วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เรือธงลงปลั๊กอิน BMW 740Le xDRIVE PLUG IN HYBRID 47 กม.ต่อลิตร นะจ๊ะ

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบนโลกใบนี้ BMW Series-7 G11 และ G12 รุ่นใหม่ก็ยังเป็นรถซาลูนที่ปฏิบัติตามธรรมเนียมและแบบแผนของ BMW Group โดยรักษาเอกลักษณ์ความหรูหราและความน่าตื่นตาตื่นใจเอาไว้เหมือนเดิมทุกประการ พละกำลังที่ล้นเหลือ การผสมผสานกันของวัสดุใหม่ทั้งเหล็กกล้า อะลูมินัมอัลลอยและคาร์บอนไฟเบอร์ ความงดงามของเรือนร่างทั้งภายนอกและภายใน ห้องโดยสารอลังการงานสร้างราวกับห้องนั่งเล่นในโรงแรม 7 ดาว ความแม่นยำแน่นอนของแชสซีส์ ช่วงล่างและชุดบังคับเลี้ยว ทั้งหมดทั้งปวงหลอมรวมประสานเป็นหนึ่งเดียวกับเทคโนโลยีใหม่ที่ใช้ขับเคลื่อน เรือธง G12 คือ 740 ที่ต่อท้ายด้วยตัวอักษร Le หมายรวมถึงนวัตกรรมลดขนาดเครื่องยนต์ให้เล็กลงแต่ยังคงประสิทธิภาพเอาไว้อย่างครบถ้วนกระบวนความด้วยการเสริมแรงบิดจากมอเตอร์ไฟฟ้าพลังสูงพร้อมระบบเสียบปลั๊กชาร์จไฟหรือที่เรียกกันว่า Plug in Hybrid แทบไม่น่าเชื่อว่าเครื่องยนต์เบนซินตัวเล็กกะทัดรัดความจุแค่ 2 ลิตร พร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าจะสามารถฉุดลากรถซาลูนหนัก 2 ตันให้วิ่งได้เร็วจี๋ราวกับรถสปอร์ตสมรรถนะสูง

การแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายระหว่าง BMW กับ Mercedes Benz ในด้านของการพัฒนารถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยี Plug in Hybrid ทำให้ผลประโยชน์ตกไปอยู่กับผู้ใช้ไฮโซอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย การขับเคลื่อนในยุคใหม่แบบเสริมแรงบิดด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าพร้อมกับระบบเสียบปลั๊กชาร์จหรือ Plug in Hybrid เข้ามาช่วยทำให้การขับใช้งานรถยนต์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นทั้งในด้านของกำลังและอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ลดลงมากในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรถไซส์ยักษ์ นอกจากจะมีกำลังมากขึ้นและประหยัดเชื้อเพลิงแล้ว อัตราการปล่อยมลพิษก็ยังลดลงอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นรถขนาดเล็กหรือรถใหญ่ระดับ SUV 7 ที่นั่ง รวมถึงซาลูนเรือธงฐานล้อยาวหยียด


กลไก Plug in Hybrid คือก้าวต่อไปของรถยนต์อนาคตก่อนที่รถเหล่านี้จะกลายเป็นยานยนต์พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ BMW iPerformance แนวคิดใหม่ที่สานต่อจาก BMW ActiveHybrid เป็นการปรับลดขนาดของเครื่องยนต์ให้เล็กลงโดยมีการทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าพร้อมระบบเสียบปลั๊กชาร์จเพื่อคงประสิทธิภาพในด้านอัตราเร่งและช่วยทำให้ประหยัดเชื้อเพลิง ไล่เรียงจาก BMW X5 iPerformance X5 xDRIVE 40e Plug in Hybrid / BMW 7-Series iPerformance 740e Plug in Hybrid / BMW 3 Series iPerformance 330e Plug in Hybrid / BMW 2-Series iPerformance Active Tourer 225e Plug in Hybrid รวมถึงรถยนต์ในตระกูล i เช่น BMW i3 และ BMW i8 ทั้งหมดอยู่ในกลุ่มยานยนต์ iPerformance ที่ BMW Group พยายามนำเสนอเพื่อคงความเป็นหนึ่งในด้านยอดขายของรถยนต์พรีเมี่ยมระดับบนในตลาดโลก

เรือธงแบบเสียบปลั๊กชาร์จ BMW 7-Series iPerformance แยกย่อยออกเป็น 3 รุ่น คือ 740e Plug in Hybrid / 740Le Plug in Hybrid รุ่นตัวถังยาว และ 740Le xDRIVE Plug in Hybrid รุ่นตัวถังยาวขับเคลื่อน 4 ล้อ ระบบไฮบริดที่ประกอบไปด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ เจนเนอเรเตอร์และระบบเสียบปลั๊กชาร์จไฟ เครื่องยนต์และชุดส่งกำลังหรือเกียร์ ยกมาทั้งยวงจาก BMW X5 iPerformance X5 xDRIVE 40e Plug in Hybrid ความมหัศจรรย์ทางวิศวกรรมยานยนต์ในส่วนของเครื่องยนต์ที่หันมาใช้เครื่องเบนซินแถวเรียง 4 สูบ พร้อมระบบอัดอากาศเทอร์โบแปรผัน Twin Scroll BMW TwinPower Turbo คุณจะไม่เห็นเครื่อง V8 เทอร์โบคู่ไซส์โตจอมยกซดในยนตรกรรม iPerformance ของ BMW อีกต่อไป ข้อมูลตัวเลขสมรรถนะอันน่าตื่นตาตื่นใจของ BMW 7-Series iPerformance ทำให้รถเจ๋งๆ อย่าง 7-Series ActiveHybrid กลายเป็นอดีตอย่างรวดเร็วเนื่องจากความเหนือชั้นในทุกด้านของ BMW 7-Series iPerformance เครื่องยนต์ 6 สูบ 3 ลิตร หายไปแล้วถูกแทนที่ด้วยเครื่อง 4 สูบเทอร์โบเดี่ยวตัวเล็กที่มีประสิทธิภาพสูงลิบ

เครื่องเบนซิน 4 สูบ ความจุ 1,998 ซีซี 190 กิโลวัตต์ 258 แรงม้าที่ 5,000–6,500 รอบต่อนาที แรงบิดจากเครื่องยนต์ (ยังไม่รวมแรงบิดของมอเตอร์ไฟฟ้า) 400 นิวตันเมตร ที่ 1,550–4,400 รอบต่อนาที เครื่อง 2 ลิตรเทอร์โบตัวใหม่ของ 7-Series iPerformance 740e Plug in Hybrid มีความกว้างกระบอกสูบที่ 94.6 มิลลิเมตร ช่วงชัก 82.0 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 11.0:1 ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าเสริมแรงที่ฝังอยู่ในเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดของ ZF (ZF-8HP) ให้กำลัง 83 kW พร้อมแรงบิดแบบจัดเต็มที่ 250 นิวตันเมตร เมื่อเครื่องยนต์กับมอเตอร์ทำงานพร้อมกันจะทำให้เรือธง 7-Series iPerformance 740e Plug in Hybrid มีกำลังมากถึง 240 กิโลวัตต์ หรือ 326 แรงม้า พร้อมกับแรงบิด 500 นิวตันเมตรโดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องไซส์โตที่หนักและสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอีกต่อไป ส่วนตัวเลขอัตราเร่งนั้นหายห่วงในเรื่องของความแรง 7-Series iPerformance 740e Plug in Hybrid สามารถเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาแค่ 5.5 วินาที โดยมีความเร็วปลายอยู่ที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเหมือนเดิม สำหรับอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเมื่อใช้โหมดประหยัดทำได้ถึง 47 กิโลเมตรต่อลิตร!! หากผู้ขับรู้จักเลือกใช้โหมดขับเคลื่อนและขับแบบประคองคันเร่ง ตัวเลขค่าการปล่อย Co2 หล่นลงมาเหลือแค่ 52-49 กรัมต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร นับเป็น 7-Series ที่มีให้คุณทั้งความแรง ความสะอาดและประหยัดกันอย่างครบครันเลยทีเดียว

