วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รุมอัด สนช. เพิ่มดาบส.ว. ‘เสนอชื่อ’โหวต นายกฯคนนอก

“พีระศักดิ์” อ้างสิทธิ ส.ว.ชงชื่อนายกฯก๊อกสอง ปัดกลบไต๋หลอกชาวบ้านกรุยทาง ประเคนเก้าอี้บิ๊ก คสช. “ทวีศักดิ์” อ้าง 15 เสียงมอบดาบอาญาสิทธิ์ “เจตน์” คลำหาช่องงดเว้นใช้เสียง 2 ใน 3 ดันนายกฯนอกบัญชี ปชป.-พท.ขย่ม สนช. โอ๋ คสช.เกินเหตุ ตีความเกินเจตนารมณ์ผลประชามติ เพิ่มอำนาจ ส.ว.ชงชื่อนายกฯ “มาร์ค” เตือน กรธ.ยึดเจตนารมณ์ประชาชน มึนบทเฉพาะกาล-บทถาวร-คำถามพ่วงเขียนไม่สอดคล้อง “วิรัตน์” ฉะดิ้นเอาใจเกินกรอบ เหน็บไม่ต้องกลัวไม่ได้เสนอชื่อ“ ประยุทธ์” เป็นนายกฯ ขู่ดึงดันเสี่ยงได้ไม่คุ้มเสีย “บุญยอด” บี้ “สุรชัย” แจง 6 ข้อคาใจ “สามารถ” ให้เดินตามซอย ไม่ควรรวบรัดจิ้มเลือกนายกฯคนนอกในวันเดียว “วรชัย” จวกอย่าโมเมตีความ จนเลยเถิด “จ่านิว”ควงทนายร้องปล่อยตัว “ไผ่ ดาวดิน” ศาลทหารไม่อนุญาต ส่งเข้าเรือนจำขอนแก่น

จากกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีข้อเสนอต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพื่อให้แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ โดยให้ ส.ว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายว่าเป็นการตีความเกินกว่าเจตนารมณ์ของประชาชน ที่ให้ความเห็นชอบการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงนั้น

สนช.อ้างสิทธิ ส.ว.ชงชื่อนายกฯ ก๊อก 2

เมื่อวันที่ 20 ส.ค. นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 2 กล่าวถึงกรณี สนช.เสนอให้ กรธ.แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญโดยให้ ส.ว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีตามคำถามพ่วงที่ผ่านการทำประชามติว่า หลังจากนี้จะเป็นหน้าที่ของ กรธ.ต้องแก้ไขเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์คำถามพ่วง และส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยหลักการแล้วการเสนอชื่อนายกฯเป็นหน้าที่ของ ส.ส.ที่จะเสนอรายชื่อ 3 คนให้ที่ประชุมรัฐสภาเห็นชอบ แต่หากเกิดกรณีไม่สามารถเลือกนายกฯได้ ส.ว.ก็น่าจะมีสิทธิเสนอชื่อนายกฯได้ ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์คำถามพ่วงที่ผ่านการทำประชามติแล้ว การให้ ส.ว.เสนอชื่อนายกฯเป็นก๊อกสองที่จะแก้ปัญหา การที่ ส.ส.ไม่สามารถโหวตเลือกนายกฯได้ โดย สนช.เห็นร่วมกัน จึงเสนอไปยัง กรธ. ขึ้นอยู่กับ กรธ.จะเขียนลงในรัฐธรรมนูญอย่างไร แต่ยืนยันว่า ส.ว.สามารถเสนอชื่อนายกฯได้

ปฏิเสธอุบไต๋หลอกลวงประชาชน

นายพีระศักดิ์กล่าวว่า ส่วนการลงพื้นที่ของสนช.ชี้แจงคำถามพ่วงประชามติในช่วงที่ผ่านมานั้น สนช.ไม่เคยบอกว่า ส.ว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯได้ในครั้งแรก แต่มีบางเวทีบอกว่า ส.ว.เสนอชื่อนายกฯได้ หากครั้งแรกไม่สามารถโหวตนายกฯได้ เพราะถือเป็นกระบวนการแก้ไขปัญหา แต่ กรธ.จะเห็นด้วยหรือไม่ เป็นดุลพินิจของ กรธ.การชี้แจงในเวทีต่างๆ ของ สนช.ไม่ได้หลอกลวงประชาชน เพราะไม่มีเวทีใดที่บอกว่า เสนอชื่อไม่ได้ ส่วนที่ฝ่ายการเมืองมองว่า สนช.ได้คืบจะเอาศอกนั้น การตีความกฎหมายย่อมมีความเห็นแย้งกัน แต่สุดท้ายจะไปจบที่ กรธ. ยืนยันว่า สนช.ไม่ได้เพิ่มอะไรนอกเหนือคำถามพ่วง และไม่ได้ทำเกินหลักการที่วางไว้ การให้ ส.ว.เสนอชื่อนายกฯไม่ได้ทำขึ้นหลังจากประชามติ แต่เกิดขึ้นก่อนในช่วงที่ กรธ.นำเสนอร่างแรก และให้ทุกฝ่ายร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อนำไปแก้ไข สิ่งที่ กรธ.ไม่ได้แก้ให้ สนช.ก็เสนอไปในคำถามพ่วงตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 57 ที่กำหนดให้ สนช.เสนอคำถามพ่วงได้ ไม่กังวลว่าฝ่ายการเมืองจะนำประเด็นเหล่านี้ไปฟ้องร้อง เพราะ สนช.ใช้สิทธิตามกฎหมายอย่างสุจริต

ปัดกรุยทางบิ๊ก คสช.นั่งนายกฯ

เมื่อถามว่า การให้ ส.ว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯเป็นการกรุยทางให้คนใน คสช.มาเป็นนายกฯหรือไม่ นายพีระศักดิ์ตอบว่า เรื่องนายกฯคนนอก เป็นกระบวนการขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านการลงประชามติ ขณะนี้อยู่ในกระบวนการที่จะนำไปสู่สาระหลักสำคัญ ส่วนเนื้อหาจะออกมาเป็นเช่นใด กรธ.คงไปหารือกัน เมื่อถามว่า การให้ ส.ว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯได้ เป็นใบเบิกทางให้ สนช.กลับมาเป็น ส.ว.สมัยหน้าหรือไม่ นายพีระศักดิ์ตอบว่า ไม่ใช่ ขณะนี้ยังไม่เห็นร่าง พ.ร.บ.การได้มาซึ่ง ส.ว. ที่อาจจะเขียนห้ามไม่ให้ สนช.กลับมาเป็น ส.ว.ก็ได้

รับลูก คสช.บ้านเมืองไม่สงบเลื่อน ลต.

