วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นักสะสมไม่ระคาย ยังตั้งหน้าหาใส่กรุ

แม้นาทีนี้สภาพเศรษฐกิจไทย โดยรวมยังหายใจได้ไม่ทั่วท้อง โดยเฉพาะกรณีส่งออก ที่ยังไร้วี่แววสัญญาณฟื้นตัว แต่ในอีกมุม...บรรดานักสะสมบ้านเรา กลับไม่ได้รับผลพวงจากเสี้ยนหนามทางเศรษฐกิจทิ่มตำกันสักเท่าใด

สังเกตได้จากความเคลื่อนไหวในงานประมูลสิ่งสะสมล้ำค่า หรือหายากหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นเหรียญทองคำ เหรียญโบราณ ธนบัตร แสตมป์ไทย แสตมป์ต่างประเทศหายาก ภาพเขียน รวมทั้งศิลปะวัตถุต่างๆ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 41 โดย บริษัท เอื้อเสรี คอลเล็คติ้ง จำกัด ผู้จัดการประมูลสิ่งสะสมมืออาชีพ ที่มีประสบการณ์ยาวนาน เป็นที่ยอมรับทั้งใน และต่างประเทศ

งานนี้ยังคงได้รับความสนใจอย่างอุ่นหนาจากบรรดานักสะสม แถมบางรายการยังถูกประมูลไปในราคาที่เรียกเสียงครางและซี๊ดปากได้ครึ่งค่อนงาน

ผู้ที่ไปเดินในงานประมูลครั้งนี้ ซึ่งจัดขึ้นที่ เอ็มซีซีฮอลล์ ห้างเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน ช่วงวันที่ 10-15 สิงหาคม 2559 มีทั้งนักสะสมหน้าใหม่ นักสะสมรุ่นเยาว์ ไปจนกระทั่งนักสะสมรุ่นใหญ่ ใจถึง และเงินถึง รวมทั้งบุคคลทั่วไปที่ชื่นชอบ และเห็นคุณค่าในของเก่าที่หาดูได้ยาก

แหล่งข่าวผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นทั้ง นักสะสม และ นักลงทุน ในบางช่วง (ต่างกันตรงที่นักสะสมหมายถึงผู้สนใจสะสมสิ่งของที่ตนชื่นชอบ แม้ว่าวันหนึ่งผู้คนเลิกสนใจสิ่งนั้นแล้วก็ตาม แต่เขายังคงสะสมต่อ แถมยังมีความสุขทุกครั้งที่ได้หยิบของชิ้นนั้นขึ้นมาเชยชม หรือใช้สอย และต่อให้มีผู้ใดมาเสนอราคาขอซื้อสูงเพียงใด ก็ไม่ยอมขาย นี่คือ นักสะสม...ผิดกับนักลงทุน ถ้ามีใครมาขอซื้อต่อด้วยราคาเร้าใจ จะปล่อยขายทันที)

แหล่งข่าวผู้นี้บอกว่า เท่าที่เขาสังเกต หรือจับสัญญาณได้จากงานประมูลใหญ่ของบริษัทเอื้อเสรีฯ หรือที่นักสะสมเรียกกันสั้นๆว่า

“งานเอื้อฯ” ปีนี้นั้น ต่อให้เศรษฐกิจไทย ล้มลุกคลุกคลาน ซบเซา หรือย่ำแย่สักแค่ไหน ในหมู่นักสะสมชาวไทย ยังคงเดินหน้าสู้ราคา เพื่อแย่งกันเก็บสิ่งของล้ำค่า และหายากเข้ามาไว้ในกรุ หรือคอลเลกชั่นส่วนตัวกันอย่างไม่ลดละความพยายาม

เขายกตัวอย่าง ของสะสมประเภทธนบัตรโบราณหายาก ธนบัตรไทย ชนิดราคาอัฐหนึ่ง ผลิตขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 (รายการที่ 2694) มีราคาเริ่มต้นประมูล หรือ Starting Price อยู่ที่ฉบับละ 250,000 บาท

แต่สุดท้ายผ่านการ Bidding หรือสู้ราคากันจนปิดการประมูลที่ 920,000 บาท (ยังไม่รวมภาษี)

