วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปตท.ปรับแผนรับมือวิกฤติโลก ลด ละ เลื่อน ลงทุนเกือบ 8 พันล้าน

ปตท.ปรับแผนลงทุนใหม่ ตัดโครงการไม่จำเป็นออกตามสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ลดลง แต่ยังคงเดินหน้าการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานตามนโยบายรัฐบาล เผยยังมีกำไร 48,000 ล้านบาท

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท.ได้ปรับแผนการลงทุนปีนี้ลง 7,523 ล้านบาท จากที่ตั้งเป้าไว้ก่อนหน้านี้ 50,839 ล้านบาท เหลือเพียง 43,307 ล้านบาท เนื่องจากราคาน้ำมันได้ปรับลดลงจากแผนเดิมที่ตั้งไว้ 54 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล แต่ปรากฏว่า ล่าสุด ปตท.ได้ประเมินว่า ราคาน้ำมันตลาดโลกปีนี้จะเคลื่อนไหวเฉลี่ยที่ราคา 40 เหรียญฯเท่านั้น การลดการลงทุนนี้ จะเป็นการลด ละ เลื่อน การลงทุนเดิมออกไปก่อน

เช่น ยกเลิกโครงการลงทุนธุรกิจแยกก๊าซธรรมชาติ เป็นก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) วงเงินลงทุน 3,000 ล้านบาท เพราะราคาน้ำมันลดต่ำลงไม่คุ้มค่าลงทุน, เลื่อนแผนการติดตั้งอุปกรณ์แรงดันก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยออกไป ขณะเดียวกันก็มีบางโครงการดำเนินการเสร็จก่อนกำหนด ทำให้ประหยัดงบลงทุนได้อีก 450 ล้านบาท ทั้งนี้แผนการลงทุนของ ปตท. ในช่วง 5 เดือนสุดท้ายของปี จะเน้นการลด ละ เลื่อน โครงการที่ไม่คุ้มค่าลงทุน ปตท.ตามสถานการณ์ของราคาพลังงานที่ลดลง อะไรที่ยังจำเป็น และยังไม่เหมาะสมกับเงื่อนไขเวลา ก็ต้องเลื่อนออกไปในปีถัดๆ ไป แต่ภาพรวมการลงทุน 5 ปีจะยังอยู่ในวงเงิน 297,000 ล้านบาท

“ขณะนี้ ปตท.ก็พยายามเร่งรัดแผนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมตามนโยบายของรัฐบาล เช่น โครงการสร้างท่าและคลังก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ระยะที่ 1 ขนาด 5 ล้านตัน ก็จะขยายเพิ่มเป็น 10 ล้านตัน ที่จะแล้วเสร็จในปีหน้า และมีแผนจะขยายคลังแอลเอ็นจี เพื่อรองรับความต้องการแอลเอ็นจีเพิ่มอีก 1.5 ล้านตัน แผนก่อสร้างท่าและคลังแอลเอ็นจีระยะที่ 2 ที่อยู่ระหว่างตัดสินใจว่า จะมีขนาดรองรับปริมาณ 5 ล้านตัน หรือ 7.5 ล้านตัน การก่อสร้างระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันที่กำลังออกแบบ และศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ”

นอกจากนี้ ปตท.อยู่ระหว่างเจรจาทำสัญญาระยะยาว เพื่อซื้อแอลเอ็นจี อีก 3 ล้านตันต่อปี จากปัจจุบันที่มีสัญญาระยะยาวกับประเทศกาตาร์ 2 ล้านตันต่อปี โดยได้เจรจากับประเทศผู้ผลิตทุกราย ในปริมาณรายละ 1 ล้านตันต่อปี คาดว่า จะสรุปความชัดเจนได้ในเดือน ก.ย.นี้ และมีแผนนำเข้าแอลเอ็นจี เพื่อรองรับความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติในประเทศเพิ่มขึ้น คาดว่าในปีหน้าจะมีการนำเข้า 5 ล้านตัน จากปีนี้นำเข้า 3 ล้านตัน

จากนี้ไป ปตท.จะต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงเรื่องการพิจารณาต่ออายุสัมปทานแหล่งผลิตปิโตรเลียม 2 แหล่งเดิมคือ แหล่งบงกชและเอราวัณในอ่าวไทย ว่า จะสามารถดำเนินการแล้วเสร็จได้ภายในปี 2560 หรือไม่ รวมถึงการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ปิโตรเลียม พ.ศ.... และ พ.ร.บ.ภาษีปิโตรเลียม พ.ศ.... และการเดินหน้าเปิดสัมปทานแหล่งสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รอบที่ 21 ว่า จะมีความชัดเจนออกมาอย่างไร ซึ่งจะมีผลต่อการพิจารณาแผนลงทุนของ ปตท. ในระยะต่อไปด้วย

สำหรับผลการดำเนินงานของ ปตท.ใน 6 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-มิ.ย.) ปรากฏว่า มีกำไรสุทธิ 48,548 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.8% เมื่อ เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากราคาขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเพิ่มขึ้น ประกอบกับต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติที่ทยอยลดลงตามราคาน้ำมันที่ลดลงอยู่ในระดับต่ำ โดยแนวโน้มผลกำไร ปตท.ใน 6 เดือนสุดท้ายของปีนี้ จึงมั่นใจว่าค่อนข้างมีเสถียรภาพ โดยราคาก๊าซธรรมชาติอยู่ในช่วงขาลง แต่ราคาน้ำมันอยู่ในช่วงขาขึ้น

“กำไร ปตท.ค่อนข้างมีเสถียรภาพ ไม่หวือหวามาก หรือลดน้อยลง แม้ว่าหากราคาน้ำมันปรับตัวลดลง ธุรกิจของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. อาจจะลดน้อยลง แต่ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันก็จะเพิ่มขึ้น หรือจะเป็นไม้กระดานที่กระดกไปกระดกมา ทำให้กำไรอยู่ในลักษณะบวกๆ ลบๆ แต่ยังมั่นใจว่าจะไม่ติดลบ เพราะขณะนี้ยังไม่มีปัจจัยใดๆ มาเป็นเงื่อนไขให้กำไรลดลง เพราะธุรกิจต่างๆ ในเครือ ปตท.ก็เริ่มดีขึ้น”

อย่างไรก็ตาม ปตท.ยังคงแสวงหาธุรกิจใหม่เพื่อให้เกิดรายได้ที่ยั่งยืน และให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มของสังคมโลกโดยจะจัดตั้งหน่วยเอ็กซ์เพรส ซูโลชั่น เป็นศูนย์กลางในการคัดเลือกแนวคิดธุรกิจใหม่ๆ จัดทำเป็นโมเดลธุรกิจต้นแบบ ที่หากมีความเป็นไปได้ ก็จะนำมาต่อยอดขยายผลสู่การลงทุนเชิงพาณิชย์ อาทิ โครงการปลูกไม้เมืองหนาวเพื่อช่วยพัฒนาวิถีชีวิตเกษตรกร โครงการจัดหาเมล็ดกาแฟ จากชุมชนสำหรับร้านคาเฟ่อเมซอน เป็นต้น.

ปตท.ปรับแผนลงทุนใหม่ ตัดโครงการไม่จำเป็นออกตามสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ลดลง แต่ยังคงเดินหน้าการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานตามนโยบายรัฐบาล เผยยังมีกำไร 48,000 ล้านบาท 19 ส.ค. 2559 00:09 ไทยรัฐ