นายพีระศักดิ์ยังกล่าวถึง ข้อเสนอให้ คสช.ผ่อนปรนให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมทางการเมืองได้ว่า คสช.คงประเมินสถานการณ์ทางการเมือง เชื่อว่า เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม คงจะผ่อนปรนมาตรการนี้ได้ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ย้ำมาตลอดว่า ต้องทำหน้าที่ให้ประเทศสงบ ถ้าไม่สงบต้องมีมาตรการควบคุม โดยทุกอย่างจะเดินไปตามโรดแม็ป หากบ้านเมืองสงบจะมีการเลือกตั้ง แต่ถ้ายังไม่สงบกระบวนการตามปกติก็ต้องชะลอออกไป ขณะนี้ยังไม่สามารถคาดการณ์อะไรได้ ในส่วน สนช.มีหน้าที่เตรียมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ได้เตรียมคนไว้พร้อมแล้ว

ชู 15 ล้านเสียงมอบดาบอาญาสิทธิ์

นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน รองประธานคณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาศึกษา เสนอแนะและรวบ รวมความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ สนช.กล่าวว่า ยืนยันว่าเจตนารมณ์คำถามพ่วงประชามติของ กมธ. ที่ส่งให้ กรธ.ไปพิจารณานั้น ไม่ได้ตีความเกินคำถามพ่วง ทั้งการให้ ส.ว.โหวตเลือกนายกฯ ร่วมกับ ส.ส.ตั้งแต่รอบแรกตามบัญชีที่พรรคการเมืองเสนอมา และการให้ ส.ว.เสนอชื่อนายกฯ นอกบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองได้ เพราะคำถามพ่วงระบุชัดเจนว่าให้รัฐสภา ซึ่งหมายถึง ส.ส.และ ส.ว.พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ จึงเป็นการทำตามประชาชน 15 ล้านเสียงที่ให้ความเห็นชอบมา ดังนั้นการที่ ส.ว.จะร่วมโหวตเลือกนายกฯตั้งแต่แรก จึงไม่ขัดคำถามพ่วง เพียงแต่ต้องเลือกนายกฯจากบัญชีที่พรรคการเมืองเสนอมาก่อน หากไม่สามารถเลือกได้ จึงเข้าสู่ขั้นตอนที่ให้ ส.ว.มีสิทธิเสนอรายชื่อผู้ดำรงตำแหน่งนายกฯจากบัญชีรายชื่อของพรรคการ เมืองหรือไม่ก็ได้ เพื่อให้ประเทศมีทางออก ในขั้นตอนนี้ตามความเห็นของ กมธ.ไม่จำเป็นต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของรัฐสภามาขออนุญาตยกเว้นการเลือกนายกฯนอกบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง

หาช่องเว้นเสียง 2 ใน 3 ดันคนนอก

นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ กมธ.สามัญพิจารณาศึกษา เสนอแนะ และรวบรวมความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ สนช. กล่าวว่า ข้อสรุปตามเจตนารมณ์คำถามพ่วงประชามติที่ กมธ.ส่งให้กรธ.คือ การให้ ส.ว.ร่วมโหวตเลือกนายกฯได้จากบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองได้ตั้งแต่แรก แต่หากมีปัญหาติดขัด ไม่สามารถเลือกตัวนายกฯจากบัญชีพรรค การเมืองได้ จึงเข้าสู่ขั้นตอนการให้ ส.ส.และ ส.ว.เลือกนายกฯนอกเหนือจากบัญชีของพรรคการเมืองได้ หลังจากนี้ กมธ.จะนัดประชุมอีก 1-2 นัด เพื่อสรุปเจตนารมณ์คำถามพ่วงในส่วนที่ยังมีข้อโต้แย้งอยู่เช่น กรณีที่ไม่สามารถเลือกนายกฯตามบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองได้ จำเป็นต้องใช้มติที่ประชุมรัฐสภา 2 ใน 3 เพื่อขอยกเว้นการเลือกนายกฯนอกบัญชีของพรรคการเมืองหรือไม่ เพราะยังมีความเห็นแตกต่างกันอยู่ แต่ส่วนตัวมองว่า ไม่จำเป็นต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของที่ประชุมรัฐสภาอีกแล้ว เพราะจะให้รัฐสภาใช้เสียง 2 ใน 3 มาขออนุญาตตัวเองคงดูแปลกๆ กมธ.จะนัดประชุมเร็วที่สุด เพื่อส่งความเห็นเพิ่มเติมให้ กรธ.ไปพิจารณาต่อไป

“สมชัย” ผวาโรดแม็ปอาจยืดเยื้อ

เมื่อเวลา 16.30 น. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คณะรัฐศาสตร์ จัดสัมมนาหัวข้อ “เบื้องหลังประชามติกับการบริหารรัฐกิจ” โดยนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวตอนหนึ่งว่า กกต.วางแผนประชาสัมพันธ์ให้เท่าเทียม แต่งบฯกว่า 100 ล้านบาทที่เสนอไปถูกตัดทิ้ง และไม่มีคนจะมาร่วมเวทีดีเบต โดยเฉพาะฝ่ายรัฐบาลที่ชอบหลบหลีกการดีเบต ส่วนการรับรู้เนื้อหาสาระประชามติของประชาชนถือเป็นเรื่องยาก ทำให้ประชาธิปไตยคุณภาพต้องใช้เวลาและยังไม่เกิดในการเลือกตั้งที่เคยเกิดและจะเกิดขึ้น กกต.คิดไว้หมดแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างปลายปี 2560 ไม่ใช่รอให้เคาะวันเลือกตั้งแล้วถึงเริ่มทำงาน จะกำหนด 3 ประเทศเล็ก มีคนไทยไม่เกิน 2,000 คน ให้ทดลองเลือกตั้งผ่านอินเตอร์เน็ต และรายงานคะแนนก่อนขยายไปยังประเทศใหญ่

นายสมชัยกล่าวถึงกรณีที่ สนช.ให้ กรธ.แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญให้ ส.ว.เสนอชื่อนายกฯได้ด้วยว่า การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญต้องเคร่งครัดตามคำถามที่ถามประชาชนในการออกเสียงประชามติ ไม่ควรเขียนให้เกิดผลที่ไม่เป็นไปตามผลของการออกเสียง ไม่เช่นนั้นเมื่อ กรธ.แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จและส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ถ้าตีความว่าขัดต้องย้อนกลับมาให้ กรธ.แก้ไขใหม่ ระยะเวลาตามโรดแม็ปจะล่าช้าออกไป

“มาร์ค” เตือน กรธ.ยึดเจตนา ปชช.

วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวถึงกรณีความเห็นต่างในคำถามพ่วงที่ผ่านประชามติ ที่มีปัญหาการตีความให้ ส.ว.แต่งตั้งร่วมโหวตเลือกนายกฯว่า ตามหลักการแล้ว เมื่อประชาชนลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงแล้ว ผู้ร่างจะต้องทำตามเจตนารมณ์ของประชาชน ขออ่านรายละเอียดในคำถามพ่วงก่อน ขณะนี้ดูแล้วทั้งบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญเขียนอย่างหนึ่ง แต่บทถาวรเขียนอีกอย่าง และคำถามพ่วงก็เขียนอีกแบบ ไม่สอดคล้องกัน กรธ.ต้องมาดูว่าจะทำอย่างไรให้สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

“บุญยอด” บี้ “สุรชัย” แจงสังคม 6 ข้อ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข้อเสนอของสมาชิก สนช.ต่อ กรธ.ให้ ส.ว.แต่งตั้งร่วมโหวตเลือกนายกฯได้ในรอบแรก หากเลือกไม่ได้ในรอบสอง ส.ว.แต่งตั้งมีสิทธิเสนอชื่อนายกฯคนนอกและโหวตเลือกนายกฯได้ด้วยว่า มีคำถาม 6 ข้อถึงนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 และ สนช.ที่ออกมาเคลื่อนไหวให้สิทธิ ส.ว.แต่งตั้งดังกล่าวคือ 1.ตอนรณรงค์คำถามพ่วงกับประชาชน สนช.ไม่เคยอธิบายสังคมว่าจะให้สิทธิ ส.ว.แต่งตั้งเสนอชื่อนายกฯ แต่นายสุรชัยได้พูดย้ำทุกครั้งว่าเป็นสิทธิของพรรค การเมืองเสนอ และย้ำว่าคำถามพ่วงนี้ไม่ใช่การสนับสนุนนายกฯคนนอก 2.นายสุรชัยย้ำว่าจะไม่มีการปรับเปลี่ยนกลไกในตัวบทสาระของร่างรัฐธรรมนูญ ถามว่าการเพิ่มอำนาจให้ ส.ว.ตามข้อเสนอของ สนช. เป็นการกลับคำพูด เพราะเปลี่ยนแปลงกลไกนี้ใช่หรือไม่อย่างไร

ชี้ ส.ว.โหวตนายกฯได้ครั้งเดียว

นายบุญยอด กล่าวต่อว่า 3.ไม่ปรากฏว่าเคยมี สนช.คนใดเคยทักท้วงเรื่องอำนาจการเสนอชื่อนายกฯของ ส.ว.ก่อนทำประชามติเลยแม้แต่คนเดียว 4.กรณีกำหนดระยะเวลา 5 ปีนายสุรชัยเคยชี้แจงว่า เพราะ ส.ว.แต่งตั้งชุดแรกจะมีวาระ 5 ปี แต่ไม่เคยอธิบายว่าจะร่วมโหวตเลือกนายกฯได้หลายครั้งใช่หรือไม่ แต่สาระหลักในมาตรา 272 ของร่างรัฐธรรมนูญ ระบุว่า “ให้เฉพาะวาระแรกเท่านั้น” พูดภาษาชาวบ้านคือ ส.ว.จะร่วมโหวตเลือกนายกฯได้แค่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น 5.ในการพยายามให้อำนาจ ส.ว.แต่งตั้งเสนอชื่อคนนอกขึ้นเป็นนายกฯได้นั้น ถามว่าจะเลือกผู้ที่เป็น ส.ว.ในสมัยหน้าให้ขึ้นเป็นนายกฯได้ด้วยใช่หรือไม่ 6.หาก กรธ.จะยึด ตามข้อเสนอของ สนช.และเรื่องถูกส่งตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้วถูกวินิจฉัยว่าขัดหรือแย้งโดยการเพิ่มบทบาท อำนาจ หน้าที่ให้ ส.ว. มากกว่าที่ร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ สนช. ชุดนี้จะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร หรือต้องเข้าสู่กระบวนการถอดถอนตัวเอง หรือไม่ อย่างไร ขอให้ตอบสังคมด้วย

“วิรัตน์” ฉะดิ้นเอาใจเกินเหตุ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี สนช.เสนอให้ กรธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญตามคำถามพ่วง ให้ ส.ว.มีสิทธิโหวตและเสนอชื่อผู้ที่จะมาเป็นนายกฯได้ว่า ขอร้องว่าควรเคารพเสียงประชาชน ถ้าจะหวังให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.เป็นนายกฯ บุคคลบางกลุ่มไม่ต้องดิ้นรนขนาดนี้ก็ได้ ลำพังตามเเบบเดิม ส.ว. 250 คน หรือพรรคเฉพาะกิจก็หนุน พล.อ.ประยุทธ์เต็มที่สุดๆเเล้ว ไม่ต้องกลัวจะไม่มีใครเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ หรือกลัวจะไม่ได้โหวต อยากเอาใจใครขนาดนี้ ขออย่าทำเกินกรอบที่ประชาชนผ่านประชามติมาให้ แต่ฟังจากเสียงนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.เเล้วคงไม่เอาด้วย เพราะรู้ทันว่าเป็นข้อเสนอที่เกินกรอบ แต่ทุกอย่างคาดเดายาก ขอร้องอย่าดึงดัน เสี่ยงทำจะได้ไม่คุ้มเสีย ระวังถ้าส่งศาลรัฐธรรมนูญ ถูกตีตกขึ้นมาจะวุ่นกันทุกฝ่าย ไม่อยากจะคิดเลยว่าอะไรจะเกิดต่อไปหลังจากวันนั้น