ตัวเลขค่าการปล่อย Co2 ของ 740e Plug in Hybrid หล่นลงมาเหลือแค่ 52-49 กรัมต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร โดยมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 47 กิโลเมตรต่อลิตร ขณะเดียวกัน รุ่นตัวถังช่วงยาวขับเคลื่อน 4 ล้อ 740Le xDRIVE Plug in Hybrid ที่หนักกว่าสามารถทำตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองได้ที่ 43 กิโลเมตรต่อลิตร พร้อมตัวเลขค่าการปล่อย Co2 ที่ 53 กรัมต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร เป็นตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองและค่าการปล่อยมลพิษที่ต่ำมากและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรถซาลูนระดับเรือธงที่มีเรือนร่างใหญ่โตและมีน้ำหนักมากกว่ารถซีดานทั่วไป นวัตกรรม BMW TwinPower Turbo ใช้เทอร์โบแปรผันเดี่ยวลูกเดียวโดดๆ และระบบฉีดจ่ายเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้ High Precision Injection ระบบวาล์วแปรผัน Double VANOS กับ VALVETRONIC โดยมีการปรับจูนซอฟต์แวร์​เพิ่มเติมแรงม้าจาก 245 ไปที่ 258 แรงม้า เครื่องยนต์มีแรงบิดมากถึง 400 นิวตันเมตร เป็นแรงบิดแบบ Flat-torque ที่นักขับชื่นชอบ ผสานกับประสิทธิภาพอันเหลือร้ายของ BMW iPerformance ด้วยการฝังมอเตอร์ไฟฟ้าเอาไว้ในเกียร์ออโต้ ZF-8HP ซึ่งเป็นระบบส่งกำลังแบบ Steptronic 8 อัตราทด ส่งกำลังไปยังล้อคู่หลังในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ 740e Plug in Hybrid หรือทดกำลังผ่าน transfer case ที่ต่อเชื่อมกับเกียร์ 8 สปีด โดยกระจายแรงบิดส่วนหนึ่งไปยังล้อคู่หน้าในรุ่น 740Le xDRIVE Plug in Hybrid เมื่อเครื่องยนต์และมอเตอร์ทำงานพร้อมกันจะทำให้ 740 Le เวอร์ชั่นขับเคลื่อน 4 ล้อกลายร่างเป็นรถสปอร์ตซาลูนสุดแรงที่มีอัตราเร่งดุเดือดเลือดพล่านสุดๆเมื่อเทียบกับขนาดและน้ำหนักของรถคู่ต่อสู้อย่าง Mercedes Benz S500 Plug in Hybrid

มอเตอร์ไฟฟ้าพลังสูงถือเป็นการปฏิวัติครั้งใหญ่ในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ มอเตอร์ไฟฟ้าของ BMW ที่วางอยู่ในเกียร์ของ 740e และ 740Le xDRIVE Plug in Hybrid มีกำลัง 83 กิโลวัตต์ หรือ 113 แรงม้า มาพร้อมแรงฉุดลากระดับ 250 นิวตันเมตร กินพลังงานไฟฟ้าที่ส่งมาจากแบตเตอรี่แบบลิเธี่ยม-ไอออน High-voltage ขนาด 9.2 กิโลวัตต์ แบตเตอรี่ถูกวางเอาไว้บริเวณใต้เบาะหลังออกแบบให้วางคร่อมลงไปที่เพลากลางและเฟืองท้ายเพื่อการกระจายน้ำหนักที่ดี เมื่อเจ้าของเสียบปลั๊กชาร์จไฟทิ้งไว้ในตอนกลางคืนจนแบตฯเต็ม การขับเคลื่อนด้วยโหมดไฟฟ้าล้วนๆหรือ e-Drive ทำให้ 740e และ 740Le xDRIVE Plug in Hybrid แล่นไปได้ไกลถึง 40 กิโลเมตรโดยที่เครื่องยนต์ยังคงดับอยู่ เป็นระยะทางที่มากกว่ารถคู่แข่งถึง 10 กิโลเมตร สำหรับการเร่งความเร็วด้วยมอเตอร์เพียวๆ สามารถวิ่งในย่านความเร็ว 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมงโดยเครื่องยนต์ยังคงดับอยู่เช่นเดิม ( การเร่งความเร็วในระดับ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมงด้วยมอเตอร์จะทำให้ 74e / 740Le และ 740Le xDRIVE กินกระแสไฟจากแบตเตอรี่มากกว่าการขับแบบเรื่อยๆ) อัตราเร่งจาก 0-100 ที่มีการผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า เจ้า 740e Plug in Hybrid รุ่นขับเคลื่อนล้อหลังทำได้ที่ 5.6 วินาที ส่วน 740Le Plug in Hybrid รุ่นตัวถังยาวขับเคลื่อนล้อหลังทำได้ที่ 5.7 วินาที สำหรับจอมโหดตัวหรูขับสี่รุ่นตัวถังยาว 740Le xDRIVE Plug in Hybrid มีอัตราเร่งจาก 0-100 ใน 5.5 วินาที ตัวเลขความเร็วสูงสุดของเรือธงไฟฟ้าทั้งสามรุ่นถูกจำกัดอยู่ที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แรงสุดประเทศเขตขัณฑ์กันเลยทีเดียว

BMW 7-Series iPerformance มีโหมดขับเคลื่อนปกติให้เลือก 3 รูปแบบ เช่น Eco-Pro / Comfort / Sport ใช้ซอฟต์แวร์พลังสูงควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์และเกียร์ให้เข้ากับโหมดขับเคลื่อน 3 แบบ โดยปรับการตอบสนองของคันเร่ง แรงบิดจากมอเตอร์และเครื่องยนต์ การตอบสนองของระบบเกียร์ การแปรผันน้ำหนักของพวงมาลัยไฟฟ้า และการปรับค่าความแข็งอ่อน-สูงต่ำของช่วงล่าง BMW Adaptive Suspension (ออฟชั่นเสริมที่เจ้าของต้องจ่ายเพิ่ม) ส่วนโหมดขับเคลื่อนในระบบไฮบริดก็มีให้เลือกใช้ถึง 3 โหมด เช่นกัน

เริ่มจาก Auto eDRIVE เป็นโหมดที่เครื่องยนต์ทำงานไปพร้อมๆ กับการเสริมแรงของมอเตอร์ไฟฟ้า ในสภาวะปกติ มอเตอร์จะรับหน้าที่ในการฉุดลากตัวรถตั้งแต่เริ่มออกตัวจากจุดหยุดนิ่งไปจนถึงความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หลังจากนั้นเครื่องยนต์จะติดขึ้นมาเพื่อเสริมแรงขับเคลื่อนหรือรับช่วงต่อไปหากไฟในแบตเตอรี่เหลือน้อยลง โหมด Auto eDRIVE จะมีการสลับกันทำงานระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ด้วยความเรียบเนียนปราศจากอาการกระตุกกระชาก เมื่อต้องการออกตัวอย่างรวดเร็วเครื่องยนต์และมอเตอร์จะทำงานไปพร้อมๆ กัน

โหมดต่อมาคือ MAX eDRIVE เป็นโหมดที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเพียวๆ ในการขับเคลื่อนเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงและไม่มีการปล่อยมลพิษเนื่องจากเครื่องยนต์จะดับตัวเองในโหมดนี้จนกว่าพลังไฟในแบตฯจะเหลือน้อยจนเข้าเกณฑ์ที่จะต้องสั่งให้เครื่องติดเพื่อขับเคลื่อนและเพื่อชาร์จไฟใส่แบตเตอรี่ MAX eDRIVE ยังเป็นโหมดที่เหมาะกับการขับใช้งานในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่นด้วยการวิ่งในย่านความเร็วต่ำหรือใช้ในเมืองที่มีการควบคุมมลพิษจากรถยนต์อย่างเข้มงวด

โหมด Save Battery เป็นโหมดที่ใช้เมื่อไฟในแบตเตอรี่เหลือน้อยลง โดยที่เครื่องยนต์จะทำหน้าที่ขับเคลื่อนพร้อมๆ ไปกับการปั่นไฟเข้าไปเก็บในแบตฯ ส่วนการชาร์จไฟที่บ้านก็ไม่มีอะไรยุ่งยากอีกต่อไป ลูกค้าสามารถสั่งติดตั้ง BMW Wallbox Pro ซึ่งเป็นอุปกรณ์กล่องชาร์จไฟบ้านที่ติดตั้งได้ในโรงจอดรถที่บ้าน ลานจอดรถหรือตามอาคารจอดรถรวมถึงยังสามารถติดตั้งในสถานีเติมเชื้อเพลิงเพื่อรองรับการชาร์จไฟแบบเร็วอีกด้วย

