วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เตือนภัยระดมทุนรูปแบบใหม่ ใช้โอกาสดอกเบี้ยต่ำล่อใจให้ผลตอบแทนสูง

ดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ตลอดจนภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้คนหาเช้ากินค่ำ รวมไปถึงคนในระดับที่พอมีสตางค์ ต่างต้องขวนขวายหาแหล่งระดมทุนรูปแบบใหม่ๆ ที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า

ได้กลายเป็นช่องทางที่ทำให้เกิดการหลอกลวงทางการเงินในรูปแบบพลิกแพลงไปจากเดิม โดยใช้ผลตอบแทนในระดับสูง เป็นตัวล่อ

แม้กลเม็ดเด็ดพรายและรูปแบบการหลอกลวงในอดีตและปัจจุบัน จะมีความแตกต่าง เพราะถูกพัฒนาให้ซับซ้อน แยบยล หลบเลี่ยงช่องโหว่ทางกฎหมายได้อย่างชาญฉลาด ผ่านสื่อที่มีศักยภาพอย่างอินเตอร์เน็ต

แต่ความคลาสสิกของมัน ที่เหมือนกันในทุกยุคทุกสมัย คือการเล่นกับความโลภของคน!!

จากข้อมูลของศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (สคง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และข้อมูลจากส่วนป้องปรามการเงินนอกระบบ สำนักนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง พบว่าการหลอกลวงผ่านอินเตอร์เน็ตและเครือข่ายสังคมออนไลน์โซเชียลมีเดีย มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น

เพราะชีวิตออนไลน์ ได้กลายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของคนยุคปัจจุบัน การล่อลวงชักชวน ผ่าน “เน็ตไอดอล” หรือผู้ที่ได้รับความชื่นชอบในสังคมออนไลน์ จึงเกิดขึ้นได้ง่ายและแพร่ กระจายอย่างรวดเร็ว

ล่าสุด เป็นกรณีของ “ไฮโซม่านฟ้า” น.ส.อรปภัตร จันทรสาขา รวมทั้ง “เก๋ เลเดอเรอร์” นางสาวกันยกร ศุภการค้าเจริญ ที่ใช้โซเชียลมีเดียอย่างอินสตาแกรม (ไอจี) ชักชวน ประชาชนหรือผู้ติดตาม ให้นำเงินมาฝากลงทุนหรือลงหุ้นกับธุรกิจของตน โดยเสนอผลตอบแทนสูงลิ่ว 10-15% และการันตีไม่ต้องรับความเสี่ยงใดๆ!!

ซึ่งกำลังเป็นที่จับตาของหน่วยงานตรวจสอบภาครัฐแทบทุกหน่วยงานว่า การระดมทุนในลักษณะนี้อาจไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะกฎเหล็กของนักลงทุนทั่วโลก ล้วนเป็นสูตรเดียวกัน นั่นคือ High risk-High return เมื่อผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงย่อมสูงตามไปด้วย

แม้ในวันนี้ “ไฮโซม่านฟ้า” จะประกาศยุติโครงการระดมเงินฝากลงทุนไปแล้ว โดยลบรูปภาพและข้อความการประกาศระดมเงินที่เคยโพสต์เชิญชวนไว้ออกไปจากไอจีทั้งหมด หลังเป็นข่าวใหญ่โตและหน่วยงานรัฐเตรียมเข้าตรวจสอบ

แต่ “เก๋ เลเดอเรอร์” ยังยืนยันรับเงินฝากลงทุนต่อ เพราะมั่นใจไม่ได้ทำผิดกฎหมาย และไม่ได้มีเจตนาที่จะฉ้อโกงประชาชน แต่มีเจตนาดีที่จะนำกำไรที่ได้จากการทำธุรกิจครีมและเครื่องสำอาง มาแบ่งปันให้กับผู้นำเงินฝากมาร่วมลงทุน!!

แผนสูงใช้เงินคนอื่นซื้อของตัวเอง

“เก๋ เลเดอเรอร์” ชี้แจงว่า จะนำเงินที่ระดมทุนจากผู้สนใจมาซื้อครีมและผลิตภัณฑ์ความงามของบริษัทตนเอง แล้วทีมงานของตนก็จะเป็นคนเอาไปกระจายขาย โดยผู้ลงทุนไม่ต้องรับผิดชอบ รอรับเงินตามสัญญาอย่างเดียวทุกเดือน ทั้งเงินลงทุนและผลตอบแทนที่สัญญาไว้ และจำกัดความเสี่ยง โดยจะรับเงินฝากเข้ามาร่วมทุนเพียงไม่เกิน 15 ล้านบาทเท่านั้น โดยเจ้าตัวพร้อมที่จะเข้าชี้แจงกับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) ในวันที่ 23 ส.ค.นี้

