วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ฮ่องกงกลบกระแสกลัวจีน มองผ่านประสบการณ์ตรง

ภาพบรรยากาศการชุมนุมทางการเมืองบนเกาะฮ่องกง ที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ นักวิเคราะห์มองว่าเป็นบททดสอบอย่างดีว่าตลาดภายในจะทน
แรงกดดันได้ดีแค่ไหน กระนั้นเชื่อว่าสุดท้ายจะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบแต่อย่างใด.

คนเราต้องชอบคนสวยคนหล่อไว้ก่อนเป็นเรื่องปกติของสากลโลก การทำธุรกิจลงทุนก็ฉันใดฉันนั้น ถ้าไม่มีศักยภาพ ความน่าดึงดูดแล้วใครเล่าเขาจะแคร์

และล่าสุดก็เป็น “ฮ่องกง” ที่เริ่มปฏิบัติการเชิงรุก กระตุ้นความสนใจจากชาติสมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะไทย ให้เข้ามาใช้บ้านเมืองเขาเป็นฐานในการเปิดตลาดสู่แผ่นดินใหญ่ สาธารณรัฐประชาชนจีน

ผู้เขียนโชคดีได้รับคำเชิญจากองค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกงหรือ HKTDC ให้ไปพบปะพูดคุยกับชาวฮ่องกงหลากหลายวงการ

ไม่ว่าข้าราชการ หรือเจ้าของธุรกิจสาขาต่างๆ ก่อนที่จะถึงวันที่ 6 ต.ค.นี้ ที่ทางฮ่องกงเองจะยกโขยงบุคคลชั้นแนวหน้ามาบุกกรุงเทพฯ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่นักลงทุนชาวไทย ภายใต้งานชื่อว่า “อิน สไตล์ ฮ่องกง” โรงแรมพลาซ่า แอทธินี

ทั้งนี้ ฮ่องกงมีความสัมพันธ์กับไทยมาช้านาน ไม่เฉพาะด้านการท่องเที่ยวที่คนของเราชอบบินไปไหว้พระ หรือช็อปปิ้งกระจาย แต่ยังรวมถึงการลงทุนทำธุรกิจอีกด้วย โดยจากสถิติปี 2555 ไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 9 และหากมองในระดับภูมิภาคแล้ว อาเซียนก็เป็นคู่ค้าอันดับ 2

แต่สำหรับฮ่องกงแล้วเบอร์ 1 ยังไงก็คือจีน ซึ่งจากการสัมภาษณ์พิเศษนาย “นิโคลาส ควาน” ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง และอดีตผู้จัดการธนาคารกลางฮ่องกง มองว่า ในเมื่อเรามีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับจีนแล้ว ก็เป็นโอกาสอันดีที่ชาติอื่นๆจะเข้ามาใช้บริการของเราเป็นแพลตฟอร์ม แน่นอนว่าเรามีความพร้อมสูง ส่วนหนึ่งด้วยการที่ฮ่องกงเป็นเมืองท่าปลอดภาษี ขนาดสินค้าจีนผ่านมาที่นี่และส่งกลับไปจีนยังถูกกว่าจีนส่งกันเอง

หากมองสถานการณ์โลกก็จะรับรู้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่ก่อนฮ่องกงเคยเป็นฐานการผลิต แต่ต่อมาก็ผันตัวมาด้านบริการ ขยับสู่การบริการขั้นสูง ไปจนถึงการบริการเฉพาะทาง (ภาคบริการฮ่องกงคิดเป็นสัดส่วน 93 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมจีดีพี) และอีก 5-10 ปีก็คงเปลี่ยนอีก

หลังเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ยุโรปกับสหรัฐฯหรือกระทั่งญี่ปุ่นเองก็ถือว่าหมดความน่าสนใจ กลับเป็นจีนแทนที่ยังเติบโตเฉลี่ย 6-8 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับภูมิภาคอาเซียนที่โตเฉลี่ย 3-6 เปอร์เซ็นต์ มุมเศรษฐกิจเราต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุด พักหลังจีนกับอาเซียนมีการค้าขายกันเยอะมาก เราจึงเห็นโอกาสดีที่ฮ่องกงจะเป็นตัวกลางให้

ส่วนข้อกังวลว่าเมื่อจีนเรียนรู้โนว์ฮาวแล้วจะทำเองนั้น? เชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ ไม่มีใครในโลกทำเองได้หมด สหรัฐฯมีประสิทธิภาพก็ยังทำไม่ได้ โลกเรามาถึงจุดที่ต้องการกันและกัน ใครเก่งด้านไหนทำไป ที่เหลือใช้จากคนอื่นมีประสิทธิภาพกว่า