เมืองมิวนิก (Munich) หรือที่เรียกในภาษาเยอรมันว่ามึนเชน (München) เป็นเมืองใหญ่อันดับสามของประเทศเยอรมนี เป็นศูนย์กลางธุรกิจและคมนาคมในเยอรมนีตอนใต้ เป็นเมืองหลวงของรัฐบาวาเรีย (Bavaria) หรือ บาเยิร์น (Bayern) ในภาษาเยอรมัน ซึ่งมีพรมแดนติดเทือกเขาแอลป์ รัฐบาวาเรียเคยเป็นรัฐอิสระปกครองด้วยกษัตริย์มาก่อน ก่อนที่จะผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเยอรมนี จึงมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง ทั้งด้านศิลปวัฒนธรรม และอาหารอันเลื่องชื่อ ซึ่งได้แก่ ไส้กรอกเยอรมัน ขาหมูทอด เพรทเซล และเบียร์ สนามฟุตบอลอลิอันซ์-อรีนา (Allianz-Arena) มีที่ตั้งขึ้นไปทางตอนเหนือของเมือง โดยมีรูปร่างคล้ายยางรถยนต์ สร้างขึ้นสำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลกในปี ค.ศ. 2006 หลังจากการแข่งขันสนามฟุตบอลอลิอันซ์-อรีนา กลายเป็นสนามฟุตบอลของสองทีมฟุตบอลร่วมเมือง คือทีมดังอย่างบาเยิร์นมิวนิก (FC Bayern München) กับอีกทีมที่ไม่ค่อยรู้จักในบ้านเรา คือทีม 1860 มิวนิก (TSV 1860 München) นครมิวนิก ก่อตั้งเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1158 (850 ปีก่อน) มีเนื้อที่ 310.43 ตารางกิโลเมตรและมีประชากร ประมาณ 1,348,650 คนโดยมีชาวต่างชาติอาศัยอยู่ ถึง 23.10 %

มิวนิก เป็นเมืองหลวงของแคว้นบาวาเรียใน ปีค.ศ. 1506 และเป็นศูนย์กลางของการปฏิรูปประเทศเยอรมนี รวมถึงเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ BMW Group อีกด้วย เมืองเก่าแห่งนี้มีความสำคัญมาช้านาน เนื่องจากเป็นศูนย์กลางทางศิลปะและเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามความสำเร็จนั้นเกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาอันสั้น เนื่องจากการแพร่ระบาดของกาฬโรคที่คร่าชีวิตของประชากรในเมืองเกือบหนึ่งในสาม มหาสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสร้างความเสียหายอย่างย่อยยับจากการถูกทำลายอย่างต่อเนื่องด้วยระเบิดจากกองกำลังทหารฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของมิวนิกเหลือเพียงซากปรักหักพัง ในปีค.ศ. 1923 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ พยายามยึดอำนาจการปกครองของเมืองมิวนิกแต่กลับล้มเหลว ก่อนที่ฮิตเลอร์จะหวนกลับมามีอำนาจอีกครั้งในปี ค.ศ. 1933 โดยตั้งที่ทำการใหญ่ของพรรคนาซีเยอรมันในนครมิวนิก ความยิ่งใหญ่ของมิวนิกถูกทำลายลงอีกครั้งในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เนื่องจากถูกทิ้งระเบิดถึง 71 ครั้งในช่วงห้าปีของมหาสงครามที่ลุกลามไปทั่วโลกทำให้เมืองได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการทำลายล้างของสงครามไม่เว้นแม้แต่โรงงานประกอบรถยนต์ของ BMW หลังสงครามซึ่งเยอรมนีเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้ ผู้กุมชัยชนะอย่างสหรัฐอเมริกาเข้ามายึดครองเมืองมิวนิกในปีค.ศ.1945 มิวนิกจึงถูกฟื้นฟูขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เมืองแห่งประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์เยอรมนีได้ปฏิบัติตามแผนฟื้นฟูอย่างเข้มงวดซึ่งอนุญาตให้มีการเก็บรักษาถนนก่อนสงครามเอาไว้ได้ สำนักงานใหญ่ BMW Group ( BMW-Vierzylinder) ตั้งอยู่ที่เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี ให้บริการในฐานะสำนักงานใหญ่และตลาดรถยนต์ BMW ของรัฐบาวาเรียมาเป็นเวลาเกือบ 40 ปีแล้ว อาคารสำนักงานแห่งนี้ได้รับการประกาศเป็นอาคารทางประวัติศาสตร์ใน ค.ศ. 1999 ได้รับการบูรณะใหม่ในปี ค.ศ. 2004 และเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 2006

บ่ายวันพุธที่ 10 สิงหาคม แถบตอนเหนือของเมืองมิวนิก ผมกำลังโลดแล่นอย่างนิ่มนวลในรถทดสอบรุ่นใหม่ล่าสุด BMW 740Le xDRIVE Plug in Hybrid ความนวลของระบบรองรับทำให้รู้สึกเหมือนได้นั่งอยู่บนพรมวิเศษของอาละดินยังไงยังงั้น เจ้าเรือธงไฟฟ้าแบบ Plug in คันนี้กำลังวิ่งเอื่อยๆ อยู่บนถนนลาดยางแบบสองเลนสวนกันโดยลัดเลาะไปรอบๆ มหานครมิวนิกทางด้านทิศเหนือด้วยโหมด Auto eDRIVE ซึ่งเครื่อง 2 ลิตรเทอร์โบตัวเล็กของมันจะทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ระยะทางในการขับทดสอบช่วงบ่ายวนรอบเขตตอนเหนือของเมืองมิวนิกแค่ 68 กิโลเมตรนั้นสั้นจู๋ทำให้ผมไม่มีเวลามากพอที่จะมานั่งดื่มด่ำกับความนวลของช่วงล่างใน 740Le xDRIVE Plug in Hybrid ภายในห้องโดยสารของเจ้าหมอนี่ถูกออกแบบและประกอบขึ้นมาสำหรับคนรวยโดยเฉพาะ ห้องโดยสารแวดล้อมด้วยงานหนังสีครีมและลายไม้โทนสีเข้มขรึมแนวผู้บริหารจอมเนี้ยบ หนังแท้นิ่มนุ่มละมุนราวกับหนังที่ใช้หุ้มเบาะของ Volvo XC-90 คิ้วอัลลอยเดินเส้นอย่างเฉียบคมตกแต่งมาเพื่อยกระดับความหรูหราชนิดสุดขั้ว หากจะมีอะไรที่ทำตัวได้หรูดูมีระดับมากกว่าเจ้าเรือธงคันนี้ก็มีแค่ Rolls Royce เท่านั้น จอแสดงผลส่วนกลางของระบบ iDRIVE กำลังแสดงแผนที่และบอกรายละเอียดถึงทางที่ผมและเพื่อนๆ สื่อมวลชนจากไทยกำลังมุ่งหน้าไป

กระจังหน้าสัญลักษณ์ไตคู่ของ BMW ในรถรุ่นนี้สามารถเปิดหรือปิดเพื่อลดแรงต้านทานของอากาศรวมไปถึงการสร้างความสมดุลของระบบอากาศพลศาสตร์หรือแอร์โรไดนามิก เป็นกระจังหน้าที่แปลกแยกจาก 7-Series G11/G12 เนื่องจากเป็นรถปลั๊กอินไฮบริด กระจังของ BMW 740Le xDRIVE Plug in Hybrid ใช้โครเมี่ยมสีเงินและพลาสติกสีฟ้าที่สร้างความแตกต่างจากกระจังหน้าในรุ่นมาตรฐาน ไฟหน้า BMW laser light พร้อมนวัตกรรม BMW Adaptive LED กลายเป็นระบบส่องสว่างในรถยนต์ที่ทันสมัยสุดๆ จะมีอะไรที่ดีไปกว่านี้ก็คงต้องเป็นเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวแล้วล่ะครับ

