหตุผล เช่น มีคำแนะนำการใช้ยาในกลุ่มโรคต่างๆ และการคัดเลือกยา 4.ต้องสร้างความตระหนักรู้แก่บุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย 5.ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ กรณีการใช้ยาในผู้สูงอายุ เด็ก สตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร ผู้ป่วยโรคตับ โรคไตเรื้อรัง และผู้ป่วยกลุ่มพิเศษอื่นตามที่สถานพยาบาลกำหนด และ 6.ต้องเน้นเรื่องจริยธรรมในการสั่งใช้ยา

นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา ประธานอนุกรรมการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล บอกว่า

“การใช้ยาอย่างไม่สมเหตุผล เป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก ทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงอันตรายจากยาที่ได้รับ รวมทั้งปัญหาเชื้อดื้อยา ดังนั้น ล่าสุดองค์การอนามัยโลก จึงได้ประกาศเป็นวาระของโลก ให้การใช้ยาอย่างไม่สมเหตุผลเป็นตัวก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา และเกิดการแพร่เชื้อติดต่อไปทั่วโลก”

นพ.ประสิทธิ์บอกว่า การใช้ยาอย่างสมเหตุผล หรือเหมาะสมกับปัญหาสุขภาพของผู้ป่วย ทั้งขนาดยาที่ใช้ และระยะเวลาในการรักษาที่เหมาะสม นอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายที่เกินความจำเป็น ซึ่งผู้ป่วยหรือญาติต้องแบกรับภาระ ยังช่วยลดความเจ็บป่วย และอัตราเสียชีวิตจากการติดเชื้ออีกด้วย

ตัวอย่างการใช้ยาอย่างไม่สมเหตุผล เช่น ผู้ใช้ยาส่วนใหญ่มีความเชื่อผิดๆว่า เมื่อใดที่เจ็บป่วยจะต้องกินยาทุกกรณี ความเชื่อผิดๆเช่นนี้ ทำให้ความต้องการใช้ยาเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น เพราะโรคบางอย่าง แค่ทำร่างกายให้แข็งแรงขึ้น เช่น ออกกำลังกาย ดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ ล้างมือให้สะอาด และพักผ่อนให้เพียงพอ ก็สามารถหายได้ โดยไม่จำเป็นต้องกินยา

หรือกรณีผู้ปฏิบัติงานกลุ่มสหวิชาชีพจำนวนไม่น้อย ที่ยังเข้าไม่ถึงพื้นฐานความรู้ความเข้าใจในการใช้ยาของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ทำให้ผู้ป่วยโรคนี้ยังคงได้รับยากลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยง เช่น ยาฉีดเพื่อใช้บรรเทาอาการเจ็บปวดแบบทันที

เช่นเดียวกับกรณีความเชื่อ หรือความเข้าใจผิดๆในการใช้ยา “เพร็พ” (PrEP) ของบรรดานักเที่ยวผู้หญิง หรือผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศทั้งหลาย ซึ่งรู้จักกันในชื่อทางการค้าว่า ยา Truvada

แม้ว่ายาตัวนี้เป็นยาต้านไวรัส ใช้ ก่อน ที่จะมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีรูปแบบใหม่ มีไว้สำหรับผู้ที่มีผลเลือดปกติใช้กิน เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี

หลายคนชะล่าใจ...คิดว่า “เพร็พ” คือยาวิเศษ กินแล้วสามารถป้องกันเชื้อเอดส์ได้ในทุกกรณี ทั้งที่ความจริงมันเป็นเพียงทางเลือกเพิ่มเติมจากเครื่องมือป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีทั่วไป อย่างถุงยางอนามัยเท่านั้น แต่ถ้าคุณไม่ได้กินยาต้านก่อนเสี่ยงตัวนี้ อย่างสม่ำเสมอ มันก็ไม่สามารถปกป้องคุณจากเชื้อเอชไอวีได้

สรุปแล้ว การใช้ยาตัวนี้ก่อนสัมผัสเชื้อฯ จึงไม่ได้เหมาะกับทุกคนเสมอไป และการใช้เพร็พก็ไม่ได้ช่วยป้องกันการติดเชื้อจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ เช่น ซิฟิลิส หนองใน และหนองในเทียม ถุงยางอนามัยจึงยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันเชื้อเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

เหล่านี้คือตัวอย่างการใช้ยาอย่างไม่สมเหตุผลของคนไทย

แต่ประเด็นสำคัญก็คือ ค่าใช้จ่ายด้านยาที่เพิ่มขึ้น ไม่เพียงเกิดจากการใช้ยาอย่างไม่เหมาะสม หรือเกินความจำเป็น ยังเกิดจากการตลาดที่ขาดจริยธรรม ระหว่างบริษัทยากับแพทย์ หรือผู้มีอำนาจในการจัดซื้อยาไว้ใช้ในสถานพยาบาล ซูเอี๋ยกันปลุกปั่นให้เกิดการใช้ยา อย่างไม่สมควร

เป็นต้นว่า ยาบางตัวมีความจำเป็นใช้น้อย หรือแทบไม่จำเป็น แต่เมื่อผู้สั่งจ่ายยาถูกจูงใจด้วยผลประโยชน์ หรือค่าตอบแทนบางอย่าง ให้สั่งใช้ยาตัวนั้นแก่ผู้ป่วย แลกกับเปอร์เซ็นต์รายได้ คล้ายกับการที่กระเป๋ารถเมล์ได้รับเงินเพิ่มตามเปอร์เซ็นต์ยอดขายหน้าตั๋ว ก็ย่อมเข้าข่าย ขาดจริยธรรมในการสั่งใช้ยา อย่างไม่ต้องสงสัย

พฤติกรรมเช่นว่านี้ เป็นที่รู้กันทั่ว ใครจะปฏิเสธว่าไม่มี หรือเป็นเรื่องใส่ความกัน ก็คงต้องไปถามหาความจริงเอาจากบรรดาเซลส์ขายยาของบางบริษัทที่ขายแข่งสู้กับบริษัทยาอื่นไม่ได้

ดังนั้น หนึ่งในหนทางขจัดปัญหาการใช้ยาอย่างไม่สมเหตุผลให้หมดไปจากประเทศไทย ไม่ต้องทำอะไรมาก มุ่งจัดการกับพวกไร้จริยธรรมในการสั่งใช้ยาให้ได้ก่อน ปัญหาอื่นก็จะทุเลาไปเอง.

22 ส.ค. 2559 10:39 ไทยรัฐ