ขณะที่ของสะสมประเภทเหรียญ แหล่งข่าวบอกว่า จุดเด่นหรือไฮไลต์ของการประมูลครั้งนี้ อยู่ที่ เหรียญทองคำของจีน ผลิตขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1992 ซึ่งตรงกับปีนักษัตรวอก (เมื่อ 2 รอบ หรือ 24 ปีที่แล้ว) มีน้ำหนัก 12 ออนซ์ ราคาหน้าเหรียญ 1,000 หยวน (China PR. 1992 Year of The Monkey 12 oz gold coin 1,000 Yn)

เหรียญนี้อยู่ใน เกรดดิ้ง (ได้รับการรับรองว่าเป็นของแท้ และจัดอันดับคุณภาพ) จากสถาบัน PCGS มีราคาเริ่มต้นประมูล หรือ Starting Price อยู่ที่ 1,200,000 บาท แต่สุดท้ายผ่านการ Bidding หรือแข่งขันราคากัน จนไปจบการประมูลที่ราคาเหรียญละ 2,700,000 บาท

นอกจากนี้ ยังมีเหรียญทองคำของจีนอีกเหรียญ เป็น รูปมังกรคู่ ราคาหน้าเหรียญ 1,000 หยวน ผลิตขึ้นเมื่อปี 1988 อยู่ในเกรดดิ้ง จากสถาบัน PCGS เช่นกัน ถูกประมูลไปในราคาเหรียญละ 940,000 บาท

ในแวดวงนักสะสมแสตมป์ล้ำค่า หายากเอง ก็ไม่น้อยหน้า แหล่งข่าวบอกว่า แสตมป์สมัยรัชกาลที่ 5 ดวงหนึ่ง มีราคาหน้าดวง 4 อัฐ ถูกผลิตขึ้นมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ศตวรรษ เป็นแสตมป์ใช้แล้ว แต่มีความพิเศษตรงที่ลงตราประทับคำว่า “งอย” ไว้บนแสตมป์ดวงนั้น

นักสะสมผู้นี้บอกว่า “งอย” หมายถึง ชื่อของที่ทำการไปรษณีย์ไทย ในประเทศลาวแห่งหนึ่งเมื่อสมัย ร.5 ที่ทำการแห่งนี้เปิดใช้ขึ้นในช่วงสั้นๆ จึงมีการส่งไปรษณีย์หลงเหลือให้เห็นมาถึงปัจจุบันน้อยมาก

เท่านั้นยังไม่พอ แม้จะผ่านกาลเวลามานานถึง 122 ปีแล้วก็ตาม แสตมป์ดวงนี้ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ มีตราประทับที่ชัดเจน แถมปัจจุบันยังพบเห็นกันแค่ไม่เกิน 3 ดวง ที่สำคัญถือเป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่า เป็นการใช้แสตมป์ในช่วงระยะเวลาหนึ่งที่ลาว ยังเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของไทย

แสตมป์ดวงนี้ จึงเป็นที่ต้องการของนักสะสม และถูกประมูลไปในราคาดวงละ 185,000 บาท

ไม่เพียงความเคลื่อนไหวของการประมูลสิ่งสะสมในเมืองไทย แหล่งข่าวผู้นี้ยังช่วยอัพเดตถึงความเคลื่อนไหวของนักสะสมในระดับสากลด้วยว่า ล่าสุด ตามรายงานของ The Wealth Report 2016 ได้บ่งชี้ถึงกระแสความนิยมของบรรดานักสะสมทั่วโลกว่า ปัจจุบันมีทิศทางความนิยมในการเลือกสะสมเพื่อความชื่นชอบส่วนตัว และเพื่อการลงทุนในสิ่งใดบ้าง

เขาบอกว่า ในบรรดาของสะสมเพื่อการลงทุนที่มหาเศรษฐีทั้งไทย และทั่วโลก ต่างให้ความสนใจมากที่สุดในขณะนี้ อันดับ 1 ยังคงเป็น งานศิลปะ และ โบราณวัตถุ

รองลงมา คือ รถยนต์ และ มอเตอร์ไซค์หรู หรือ คลาสสิก อันดับ 3 นาฬิกาหรู ตามด้วยอันดับ 4 ไวน์ชั้นเลิศ อันดับ 5 เครื่องประดับ เพชร และ อัญมณี อันดับ 6 โลหะมีค่า และอันดับ 7 คือ เหรียญ ธนบัตร และ แสตมป์หายาก