มองง่ายๆ อย่างจีน อย่าไปมองเป็นก้อนใหญ่ ให้มองว่าเขามีตั้ง 31 มณฑล ถึงจะมีมณฑลหนึ่งเก่งรอบด้าน แต่ก็มีหลายมณฑลที่แย่กว่า และพวกเขาก็ยังไม่เข้าใจโลก เหมือนแต่ก่อน 40-50 ปี ญี่ปุ่นก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกัน และก่อนหน้านั้นยุโรปก็เคยมองสหรัฐฯว่าโง่ แต่มาดูตอนนี้เป็นเช่นไร นี่คือกระบวนการของโลก

แล้วคำถามที่ว่าเป็นเพราะ AEC ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือไม่ ที่ทำให้ฮ่องกงอยากเข้ามาเป็นตัวกลาง? “ไม่เกี่ยวเลย จะเรียกชื่ออะไรก็แล้วแต่ เออีซี ทีพีพี เพราะเท่าที่เราจับตาอาเซียนมาตั้งแต่ปี 2558 มาถึง 2559 ไม่เห็นมีอะไรต่าง แต่เราสนใจเรื่องการบูรณาการ และความเปลี่ยนแปลงที่หลากหลาย ภูมิภาคนี้มาแน่นอนในระยะเวลา 5 ปี”

เช่นเดียวกับนโยบายหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง : One Belt One Road ของรัฐบาลจีน หรือความพยายามสร้างเส้นทางสายไหมใหม่ เปิดช่องทางการค้าทางบกและทางทะเล นายนิโคลาสมองว่า เป็นความพยายามของจีนที่จะสร้างกระแสโลกาภิวัตน์รอบใหม่ เมื่อ 30 ปีก่อน

จีนสนใจแต่ตะวันตก แต่มาตอนนี้รู้แล้วว่าไม่น่าสนใจอีกต่อไป หันมาสนใจประเทศกำลังพัฒนาและเพื่อนบ้านแทน เพราะนอกจากเป็นตลาดที่มีศักยภาพแล้ว ยังได้โอกาสเรียนรู้เทคโนโลยีระดับกลาง และนำเอาเทคโนโลยีของตัวเองเข้ามาจับได้อีกด้วย ดูแล้วใครเล่าจะพร้อมไปกว่าอาเซียน เกี่ยวข้องกับจีน ทั้งคอนเนกชั่น ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และเชื่อด้วยว่าอาเซียนเองก็รับรู้ว่าแค่ตะวันตกไม่พอเหมือนกัน อยากจับตลาดจีน ซึ่งจีนก็ไม่รอ บุกอาเซียนก่อนเลย

“สำหรับไทยเองย่อมได้ประโยชน์อยู่แล้วจากกระแสที่กำลังเป็นไป กับไทยเราอยากให้มาใช้ภาคบริการฮ่องกงมากกว่า เราไม่สนใจจะขายของให้ไทย เพราะระดับสินค้ามีคุณภาพสูงอยู่แล้ว ครอบคลุมทั้งด้านการเกษตร การผลิต ทั้งยังมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐฯ ยุโรปและญี่ปุ่น ขณะเรื่องความกลัวในขนาดของทุนจีน แน่นอนว่าการทำธุรกิจต้องมีการแข่งขัน แต่มองกลับกันก็อาจมีช่องทางอื่นให้เกื้อหนุนกันแทน”

นอกจากนี้ นายนิโคลาสยังตอบประเด็นการเมืองฮ่องกงที่เกิดประเด็นต่อต้านจีนว่า เทรนด์การเมืองโลกตอนนี้ผู้คนมีสิทธิมีเสียงมากขึ้น ล้อกับสถานการณ์แนวคิดหัวรุนแรง ทั้งจากกลุ่มเคลื่อนไหวและนักการเมืองโลก ยังไม่รู้ว่าบรรยากาศจะกลับมาปกติเมื่อไร และฮ่องกงก็ถูกกลืนไปกับกระแสเช่นกัน

ถึงบรรยากาศจะยังไม่นิ่งต้องจับตาดูต่อไป แต่สุดท้ายเชื่อจะไม่เกิดปัญหาอะไร ด้วยเหตุผลหนึ่งที่ว่าคนฮ่องกงถึงจะเรียกไม่ได้ว่าศิวิไลซ์ แต่ก็มีระเบียบวินัยไม่น้อยหน้าใคร.

วีรพจน์ อินทรพันธ์

20 ส.ค. 2559 11:11 20 ส.ค. 2559 11:12 ไทยรัฐ