วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

“รถบ้านจีน”ถอยบอยคอตเที่ยวไทย

หากจะกล่าวถึงการพัฒนาตลาดท่องเที่ยวในกลุ่มทัวร์จีนที่กำลังมาแรงแซงโค้งตลาดอื่นๆในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ทศวรรษ “มาเลเซีย” คือตลาดเที่ยวไทยซึ่งเคยสูงสุดในอดีต จนแม่บ้านต้องแอบเก็บหนังสือเดินทางพ่อตัวดีไว้เพื่อป้องกันโรคบางอย่าง!

รองลงมาเป็นตลาดจากแดนอาทิตย์อุทัยที่ได้เปรียบทางการค้าบนเวทีโลกทำให้รัฐบาลต้องหันมาผลักดันโครงการ “10 Million Program” ส่งเสริมให้คนของเขาออกเดินทางท่องเที่ยวยังต่างประเทศ

นัยว่า...เพื่อลดดุลการชำระเงินให้แบบสับขาหลอกดีๆนี่เอง

“ตลาดจีน” วันนั้นจึงไม่มีประเทศใดมองรายได้จากการท่องเที่ยว เพราะคนยังอยู่ในกลุ่มชนชั้นกรรมาชีพทำนาให้รัฐและรัฐปันส่วนแบ่งให้ ช่องว่าง “นายทุน” กับ “คนจน” ซึ่งห่างกันมาก

“คนจีน...ยุคนั้นจึงต้องแหวกม่านไม้ไผ่ออกหาโลกใหม่ในอังกฤษกลายเป็นโซโห แคนาดาที่โตรอนโต อเมริกาคือไชน่าทาวน์ รวมถึงไทยในย่านเยาวราชสร้างทายาทเป็นเจ้าสัวมาไม่รู้กี่รุ่น”

สรุปพอปี ค.ศ.1966 หรือ พ.ศ.2509 เหมา เจ๋อ ตุง ผู้นำคอมมิวนิสต์จีนที่นิยมสวมเสื้อแขนกระบอกคอตั้งติดกระดุม 6 เม็ด กุมอำนาจได้เบ็ดเสร็จและคิดพลิกฟื้นแผ่นดินเพื่อโค่นระบอบทุนนิยมลดปัญหาชนชั้น ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพทางการศึกษาพร้อมปฏิรูปวัฒนธรรม

ปี ค.ศ.1978 หรือ พ.ศ.2521 เติ้ง เสี่ยว ผิง ครองอำนาจแทนเหมา เจ๋อ ตุง เริ่มเปิดประเทศมากขึ้น ด้วยการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุน ส่งผลให้ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กวางโจว กลายเป็นมหานครขึ้นในบัดดล ยุคนี้คนจีนพากันสลัดเสื้อกระดุม 6 เม็ด มาใส่สูทผูกไท ส่วนสาวจีนนุ่งกระโปรงสวมรองเท้าส้นสูงและสวมหมวกขี่จักรยานกันเต็มเมือง

กลับมาที่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไทยซึ่งเคยมีกันมานานหลายร้อยปี แต่ต้องมาขาดจากกันในยุคเรามองคอมมิวนิสต์เป็นเช่นผีห่าซาตาน กระทั่งปี พ.ศ.2518 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เจ้าของบทประพันธ์ “ไผ่แดง” และหัวหน้าพรรคกิจสังคมที่ว่า “เราทำได้” ขึ้นนั่งแท่นนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปจับมือกับประธานเหมา เจ๋อ ตุง ที่กรุงปักกิ่ง เพื่อสถาปนาความสัมพันธ์หลังปิดม่านไม้ไผ่กันไปนาน

ภาพลักษณ์ผีคอมมิวนิสต์จึงค่อยๆเลือนหายไปจากความรู้สึกของคนไทย ครั้นปี พ.ศ.2535 จีนตัดสินใจเปิดประตูประเทศให้กับคนของเขามากขึ้น โดยอนุญาตให้คนสูงวัยออกเดินท่องเที่ยวได้เสรีในไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ยกเว้นคนหนุ่มสาวที่จำต้องคุมเข้มไว้เพื่อความมั่นคงภายใน