ระบบ Lane departure warning พยายามควบคุมทิศทางของพวงมาลัยให้อยู่ในแนวตรงตลอดเวลา ทุกครั้งที่ผมลืมเปิดสัญญาณไฟเลี้ยวแล้วหักพวงมาลัยเพื่อเปลี่ยนช่องทางจราจร พวงมาลัยไฟฟ้าของ 740Le xDRIVE Plug in Hybrid จะสั่นเตือนเบาๆ และพยายามดึงกลับมาที่เดิมแบบนุ่มนวลทำให้ผมสามารถรับรู้ถึงแรงต้านนิดๆพร้อมกับการสั่นเตือนเมื่อมันคิดว่าคุณไม่ได้จงใจจะเปลี่ยนช่องทางจากการที่ไม่ได้เปิดไฟเลี้ยว!! เครื่องเสียงราคามหาโหดโคตรแพงยี่ห้อ Bower & Wilkins วางตัวเองอยู่ในระดับสูงสุดของกลุ่มเครื่องเสียงติดรถยนต์ซึ่งรองรับการสั่งงานด้วยท่าทาง (ที่ดูคล้ายกับโชว์ของนักมายากลระดับโลก) ลำโพง 17 ดอกจัดเต็มเสียงเพลงที่มีมิติครบถ้วนบริบูรณ์ทั้งความคมชัดและความหนักแน่น ระบบสั่งงานด้วยท่าทางของ BMW 740Le xDRIVE Plug in Hybrid ใช้งานง่ายหรือยากก็ขึ้นอยู่กับความคุ้นชินของเจ้าของ ความทันสมัยของระบบนี้ทำให้เศรษฐีที่จ่ายหนักรู้สึกดีขึ้นมาอีกนิดแต่ก็ไม่ได้ดีเท่ากับความรู้สึกด้านประสิทธิภาพการขับขี่ของหมอนี่อย่างแน่นอนที่สุด BMW New 7-Series ทั้ง G11 730 และ G12 740 คือการนำเอาสิ่งดีๆของ Series-7 เวอร์ชั่นที่แล้วมาปรับปรุงให้ดีขึ้นไปอีก โครงสร้างของมันประกอบด้วยวัสดุที่หลากหลาย ทั้งโลหะเหล็กกล้าในตำแหน่งที่อาจต้องรับและกระจายแรงเมื่อเกิดอุบัติเหตุ อะลูมินั่มอัลลอยและคาร์บอนคอมโพสิตในตำแหน่งที่ต้องการลดน้ำหนัก แชสซีส์ที่มีความสมดุลสูงอยู่ในเกณฑ์สุดยอดเกิดจากการคิดค้นพัฒนาในช่วงของการวิจัยและทดสอบก่อนการผลิตจริง ความตั้งใจที่จะเอาชนะคะคานรถซาลูนคู่แข่งอย่าง Mercedes Benz S500 Plug in Hybrid ทำให้รถคันนี้อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่เจ้าของรถหรือคนขับจะต้องใช้เวลาเรียนรู้กันพอสมควร

Auto eDRIVE ใน 740Le xDRIVE Plug in Hybrid ให้ความเนียนนวลในแบบที่ผมไม่เคยสัมผัสมาก่อนเมื่อเทียบกับ Series-7 รุ่นก่อนหน้านี้ น้ำหนักส่วนหน้าที่เบาลงจากการวางเครื่องยนต์ 2 ลิตร 4 สูบแทนที่จะเป็นแบบ 3 ลิตร 6 สูบทำให้พวงมาลัยของมันมีความเที่ยงตรงแม่นยำสูงมาก การนำเอาแบตเตอรี่ลิเธี่ยม-ไอออนไว้ที่ใต้เบาะหลังคร่อมอยู่บนเพลากลางและเฟืองท้ายคือมาตรการกระจายน้ำหนักให้มีความสมมาตร การผสมผสานกันระหว่างสมรรถนะและประสิทธิภาพ ความคล่องตัวที่เกิดขึ้นบนความนุ่มนวล บุคลิกภาพสไตล์นักบริหารระดับสูงของรถคันนี้หมายถึงการส่งถ่ายความเป็นส่วนตัวท่ามกลางสารพัดอุปกรณ์ที่ประคบประหงมทำให้คุณและผู้โดยสารมีความสะดวกสบายปลอดภัยในการเดินทาง ช่วงล่างแบบถุงลมปรับความสูงอัตโนมัติพร้อมกันโคลงกึ่งไฟฟ้าที่ตอบสนองได้เร็วกว่าระบบไฮดรอลิกแบบเก่าบวกกับกลไกขับเคลื่อน 4 ล้อ xDRIVE ทำให้ BMW 740Le xDRIVE Plug in Hybrid กลายเป็นจักรกลเดินทางที่ดีงาม โหมด Eco Pro และ Comfort มอบความรู้สึกสบายตัวราวกับ Mercedes Benz S-Class แต่ไม่มีสัมผัสที่หนักแน่นใหญ่โต เจ้าเรือธง 740Le xDRIVE Plug in Hybrid ให้ความรู้สึกเบาแถมพกด้วยความกระฉับกระเฉงทั้งในโหมดประหยัดและโหมดปกติ ความเบาจากมาตรการลดขนาดของเครื่องยนต์โดยเฉพาะรุ่นฐานล้อยาวส่งผลให้มันควบคุมได้ง่ายราวกับกำลังขับ Series-3 ทั้งๆที่ตัวโตคับถนนยาว 5 เมตร กว้าง 2 เมตรและมีน้ำหนักมากถึง 2 ตัน หรือ 2,075 กิโลกรัม ตัวหนักกว่า 730d G11 ถึง 300 กิโลกรัม จากน้ำหนักของระบบ Hybrid ทั้งมอเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอรี่และสายไฟนับร้อยๆ เส้นที่เชื่อมโยงการทำงานให้มีความต่อเนื่องสัมพันธ์กันตลอดเวลาในขณะที่ขับเคลื่อน

โหมด Sport ไม่ค่อยจะเหมาะสมกับมาดประหยัดของเรือธงไฟฟ้าคันนี้แต่กลับเป็นโหมดที่ขับได้สนุกมากสุด แชสซีส์ถูกปรับให้แข็งขึ้นจากการปรับแบบอัตโนมัติในระบบรองรับที่เป็นออฟชั่นเสริมหรือ BMW Adaptive Dampersโดยสมองกล ECU จะทำการดอดเข้าไปปรับโช้คอัพแบบถุงลมให้แข็งขึ้นแบบอัตโนมัติเพื่อรองรับการขับเร็วๆพร้อมไปกับการปรับลดระดับความสูงลงมาเพื่อเพิ่มความเสถียร มันให้ความรู้สึกที่หนึบแน่นและมั่นคง ไม่ได้แข็งโป๊กเป็นกระดานเหมือนช่วงล่างของ M4 Competition Package และยิ่งทำให้พวงมาลัยตอบสนองต่อการเลี้ยวได้ดีขึ้นโดยไม่มีความจำเป็นต้องยัดล้อและยางขอบ 20 นิ้วแต่อย่างใดทั้งสิ้น โปรแกรม Adaptive ของ BMW 740Le xDRIVE Plug in Hybrid จะทำการวิเคราะห์บันทึกลักษณะและสไตล์การขับขี่ของคุณด้วยการซึมซับรับรู้ของเซนเซอร์ที่เชื่อมต่อกับ ECU ซึ่งเป็นสมองกลไฟฟ้า มันจะทำการประเมินผลทั้งหมดรวมถึงข้อมูลที่ได้รับจากกล้องและระบบนำทางด้วยดาวเทียม ข้อมูลจากการใช้คันเร่งและองศาของพวงมาลัย เพื่อปรับช่วงล่างและน้ำหนักของพวงมาลัยในโหมดสปอร์ตให้มีความสมดุลโดยการทำงานแบบต่อเนื่องตลอดเวลา แค่นี้ก็เทพแล้วละครับคุณผู้ชม