“ถาวร ”สะกิดเก็บอาการมันจะไม่งาม

ขณะที่นายถาวร เสนเนียม อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแกนนำ กปปส.กล่าวว่า ยังคงยืนยันตามสาระของร่างรัฐธรรมนูญในมาตรา 272 ที่ระบุให้สิทธิ ส.ส.เลือกนายกฯได้ตามบัญชีที่พรรคการเมืองเสนอชื่อก่อน หากเลือกไม่ได้จึงเข้าสู่ขยักสองที่ให้ ส.ว.ร่วมโหวตเลือกนายกฯได้ หาก สนช.จะให้เพิ่มสิทธิเลือกนายกฯได้ในรอบแรก จะทำผิดเจตนารมณ์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักกฎหมายมหาชน หากสิ่งใดที่ไม่ได้บัญญัติไว้ถือว่าทำไม่ได้ ดังนั้นการที่ระบุให้สิทธิ ส.ว.แต่งตั้งร่วมโหวตนายกฯได้ในรอบสอง ส.ว.น่าจะมีสิทธิเสนอชื่อนายกฯได้ด้วย ว่ากันตามตัวอักษรที่บัญญัติไว้โดยตีความให้สิทธิ ส.ว. โดยขยายสิทธิให้ แต่อยากขอร้องต่อบรรดา สนช.ที่เคลื่อนไหวเรื่องนี้ว่า ขอให้สงวนท่าทีต่อสังคมไว้บ้าง การแสดงออกอะไรอย่าให้มันมากจนเกินไป จะเอาอกเอาใจ หรือสนับสนุนก็เก็บๆไว้บ้าง บางอย่างเมื่อเกินพอดี ผลที่ออกมามันไม่งาม

พท.เย้ยอย่าใจร้อนตีความเกินกรอบ

นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะทำงานติดตามร่างรัฐธรรมนูญกล่าวถึง กรณีที่ สนช.ผลักดันให้ ส.ว.เสนอชื่อนายกฯได้ตั้งแต่ครั้งแรกของการประชุมรัฐสภาว่า ตามคำถามพ่วงก็ให้ ส.ว.มาร่วมโหวตด้วยขั้น ตอนแรกต้องเลือกนายกฯจากรายชื่อของพรรคการเมืองที่เสนอมา ต้องมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาคือ 750 คน แต่ถ้าไม่ได้ควรจะประชุมเพื่อเห็นชอบให้งดเว้นการใช้รัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การใช้มาตรา 272 นายกฯคนนอก แต่การเสนอชื่อคนนอกโดย ส.ว.ไม่ควรทำในวันเดียวกันนั้น เพราะต้องตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็นนายกฯ เป็นเรื่องสำคัญ ควรพักไว้ก่อนจากนั้นพรรคการเมืองและ ส.ว.ไปหาผู้มีคุณสมบัติเหมาะสม จะรวบรัดทำในวันเดียวไม่ได้ ไม่ใช่เลือกหัวหน้าชั้นจะไปทำ 3 วาระรวดได้อย่างไร จากนั้นเมื่อมีชื่อก็เปิดประชุมใหม่ ส.ส. และ ส.ว.จึงเสนอชื่อได้ ไม่ได้นานอะไร จะใจร้อนอะไรนักหนา ถ้าผิดพลาดรีบทำอาจจะเกิดปัญหาอีก

เมื่อถามว่า มีการอ้างประชามติจากประชาชนที่รับคำถามพ่วงว่าให้ดำเนินการเช่นนั้นได้ นายสามารถตอบว่า ไม่ใช่อย่างนั้น ทุกอย่างต้องทำตามขั้นตอน อย่าไปตีความเกินที่ประชาชนให้ความเห็นชอบ ขั้นตอนก็มีอยู่ ขอให้ใจเย็นๆเพราะอย่างไร ส.ว.ก็มีสิทธิเลือกอยู่แล้วตามที่ประชาชนให้ความเห็นชอบ ก็ควรทำไปเท่านั้น ทั้งนี้คิดว่า สนช.ทำแบบนี้เพราะเป็นคนตั้งคำถามพ่วงก็เลยอ้างเจตนารมณ์เกินไปจากที่ประชาชนมีมติ จริงๆแล้วต้องทำตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติก่อน หากไม่ได้แล้วค่อยมาว่ากัน

“วรชัย” จวกโมเมตีความจนเลยเถิด

ด้านนายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทยกล่าวว่า ตามคำถามพ่วงที่ถามประชาชนแล้วส่วนใหญ่เห็นด้วยคือ เห็นด้วยหรือไม่กับการให้ ส.ว.มีส่วนกับการเลือกนายกฯ ไม่ได้ถามว่าเห็นด้วยหรือไม่กับการให้ ส.ว.เสนอชื่อนายกฯ ดังนั้นการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญ ต้องทำตามเจตนารมณ์ของประชาชนที่ลงประชามติมา ไม่ใช่โมเม ตีความเลยเถิด ทำทุกอย่างตามความต้องการของพวกตัวเอง ให้ ส.ว.เสนอชื่อนายกฯได้ ไม่เช่นนั้นรัฐธรรมนูญใหม่จะไม่ได้รับความเชื่อมั่น สุดท้ายอาจ มีคนไม่เห็นด้วยออกมาต่อต้าน จนเป็นปัญหา

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ช่วงทำประชามติคำถามพ่วงเขียนไว้กว้าง ทำให้เกิดความเข้าใจที่ต่างกัน บ้างคิดว่าให้ ส.ว.250 คน เลือกนายกฯได้ ในระยะเวลา 5 ปี หมายถึงอย่างน้อยเลือกได้ 2 ครั้ง เพราะรัฐบาลอายุอย่างมาก 4 ปี เสนอชื่อนอกบัญชีหรือเสนอชื่อเลยได้หรือไม่ ไม่ได้เขียนไว้ชัดเจน เมื่อเริ่มต้นเพื่อให้การปฏิรูปต่อเนื่องก็ขยายความไปได้กว้าง ถึงเวลานี้อยู่ที่การตีความของ สนช.กับกรธ.จะพูดจากัน สุดท้ายอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ผลออกมาอย่างไรก็อย่างนั้น ใครจะว่าดีหรือไม่ดี ชอบหรือไม่ชอบ ผิดหลักการประชาธิปไตยหรือไม่ เห็นว่าควรจะตีความอย่างไร ไม่มีผลอะไรแล้ว ต้องเตรียมทำตามกติกา