บรรยากาศการท่องเที่ยวไทยจากตลาดจีนจึงคึกคักขึ้นทันที ทั้งกลุ่มมาเที่ยวและเยี่ยมญาติซึ่งห่างกันนานปี แล้วผลพวงที่เกิดตามมาคือ “ทัวร์ 0 เหรียญ” กับเงินทอนในภาคธุรกิจบริการทุกชนิด กระทั่งสถานประกอบการทุกภูมิภาค...กลับมีแต่จะหนักขึ้นเมื่อรัฐบาลจีนได้อนุญาตให้คนจีนทุกเพศวัยออกเที่ยวได้อย่างอิสระ

ไทยเราก็ได้ให้ความสำคัญกับตลาดท่องเที่ยวจีนสูง จากประชากรที่มีมากถึง 1,400 ล้านคน ซึ่งถ้าเจาะตลาดได้เพียงปีละ 1% นั่นหมายถึงจะมีนักท่องเที่ยวจีนปีละ 14 ล้านคนเลยทีเดียว

วันนี้...การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ก็ตอบโจทย์ออกมาแล้ว เมื่อปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามา 7.93 ล้านคน เพิ่มขึ้น 71.14% เป็นสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด 26.55%

และยังเชื่อว่าจะสามารถกระตุ้นตลาดได้ถึง 10–11 ล้านคนในปีนี้...?

เฉี่ยวไปทางสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) บ้าง เอกชนรายนี้บอกจีนกำลังเกิดกรณีพิพาททางทะเลอยู่กับไต้หวัน ฟิลิปปินส์และเวียดนาม จะส่งผลให้ทัวร์จีนทะลักเข้าเที่ยวไทยในปีหน้าสูงมาก

คาดประมาณกันว่า น่าจะมากถึง 13 ล้านคน...นั่นเชียว

ทางด้านเชียงใหม่ เชียงราย ที่ได้รับอานิสงส์...เส้นทางเชื่อมจีนตอนใต้ R3A จากจิ้งฮง (สิบสองปันนา) ผ่านบ่อเต็น ห้วยทราย สปป.ลาว สู่ อ.เชียงของ และ R3B ผ่านเขตว้าแดงเมืองลา เข้าเชียงตุง สู่ อ.แม่สาย ทำให้เมืองพ่อขุนเม็งรายมีจีนเข้ามาปีที่แล้ว 70,815 คนส่วนเมือง 3 กษัตริย์เชียงใหม่ 700,000 คน

ก็ไม่รู้...เป็นทุกขลาภของคนทั้ง 2 เมืองนี้หรืออย่างไร? เมื่อกระแสทัวร์รถบ้านจีนทะลักเข้าราวกับน้ำป่าหลากแบบไม่ทันตั้งตัว ปัญหาสังคมท้องถิ่นถูกทัวร์จีนคุกคาม การจราจรเกิดกระจุกตัวอย่างรุนแรง พฤติกรรมที่ส่อแสดงอย่างไม่เหมาะสม ก่อให้เกิดการประณามหยามเหยียดขึ้นในสังคมออนไลน์กับคนจีน

จนที่สุด...คนจีนก็ตอบโต้ผ่านสังคมออนไลน์บ้าง ข่าวว่าไม่พอใจถึงขั้นรถบ้านจีนพากันบอยคอตใส่เกียร์ถอยไม่ประสงค์มาทัวร์ไทยเหมือนช่วง 3 ปีก่อนหน้า?

มาคู่ เตชะโสภณ ผู้จัดการทั่วไปโรงแรม เดอะ ลีเจ้นด์ บูติก เชียงราย บอกว่า การหดหายทัวร์จีนในเชียงรายมีผลกระทบบ้างกับธุรกิจรายย่อย แต่รายใหญ่ไม่ค่อยมีผลเพราะส่วนใหญ่มากับบริษัททัวร์ ซึ่งไม่สนใจเรื่องคุณภาพห้องพักหรือทำเลที่ตั้ง สิ่งเดียวที่ต้องการรู้คือให้ราคาต่ำสุดได้แค่ไหน...หัวใจสำคัญอยู่ที่ตรงนี้