ระบบ Plug in Hybrid และ เป็นกลไกไฟฟ้าที่มีความสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากสุดใน BMW 740Le xDRIVE Plug in Hybrid ตามด้วย Adaptive Suspension กับ Air Suspension ซึ่งเป็นหน่วยอิเล็กทรอนิกส์ที่ควบคุมช่วงล่างและแชสซีส์ รวมถึงระบบขับเคลื่อนแบบทุกล้อหรือ xDRIVE (ที่ไม่ได้นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย) ทำให้เจ้าหมายเลข 7 คันนี้เหมาะกับเจ้าของที่ชอบขับรถเอง ชอบความสมดุล การตอบสนองที่ดีและความสามาถในการปรับตัวไปตามเส้นทางที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ลูกค้าส่วนใหญ่ที่คำนึงถึงความประหยัดและการลดมลพิษมักจะเลือกซื้อรุ่น Plug in Hybrid โดยมีอัตราสิ้นเปลือง 47 กิโลเมตรต่อลิตรเป็นของแถมที่ทุกคนชื่นชอบ กำลัง 326 แรงม้า มากเกินพอสำหรับการใช้งานทั่วไปรวมถึงการขับเร็วจี๋บนไฮเวย์ออโตบาห์นซึ่งบางช่วงบางตอนกดกันหมดไส้หมดพุงพุ่งไปถึง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เกียร์ออโต้ของ ZF รุ่น 8HP ฝังมอเตอร์เอาไว้ข้างใน นับเป็นเกียร์ระดับดีกรีดอกเตอร์จากความฉลาดปราดเปรื่องของเกียร์และ ECU ที่ควบคุม โหมด Auto eDRIVE ซึ่งประสานการทำงานระหว่างเครื่องและมอเตอร์ บางครั้งมันวิ่งด้วยมอเตอร์เพียวๆ เงียบกริบราวกับอยู่ในการเข้าชาญสมาธิ ความเงียบของห้องโดยสารใน 740Le xDRIVE Plug in Hybrid อยู่ในเกณฑ์หัวแถวของรถซาลูนหรู แม้เครื่องยนต์จะติดขึ้นมาเพื่อเสริมแรงขับเคลื่อนมันก็ยังคงเงียบอยู่ดี จากมาตรการในการป้องกันเสียงแปลกปลอมจากภายนอกที่อาจเล็ดลอดเข้าไปรบกวนสมาธิของผู้ขับและผู้โดยสาร หากไม่เปิดเพลงฟังผ่านเครื่องเสียงราคาแพงรับรองว่าคุณจะเงียบจนถึงกับเหงาก็แล้วกัน

เครื่องยนต์เบนซิน 2 ลิตรแบบ 4 สูบเรียงอัดเทอร์โบทำงานด้วยความเงียบเชียบผสมกลมกลืนไปกับความไหลลื่นของเกียร์ 8 สปีดที่มีมอเตอร์อยู่ข้างใน ไม่ว่าคุณจะกระดิกแป้นเปลี่ยนเกียร์หรือ Paddle Shift ขึ้น-ลงเพื่อปรับอัตราทดด้วยตัวเองก็ยังไม่สามารถรับรู้การเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ได้เลยหากไม่สังเกตุที่จอมาตรวัดแบบ Thin film transistor หรือ TFT ที่สร้างบรรยากาศราวกับกำลังควบคุมยานรบในหนังสตาร์วอร์ มาตรวัดแบบจอภาพกำลังกลายเป็นที่นิยมของรถยนต์สมัยใหม่ ใน 740Le xDRIVE Plug in Hybrid มาตรวัดแบบ TFT จะเปลี่ยนไปตามโหมดของการขับเคลื่อนและคอยเรียกร้องความสนใจของคุณอยู่ตลอดเวลาจากความสวยงามคมชัดน่ามองสุดๆ

ความละเอียดของจอภาพมาตรวัด สีสันและการจัดวางที่ถูกใจนักเลงรถทำให้มาตรวัดแบบ Thin film transistor ใน BMW ยุค 2016-17 กลายเป็นของเล่นใหม่ที่ลงตัว แน่ใจได้เลยว่ามาตรวัดแบบนี้จะต้องไปปรากฏอยู่ใน Series-5 กับ Series-3 รุ่นใหม่ที่จะคลอดออกมาเร็วๆนี้อย่างแน่นอนที่สุด วิวทิวทัศน์ที่งดงามของมิวนิคแตกต่างจากเมืองใหญ่ในเยอมนีทั่วไปโดยเฉพาะในเขตชนบท อากาศเย็นสบายแค่ 15 องศาเซลเซียส ผมควรจะผ่อนคลายและปล่อยให้ระบบต่างๆ ของมันทำงานไปตามเรื่องตามราวมากกว่านี้หากพวงมาลัยอยู่ด้านขวาแทนที่จะเป็นด้านซ้ายแบบนี้ การควบคุมทิศทางโดยรักษาช่องทางของรถไซส์โตให้ตรงกับเส้นจราจรแบ่งเลนที่ค่อนข้างคับแคบเข้ามากดดันสมองส่วนกลางของผมจนแทบจะไม่มีเวลาไปใส่ใจในเรื่องอื่น ตำแหน่งของพวงมาลัยที่อยู่ทางซ้ายแตกต่างจากการขับในประเทศไทยอย่างสิ้นเชิงยิ่งทำให้ต้องระวังเมื่อจะเปลี่ยนช่องทางหรือแม้แต่การเลี้ยวในวงเวียนที่มีอยู่ทั่วไปหมดในยุโรป การขับปีนฟุตปาทจากการกะระยะที่ผิดพลาดจนทำให้ล้อราคาแพงเกิดริ้วรอยเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นสำหรับการทดสอบแบบอินเตอร์ยิ่งทำให้ผมระวังจนแทบบ้า

68 กิโลเมตรในช่วงบ่ายกับการขับทดสอบเรือธง BMW 740Le xDRIVE Plug in Hybrid วนรอบเมืองมิวนิกทางตอนเหนือจบลงอย่างมีความสุข โดยภาพรวม รุ่นที่จะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยช่วงปลายปีนี้จะเป็นรุ่น 740e และ 740Le Plug in Hybrid พร้อมช่วงล่างแบบมาตรฐานที่มีราคาต่ำกว่าช่วงล่างออฟชั่นเสริมแบบปรับได้ ระบบเสริมกำลังด้วยมอเตอร์ของมันทำงานได้เป็นอย่างดีช่วยทำให้เกิดความประหยัดและความแรงไปพร้อมๆ กัน เป็นสองสิ่งที่หาได้ยากในรถยนต์ยุคใหม่ที่มีขนาดตัวถังใหญ่โตและมีน้ำหนักมากถึง 2 ตันแบบนี้ การเสียบชาร์จไฟที่บ้านทิ้งเอาไว้ทั้งคืน หากที่ทำงานของคุณห่างจากบ้านไม่ถึง 40 กิโลเมตร เมื่อขับแบบค่อยเป็นค่อยไปในโหมดมอเตอร์ล้วนหรือ MAX eDRIVE ก็แทบจะไม่ได้ใช้เชื้อเพลิงเลยแม้แต่หยดเดียว การเร่งความเร็วในระดับ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมงด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าโดยที่เครื่องยนต์ไม่ถูกสตาร์ตนั้นสามารถกระทำได้ทุกเมื่อเท่าที่ต้องการแต่กระแสไฟที่อยู่ในแบตฯจะหมดลงอย่างรวดเร็วมากกว่าการขับแบบกินลมชมวิว กดคันเร่งคาอยู่ในย่าน 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเดี๋ยวเดียวเครื่องยนต์จะติดขึ้นมาเสริมแรงทันทีเนื่องจากไฟในแบตเตอรี่ถูกใช้ในการขับเคลื่อนมากเกินไป เป็นธรรมดาของรถแบบ Plug in Hybrid ที่กินแบตฯมากขึ้นเมื่อต้องการไปให้เร็วขึ้นด้วยมอเตอร์แทนที่จะใช้เครื่องยนต์ในการเร่งความเร็วเจ้าเครื่องตัวเล็กที่หลับอยู่ก็จะถูกปลุกให้ตื่นอย่างเร็วพร้อมกับการรับหน้าที่ขับเคลื่อนทันที หากชอบจักหนักขับเต็มข้อต่อเนื่อง โหมด Auto eDRIVE ซึ่งมีการทำงานประสานกันระหว่างเครื่องและมอเตอร์ดูจะเหมาะสมมากกว่าสำหรับการขับแบบเร็วๆ