กต.โต้ยูเอ็นควรเคารพเสียงคนไทย

อีกด้าน นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่โฆษกข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ออกข่าวสารนิเทศพัฒนาการทางการเมืองในไทยว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น และเคารพสิทธิมนุษยชนตามหลักปฏิบัติสากล ขณะที่รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย ป้องกันความแตกแยก ส่วน การพิจารณาคดีโดยศาลทหาร ผู้ต้องหาจะได้รับการประกันสิทธิ ไม่แตกต่างจากศาลพลเรือน จะเห็น ได้จากที่ญาติผู้ต้องหา ภาคประชาสังคม กลุ่มพิทักษ์สิทธิ และผู้แทนคณะทูตสามารถเข้าฟังการพิจารณาคดีได้ ส่วนการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค. เป็นไปอย่างโปร่งใสและบริสุทธิ์ยุติธรรมตามมาตรฐานและแนวปฏิบัติของอารยประเทศ เปิดกว้างให้ทุกภาค ส่วนมีส่วนร่วม รัฐบาลมุ่งมั่นนำประเทศกลับสู่การปกครองโดยรัฐบาลพลเรือน จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและยั่งยืนโดยยึดมั่นตามโรดแม็ป การที่เสียงส่วนใหญ่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ สะท้อนถึงการยอมรับโรดแม็ปของรัฐบาลด้วย รัฐบาลไทยจึงหวังว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะเคารพการตัดสินใจของประชาชนชาวไทย เหมือนเช่นในประเทศอื่น

พท.วอนหยุดสร้างเงื่อนไขขัดแย้ง

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีการปล่อยตัวผู้ถูกออกหมายจับในคดีวางเพลิงเผาห้างเทสโก้ โลตัส สาขานครศรีธรรมราช มีข้อสังเกตดังนี้ 1.คดีดังกล่าวเป็นคดีความมั่นคงละเอียดอ่อน การให้ความเห็นที่อาจสร้างความขัดแย้งเกลียดชัง ระหว่างจังหวัด ภาคและ กลุ่ม อาจเกิดได้ง่าย เช่น กรณีเป็นชาว อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ บ้านเดียวกับอดีตนายกฯ จึงถูกปลุกปั่นเป็นประเด็นการเมือง ดังที่พยายามดำเนินการอยู่ 2.เพื่อระงับความขัดแย้งรอบใหม่ที่อาจเกิดขึ้นจากการขยายผลทางการเมือง ขอเรียกร้องให้รัฐบาลและ กสทช.เข้มงวดจริงจังกับทีวีหลายช่องที่มีการจัดรายการวิพากษ์วิจารณ์คาดการณ์ผู้ก่อเหตุระเบิดและผู้อยู่เบื้องหลัง โดยไร้หลักฐานขณะที่คดียังอยู่ ระหว่างการสืบสวนสอบสวน 3.ยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ จากประวัติศาสตร์การแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ล้วนสำเร็จลงได้ด้วยนโยบายการเมืองนำการทหาร

“วรชัย ”เตือนอย่าผยองใช้อำนาจ

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากผลประชามติ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเลย เท่ากับพิสูจน์ว่าแนวทางการทหารนำการเมืองไม่สำเร็จ รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรใช้แนวทางการเมืองเจรจา ลดสถานการณ์รุนแรงไปได้พอสมควร แต่พอหมด ยุคมีการใช้กำลังหนักขึ้นไปอีก ทำให้ประชาชนหมดหวังกับรัฐบาลทหาร จึงแสดงออกทางประชามติ ฝ่ายรับร่างรัฐธรรมนูญชนะ ทำให้ผู้มีอำนาจมองว่าคนหนุนรัฐบาลทหาร แต่อย่าเพิ่งนอนใจหรือผยองว่าประชาชนหนุนให้ทำอะไรก็ได้ ที่ผ่านมามีการจับคนเห็นต่างทำให้เหมือนว่าเป็นพวกก่อการร้าย แต่เมื่อไม่มีหลักฐาน จึงเปลี่ยนเป็นคดีอั้งยี่ ซ่องโจร การใช้มาตรา 44 จับกุมคุมขังคนเห็นต่างหรือนักศึกษามากมาย ทำให้ความขัดแย้งขยายตัวสร้างศัตรูเพิ่มขึ้น ความขัดแย้งทางความคิดต้องเอาความคิดไปสู้กัน ตัวอย่างเช่นนโยบาย 66/23 ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นิรโทษกรรมให้หมดทำให้ประชาชนลดความขัดแย้ง ดังนั้นขอเรียกร้องว่ารัฐบาลต้องเปลี่ยนแนวทางทหาร มาเป็นแนวทางทางการเมือง อย่าใช้กำลังรุนแรง

“เหวง” ฉะทหารยึดอำนาจคือ “ผี”

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช.ระบุให้ช่วยกันทำให้ผี ซึ่งเป็นคนไม่ดี ทำให้บ้านเมืองเสียหายไม่ได้ผุดออกจากหลุมว่า คนไม่ดี ทำบ้านเมืองเสียหายมีหลายประเภท เช่น คณะทหาร ที่ยึดอำนาจรัฐประหารซ้ำซาก ถึง 24 ครั้งใน 84 ปี เฉลี่ย 3 ปีต่อครั้ง ทำให้ประเทศไม่เจริญเทียบเท่าอังกฤษ ญี่ปุ่น ทั้งที่ขนาดประชากร ภูมิประเทศ ทรัพยากรธรรมชาติใกล้เคียงกัน ทั้งที่สองประเทศก็มีการคอร์รัปชัน และนักการเมืองเลวๆ แต่เขาไม่เคยยึดอำนาจรัฐประหาร และที่บอกว่า “ดีไม่ดีตัดสินด้วยกระบวนการยุติธรรม” การที่ทหารยึดอำนาจแล้วออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ตัวเอง ก็ถือเป็นคนไม่ดีที่นายกฯเรียกว่า “ผี” ด้วย

“ณัฐวุฒิ” ซัดอคติตั้งธงจับกลุ่ม นปป.

