วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พระรอดเขียว พิมพ์ใหญ่

รั้งหนึ่งนานมาแล้ว (ราว พ.ศ.2514) สิงห์คะนองนาเชื่อมั่นในฝีมือ อ่านตำราพระรอดของครูตรียัมปวาย...จนขึ้นใจ ถือพระรอดเขียวองค์หนึ่ง ไปให้ครูดูถึงบ้านหลังวัดกัลยาณ์ ฝั่งธน

ครูส่องดูแป๊บเดียวก็วาง แล้วสอนว่า “เจ้าหนู พระรอดนี่น่ะนะ พอขึ้นจากดิน คนที่ได้ ไม่เป็นเจ้าสัวก็เจ้าเมือง ไม่ถึงมือเด็กวัดหรือสามล้อ...” โห! นี่คือคำสอนให้รู้จักเจียมกลาหัว ที่จำฝังใจ

ตำราเล่มพระรอด ของครูตรียัมปวาย อธิบายได้แต่เนื้อหาด้านทฤษฎี และที่มา แต่พอถึงภาพถ่าย ก็แค่ภาพเล็กๆขาวดำ ช่วยให้จำเค้าๆ ส่วนเรื่องเนื้อหา คราบรา ต้องใช้จินตนาการเติม

ก่อนหน้าในปี พ.ศ.2510 เชียร ธีรศานต์ ถ่ายรูปพระรอดราว 200-300 องค์ เทียบเคียงดู ก็พบความแตกต่างในเส้นสายลายพิมพ์ และตำหนิของพระรอด 5 พิมพ์ จึงเขียนคู่มือศึกษาพระรอด มหาวัน พระซุ้มกอทุ่งเศรษฐี ฯลฯ ขึ้นมา 1 เล่ม

หนังสือพิมพ์ด้วยกระดาษปรู๊ฟ มีภาพขาวดำไม่คมชัด ใครสนใจ คุณเชียรถ่ายรูปพระรอด 5 พิมพ์ คมชัด ขายเพื่อให้ประกอบการศึกษาพระรอด อีก 1 หนึ่งชุด...

สนามพระตอนนั้น อยู่ข้างวิหารโพธิ์ลังกา วัดมหาธาตุ ตอบรับฮือฮา ใช้เป็นหลักเล่นพระรอด 5 พิมพ์

เซียนรุ่นใหม่ ให้ความสำคัญกับตำหนิพิมพ์ หลักเดียวกับหลักการดูเหรียญ ห้าแม่พิมพ์มีตำหนิไม่เหมือนกัน แต่โปรดเข้าใจ พระปลอมรุ่นใหม่มีตำหนิพิมพ์ครบครัน พระรอดแท้นั้น เมื่อพิมพ์ใช่ เนื้อพระก็ต้องใช่

******

ไม่เพียงปฏิวัติหลักแม่พิมพ์ คุณเชียรยังให้ทฤษฎีการดูเนื้อพระ เพราะเนื้อดินขณะเข้าเตาเผา ได้ความร้อนไม่เท่ากัน 1 ความร้อนขั้นเกรียม 2 ความร้อนขั้นอิฐสุก 3 ความร้อนขั้นอิฐสุกดี 4 ความร้อนขั้นเผาจาน และ 5 ความร้อนขั้นเนื้อละลาย

คุณเชียรว่า “เนื้อพระรอดอยู่ระหว่างความ ร้อนขั้น 2–5 แต่เนื้อขั้น 3–4 มากกว่าเนื้ออื่น”

รู้หลักการเผา เข้าใจผิวพระตึงเรียบหรือหยาบ มีผลให้สีพระต่างกัน ยังต้องเข้าใจอีกว่า เนื้อพระที่ร้อนน้อยร้อนมากนั้น ทำปฏิกิริยากับคราบ หรือรา ต่างกัน

หลักดูเนื้อพระรอดอีกข้อ คุณเชียรสอนให้รู้จัก “ผิวไฟ”

พระเผาใหม่ ผิวนอกจะมีสีที่เกิดจากความร้อนสีสด แต่เลื่อมพรายสะดุดตา ในความเลื่อมพรายนั้น คล้ายจะมีสีรุ้งปรากฏอยู่น้อยๆ ผิวไฟจะติดอยู่นาน จนกว่าผิวนอกนี้จะอ่อนล้า น้ำปนดินแทรกซึมเข้าไป ทำลายสีไฟให้หมดไปได้

คำว่า พระเก่าเนื้อแห้ง ก็หมายถึงผิวไฟถูกทำลายหมดแล้ว

ดูผิวพระพอเป็นแล้ว ยังต้องระลึกว่า พระที่กำลังดูเป็นพระเนื้อขนาดไหน

1.ถ้าเป็นพระเนื้ออิฐ สีเหลืองปนเทาเล็กน้อย ในการฝังดินเป็นพันปี เนื้อนี้จะซึมน้ำรอบๆองค์พระ จนกระทั่งผิวเปื่อยยุ่ย ถ้าไม่ล้างขี้กรุออก จะเห็นขี้กรุเกรอะกรัง ถ้าเอาขี้กรุหรือราดำออก ก็ต้องเสียเนื้อผิว

2.เนื้อแดงจัด การเสียผิวสภาพเช่นเดียวกับสีอิฐ...3.เนื้อเหลืองปนเขียว ผิวละเอียด เนื้อนี้แข็งแกร่งยากแก่การที่ธรรมชาติจะทำลายผิวได้ ขี้กรุจับไม่สู้สนิท มักจะล้างขี้กรุออกหมด

4.เนื้อเขียวหินลับมีดโกน บางคนเรียกเนื้อมอย สภาพคงเป็นเช่นพระรอดพิมพ์ใหญ่ เนื้อเขียวองค์ในภาพ เนื้อนี้เป็นเนื้อถูกไฟแก่จนเริ่มละลาย ผิวจะตึงงามแกร่งมากน้ำซึมไม่ได้ ขี้กรุราดำจะมีน้อย

เนื้อเขียวแบบนี้ มักจะมีคราบกรุสีคล้ายน้ำสนิมเหล็กเกาะฟูอยู่บนผิว

(คนละเรื่องกับพระเนื้อเขียวผสมแดง ที่เกิดจากเนื้อสุกและละลายไม่เท่ากัน)

5.เนื้อเขียว เขียวแก่คล้ำดังสีหินครก ผิวจะย่นเพราะเนื้อละลายไหลเข้าอุดช่องว่าง น้ำเข้าไปทำลายผิวไม่ได้ ขี้กรุราดำไม่ค่อยติด พระเนื้อเขียวเข้ม ถ้างดงามก็จะรักษาความงามไว้ได้เต็มที่

เหลือบตาไปดูภาพพระรอดองค์ในคอลัมน์ อีกครั้ง พระรอดองค์นี้ มีคราบกรุติดชัดเจนที่ผนังโพธิ์

คุณเชียรอธิบาย ในดินที่มีน้ำซึมผ่าน จะมีน้ำชนิดหนึ่งมีตะกอนคล้ายสนิมเหล็ก คนภาคเหนือเรียก “น้ำฮาก”

คราบกรุแบบนี้นักปลอมพระก็ทำ แต่ยังห่างไกลของจริง คราบสนิมเหล็กถ้ามีในพระ องค์ไหน ช่วยให้ตัดสินพระแท้ได้ประการหนึ่ง.

พลายชุมพล

20 ส.ค. 2559 10:51 ไทยรัฐ