“อีกอย่างต้องจำแนกทัวร์จีนออกเป็นสองกลุ่ม คือถ้าเป็นคนรุ่นเริ่มสูงวัยเคยผ่านสังคมเกษตรมาก่อน ก็อาจปรับพฤติกรรมตัวเองไม่ทันจึงทำให้ดูไม่เหมาะสมในมารยาทบางอย่าง ส่วนคนจีนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษารับรู้สังคมใหม่ๆพวกนี้ไม่ใช่กลุ่มปัญหา แต่กรณีคนจีนชอบส่งเสียงดัง เป็นเพราะประเทศเขาใหญ่ประชากรมากจึงติดนิสัยคุยกันเสียงดังเพื่อให้ได้ยิน และการพูดเสียงดังก็สื่อถึงความจริงใจมากกว่าพูดค่อยแต่เหมือนแอบนินทา”

ณัฐพัชมณ ศรีพิทักษ์สกล นายกสมาคมมัคคุเทศก์จีน จ.เชียงราย เสริมว่า จีนมีเศรษฐีใหม่นิยมใช้รถดีกำลังสูงแต่ไม่สะดวกขับขี่ในจีน เพราะกฎหมายที่นั่นแรง จึงเลือกมาขับอวดกันในไทยซึ่งหยวนๆกันไป

“พอทางการไทยใช้มาตรการเดียวกับรถไทยเข้าจีนคือต้องขออนุญาตผ่านสถานทูตไทยในจีนก่อนล่วงหน้า 4 วันทำการ แล้วต้องขอวีซ่าเข้าประเทศทั้งคนและรถ กับต้องซื้อประกันภัยรถในไทย เพื่อป้องกันปัญหาอุบัติเหตุ รถบ้านจีนถึงหยุดการเดินทางเข้าไทย ไม่ใช่ตอบโต้กรณีถูกประณามกันทางออนไลน์”

ณัฐพัชมณ บอกอีกว่า แต่เดิมรถบ้านจีนข้ามมาเชียงรายแล้วไปพักเชียงใหม่ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะชาวบ้านก็พลอยขายอาหารกับผลไม้ได้ แต่พอไทยมีข้อจำกัดรถบ้านจีนเข้ามาพื้นที่ไหนต้องเที่ยวตรงนั้น ออกนอกพื้นที่ไม่ได้ รถบ้านจีนถึงถอยกรูดเพราะเที่ยวได้น้อยลงกว่าแต่ก่อน

โจ หวู้ ทัวร์ลีดเดอร์บริษัท ยูนนาน อินเตอร์เนชั่นแนล ทัวร์ ที่ขายจีนเที่ยวไทยและไทยเที่ยวจีน บนเส้นทางหลักจากเมืองจิ้งฮง(สิบสองปันนา) ด้วยรถจีนมาตามเส้นทางสาย R3A แล้วเปลี่ยนเป็นรถ สปป.ลาว ที่บ่อหาน บ่อเต็น และหลวงน้ำทา กับเป็นรถไทย
ที่ อ.เชียงของ รวมระยะทาง 459 กิโลเมตร ล่าสุด...ขายทัวร์จีนจากจิ้งฮงเข้ามา 30 คนคิดหัวละ 35,000 บาท เที่ยวไทย 10 วันเริ่มตั้งแต่เชียงราย สุโขทัย อยุธยา ตรงดิ่งไปพักเกาะช้าง 3 คืนแล้วย้อนกลับจิ้งฮงตามเส้นทางเดิมซึ่งก็ไม่พบว่าเกิดผลกระทบแต่อย่างใด

“วันที่คนจีนแห่มาเที่ยวไทยมากสุด คือวันขึ้นปีใหม่ ตรุษจีน และวันชาติจีน 1 ตุลาคมของทุกปี โดยจะมีรถนำเที่ยวจีนเข้ามาวันละ 500-600 คันเป็นอย่างน้อย แต่ต่อไปนี้...รถบ้านจีนคงไม่มีให้เห็นอีกแล้ว”

นี่จึงเป็นคำตอบที่ว่า...ก่อนหน้านี้ไทยเคยวิตกเรื่องจะคุมการเพิ่มจำนวนทัวร์จีนให้สมดุลกับขีดความสามารถในการรองรับได้อย่างไร? โดยไม่ทำลายวัฒนธรรม สังคมแวดล้อม และธรรมชาติ เพราะจำนวนรถบ้านจีนที่ลดลงไปนั้น ย่อมมีผลต่อจำนวนคนซึ่งลดลงไปด้วยโดยสิ้นเชิง.

18 ส.ค. 2559 10:34 ไทยรัฐ