ระบบ iDRIVE เวอร์ชั่นล่าสุดพร้อม touchpad สามารถใช้นิ้วซูมหรือเลื่อนแผนที่ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นมันยังให้ความสบายจากระบบสั่งงานด้วยเสียงและระบบสั่งงานด้วยท่าทาง ปุ่มและสวิตช์ที่ลดลงทำให้ภารกรรมของคนขับลดตามลงไปด้วยยิ่งมีส่วนช่วยให้ห้องโดยสารของ 740Le xDRIVE Plug in Hybrid มีความเรียบง่ายสะดวกสบายไม่รกรุงรังอีกต่อไป มันเป็นรถซาลูนรุ่นเรือธงที่คุณไม่ต้องมานั่งสงสัยเรื่องความงามของภายนอกภายในกับวัสดุที่ใช้พร้อมมาตรฐานของการขับขี่อีกต่อไป รูปลักษณ์ภายนอกปราดเปรียวเพียวลมขึ้นมาอีกนิดทั้งๆ ที่มีตัวเลขความกว้าง/ยาว/สูงใกล้เคียงกับ Series-7 รุ่นที่แล้ว จอภาพและแท็บเล็ตที่ติดตั้งอยู่ทั่วไปหมดทำให้เลือกใช้กันไม่ถูกเลยทีเดียว แท็บเล็ตของ Sumsung ทำให้คุณไม่พลาดสำหรับการออนไลน์สื่อสารในโลกโซเชียล หากคุณต้องเดินทางทั้งวันบ่อยครั้งเพื่อไปประชุมหรือดูงาน วันหยุดก็ชอบขับไปเล่น Golf กับเพื่อนๆ ตามสนามต่างจังหวัดรอบกรุงเทพฯ หรือขับรถออกทางไกลไปพักผ่อนกับครอบครัว BMW 740Le Plug in Hybrid เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง ด้วยเทคโนโลยีใหม่ของระบบขับเคลื่อนทำให้เจ้าหมอนี่พร้อมกลายร่างจากซาลูนหรูไปเป็นรถสปอร์ตแรงบิดเยอะแบบทันทีทันใด มันเป็นรถที่นั่งสบายขับสนุกเพียบพร้อมด้วยความหรูหราในระดับสุดขั้ว ติดอยู่แค่ราคาเท่านั้นที่ทำให้คนชั้นกลางหาเช้ากินค่ำแบบผมต้องฝันต่อไป.


ข้อมูลผลิตภัณฑ์จาก BMW Group
ศตวรรษที่ 21 มาถึงพร้อมๆ ไปกับการพัฒนานวัตกรรมใหม่ในโลกยานยนต์ ค่ายรถยนต์ส่วนใหญ่ได้หันเหทิศทางมามุ่งเน้นในด้านความยั่งยืนเป็นพิเศษอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนสำหรับ BMW Group ได้กำหนดประเด็นปัญหาที่ต้องแก้ไขอย่างรวดเร็วจนนำไปสู่การวางกลยุทธ์ Efficient Dynamics ในปี 2543 เพื่อระบุทิศทางการพัฒนานวัตกรรมยานยนต์ให้มีระดับการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงและอัตราการปล่อยมลภาวะลดลงปัจจุบัน กลยุทธ์ Efficient Dynamics ได้กลายเป็นอิทธิพลหลักที่ครอบคลุมการพัฒนายานยนต์ของ BMW Group ในทุกด้านจนผลิดอกออกผลเป็นเทคโนโลยีล้ำสมัยมากมายที่ยังคงเติบโตและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านความนิยมในการใช้งานและศักยภาพของเทคโนโลยีนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ระบบส่งกำลังแบบไฟฟ้า BMW eDrive เทคโนโลยี BMW Efficient Lightweight นวัตกรรมด้านอากาศพลศาสตร์ หรือระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะซึ่งล้วนช่วยลดอัตราการปล่อยก๊าซ CO2 ให้ต่ำลงเป็นประวัติการณ์และยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น

เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นสำหรับรถยนต์ BMW i ปูทางไปสู่ความเพลิดเพลินในการขับขี่โดยมีการนำความรู้ความเชี่ยวชาญและนวัตกรรมมากมายที่พัฒนาขึ้นสำหรับรถยนต์ตระกูล i มาปรับใช้ในรถยนต์อีกหลายรุ่นของ BMW Group โดยเห็นได้จากตัวอย่างของตัวถังรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูซีรีส์ 7 ใหม่ ที่ใช้โครงสร้างแบบ Carbon Core เป็นต้นปัจจุบัน BMW Group มีสถานะเป็นผู้เชี่ยวชาญอันดับหนึ่งในอุตสาหกรรมยานยนต์ในด้านการใช้วัสดุ CFRPจากประสบการณ์ในการพัฒนารถยนต์ตระกูล BMW i ซึ่งนำมาพัฒนาต่อยอดเป็นตัวถังของ BMW Series-7 ใหม่ที่ใช้วัสดุ CFRP ผสมผสานกับเหล็กกล้าและอะลูมิเนียมเป็นครั้งแรกนอกจากนี้ ลูกค้าของ Series-7 ยังสามารถเลือกติดตั้งเทคโนโลยีไฟหน้า BMWLaserlight ได้ หลังจากที่ BMW เปิดตัวไฟหน้าระบบดังกล่าวเป็นครั้งแรกไปในรุ่น i8

การถ่ายโอนนวัตกรรมจากรถยนต์ BMWi ส่งผลชัดเจนที่สุดในรูปของการเปิดตัวรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดภายใต้แบรนด์ BMWโดยนับตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนปี คศ 2016นี้เป็นต้นไป ลูกค้าจะสามารถเลือกซื้อรถยนต์ BMW ที่มีเทคโนโลยี iPerformance ได้ใน 4 เซ็กเมนต์ด้วยกัน โดยทุกรุ่นจะมาพร้อมกับเทคโนโลยี BMW eDrive ที่นอกจากจะมอบความประหยัดที่เหนือกว่าแล้วยังรองรับการขับขี่ด้วยไฟฟ้าเต็มรูปแบบที่ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะจากตัวรถแต่อย่างใดพร้อมยังมอบสมรรถนะที่ดีเยี่ยมจากการตอบสนองที่รวดเร็วในสไตล์รถยนต์ไฮบริด ส่วนรุ่นของรถยนต์ไฮบริดที่มีให้เลือกก็ถือว่าหลากหลายกว่าคู่แข่งในตลาดระดับพรีเมียมด้วยตัวเลือกระดับคุณภาพมากมาย ทั้ง BMW X5 xDrive40eiPerformance, BMW Series-3 330e iPerformance Sedan, BMW 225xe iPerformance Active Tourer, BMW740e iPerformance และ BMW 740Le xDrive iPerformance BMW iPerformance เอกลักษณ์ของรุ่นเรือธงจากการผสมผสาน

นวัตกรรมของ BMW และ BMW i
เช่นเดียวกับ BMWM-Power นำนวัตกรรมด้านเครื่องยนต์และแชสซีส์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อรถแข่งภายใต้ความดูแลของBMW M GmbH มาสร้างสรรค์รถยนต์ที่มีจิตวิญญาณของความเป็นรถสปอร์ตอย่างเต็มตัวรถยนต์ในตระกูล BMW iPerformance ก็ถือเป็นยานยนต์ที่มีความพิเศษเฉพาะตัวไม่แพ้กันโดยนำจุดเด่นของรถยนต์ BMW และ BMW i มาผสมผสานกันอย่างลงตัวด้วยระบบส่งกำลังแบบไฮบริดที่มีทั้งเครื่องยนต์เทคโนโลยี BMW TwinPowerTurbo เกียร์สเต็ปทรอนิก 8 สปีด และเทคโนโลยี BMW eDriveที่พัฒนาโดย BMW i เทคโนโลยี BMW eDrive ประกอบไปด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอรี่แรงดันไฟฟ้าสูงและระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ มีรากฐานมาจากระบบส่งกำลังแบบโมดูลแยกส่วนโดยที่แต่ละชิ้นส่วนเป็นผลงานการพัฒนาและผลิตของ BMW Group ทั้งสิ้นและมีการปรับแต่งให้เข้ากับลักษณะการขับขี่และใช้งานของรถยนต์แต่ละรุ่นโดยทำงานประสานกับเครื่องยนต์เบนซินขนาด 3 หรือ 4 สูบรองรับทั้งระบบขับเคลื่อนล้อหลังแบบดั้งเดิม ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ BMWxDrive และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบไฟฟ้า ด้วยเหตุนี้เอง ไลน์รถยนต์ในกลุ่ม iPerformance จึงครอบคลุมรถยนต์มากมายหลากหลายรุ่นด้วยกัน