แม้จนถึงวันนี้ จะยังไม่มีประชาชนหรือผู้เสียหายจากการฝากเงินร่วมหุ้นกับ 2 สาวสวย และยังไม่มีการฟ้องร้องหรือกล่าวโทษจากหน่วยงานตรวจสอบและไม่ว่าเจตนาการทำธุรกิจของทั้ง 2 จะเป็นอย่างไร โดยอาจเกิดจากความรู้เท่า ไม่ถึงการณ์ หวังผลเพื่อต่อยอดขายสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของตนเอง หรือคิดว่าการระดมทุน หรือเงินฝากจากประชาชนที่ชื่นชอบตน เพื่อนำมาลงทุนธุรกิจ ไม่ใช่ความผิด

แต่หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเกือบทุกแห่ง กำลังตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเข้มข้น รวมทั้งออกมาเตือนประชาชนถึงความเสี่ยงที่อาจได้รับ โดย ก.ล.ต.ได้เรียกบุคคลทั้ง 2 เข้ามาชี้แจงในทันที เพื่อเป็นการ “ตัดไฟเสียแต่ต้นลม” ระงับเหตุก่อนที่จะมีความเสียหายเกิดขึ้น!!

เพราะหากย้อนกลับไปดูการกระทำผิดคดีทางการเงินดังๆในอดีต จะเห็นว่ากว่าภาครัฐจะเข้าไปตรวจสอบหรือเอาผิด ก็เกิดความเสียหายแก่ประชาชนเป็นจำนวนมาก มูลค่ามหาศาลไปแล้ว!!!

ไม่ว่าจะเป็นคดีแชร์แม่ชม้อย ที่มีประชาชนผู้เสียหายมากถึง 13,288 ราย มูลค่าความเสียหาย 4,043 ล้านบาท คดีแชร์แม่นกแก้ว ผู้เสียหาย 13,034 ราย มูลค่าความเสียหาย 2,000 ล้านบาท คดีบริษัทชาร์เตอร์ อินเตอร์เร็คชั่น จำกัด ของนายเอกยุทธ อัญชันบุตร มีผู้เสียหาย 3,316 ราย มูลค่าความเสียหาย 1,483 ล้านบาท และคดีบริษัทบลิสเชอร์ อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด ที่มีผู้เสียหาย 24,129 ราย มูลค่าความเสียหาย 727 ล้านบาท

คดีเหล่านี้ ล้วนมีพฤติกรรมระดมเงินจากประชาชนทั้งสิ้น แต่มีรูปแบบในการชักจูงหรือการนำเงินไปลงทุนในสินค้าต่างกัน!!

การแจ้งเบาะแสหรือการเปิดช่องทางให้ประชาชนแจ้งข้อมูลหรือร้องเรียนผ่านช่องทางต่างๆจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจะทำให้มีการรับรู้ปัญหาและนำไปสู่การป้องกันและปราบปรามที่รวดเร็ว ทันการณ์มากขึ้น ที่สำคัญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งทำงานในเชิงรุกมากขึ้น ให้ทันกับมิจฉาชีพในรูปแบบใหม่ๆ

รวมพลังปราบแบบบูรณาการ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พบและเป็นปัญหาในขณะนี้คือ พฤติกรรมการกระทำความผิดทางการเงิน มีความซับซ้อน แยบยล และหลายรูปแบบมากขึ้น โดยมิจฉาชีพที่มีความรู้ มักหลบเลี่ยงโดยใช้ช่องโหว่ของกฎหมายที่มีหลายฉบับและหลายหน่วยงาน แยกอำนาจหน้าที่กำกับดูแล บางกรณีมีการกระทำความผิดที่คาบเกี่ยวกับกฎหมายหลายฉบับ ทำให้หน่วยงาน รัฐเพียงหน่วยงานเดียว ไม่สามารถใช้กฎหมายที่มีในมือเอาผิดได้โดยตรง ต้องอาศัยอำนาจกฎหมายของหน่วยงานอื่นด้วย จึงจะเอาผิดได้

ในอดีตมีหลายกรณีที่อาชญากรเศรษฐกิจหลุดพ้นจากการถูกลงโทษ เมื่อถูกจับแต่รอดคดี ก็ปิดบริษัทหนีและไปเปิดบริษัทใหม่แบบเดิม กลับมาฉ้อโกงซ้ำวนไปวนมา

และที่หนักหนากว่านั้น ไม่ใช่แค่เพียงอาชญากรไทย แต่ปัจจุบันยังมีอาชญากรเศรษฐกิจข้ามชาติ เข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานกระทำความผิดทางการเงินจำนวนมาก!!