นอกจากนี้ ยังมีสิ่งที่ได้รับความนิยมสะสมระดับสากลในวงที่แคบลงมา อย่างเช่น พระเครื่อง (เฉพาะที่อยู่ในระดับยอดนิยม) ฟอสซิล อาวุธโบราณ และ รูปถ่ายเก่า เป็นต้น

“งานศิลปะระดับมาสเตอร์พีซ หรือวัตถุโบราณล้ำค่า น่าจะได้ชื่อว่าเป็นของสะสมที่ไม่มีวันตายไปจากความนิยมของนักสะสมทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นภาพเขียนของศิลปินดังระดับโลก ประติมากรรมชิ้นเอก หรือโบราณวัตถุ ที่ถึงแม้จะมีเงินซื้อ ก็ใช่ว่าใครจะมีไว้ในครอบครองได้ง่ายๆ ต้องมีบารมีด้วย จึงจะมีโอกาสได้เป็นเจ้าของ”

เขาบอกว่า รถยนต์ และ จักรยานยนต์ราคาแพง ไม่ว่าจะเป็นยนตรกรรมระดับซุปเปอร์คาร์ หรือรถยนต์คลาสสิก ทุกวันนี้ยังคงมีเศรษฐีทั่วโลกให้ความสนใจสะสมกันเกือบ 50%

แต่เชื่อว่าในทศวรรษหน้าของสะสมกลุ่มนี้จะได้รับความนิยมถดถอย หรือตกชั้นจากอันดับ 2 ลงไปอยู่ที่อันดับต่ำกว่านั้น เช่นเดียวกับ นาฬิกาหรู ราคาแพง ทุกวันนี้ยังเป็นของสะสมที่ได้รับความสนใจจากเหล่านักสะสมเงินหนา แต่ในอนาคตความนิยมน่าจะหดตัวลง เช่นเดียวกับรถยนต์

แต่สิ่งที่เชื่อกันว่าจะมาแรงในอนาคต กลับเป็น ไวน์ชั้นเลิศ

เขายกตัวอย่าง มูตอง รอธส์ชิลด์ ปี 1945 (Mouton Rothschild 1945) ไวน์จากฝรั่งเศส ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นสุดยอดไวน์แห่งศตวรรษที่ 20 ปัจจุบันราคาขวดละ เกือบ 8 แสนบาท

หรือจะเป็น โรมาเน่-กองติ ปี 1990 (Romanee-Conti DRC 1990) ไวน์ฝรั่งเศส จากแหล่งผลิตไวน์ที่ดีที่สุดในโลก ผลิตจากต้นองุ่นสายพันธุ์ “ปิโนนัวร์” อายุ 53 ปี ซึ่งมีอยู่เพียง 3 ต้น แต่ละปีจึงผลิตไวน์ได้แค่ 450 ขวด ปัจจุบันไวน์ขวดนี้จึงมีราคาถึง 955,000 บาท หรือจ่ายไป 1 ล้าน มีทอนให้ 45,000 บาท

นอกจากนี้ ยังมี เพนโฟลต์ เกรนจ์ เฮอร์มิเทจ ปี 1951 (Penfolds Grange Hermitage) ผลิตจากองุ่นแดงพันธุ์ Shiraz ถึงแม้จะเป็นไวน์สัญชาติออสเตรเลีย แต่เพราะมันมีอยู่แค่ 20 ขวดในโลกเท่านั้น สนนราคาค่าตัวของมันจึงขายอยู่ขวดละ 1,300,000 บาท ขาดตัว

เหล่านี้ คือตัวอย่างสิ่งสะสมยอดนิยมทั้งของไทยและระดับโลก ที่ควรคู่กับนักสะสมผู้มีอันจะกินเท่านั้น ต่อให้สภาพเศรษฐกิจจะบิดเบี้ยวเพียงใด คอลเลคเตอร์เหล่านี้ก็ไม่เคยไหวหวั่น แต่พร้อมจะต่อกร เพื่อหามาไว้ประดับคอลเลกชั่นส่วนตัว.

21 ส.ค. 2559 13:45 ไทยรัฐ