วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มเหสักข์-สักสยามินทร์ ร่วมใจภักดิ์ อนุรักษ์

“สัก” พรรณไม้เศรษฐกิจที่มีราคามานานนับร้อยปี มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย พม่า ลาว ไทย และฟิลิปปินส์ และกำลังเสี่ยงต่อภาวะสูญพันธุ์

เนื่องจากไม้สักเป็นไม้ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายรูปแบบตามอายุและขนาดของไม้ตั้งแต่ไม้ซุงขนาดใหญ่ ที่นำมาแปรรูปใช้ในการก่อสร้างอาคาร บ้านเรือน ไม้อัด ไม้ปาร์เก้ ไม้แกะสลัก เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ หรือใช้ต่อเรือ รถ ทำเครื่องมือกสิกรรม ฯลฯ

แม้ในปัจจุบัน ประเทศไทยจะมีความพยายามรณรงค์ทำสวนป่าไม้สักมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้ปริมาณต้นสักในประเทศเพิ่มสูงขึ้นตาม เนื่องจากเป็นเพียงการปลูกต้นสักเพื่อตัดไม้ขายเชิงเศรษฐกิจมากกว่าการปลูกเพื่ออนุรักษ์

ด้วยเหตุนี้ โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) และมูลนิธิอนุรักษ์พันธุกรรมพืชสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (มูลนิธิ อพ.สธ.) จึงริเริ่มดำเนิน โดยการขยายพันธุ์ “ต้นมเหสักข์” และ “ต้นสักสยามินทร์” ด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อกระจายพันธุ์ต้นกล้าสักดังกล่าว มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2554

ประสพสุข ภุชงค์เจริญ ที่ปรึกษาประสานงาน “โครงการรวมใจภักดิ์ปลูกมเหสักข์-สักสยามินทร์ฯ” โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) เล่าให้ฟังว่า...ในปี พ.ศ.2548 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีรับสั่งให้อนุรักษ์พืชพรรณและทำ DNA Fingerprint อพ.สธ.จึงได้ดำเนินการตามที่ทรงมีรับสั่ง ทำ DNA Fingerprint พืชพรรณต่างๆ และจากต้นสักที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีอายุมากกว่า 1,500 ปี

ปัจจุบันต้นสักดังกล่าวมีความสูงกว่า 47 เมตร วัดรอบต้นได้ประมาณ 10 เมตร อยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศอันอุดม ในวนอุทยานสักใหญ่ บ้านปางเกลือ ตำบลน้ำไคร้ อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า “มเหสักข์” เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อพสกนิกรชาวไทย เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2552

...สำหรับ “สักสยามินทร์” เป็นสายต้นที่หน่วยปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชได้ทำการขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เมื่อตรวจสอบ DNA Fingerprint ปรากฏว่า สักสยามินทร์มี DNA Fingerprint ของมเหสักข์มากกว่า 50% เชื่อว่าสัก “สยามินทร์” เป็นลูกของ “มเหสักข์”

โดยประวัติสักสยามินทร์...หลักฐานที่หามาได้นั้น สามารถพิสูจน์ว่า ต้นสักสองต้นที่หน้าที่ว่าการอำเภอลับแล จ.อุตรดิตถ์ เป็นต้นสักที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯให้ชาวอำเภอลับแลนำมาปลูกจากม่อนจำศีล

พระองค์ท่านได้โปรดเกล้าฯ เมื่อคราวเสด็จประพาสหัวเมืองฝ่ายเหนือ เมื่อปี พ.ศ.2444 เรียกว่า ต้นสักทั้งสองต้นนี้มีอายุไม่น้อยกว่า 109 ปีนับแต่ปีที่นำมาปลูก

ประสพสุข บอกว่า ต้นกล้าสัก “มเหสักข์” และ “สักสยามินทร์” ทั้งสองสายพันธุ์นี้ ต้องใช้เวลานานถึง 18 เดือน จึงสามารถผลิตต้นกล้า ที่มีความสูง 1 ฟุต ซึ่งพร้อมลงปลูก หลังจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในห้องแล็บจนถึงนำออกปลูกเป็นต้นกล้า มีเป้าหมายให้มีผู้มาสนับสนุนปลูกทั่วประเทศทั้งสิ้น 8 ล้าน 4 แสนต้น

ในปี พ.ศ.2554 อพ.สธ. และมูลนิธิ อพ.สธ. จึงได้ดำเนิน “โครงการรวมใจภักดิ์ปลูกมเหสักข์-สักสยามินทร์ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา โดยให้ประชาชน หน่วยงานรัฐ และภาคเอกชน ร่วมกันสนับสนุนปลูกต้นกล้าสักทั้งสองสายพันธุ์ให้แพร่หลาย

เพื่อเป็นการร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และร่วมอนุรักษ์ต้นสักอายุ 1,500 ปี ที่กำลังสูญหายไปจากประเทศไทย รวมทั้งยังเป็นจุดเริ่มในการที่จะปลูกต้นสักให้มากขึ้น เพื่อสภาพแวดล้อมที่ดี มีมูลค่าเพิ่มขึ้นให้กับท้องถิ่นตำบลในอนาคต

ดังพระราโชวาทในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทาน เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2540 ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา กรุงเทพมหานคร ตอนหนึ่งว่า...“...พืชนี้จะมีประโยชน์ในเชิงธุรกิจได้อีกก็มีด้วยซ้ำถ้าเราทราบสรรพคุณของเขาและนำมาใช้ในส่วนที่ว่า ถ้าขยายพันธุ์แล้วไม่อันตราย คือการขยายพันธุ์เหล่านี้ก็อาจจะเป็นการช่วยในเรื่องของการส่งเสริมอาชีพให้แก่ราษฎรเพิ่มขึ้นอีกก็อาจเป็นได้...”

“ต้นสัก” มีคุณค่าและความสำคัญกับชุมชนคนไทย นอกจากจะเป็นไม้ที่สามารถนำเนื้อไม้มาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายรูปแบบแล้ว ต้นสักยังเป็นพรรณไม้ที่มีสรรพคุณด้านสมุนไพรมาตั้งแต่โบราณ

โดยมีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่างๆ อาทิ เรียก ปีฮี ปีฮือ เป้อยี ในแถบ จ.แม่ฮ่องสอน เรียก ปายี้ ในแถบ จ. กาญจนบุรี เรียก เส่บายี้ ในแถบ จ.กำแพงเพชร หรือเรียก เคาะเยียโอ ในแถบเชียงใหม่

สรรพคุณของต้นสักมีมากมาย ไม่ว่า “ใบ” นำมาต้มกับน้ำรับประทานเป็นยาลดระดับน้ำตาลในเลือด, ใช้ทำเป็นยาอมแก้เจ็บคอ, ใช้เป็นยาแก้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ, ช่วยรักษาประจำเดือนไม่ปกติ

“เนื้อไม้” มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงโลหิต, ช่วยแก้อาการอ่อนเพลีย, มีสรรพคุณเป็นยาขับพยาธิ, มีสรรพคุณเป็นยาแก้บวม “เปลือกไม้” มีสรรพคุณแก้อาการปวดศีรษะ ช่วยบรรเทาอาการบวม ฯลฯ

ประสพสุข บอกอีกว่า นอกจากนี้ ใบสักยังสามารถนำมาแปรรูปเป็นชาใบสักที่มีรสอร่อย และถ้าหากปลูกต้นสักหลายต้น เป็นสวนป่าชุมชน ก็จะทำให้ได้ “เห็ดโคน” ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจชุมชน เป็นผลพลอยได้อีกด้วย ซึ่งผู้ที่สนใจสนับสนุนปลูกต้นกล้าสัก “มเหสักข์” และ “สักสยามินทร์”

สามารถแสดงความจำนงได้ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทุกสาขาทั่วประเทศ

สมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยได้ร่วมมือกับ อพ.สธ. และมูลนิธิ อพ.สธ. ในการสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของต้นกล้าสัก “มเหสักข์” และ “สักสยามินทร์” มาตั้งแต่ปี 2555 โดยผู้สนใจสามารถสั่งจองผ่านที่ทำการไปรษณีย์ทุกแห่งประเทศ

ในราคาคู่ละ 368 บาท ใน 1 คู่ จะประกอบด้วยต้นกล้าสัก “มเหสักข์” และ “สักสยามินทร์” ขนาดความสูง 1 ฟุต อย่างละ 1 ต้น บรรจุอยู่ในกล่องกระดาษอย่างดี พร้อมสารอาหารสำหรับต้นกล้า รายได้ทั้งหมดสมทบทุนมูลนิธิ อพ.สธ. ซึ่งผู้สั่งจองสามารถนำไปปลูกเป็นไม้มงคลประจำบ้าน หรือมอบให้ผู้ใหญ่ที่เคารพรักในโอกาสต่างๆ

อาทิ วันแม่แห่งชาติ วันพ่อแห่งชาติ วันปีใหม่ งานเกษียณอายุ ฯลฯ หรือหากไม่มีที่ดินสำหรับปลูกแจ้งความประสงค์ให้ อพ.สธ.ดำเนินการจัดหาสถานที่ปลูกต้นกล้าสัก “มเหสักข์” และ “สักสยามินทร์” ให้ก็ยังได้

“โครงการนี้ นอกจากจะเป็นการร่วมแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถแล้ว ยังได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการปลูกต้นไม้เพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวให้ประเทศไทยและลดภาวะโลกร้อน รวมไปถึงการอนุรักษ์พันธุ์ต้นสักที่มีอายุยืนยาวและขนาดลำต้นใหญ่ที่สุดในโลกได้อีกทางหนึ่งด้วย”

ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ หรือข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ THP Contact Center 1545 และเว็บไซต์ www.thailandpost.co.th

17 ส.ค. 2559 10:05 17 ส.ค. 2559 10:06 ไทยรัฐ