ด้านรูปลักษณ์ความล้ำยุคของรถยนต์ตระกูล BMW iPerformance ถูกถ่ายทอดออกมาด้วยการตกแต่งภายนอกตัวรถ เช่นตรา “eDrive” ที่บริเวณเสาซีโลโก้ “BMW i" ที่ด้านข้างของตัวรถ(ทั้งด้านซ้ายและขวา) ฝาครอบล้อสีน้ำเงิน และกระจังหน้าทรงไตคู่โทนสีน้ำเงินที่เป็นเอกลักษณ์ของ BMW i ระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะพร้อมโหมดขับขี่ด้วยไฟฟ้า นวัตกรรมอัจฉริยะเพื่อการบริหารจัดการพลังงานกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้รถยนต์ BMW iPerformance ทุกรุ่นสามารถใช้งานเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าควบคู่กันไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยพลังจากนวัตกรรมอย่างฟังก์ชัน electric boost ที่เสริมกำลังให้เครื่องยนต์ฟังก์ชัน electric assist สำหรับเสริมความประหยัดและโหมดการขับขี่แบบไฟฟ้าล้วนสำหรับทั้งเส้นทางในเมืองและย่านชนบทซึ่งผสมผสานกันเพื่อสร้างความเพลิดเพลินในยามขับขี่แต่ไม่ทิ้งแนวคิดของความยั่งยืนในด้านประหยัดเชื้อเพลิงและลดการปล่อยมลภาวะที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม

ผู้ขับขี่สามารถใช้ปุ่ม eDRIVE เพื่อเลือกขับขี่ในโหมดพิเศษสองโหมดซึ่งเป็นทางเลือกนอกเหนือจากโหมดมาตรฐาน AUTO eDRIVE และเปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกรูปแบบการทำงานของฟังก์ชันระบบไฮบริดได้เช่นเดียวกับ BMW i8 รถยนต์ตระกูล BMW iPerformance ทุกรุ่นสามารถปรับมาขับขี่ด้วยพลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ด้วยการกดปุ่มคำสั่งเพียงปุ่มเดียวเท่านั้นโดยในโหมด MAX eDRIVE นี้ ตัวรถจะมีความเร็วสูงสุดราว 120-140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (75-87 ไมล์ต่อชั่วโมง) ส่วนในโหมด BATTERY CONTROL หรือ SAVE BATTERY ตัวรถจะชาร์จแบตเตอรี่ให้มีระดับกำลังไฟคงที่หรือชาร์จให้เต็มจนถึงระดับที่ผู้ขับขี่กำหนดไว้โดยใช้ฟังก์ชันการปั่นไฟของมอเตอร์ไฟฟ้า ดังนั้น ตัวรถจึงสามารถรักษาระดับพลังงานแบตเตอรี่หรือแม้แต่ชาร์จไฟเพิ่มได้ในขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงบนทางด่วนเพื่อนำพลังงานที่สร้างขึ้นได้นี้มาใช้ขับขี่ในโหมดปลอดมลภาวะในพื้นที่ตัวเมืองบริการหลากหลายจาก BMWi เพื่อประสบการณ์การขับขี่ยานยนต์ไฮบริดระดับพรีเมียม

อีกหนึ่งจุดเด่นของรถยนต์ตระกูล BMW iPerformance คือบริการ BMW Connected Drive ที่พัฒนาขึ้นเพื่อเสริมความสะดวกสบายในการขับขี่ยานยนต์พลังไฟฟ้าระบบนำทางของรถยนต์ในตระกูลนี้สามารถแสดงตำแหน่งสถานีชาร์จแบตเตอรี่สาธารณะได้เช่นเดียวกับในบีเอ็มดับเบิลยู i3 และ i8 โดยระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะจะใช้ข้อมูลจากระบบนำทางมาเป็นส่วนประกอบในการวางแผนเดินทางโดยละเอียดให้ผู้ขับขี่ถึงที่หมายอย่างรวดเร็วและจัดแบ่งช่วงเวลาในการใช้พลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้าและชาร์จแบตเตอรี่ระหว่างทางอีกด้วย ลูกค้าที่เลือกเป็นเจ้าของรถยนต์ BMW iPerformance จะสามารถใช้งานบริการเพื่อการขับขี่จาก BMW i ไม่ว่าจะเป็นระบบชาร์จแบตเตอรี่ที่ปลอดภัย ใช้งานง่ายและชาร์จไฟได้รวดเร็วที่บ้าน จาก BMW 360° ELECTRIC อย่างอุปกรณ์ BMW i Wallbox (มีให้เลือกใช้งานสองรุ่น) หรือบริการครบครันทั้งการจัดส่ง ติดตั้ง บำรุงรักษาและให้คำแนะนำการใช้งานระบบชาร์จ ในกรณีของการชาร์จแบตเตอรี่ขณะเดินทาง BMW i ยังมีบริการ Charge Now ที่ครอบคลุมเครือข่ายสถานีชาร์จแบตเตอรี่สาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในโลกพร้อมมอบความสะดวกสบายให้อย่างเต็มที่ความหรูหราเพลิดเพลิน และยั่งยืน กับ BMW Series-7 รุ่น iPerformance

BMW ยังคงเดินหน้าตอกย้ำพันธกิจการสรรสร้างนวัตกรรมยานยนต์เพื่อความยั่งยืนด้วยรถยนต์ไฮบริดหรู BMW iPerformance สามรุ่นพิเศษสุดในตระกูล Series-7ที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรมจาก BMW i เช่น โครงสร้างตัวถังแบบ Carbon Core และเทคโนโลยี BMW eDrive โดยไม่ว่าจะเป็นรุ่น BMW 740e iPerformance (อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 2.2 – 2.0 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร [128.4-141.2mpg] อัตราการปล่อยก๊าซ CO2 เฉลี่ย51-45 กรัมต่อกิโลเมตร) BMW 740Le iPerformance (อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 2.2 – 2.0 ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร [128.4-141.2mpg] อัตราการปล่อยก๊าซ CO2 เฉลี่ย 51-45 กรัมต่อกิโลเมตร) หรือ BMW 740Le xDrive iPerformance (อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 2.5 – 2.1 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร [113-134.5 mpg] อัตราการปล่อยก๊าซ CO2 เฉลี่ย 56-49 กรัมต่อกิโลเมตร) มอบความเพลิดเพลินในการขับขี่และความสะดวกสบายควบคู่ไปกับระบบขับขี่แบบไฟฟ้าล้วนที่ปราศจากมลภาวะ

