วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

การเมืองไทยในวงจรอุบาทว์

ไม่ว่าจะคาดการณ์เหตุวินาศกรรม 7 จังหวัดภาคใต้มาจากใคร กลุ่มไหนก็ตาม แต่ถ้าหากยังไม่สามารถจับกุมผู้กระทำผิด และผู้ร่วมกระบวนการออกมาให้ชัดเจน ก็ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเป็นฝีมือของใครกันแน่

มันก็เหมือนกับเหตุระเบิดการเมืองที่ผ่านมาแทบทุกครั้ง ซึ่งมีการจับกุมได้ และจับกุมไม่ได้ ล้วนยังไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้

นอกจากคิดและคาดเดากันไป จากการวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองเป็นองค์ประกอบเท่านั้น ไม่สามารถจับให้มั่นคั้นให้ตายได้

นี่เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้บงการ หรือผู้กระทำผิดที่จ้องจะก่อเหตุต่างก็ไม่เกรงกลัว เพราะเชื่อว่าไม่มีทางจับได้

แต่ผลจากการกระทำนำไปสู่ผลสำเร็จต่อเป้าหมายได้

เหตุวินาศกรรมครั้งล่าสุดนี้ กลายเป็นว่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ตกเป็นเหยื่อของการต่อสู้ทางการเมืองอย่างน่าเศร้าใจที่สุด

ในทางการเมือง แน่นอนว่าต่างก็มีมุมมองที่ต่างกัน ฝ่ายหนึ่งก็โยนไปให้อีกฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายที่ถูกโยงว่าเกี่ยวข้องด้วยก็ต้องออกมาปฏิเสธว่าไม่จริง โยนกลับไปอีกฝ่ายหนึ่ง

การเมืองไทยมันก็เลยวนอยู่ใน “วงจรอุบาทว์” อย่างนี้

ที่แน่นอน ต้องยอมรับว่าหลังจากที่ประชามติผ่านร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง กลุ่มที่ได้ประโยชน์สูงสุดก็คือ คสช.
และฝ่ายที่สนับสนุน และอีกกลุ่มคือฝ่ายที่เสียประโยชน์

จึงไม่แปลกที่หลังเกิดเหตุจะมีการตอบโต้ซึ่งกันและกัน แต่ประเทศชาติได้รับความเสียหายมากกว่าทุกฝ่าย

เช่นกัน คสช.ซึ่งรับผิดชอบทางการเมือง และมีอำนาจเต็มๆ ในฐานะรัฏฐาธิปัตย์ ย่อมได้รับผลจากการกระทำมากที่สุด เพราะไม่สามารถคุมสถานการณ์ได้ ไม่สามารถปกป้องประชาชนได้

ทำให้เกิดความสั่นคลอนในเสถียรภาพและความมั่นคง

ฝ่ายกระทำที่มองเห็นผลเลิศจากการปฏิบัติการครั้งนี้ นอกจากจะทำลายเครดิตของ คสช.แล้ว ยังทำให้ความเชื่อถือและความมั่นใจถดถอยลงไป

เป็นจิตวิทยามวลชนที่ทำให้ฝ่ายที่สนับสนุนเกิดความมั่นใจว่ายังมีศักยภาพที่แสดงให้ปรากฏแล้วว่ายังไม่แพ้ และพร้อมที่จะสู้ต่อได้

เพราะทำให้ภาพของ คสช.ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นไปในด้านลบ ไม่อาจจะปกครองประเทศได้มีเหตุที่ 1 แล้วทำไมจะมีเหตุที่ 2–3 ไม่ได้

ประเด็นหนึ่งที่มีการวิเคราะห์และเชื่อกันว่าการก่อเหตุครั้งนี้คือผู้เสียประโยชน์จากผลการผ่านประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วง ด้วยการมองว่าจะทำให้ คสช.สืบทอดอำนาจปกครองประเทศได้ต่อไปอย่างน้อยก็อีก 5 ปี

แม้จะจัดให้มีการเลือกตั้ง แต่ก็เป็นเพียงรูปแบบเพื่อให้ได้รับการยอมรับ โดยเฉพาะจากมหาอำนาจบางประเทศที่กดดันอยู่ตลอดเวลา ด้วยการใช้กติกาสากลมาเป็นตัวกำกับ

ถึงขั้นที่ถูกมองว่าเหตุวินาศกรรมที่เกิดขึ้นมาจากอิทธิพลของภายนอกด้วย

แม้ว่ารัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงจะไม่ใช่ประชาธิปไตย เต็มใบ แต่ก็เกินครึ่งใบ ว่าไปก็ค่อนใบ หากพิจารณาเนื้อหาสาระให้ลึกลงไปแล้ว

เวลา 5 ปีนั้น มันทำให้ต้องสูญเสียอำนาจ และไม่สามารถรู้ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากบริหารประเทศไปได้ด้วยแนวทางการปฏิรูป ก็เท่ากับปิดโอกาสไปโดยปริยาย

คำถามที่จะต้องโยนไปให้สังคมก็คือ เมื่อสถานการณ์ประเทศเป็นไปอย่างนี้ คือการต่อสู้กันระหว่าง 2 ฝ่ายอย่างไม่รู้จุดจบ

แล้วจะทำอย่างไรเพื่อเป็นทางออกที่ดีสุด.


“สายล่อฟ้า”

17 ส.ค. 2559 10:19 ไทยรัฐ