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.กล่าวว่าที่ผ่านมาไม่เคยได้ยินเรื่อง นปป.หรือพรรคปฏิวัติประชาธิปไตยมาก่อน จากที่เห็นในข่าวเข้าใจว่าพฤติการณ์ของกลุ่มนี้คือ การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการเมือง มีจุดยืนไม่ยอมรับการรัฐประหารและอำนาจเผด็จการ การจัดตั้งองค์กรที่มีโครงสร้างชัดเจนและเคลื่อนไหวเป็นรูปธรรมยังไม่ปรากฏ ยังห่างไกลกันมากกับขบวนการสมคบคิดให้เกิดรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ และเป็นอันตรายต่อประเทศน้อยกว่าการใช้อำนาจตามอำเภอใจ รวมทั้งการวางแผนสืบทอดอำนาจ สุ่มเสี่ยงจะเกิดความขัดแย้งใหญ่ในอนาคต การตั้งข้อหาอั้งยี่ซ่องโจรและการเร่งรัดจับกุมจากสถานการณ์ระเบิด 7 จังหวัดภาคใต้ ทำให้มองได้ว่ารัฐมีเจตนาทางการเมืองให้สังคมเข้าใจสับสนว่า กลุ่มดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุร้ายหรือไม่ หรือหากกลุ่ม นปป.ทำผิดกฎหมายจริง การจับกุมคนสูงอายุเลย 60 ปีเป็นส่วนใหญ่กับแม่ค้าขายเครื่องแกงอีกคน ไม่น่าจะทุ่มสรรพกำลังของกองทัพแบบขี่ช้างจับตั๊กแตนขนาดนี้ ไม่อยากให้พวกวางระเบิดตัวจริงหัวเราะเยาะกระบวนการที่มุ่งเดินตามธงจนเปิดช่องให้พวกหนีไปได้ เพราะตั้งต้นและเดินหน้าด้วยอคติ แทนที่จะจับมือระเบิดภาคใต้ได้ กลับได้แค่กบฏเครื่องแกง น่าสังเกตว่าศาลทหารกรุงเทพฯ ให้เหตุผลในช่วงเย็นว่า หมดเวลาราชการจึงไม่รับพิจารณาคำร้องขอประกันตัว แต่ศาลทหารที่ขอนแก่นกลับเปิดทำการกลางดึก เพื่ออนุมัติฝากขังไผ่ ดาวดิน

“จ่านิว-ทนาย” ร้องขอปล่อย “ไผ่ ดาวดิน”

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศาลมณฑลทหารบกที่ 23 (มทบ.23) ค่ายศรีพัชรินทร์ จ.ขอนแก่น นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว แกนนำกลุ่มกลุ่มพลเมืองโต้กลับ พร้อมนายอานนท์ นำภา ทนายความเครือข่ายพลเมืองโต้กลับ และเป็นทนายความให้นายจตุภัทร บุญภัทรรักษา (ไผ่ ดาวดิน) นักศึกษากลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ได้เข้ายื่นเรื่องต่อศาล มทบ.23 เพื่อยื่นคำร้องปล่อยตัวไผ่ ดาวดิน หลังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น ควบคุมตัวมาจากเรือนจำภูเขียว จ.ชัยภูมิ ตามหมายจับคดีฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.ชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน โดยมีกลุ่มนักศึกษาและคนในครอบครัวมาให้กำลังใจ

นายอานนท์ คำภา ทนายความ กล่าวว่า หลังไผ่ถูกควบคุมตัวมาเมื่อกลางดึกวันที่ 19 ส.ค. ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารสั่งฟ้องต่อศาล มทบ.23 ทันที และประทับรับฟ้อง คุมตัวไผ่ไปควบคุมที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น ทีมทนายความและครอบครัวหารือกันและยื่นเรื่องต่อศาลทหารว่าการดำเนินคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยเฉพาะยื่นฟ้องต่อศาลหลังเวลาราชการ จึงขอให้ศาลยกฟ้องและขอให้ศาลปล่อยตัวจำเลยระหว่างการพิจารณาคดี ตามมาตรา 71 วรรคสามและมาตรา 110 วรรคสอง เนื่องจากจำเลยอดข้าวประท้วงในเรือนจำภูเขียว จึงมีอาการป่วย ขอให้ศาลได้โปรดปล่อยจำเลยระหว่างการพิพากษา โดยไม่ต้องมีหลักประกัน โดยฝ่ายจำเลยพร้อมจะนำบิดาและมารดาเข้าให้การไต่สวนประกอบสำนวน

ศาลไม่ให้ประกันเข้าเรือนจำต่อ

ด้าน พ.ท.พิทักษ์พล ชูศรี หัวหน้าชุดปฏิบัติการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยพื้นที่ขอนแก่น กล่าวว่า ผู้ต้องหาถูกจับกุมถูกควบคุมตัวมาที่ มทบ.23 เพื่อดำเนินคดีที่ศาล มทบ.23 พื้นที่เกิดเหตุข้อหาฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่ง คสช.และร่วมกันมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองฯ ศาลทหารอยู่ระหว่างการพิจารณาคำร้องของทนายและครอบครัวของผู้ต้องหา

กระทั่งเวลา 13.00 น. ที่ศาลทหารมณฑลทหารบก ที่ 23 (มทบ.23) จ่านิวและเพื่อนนักศึกษาของไผ่ ดาวดิน จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ยังคงปักหลักเฝ้ารอผลการพิพากษาขององค์คณะตุลาการทหาร ที่ได้ใช้เวลาพิจารณาคำร้องดังกล่าวนานกว่า 3 ชั่วโมง ก่อนมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวตามที่ทนายความได้ยื่นคำร้องมา ส่งผลให้นายจตุภัทรยังคงต้องอยู่ในการควบคุมตัวของทัณฑสถานพิเศษขอนแก่นต่อไป

นำสำเนาคำสั่งศาลยื่นพักการเรียน

นายอานนท์ นำภา ทนายความ กล่าวว่าจากนี้ไปเมื่อศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว และศาลทหารทำงานครึ่งวันก็น้อมรับคำสั่ง และขอคัดสำเนาคำสั่งศาล เพื่อส่งเรื่องไปขอระงับการเรียนที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตามที่ครอบครัวต้องการ และนำสำเนาคำสั่งอีกชุดส่งไปยังศาลจังหวัดภูเขียว จ.ชัยภูมิ เพื่อถอนคดีความเดิมและให้นับวันคุมขังของไผ่ในการถูกคุมขังที่ จ.ขอนแก่น รวมกับคดีที่ จ.ชัยภูมิ รวมเข้าไปด้วย

นายวิบูลย์ บุญภัทรรักษา พ่อของผู้ต้องหา กล่าวว่า ครอบครับเราจะยังคงต่อสู้ตามกระบวนการขั้นตอนกฎหมาย แต่ที่ปรากฏและเกิดเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของเรานั้นถูกกลั่นแกล้งชัดเจน แม้กระทั่งให้ประกันตัวไผ่ แต่ก็มาขออายัดตัวต่อไปอีก และยังประทับรับฟ้อง สั่งฟ้องคดีทันที วันที่ 22 ส.ค.จะขอเข้าเยี่ยมลูกชายที่ถูกคุมขัง เพื่อดูสภาพความเป็นอยู่และอาการป่วยของลูกชายด้วย

