วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
พระจุฑาธุชราชฐาน เกาะสีชัง

พระจุฑาธุชราชฐาน เกาะสีชัง

  • Share:

“...ถิ่นสุขกายสุขด้วย  ถิ่นดี
จิตรโปร่งปราศราคี    ชุ่มชื้น
สองสุขแห่งชาวสี-     ชังเกาะ นี้แฮ
อายุย่อมยืนพื้น        แต่ร้อยเรือนริม...”

ข้อความตอนหนึ่งจาก จดหมายเหตุเสด็จฯ ประพาสจันทบุรี พ.ศ.2419 พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปรารภถึงบรรยากาศดีๆ ณ เกาะสีชัง เกาะแห่งเดียวที่มีพระราชวังตั้งอยู่ และมีพระมหากษัตริย์สามพระองค์เคยเสด็จฯแปรพระราชฐาน

พระอุโบสถวัดอัษฎางคนิมิตร.

เกาะสีชัง มีสถานะเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดชลบุรี เป็นเกาะเล็กๆ ในทะเล ที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ นักท่องเที่ยวที่ไปเกาะสีชังส่วนใหญ่มักรู้สึกว่าบนเกาะอากาศเย็นสบาย ไม่ค่อยรู้สึกเหนียวตัวเหมือนการไปเที่ยวทะเลในที่อื่นๆ อันนี้ก็ไม่แน่ใจว่าสาเหตุเป็นเพราะทะเลบริเวณรอบๆเกาะสีชังมีความเค็มน้อยกว่าที่อื่นหรือเปล่า

ผมได้มอบหมายให้ คุณยอดมนู ภมรมนตรี และทีมงานไปถ่ายทำรายการครอบจักรวาล เพื่อนำมาออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 เป็นการบอกเล่าเรื่องราวสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจบนเกาะสีชังให้ผู้ชมรายการได้ทราบ โดยในครั้งนี้มี คุณวันดี วรวีร์ รักชาติ หัวหน้าหน่วยพิพิธภัณฑ์พระจุฑาธุชราชฐาน เป็นผู้นำชม

ฐานพระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์.

คุณวันดี วรวีร์ รักชาติ เป็นชาวเกาะสีชังโดยกำเนิด จึงได้ศึกษาและซึมซับเรื่องราวของเกาะสีชังในอดีตไว้มากมาย สามารถถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับเกาะสีชังได้อย่างละเอียด คุณวันดี เล่าว่า ความสำคัญของเกาะสีชังที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 เนื่องจากเป็นที่จอดเรือสินค้า

นักเดินเรือชาวตะวันตกรู้จัก เกาะสีชัง ในนาม “เกาะดัทช์”ช่วงปี พ.ศ.2431 ถึง พ.ศ.2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จฯแปรพระราชฐาน ณ เกาะสีชัง หลายครั้ง ทรงพาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ ไปประทับรักษาพระองค์จากอาการพระประชวร

คุณยอดมนู ภมรมนตรี สนทนากับคุณวันดี วรวีร์ รักชาติ หน้าเรือนเขียว.

ทรงสร้าง อาคาร “อาไศรยสถาน” เป็น เรือนพักฟื้นสำหรับผู้ป่วย 3 เรือน พระราชทานนามว่า เรือนวัฒนา เรือนผ่องศรี และ เรือนอภิรมย์ ตามพระนาม สมเด็จพระ นางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี และ พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ ซึ่งทั้งสามพระองค์ทรงบริจาคทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อเครื่องเรือนตกแต่งสำหรับเรือนทั้งสามหลัง

ต่อมาในปี พ.ศ.2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯให้สร้างพระราชฐานบนเกาะสีชัง พระราชทานนามว่า “พระจุฑาธุชราชฐาน” ตามพระนามของสมเด็จเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก พระ ราชโอรสซึ่งประสูติ บนเกาะแห่งนี้ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ ร.ศ.112 ในปี พ.ศ.2436 การก่อสร้างก็หยุดชะงักลง หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2443 ทรงโปรดฯให้รื้อถอนพระ ที่นั่งและตำหนักบางส่วนไปสร้างไว้ที่อื่น เช่น พระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ ซึ่งนำไม้สักทองมาจากภาคเหนือ ย้ายไปสร้างเป็นส่วนหนึ่งของพระที่นั่งวิมานเมฆ ส่วนที่เกาะสีชังคงเหลือไว้แต่ส่วนฐานพระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์

ท่าเรือเกาะสีชัง.
ป้ายแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวบนเกาะสีชัง.

