วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
'เสรี' อ้างเสียง ปชช.ผ่านร่าง รธน. ให้สิทธิ ส.ว.ร่วมเลือกนายกฯ

'เสรี' อ้างเสียง ปชช.ผ่านร่าง รธน. ให้สิทธิ ส.ว.ร่วมเลือกนายกฯ

  • Share:

"เสรี" ชี้เสียงโหวตประชามติผ่านร่าง รธน.กว่า 15 ล้านเสียง คือเจตนารมณ์ประชาชน ให้สิทธิ ส.ว.ร่วมเลือกนายกฯ กับ ส.ส.ในสภา

เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 59 นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญตามคำถามพ่วง ประชาชนได้ออกเสียงประชามติด้วยคะแนนกว่า 15 ล้านเสียง ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง ซึ่งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็จะต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) พ.ศ.2557 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 1 มาตรา 37/1 ที่บัญญัติว่า "เสียงข้างมากของผู้ออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วยกับประเด็นดังกล่าว และมีผลให้บทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญไม่สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติ ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ดำเนินการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ"

นายเสรี ระบุว่า คำถามพ่วงมีข้อความว่า "ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี" ดังนั้น การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ จึงต้องนำ "ผลการออกเสียงประชามติ" ในส่วนคำถามพ่วง ที่มีสาระในวาระเริ่มแรกของการใช้รัฐธรรมนูญในช่วง 5 ปีแรก นับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี โดยนำข้อความในคำถามพ่วงไปบัญญัติไว้แทนมาตรา 272 ที่บัญญัติในวาระเริ่มแรก ของบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการทำประชามติดังกล่าว เพราะเป็นเรื่องเดียวกัน และไม่สามารถนำข้อความเดิมของมาตรา 272 ดังกล่าวมาใช้ได้เพราะมีบทบัญญัติของคำถามพ่วงดังกล่าวมาแทนที่ไปแล้ว และต้องดำเนินการให้ไปตามคำถามพ่วงเป็นอันแรกก่อนว่า บทเฉพาะกาลตามคำถามพ่วงนี้ ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรก ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ว่าจะเลือกนายกรัฐมนตรีกี่ครั้งก็ตามในช่วงเวลา 5 ปีแรกดังกล่าว 

นายเสรี กล่าวว่า ส่วนสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญใหม่ มีสิทธิ์เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ ต้องพิจารณาจากคำถามพ่วงที่กำหนดข้อความว่า การประชุมร่วมกันของรัฐสภาที่เป็น "ผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบ" บุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีนี้ เมื่อสมาชิกวุฒิสภา เป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาแล้ว ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบดังกล่าวสมาชิกวุฒิสภาแต่ละคนจึงเป็น "ผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบ" คนที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีดังกล่าวซึ่ง "การพิจารณา" นี้ก็จะต้องตีความอย่างกว้างให้เป็นไปตามผลของการทำประชามติว่า "การพิจารณา" นี้จะต้องพิจารณาตั้งแต่การเริ่มต้นกระบวนการ คือ การเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย

"การเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีดังกล่าว จึงเป็นส่วนหนึ่งของ "การพิจารณาบุคคล" ตั้งแต่เริ่มแรก ตามเจตนารมณ์ของผลประชามติที่ให้สมาชิกวุฒิสภาเข้ามาร่วมกับ ส.ส.ในการเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีดังกล่าวและเพื่อให้กระบวนการเสนอชื่อโดยสมบูรณ์ จึงต้องนำ มาตรา 159 วรรคสอง มาเทียบเคียงและบัญญัติในบทเฉพาะกาล มาตรา 272 เพิ่มเติมต่อไปเป็นวรรคสอง ว่า "การเสนอชื่อบุคคลผู้สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีของสมาชิกรัฐสภาตามวรรคหนึ่ง ต้องมีสมาชิกรัฐสภารับรองไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของรัฐสภา เมื่อประชาชนไม่ไว้ใจ ส.ส. จึงได้มีประชามติ ให้สมาชิกวุฒิสภา เข้าไปมีส่วนร่วมอันสำคัญในการพิจารณาและเห็นชอบบุคคลที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย การเสนอชื่อบุคคลจึงเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณา ที่จะต้องพิจารณาชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่แรกด้วย" นายเสรี กล่าว

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้