สอดคล้องกับความเห็นของ “สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์” ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงาน ก.ล.ต. ที่ระบุว่า ที่ผ่านมา ธุรกิจ “สีเทา” หรือธุรกิจที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย การฉ้อโกงด้านการเงินการลงทุน มีความเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ มีหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งกฎหมายหรืออำนาจหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง อาจไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จึงต้องร่วมมือทำงานระหว่างหน่วยงานต่างๆมากขึ้น ในการปราบปราม จะต่างคนต่างเดินไม่ได้ ต้องร่วมกันเพื่อให้การทำงานและการแก้ปัญหามีประสิทธิภาพ ถือเป็นการทำงานแบบบูรณาการ

โดยล่าสุดในวันที่ 25 ส.ค.นี้ ก.ล.ต.ได้นัดหารือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมพัฒนาธุรกิจ กรมสรรพากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อหาแนวทางในการทำงานร่วมกันเพื่อป้องปรามและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

กลยุทธ์ล่อให้เอาเงินมาลงเพิ่ม

ในส่วนของประชาชนก็ต้องสร้างภูมิคุ้มกันของตัวเอง อย่าเห็นแก่ผลตอบแทนจูงใจที่สูง โดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยงหรือความเป็นจริง แม้ที่ผ่านมาได้มีความพยายามจากหลายหน่วยงาน ในการให้ความรู้ด้านการเงินกับประชาชน และมีการเตือนภัยทางการเงินมากมายที่มีเข้ามาหลายรูปแบบ ซึ่งล้วนมีวิธีจูงใจคือ ให้ผลตอบแทนที่สูงเกินจริง จนทำให้ประชาชนเกิดความโลภและเอาตัวเองเข้าไปเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว!!

จากข้อมูลศูนย์รับเรื่องราวร้องเรียนถึงภัยการทำธุรกรรมทางการเงิน ของศูนย์คุ้มครอง ผู้ใช้บริการทางการเงิน (สคง.) ทั้งของ ธปท.ผ่านสายด่วน 1213 อีเมล และเว็บไซต์ และการเดินทางมาแจ้งด้วยตัวเอง พบว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การหลอกลวงทางการเงินยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยใช้ความเชื่อใจของเหยื่อ ผลตอบแทนในอัตราที่สูงกว่าปกติ และการหลอกลวงโดยอ้างคนมีชื่อเสียงเป็นหลักใหญ่

มีทั้งหลอกลวงผ่านทางโทรศัพท์ อีเมล และโซเชียลมีเดีย หลอกระดมทุนให้ซื้อขายเงินตราต่างประเทศ หุ้น หรือลงทุนในธุรกิจ และแชร์ลูกโซ่ นอกเหนือจากปลอมแปลงบัตรเครดิต บัตรอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ

“ชนาธิป จริยาวิโรจน์” ผู้อำนวยการ สคง.เผยว่า ช่วงหลังๆจะเป็นการถูกหลอกจากคนใกล้ตัว คนที่มีความใกล้ชิดทางโซเชียลมีเดีย ผู้ที่มีชื่อเสียง หรือทำให้รู้สึกว่า มีชื่อเสียง หรืออ้างว่ารู้จักคนที่มีชื่อเสียงเป็นหลัก

นอกจากนี้ ยังพบว่าการชักชวนให้ระดมทุนนอกระบบ มีการปรับปรุงรูปแบบการระดมทุนไปมาก ทำให้ยากลำบากหรือก้ำกึ่งต่อการเอาผิดทางกฎหมาย และแทบทุกกรณี มีความเสี่ยงที่จะถูกหลอกลวง

จึงขอเตือนว่า หากจะลงทุนอะไร ต้องมีสติคิดให้รอบคอบ มองให้รอบด้านว่าการนำเงินของเราไปลงทุนต่อผู้ที่มีชื่อเสียงหรือบริษัทที่ให้ผลตอบแทนสูงๆนั้น โอกาสที่เขาจะขายสินค้าหรือเก็งกำไรในผลิตภัณฑ์ต่างๆที่อ้างถึงนั้น มีความยั่งยืนเพียงใด

เพราะการลงทุนทุกรูปแบบ ย่อมมีความเสี่ยงและเป็นไปไม่ได้ที่จะได้กำไรอย่างเดียว ได้เป็นเวลายาวนาน เพราะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศมีทั้งช่วงที่ดีและช่วงที่แย่ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการระดมทุนในรูปแบบใด หากมีการการันตีผลตอบแทนในระดับสูง ก็ขอให้ระมัดระวังไว้ก่อนว่าอาจเป็นการหลอกลวง และในการลงทุนครั้งแรกๆ มิจฉาชีพเหล่านี้จะจ่ายเงินคืนก่อน เพื่อล่อให้เอาเงินมาลงทุนเพิ่มขึ้น