เมื่อปี พ.ศ.2545 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เริ่มปรับปรุงพระจุฑาธุชราชฐาน เพื่อทำเป็นพิพิธภัณฑ์โบราณสถาน และสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานใน พิธีเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์พระจุฑาธุชราชฐานอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ.2547

คุณวันดี แนะนำเส้นทางเดินชมบริเวณพระจุฑาธุชราชฐาน หากเดินจากด้านล่าง เริ่มจากเข้าไปสักการะ พระบรมรูปรัชกาลที่ 5 ในพลับพลา ซึ่งได้รับการปรับปรุงทาสีใหม่สวยงาม แล้วค่อยๆ เดินขึ้นเขามุ่งหน้าไปยัง วัดอัษฎางคนิมิตร ระหว่างทางจะผ่าน หินระฆัง เป็นหินปูนผสมหินทรายที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีความแข็งและหนาแน่นมาก เมื่อเคาะแล้วจะมีเสียงดังกังวาน จึงได้ชื่อว่าหินระฆัง สันนิษฐานว่าอาจเคยอยู่ใต้ทะเลมาก่อน ปัจจุบันได้นำมาตั้งอยู่ที่ลานหินโบราณ ซึ่งเป็นลานหินปูนที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 300 ถึง 400 ล้านปี

รถสกายแล็บพาเที่ยวรอบเกาะ.

เดินต่อไปอีกไม่กี่สิบเมตรจะถึงเจดีย์เหลี่ยม เป็นเจดีย์ก่ออิฐฉาบปูนทรงเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง สูงประมาณ 8.3 เมตร ตัวเจดีย์ตั้งบนพื้นหิน หันด้านแต่ละด้านตรงกับทิศทั้งสี่ สันนิษฐานว่าเป็นที่สำหรับชาวเรือมานมัสการ

เมื่อเดินขึ้นไปอีกจนถึง วัดอัษฎางคนิมิตร จะเห็นพระอุโบสถที่ออกแบบก่อสร้างโดยผสมผสานศิลปะสถาปัตยกรรมแบบโกธิคของตะวันตก กับศิลปะแบบตะวันออก คือเจดีย์ทรงลังกาที่อยู่ด้านบน บริเวณโดยรอบพระอุโบสถ มีศิลาจารึก 8 หลัก ใช้แทนใบเสมา เป็นก้อนหินที่จารึกคำสอนทางพระพุทธศาสนา

ด้านหน้าอุโบสถมีต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นแรกของประเทศไทยที่นำหน่อมาจากพุทธคยา โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนำมาจากประเทศอินเดีย เมื่อปี พ.ศ.2434 และได้นำมาทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะเสด็จฯประทับที่เกาะสีชัง พระองค์ท่านจึงทรงให้นำไปปลูกไว้หน้าอุโบสถวัดอัษฎางคนิมิตร

จากนั้นหากเดินขึ้นเขาต่อไปอีก จะมีจุดชมวิวอยู่บนยอดเขา มองลงมาเห็นอุโบสถวัดอัษฎางคนิมิตร และท้องทะเลอยู่เบื้องล่าง

คุณยอดมนู ภมรมนตรี ทดลองเคาะหินระฆัง.

เมื่อเดินกลับลงมาด้านล่าง สามารถเข้าไปชม ภายในอาไศรยสถานทั้งสามหลัง ซึ่งได้รับการบูรณะและเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม ภายใน เรือนอภิรมย์ จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับสิ่งก่อสร้างบนเกาะสีชัง ในสมัยรัชกาลที่ 5 เรือนผ่องศรี จัดแสดงพระราชประวัติพระราชวงศ์ที่เคยเสด็จไปประทับบนเกาะสีชัง มีพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 และพระราชโอรสสามพระองค์ ได้แก่ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ และเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ซึ่งสร้างเป็นพระบรมรูปจำลองขึ้นจากภาพถ่ายที่ทรงฉาย ณ เกาะสีชัง เรือนวัฒนา จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นบนเกาะสีชังในสมัยรัชกาลที่ 5