ผุดสมาคม “เพื่อเพื่อน” สู้คดีการเมือง

ช่วงค่ำวันเดียวกัน ที่ห้องทับทิม โรงแรมรัตนโกสินทร์ มีพิธีเปิดสมาคม “เพื่อเพื่อน” ที่ช่วยเหลือผู้ต้องหาคดีการเมืองในช่วง คสช. โดยมีนายปิยรัฐ จงเทพ ผู้ต้องหาคดีฉีกบัตรประชามติ ที่สำนักงานเขตบางนา เป็นนายกสมาคม โดยมีกลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้าน คสช. ทั้งแกนนำมวล ชน นักวิชาการ กลุ่มทนายความ นักสิทธิมนุษยชนมาร่วมงานคึกคัก หลายคนเคยถูกจับไปปรับทัศนคติ หรือตกเป็นผู้ต้องหาคดีฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ข้อหากฎหมายอาญา มาตรา 116 มาตรา 112 อดีตผู้ต้องขัง มาตรา 112 และผู้ต้องหาคดีฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 วรรค 2 เช่น นายอภิสิทธิ์ ทรัพย์นภาพันธ์ แกนนำกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (เอ็นดีเอ็ม) นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ (จ่านิว) แกนนำกลุ่มพลเมืองโต้กลับ นายเอกชัย ไชยนุวัติ รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.สยาม น.ส.เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว นักวิชาการสถาบันสันติวิธีศึกษา ม.มหิดล

นายปิยรัฐกล่าวว่า สมาคมนี้ก่อตั้งมา 112 วัน ช่วยเหลือนักโทษทางการเมืองไปแล้ว 35 คน ล่าสุดเตรียมพิจารณาช่วยเหลือกรณีนายจตุภัทร บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน นักศึกษา ม.ขอนแก่น และผู้ต้องหากลุ่ม นปป.ทั้ง 15 คน ยืนยันว่าสมาคมตั้งขึ้นช่วยเหลือนักโทษการเมืองทุกสีเสื้อ ที่ถูกอำนาจรัฐละเมิดสิทธิ แม้อาจถูกมองว่าเป็นสมาคมที่มีนัยทางการเมือง แต่ทุกอย่างทำถูกต้องตามกฎหมาย สมาคมนี้จะดำรงอยู่ได้เฉพาะช่วงที่มีการละเมิดสิทธิอย่างรุนแรงเท่านั้น หากยุติลงคงต้องไปช่วยเหลือเรื่องอื่น เช่น สิทธิชุมชน เป็นต้น

โพลชี้ไฟขัดแย้งยังเหมือนเดิม

วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เผยสำรวจความเห็นประชาชน 1,284 คน เรื่องการเมืองไทย หลังการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พบว่าร้อยละ 72.43 อยากเห็นการเมืองไทยเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ร้อยละ 61.54 เดินหน้าเตรียมร่างกฎหมายลูกและเตรียมการเลือกตั้ง ร้อยละ 57.80 ยังคงมีความวุ่นวายประท้วง ทั้งนี้ร้อยละ 53.43 ระบุว่าทิศทางการเมืองไทยเหมือนเดิม ร้อยละ 31.20 ดีขึ้น ร้อยละ 15.37 แย่ลง ขณะที่สิ่งที่ดีขึ้น ร้อยละ 70.94 ระบุรัฐบาลบริหารประเทศได้ตามโรดแม็ป ร้อยละ 65.89 จะมีการจัดการเลือกตั้งในปีหน้า ร้อยละ 60.56 สร้างความเชื่อมั่นให้ต่างประเทศ ส่วนที่แย่ลงร้อยละ 77.34 ระบุคือเหตุการณ์ระเบิดในจังหวัดภาคใต้ ร้อยละ 63.55 การเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนบางกลุ่ม ร้อยละ 54.94 ประชาชนบางส่วนยังไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ และสิ่งที่เหมือนเดิม ร้อยละ 83.64 ความขัดแย้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ความเห็นต่างทางการเมือง ร้อยละ 66.30 ยังคงมีรัฐบาลทหารดูแลต่อไป และร้อยละ 59.35 การทุจริตคอร์รัปชันในโครงการต่างๆ

เชื่อกลุ่มการเมืองโยงบึม จว.ใต้

ด้านสำนักวิจัย ซุปเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง สังคมคิดอย่างไรต่อหน่วยงานความมั่นคงในสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ 1,537 ตัวอย่าง พบว่าร้อยละ 83.4 ระบุ สถานการณ์การเมืองปัจจุบันอยู่ในความควบคุมได้ ร้อยละ 16.6 ควบคุมไม่ได้ เมื่อสอบถามถึงกลุ่มการเมืองกับเหตุระเบิดที่ผ่านมา ร้อยละ 85.9 ระบุ คิดว่ามีความเชื่อมโยงกัน ร้อยละ 14.1 คิดว่าไม่เชื่อมโยงกัน อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 76.9 เชื่อมั่นต่อหน่วยงานความมั่นคงจะจับคนร้ายได้ ร้อยละ 23.1 ไม่เชื่อมั่น ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 67.1 ระบุควรปรับปรุงของระบบ รับแจ้งเหตุ 191 คือความล่าช้าในการเข้าถึงที่เกิดเหตุ ร้อยละ 65.6 ระบุความไม่ชำนาญพื้นที่ของผู้รับแจ้งเหตุ

2 ปีผลงาน “บิ๊กตู่” กระเตื้องขึ้น

ขณะที่กรุงเทพโพล มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เผยสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง “ประเมินผลงาน 2 ปี รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,197 คนทั่วประเทศ พบว่า คะแนนความพึงพอใจในการบริหารงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ช่วง 2 ปี ที่ผ่านมาเฉลี่ย 6.19 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน เพิ่มขึ้นจากรอบ 1 ปี 6 เดือน ที่ได้ 5.92 คะแนน และรอบ 1 ปีที่ได้ 5.94 คะแนน โดยรัฐบาลได้คะแนนเพิ่มขึ้นเกือบทุกด้าน ยกเว้นด้านความมั่นคงของประเทศ ที่ได้ 7.04 ลดลงจากเดิมที่ได้ 7.10 สำหรับความพึงพอใจต่อการปฏิบัติหน้าที่นายกฯของ พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วง 2 ปีได้คะแนนเฉลี่ย 7.57 เพิ่มขึ้นจากรอบ 1 ปี 6 เดือน ที่ได้ 7.24 คะแนน โดยได้คะแนนเพิ่มขึ้นทุกด้าน และได้คะแนนมากที่สุดเรื่องความเด็ดขาดกล้าตัดสินใจ 8.23 คะแนน คะแนนน้อยที่สุดคือด้านความสามารถสร้างสรรค์ผลงานหรือโครงการใหม่ๆ ได้ 6.54 คะแนน

