วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'เสรี' อ้างเสียง ปชช.ผ่านร่าง รธน. ให้สิทธิ ส.ว.ร่วมเลือกนายกฯ

"เสรี" ชี้เสียงโหวตประชามติผ่านร่าง รธน.กว่า 15 ล้านเสียง คือเจตนารมณ์ประชาชน ให้สิทธิ ส.ว.ร่วมเลือกนายกฯ กับ ส.ส.ในสภา

เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 59 นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญตามคำถามพ่วง ประชาชนได้ออกเสียงประชามติด้วยคะแนนกว่า 15 ล้านเสียง ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง ซึ่งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็จะต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) พ.ศ.2557 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 1 มาตรา 37/1 ที่บัญญัติว่า "เสียงข้างมากของผู้ออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วยกับประเด็นดังกล่าว และมีผลให้บทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญไม่สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติ ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ดำเนินการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ"

นายเสรี ระบุว่า คำถามพ่วงมีข้อความว่า "ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี" ดังนั้น การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ จึงต้องนำ "ผลการออกเสียงประชามติ" ในส่วนคำถามพ่วง ที่มีสาระในวาระเริ่มแรกของการใช้รัฐธรรมนูญในช่วง 5 ปีแรก นับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี โดยนำข้อความในคำถามพ่วงไปบัญญัติไว้แทนมาตรา 272 ที่บัญญัติในวาระเริ่มแรก ของบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการทำประชามติดังกล่าว เพราะเป็นเรื่องเดียวกัน และไม่สามารถนำข้อความเดิมของมาตรา 272 ดังกล่าวมาใช้ได้เพราะมีบทบัญญัติของคำถามพ่วงดังกล่าวมาแทนที่ไปแล้ว และต้องดำเนินการให้ไปตามคำถามพ่วงเป็นอันแรกก่อนว่า บทเฉพาะกาลตามคำถามพ่วงนี้ ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรก ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ว่าจะเลือกนายกรัฐมนตรีกี่ครั้งก็ตามในช่วงเวลา 5 ปีแรกดังกล่าว 

นายเสรี กล่าวว่า ส่วนสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญใหม่ มีสิทธิ์เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ ต้องพิจารณาจากคำถามพ่วงที่กำหนดข้อความว่า การประชุมร่วมกันของรัฐสภาที่เป็น "ผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบ" บุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีนี้ เมื่อสมาชิกวุฒิสภา เป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาแล้ว ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบดังกล่าวสมาชิกวุฒิสภาแต่ละคนจึงเป็น "ผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบ" คนที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีดังกล่าวซึ่ง "การพิจารณา" นี้ก็จะต้องตีความอย่างกว้างให้เป็นไปตามผลของการทำประชามติว่า "การพิจารณา" นี้จะต้องพิจารณาตั้งแต่การเริ่มต้นกระบวนการ คือ การเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย

"การเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีดังกล่าว จึงเป็นส่วนหนึ่งของ "การพิจารณาบุคคล" ตั้งแต่เริ่มแรก ตามเจตนารมณ์ของผลประชามติที่ให้สมาชิกวุฒิสภาเข้ามาร่วมกับ ส.ส.ในการเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีดังกล่าวและเพื่อให้กระบวนการเสนอชื่อโดยสมบูรณ์ จึงต้องนำ มาตรา 159 วรรคสอง มาเทียบเคียงและบัญญัติในบทเฉพาะกาล มาตรา 272 เพิ่มเติมต่อไปเป็นวรรคสอง ว่า "การเสนอชื่อบุคคลผู้สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีของสมาชิกรัฐสภาตามวรรคหนึ่ง ต้องมีสมาชิกรัฐสภารับรองไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของรัฐสภา เมื่อประชาชนไม่ไว้ใจ ส.ส. จึงได้มีประชามติ ให้สมาชิกวุฒิสภา เข้าไปมีส่วนร่วมอันสำคัญในการพิจารณาและเห็นชอบบุคคลที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย การเสนอชื่อบุคคลจึงเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณา ที่จะต้องพิจารณาชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่แรกด้วย" นายเสรี กล่าว

"เสรี" ชี้เสียงโหวตประชามติผ่านร่าง รธน.กว่า 15 ล้านเสียง คือเจตนารมณ์ประชาชน ให้สิทธิ ส.ว.ร่วมเลือกนายกฯ กับ ส.ส.ในสภา 18 ส.ค. 2559 12:28 ไทยรัฐ