ส่วน เรือนไม้ริมทะเล หรือ เรือนเขียว ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสะพานอัษฎางค์ เป็น เรือนหลังแรกๆ ที่สร้างขึ้นก่อนจะมีการสร้างพระจุฑาธุชราชฐาน สันนิษฐานว่าสร้างเป็นโรงแรมเล็กๆ เพื่อเป็นที่พักรับรองสำหรับชาวต่างชาติ ต่อมาได้ปรับปรุงใช้เป็นที่ประทับชั่วคราวของพระราชวงศ์ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ และพระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์เคยเสด็จมาประทับที่นี่

เมื่อเวลาผ่านไปเรือนไม้เสื่อมโทรมผุพังไปตามกาลเวลา ปัจจุบันได้รับการบูรณะให้สวยงาม ทำเป็นร้านกาแฟ เหมาะสำหรับแวะเข้าไปนั่งพักดื่มกาแฟสบายๆ พร้อมชมนิทรรศการข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวบนเกาะสีชัง เพื่อวางแผนการเดินทางไปเที่ยวชมจุดอื่นๆบนเกาะสีชังต่อไป

สะพานอัษฎางค์ยามเช้า ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น.

จุดสำคัญแห่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ คือ สะพานอัษฎางค์ ใครไปเกาะสีชังจะต้องไปถ่ายรูปกัน ถ้าไม่ได้ถ่ายรูปตรงนี้เหมือนไปไม่ถึงเกาะสีชังเลยทีเดียว แต่เดิมนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้สร้างสะพานอัษฎางค์ ขึ้นเพื่อให้ประชาชนชาวเกาะสีชังได้ใช้เป็นท่าเทียบเรือ ต่อมาเมื่อสร้างพระจุฑาธุชราชฐานได้ใช้สะพานนี้เป็นท่าเทียบเรือพระที่นั่ง และสร้างสะพานอื่นให้ชาวบ้านใช้แทน

สะพานอัษฎางค์ ส่วนที่สร้างด้วยไม้ ของเดิมผุพังไปแล้ว ปัจจุบันได้รับการบูรณะให้สวยงามตามแบบเดิม เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวทุกคนจะต้องไปถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก และถ้าอยากได้ภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่เกาะสีชัง ก็จะต้องไปเฝ้ารอถ่ายรูปกันที่นี่

สถานที่ท่องเที่ยวบนเกาะสีชัง นอกจากพระจุฑาธุชราชฐาน ยังมีสถานที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง บรรยากาศบนเกาะยังคงวิถีชีวิตความเป็นอยู่เรียบง่าย การเดินทางไปมาบนเกาะสีชังถ้าไม่เช่ารถมอเตอร์ไซค์ขี่เอง ก็ใช้บริการรถสกายแล็บ นั่งได้คันละ 4-5 คน คนขับรถสกายแล็บชำนาญเส้นทางบนเกาะเป็นอย่างดี สามารถให้คำแนะนำพาไปยังจุดท่องเที่ยวต่างๆได้ตามต้องการ

ถ้ามีเวลามากพอ ควรพักค้างคืนบนเกาะอย่างน้อยหนึ่งคืนเพื่อจะได้ไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆให้ครบ วันแรกเที่ยวชมพระจุฑาธุชราชฐาน แล้วไปชมพระอาทิตย์ตกที่ช่องเขาขาด วันรุ่งขึ้นตื่นเช้ารอชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สะพานอัษฎางค์ แล้วยังมีเวลาเที่ยวต่อ หรือจะพักผ่อนสบายๆในโรงแรมที่พักก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณผู้บริหาร ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และพนักงานโรงแรม “ซัมแวร์ เกาะสีชัง” (Somewhere Hotel Koh Sichang) ที่ดูแลอำนวยความสะดวกต่างๆให้แก่ทีมงานอย่างดียิ่ง

.....สวัสดี.

ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์

เนื่องด้วยคอลัมน์ซันเดย์ สเปเชียล ฉบับประจำวันอาทิตย์ท่ี 31 กรกฎาคม 2559 เรื่อง พิพิธภัณฑ์รัชกาลท่ี 6 หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน มีความคลาดเคลื่อนของข้อความในเน้ื้อเรื่องบางตอนทางทีมงานต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ โดยข้อความท่ีถูกต้อง คือ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธฯ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ รัชกาลท่ี 6 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันท่ี 1 มกราคม พ.ศ.2423 ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ท่ี 29 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้