ผบ.ทบ.ให้ “บิ๊กจิ๋ว” แจงคดียักยอกเงิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ.ในฐานะรอง ผอ.รมน. ได้ทำหนังสือถึง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ ลงนามวันที่ 15 ส.ค.59 เรื่องแจ้งผลการพิจารณาความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ จากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ส่งถึง พล.อ.ชวลิต ในหนังสือระบุให้ พล.อ.ชวลิต เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงต่อ กอ.รมน.เรื่องการทุจริตยักยอกทรัพย์ของนายสกล มีเศรษฐี ผู้ช่วยคลัง จ.อุดรธานี ปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายการเงิน หน่วยบริการและสนับสนุน กอ.รมน. จ.อุดรฯกว่า 7 แสนบาท เหตุเกิดขึ้นเมื่อปี 2530 จากการตรวจสอบของกระทรวงการคลังเห็นว่ามีเหตุต้องเรียกให้ พล.อ.ชวลิตรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนความเสียหายเป็นเงิน 646,165 บาท เปิดโอกาสให้ชี้แจงข้อเท็จจริง ขอให้เป็นหนังสือชี้แจงภายใน 30 วัน

คนสนิทโวยมีนัยแฝงขุดเรื่องเก่า 30 ปี

ด้าน พล.ท.พิรัช สวามิวัศดุ์ นายทหารคนสนิท พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า เป็นเรื่องจริงได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 19 ส.ค.เป็นเรื่องโลกแตก เพราะเป็นเรื่องตั้งแต่สมัย พล.อ.ชวลิต ดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ.เมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว ศาลได้ยกฟ้องหลังตรวจสอบความผิดไปแล้ว แต่ทำไม กอ.รมน.ยังทำหนังสือให้ พล.อ.ชวลิต ไปชี้แจงอีก เมื่อถามว่า พล.อ.ชวลิตจะเดินทางไปชี้แจงข้อเท็จจริงหรือไม่ พล.ท.พิรัช กล่าวว่า “คงจะทำหนังสือชี้แจงหรือมอบให้คนอื่นไปแทน มาก กว่ารอให้ท่านอารมณ์ดีก่อนนะ” เมื่อถามอีกว่ามีข้อสังเกตว่าการรื้อเรื่องนี้ขึ้นมาจะเกี่ยวโยงกับเหตุระเบิดใต้ 7 จังหวัดหรือไม่ พล.ท.พิรัช กล่าวว่า ไม่ทราบ เชื่อว่าอาจมีนัยอื่นแฝง

ศอตช.สอบซ้ำ ขรก.โยงค้ามนุษย์

นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ในฐานะเลขานุการศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) กล่าวถึงคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 47/2559 ให้ ศอตช.ตั้งคณะบุคคลสอบเปรียบเทียบผลสอบเจ้าหน้าที่รัฐ ที่เกี่ยวพันการค้ามนุษย์ ในคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 33/2559 ว่า เนื่องจากบางรายผลสอบพบไม่มีความผิด และได้ย้ายกลับไปในระนาบเดิมแล้ว มีประชาชนร้องเรียนมาว่า ยังมีพฤติกรรมเข้าไปเกี่ยวข้องค้ามนุษย์ จึงต้องตรวจสอบอีกครั้งเพื่อความเป็นธรรมทั้งผู้ที่ถูกโยกย้าย ผู้ตรวจสอบ รวมถึงประชาชน แต่หากผลสอบไม่ตรงกัน ต้องมาว่ากันใหม่ จะมีผลต่อผู้บังคับบัญชาในฐานะผู้ตรวจสอบหรือไม่ คงเร็วเกินไปที่จะพูด ต้องดูรายละเอียดก่อน ถ้าทำตามหลักธรรมาภิบาลก็จบ หลังจากนี้ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศอตช.จะสั่งตั้งคณะบุคคลขึ้นมาตรวจสอบเทียบเคียง

“วิษณุ” ถกนายกฯรับกระทรวงใหม่

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเข้าหารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.เมื่อวันที่ 19 ส.ค.ว่า พูดคุยเรื่องการเปลี่ยนชื่อกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เป็นกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หลัง สนช.ผ่านร่าง พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม เปลี่ยนชื่อกระทรวง ที่อยู่ระหว่างนำขึ้นทูลเกล้าฯ มีนายอุตตม สาวนายน รมว.ไอซีที เข้าร่วม เตรียมความพร้อมรับกฎหมายใหม่ที่จะออกมา จะเป็นการตั้งคณะกรรมการเพื่อบริหารจัดการในรูปแบบคณะกรรมการ 5 ชุด เพราะงานต้องบูรณาการหลายด้าน ไม่บริหารแบบกรม ที่อธิบดีมีอำนาจเบ็ดเสร็จ รวมถึงต้องนำรายชื่อรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯอีกครั้ง ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแนะนำ แม้ตามกฎหมายทำงานต่อได้ แต่เพื่อไม่ให้เกิดคำถามตามมาเกี่ยวกับการลงนามของรัฐมนตรี ทั้งทางการเมืองและกฎหมาย จึงต้องดำเนินการ เหมือนสมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ปฏิรูปและเปลี่ยนชื่อกระทรวงก็ทำแบบนี้ทั้ง ครม.ยกเว้นนายกฯ เพื่อตัดปัญหา

“พีระศักดิ์” อ้างสิทธิ ส.ว.ชงชื่อนายกฯก๊อกสอง ปัดกลบไต๋หลอกชาวบ้านกรุยทาง ประเคนเก้าอี้บิ๊ก คสช. “ทวีศักดิ์” อ้าง 15 เสียงมอบดาบอาญาสิทธิ์ “เจตน์” คลำหาช่องงดเว้นใช้เสียง 2 ใน 3 ดันนายกฯนอกบัญชี... 21 ส.ค. 2559 01:25 ไทยรัฐ