ใช้สติลงทุนอย่าตกเป็นเหยื่อ

ขณะที่ล่าสุด สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ออกแถลงการณ์เตือนภัยระบุว่า กรณีมีการชักชวนให้ประชาชนนำเงินมาร่วมลงทุนในธุรกิจด้วยวิธีการต่างๆ โดยมีสัญญา จะจ่ายผลตอบแทนให้ในอัตราที่สูง

สศค.ขอให้ผู้ที่จะลงทุนกับธุรกิจดังกล่าวควรสังเกตพฤติกรรมที่จะเข้าข่ายการกระทำความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงิน ที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 ดังนี้ 1.มีการโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชนตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป เช่น การแจกเอกสารเผยแพร่ทางสื่อต่างๆ หรือเป็นการบอกกล่าวระหว่างกันของบุคคลในลักษณะปากต่อปาก

2.มีการให้สัญญาว่าจะจ่าย หรืออาจจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนจากการเข้าร่วมลงทุน ไม่ว่าจะจ่ายในลักษณะดอกเบี้ย เงินปันผล หรือลักษณะอื่นใด ซึ่งผลประโยชน์ตอบแทนที่จ่ายให้นั้น เป็นอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินระบุตามกฎหมาย ว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้

3.โดยผู้ชักชวนหรือบุคคลอื่น นำเงินจากผู้เข้าร่วมลงทุนรายใหม่มาหมุนเวียนจ่ายให้กับผู้ร่วมลงทุนรายก่อน หรือผู้ชักชวนหรือบุคคลอื่น ไม่สามารถประกอบกิจการใดๆ โดยชอบด้วยกฎหมาย ที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราตามที่สัญญานั้นได้

หากธุรกิจที่นักลงทุนสนใจเข้าร่วม มีพฤติกรรมที่เข้าข่ายการกระทำความผิดตามองค์ ประกอบข้างต้น ธุรกิจดังกล่าวอาจกำลังกระทำความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินฯ จึงควรหลีกเลี่ยง

ขณะที่ “วรวรรณ ธาราภูมิ” ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ระบุว่า ตราบใดที่ประชาชนยังขาดความรู้ทางการเงิน ก็มีโอกาสจะตกเป็นเหยื่อของคนที่ไม่สุจริต โดยคนที่ไม่สุจริตมีพัฒนาการไปไกลกว่าแชร์แม่ชม้อย เช่น นำศัพท์ทางการเงิน การลงทุนที่แพร่หลายแล้ว มาดัดแปลงเพื่อทำให้ดูน่าเชื่อถือ สงสารคนไม่รู้ที่ตกเป็นเหยื่อของภัยสังคมแบบนี้ ทำงานหาเงินมาชั่วชีวิต ก็อาจสูญเงินไปกับการถูกต้มตุ๋นหลอกลวง

“วรวรรณ” ยังเรียกร้อง ให้ ก.ล.ต. ธปท. สรรพากร สคบ. ตำรวจ ฯลฯ หารือร่วมกัน เพื่อป้องกันและปราบปรามอย่างบูรณาการ ไม่ใช่พอแต่ละหน่วยงานเห็นว่าไม่เข้าข่ายในขอบเขตกฎหมายของตน ก็ปล่อยเรื่องไปเพราะไม่ใช่ธุระ หรือเกรงว่าจะเอื้อมไปไม่ถึง ทุกหน่วยงานต้องระดมสมองหาทางทั้งป้องกันและปราบปราม

ขณะที่ผู้ประกอบการธุรกิจการเงินธนาคารและการลงทุน ซึ่งมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว ต้องช่วยกันส่งข้อมูลเตือนภัยร้ายจากการหลอกลวงทางการเงินให้ลูกค้าทราบ และสื่อมวลชนต้องไม่เพิกเฉยต่อข่าวภัยการเงินเหล่านี้

ที่สำคัญสุดท้ายคือ ตัวผู้ลงทุน ผู้ฝากเงินเอง ก็ต้องรับผิดชอบตนเองด้วย เพราะ ขณะนี้สังคมออนไลน์ทำให้มีการขายของหรือมีการเสนอบริการตรงถึงประชาชนหรือผู้บริโภคได้ทันที ถ้าเจอพวกต้มตุ๋นที่เอารูปลักษณ์ โปรไฟล์ที่ไม่รู้ของจริงหรือของปลอม มาหลอกลวง ล่อให้ลงทุน โดยที่ไม่ใช้สติไตร่ตรอง เมื่อตกเป็นเหยื่อก็จะโทษใครไม่ได้ นอกจากโทษตัวท่านเอง.

ทีมเศรษฐกิจ

21 ส.ค. 2559 14:43 21 ส.ค. 2559 14:51 ไทยรัฐ