BMW Series-7 ใหม่ประจำปี 2017 เป็นสัญลักษณ์แทนความเพลิดเพลินในการขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ของ BMW ในหลายด้านด้วยกันนับตั้งแต่ความคล่องแคล่วสไตล์สปอร์ตใน BMW M760Li xDrive M Performance (อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 12.6 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร [22.42 mpg] อัตราการปล่อยก๊าซ CO2เฉลี่ย 294 กรัมต่อกิโลเมตร) มาพร้อมกับเครื่องยนต์ V12 แบบ 12 กระบอกสูบ กำลัง 448 กิโลวัตต์ / 610 แรงม้า หรือประสิทธิภาพเหนือชั้นของรถยนต์ BMW iPerformance ที่นำมอเตอร์ไฟฟ้ามาจับคู่กับเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ เทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ให้พละกำลังสูงสุด 240 กิโลวัตต์ / 326 แรงม้าและแรงบิดรวมสูงสุดถึง 500 Nm (369 ปอนด์-ฟุต) รถซีดานหรูแบบปลั๊กอินไฮบริดทั้งสามรุ่นมีระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะที่ช่วยให้การทำงานประสานกันระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นไปอย่างราบรื่นเต็มประสิทธิภาพ พร้อมให้ความเพลิดเพลินขณะขับขี่อย่างเต็มพิกัดด้วยการตอบสนองที่ฉับไวจากฟังก์ชัน electric boost ความประหยัดน้ำมันขณะขับขี่ความเร็วสูงจากฟังก์ชัน electric assist และโหมดการขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนที่ให้ความเร็วสูงสุด 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (87 ไมล์ต่อชั่วโมง) พร้อมด้วยอัตราเร่งฉับไวสไตล์รถยนต์ไฮบริด ที่ให้ผู้ขับขี่เร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (62 ไมล์ต่อชั่วโมง) ได้ภายใน 5.4 วินาที สำหรับ BMW 740e iPerformance 5.5 วินาทีสำหรับ BMW 740Le iPerformance และ 5.3 วินาทีสำหรับ BMW 740Le xDrive iPerformance ส่วนระยะทางสูงสุดในการขับขี่ด้วยไฟฟ้าตามมาตรฐานของสหภาพยุโรปอยู่ที่ 44-48 กิโลเมตร (27-30 ไมล์) สำหรับ BMW 740e iPerformance / 740Le iPerformance และ 41-45 กิโลเมตร (25-28 ไมล์) สำหรับ BMW 740Le xDrive iPerformance (ระยะทางการขับขี่จริงอาจเปลี่ยนแปลงไปตามชนิดยางรถยนต์ที่เลือกใช้)

BMW 740e iPerformance และ 740Le iPerformance จับคู่เกียร์สเต็ปทรอนิก 8 สปีดเข้ากับระบบขับเคลื่อนล้อหลังในสไตล์คลาสสิก ส่วนบีเอ็มดับเบิลยู 740LexDrive iPerformance เดินตามรอยของรถยนต์ SAV อย่าง BMW X5 xDrive 40e iPerformance ในฐานะรถยนต์ BMW รุ่นที่สองที่ทำงานแบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบตลอดเวลาผ่านระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ xDrive ไม่ว่าจะเลือกใช้งานในโหมดไฟฟ้าเครื่องยนต์ หรือทั้งสองระบบควบคู่กันก็ตาม สำหรับชุดอุปกรณ์มาตรฐานของ 740e iPerformance, 740Le iPerformance และ 740Le xDrive iPerformance ยังคงมาตรฐานความหรูหราไว้ครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าแอลอีดี กุญแจรถ BMW Display Key ระบบนำทาง Connected Drive ฟังก์ชันทำงานประสานกับสมาร์ทโฟนพร้อมแท่นชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์แบบไร้สาย และระบบปฏิบัติการ iDrive รุ่นล่าสุด ที่พัฒนาให้รองรับหน้าจอทัชสกรีนและระบบสั่งการมาตรฐานเฉพาะตัวแบบ gesture control ของ BMW ลูกค้ายังสามารถปรับอุณหภูมิภายในห้องโดยสารแบบล่วงหน้าก่อนใช้งานรถด้วยระบบฮีตเตอร์และแอร์สำรอง ส่วนฟังก์ชัน Ambient Light ที่รวมถึงไฟส่องนำทาง WelcomeLight Carpet ก็ติดตั้งมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานเช่นกัน โดยในรุ่น BMW 740Le iPerformance และ 740Le xDrive iPerformance จะมีไฟ Ambient ติดตั้งมาให้ในช่องกระโปรงหลังอีกด้วย (อุปกรณ์เสริมมาตรฐานข้างต้นนี้ เป็นไปตามมาตรฐานของรถยนต์ที่วางจำหน่ายในประเทศเยอรมนี) ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่สามารถเลือกติดตั้งเพิ่มเติมได้มีทั้งระบบ BMW Head-Up Display รุ่นใหม่ ระบบช่วยจอด ระบบช่วยขับแบบ DrivingAssistant และ Driving Assistant Plus และระบบกล้อง Surround View ขณะที่เบาะนั่งแบบพิเศษ ระบบระบายอากาศเบาะและเครื่องนวดที่มาพร้อมกับฟังก์ชันออกกำลังกาย Vitality Programme และระบบทำความร้อน Heat Comfort นอกจากนี้ BMW 740Le iPerformance และ 740Le xDrive iPerformance ยังมาพร้อมกับอุปกรณ์เสริมอย่างเบาะนั่งแบบ Executive Lounge และหลังคากระจก Sky Lounge Panorama อีกด้วย.

BMW 740Le xDrive iPerformance 2017
Consumption
Combined in l/100 km 2.5–2.1
Electricity consumption in kWh/100 km 13.9–13.2
CO2 emissions combined in g/km 56–49
Tank capacity, approx. in l 46
Range and battery
Electric range in km 45
Gross capacity of lithium-ion battery in kWh 9.2
Charging time of high-voltage battery in h at 3.7kW /16 A, BMWi Wallbox (100 %) 2.4
Charging time of high-voltage battery in h at 2.7 kW/12 A, Socket (100 %) up to 4

Performance
Top speed in km/h 250
Acceleration 0–100 km/h in s 5.3
Top speed electrical in km/h 140


Weight
Unladen weight EU in kg 2,075
Max. permissible weight in kg 2,655
Permitted load in kg 655
Permitted axle load front/rear in kg 1,205/1,485


Combustion engine
Cylinders/valves 4/4
Capacity in ccm 1,998
Stroke/bore in mm 94.6/82.0
Engine power in kW (PS) at 1/min 190 (258)/5,000–6,500
Engine torque (Nm) at 1/min 400/1,550–4,400
Compression ratio : 10.2:1

Electric engine
Peak power in kW at 1/min 83 (3,170)
Max. torque in Nm at 1/min 250/0–3,170
System Engine power (cumul.) in kW (PS) 240 (326)
Engine torque (cumul.) in Nm 500

Wheels
Tyre dimensions front 225/60 R17 99Y
Tyre dimensions rear 225/60 R17 99Y
Wheel dimensions and material front 7.5 J x 17 inches, light-alloy
Wheel dimensions and material rear 7.5 J x 17 inches, light-alloyBMW 740e iPerformance 2017

BMW 740e  iPerformance 2017
Consumption
Combined in l/100 km 2.2–2.0*
Electricity consumption in kWh/100 km 13.1–12.5
CO2 emissions combined in g/km 50–45*
Tank capacity, approx. in L 46
Range and battery Electric range in km 48
Gross capacity of lithium-ion battery in kWh 9.2
Charging time of high-voltage battery in h at 3.7kW /16 A, BMWi Wallbox (100 %) 2.4
Charging time of high-voltage battery in h at 2.7 kW/12 A, Socket (100 %) up to 4

Performance
Top speed in km/h 250
Acceleration 0–100 km/h in s 5.4
Top speed in km/h 140
Weight Unladen weight EU in kg 1,975
Max. permissible weight in kg 2,585
Permitted load in kg 685
Permitted axle load front/rear in kg 1,140/1,470

Combustion
engine Cylinders/valves 4/4
Capacity in ccm 1,998
Stroke/bore in mm 94.6/82.0
Engine power in kW (PS) at 1/min 190 (258)/5,000–6,500
Engine torque (Nm) at 1/min 400/1,550–4,400
Compression ratio : 10.2:1


Electric engine
Peak power in kW at 1/min 83 (3,170)
Max. torque in Nm at 1/min 250/0–3,170
System Engine power (cumul.) in kW (PS) 240 (326)
Engine torque (cumul.) in Nm 500


Wheels
Tyre dimensions front 225/60 R17 99Y
Tyre dimensions rear 225/60 R17 99Y
Wheel dimensions and material front 7.5 J x 17 inches, light-alloy
Wheel dimensions and material rear 7.5 J x 17 inches, light-alloy


BMW 740Le iPerformance 2017
Consumption
Combined in l/100 km 2.2–2.0
Electricity consumption in kWh/100 km 13.3–12.6
CO2 emissions combined in g/km 51–45
Tank capacity, approx. in L 46
Range and battery Electric range in km 48
Gross capacity of lithium-ion battery in kWh 9.2
Charging time of high-voltage battery in h at 3.7kW /16 A, BMWi Wallbox (100 %) 2.4
Charging time of high-voltage battery in h at 2.7 kW/12 A, Socket (100 %) up to 4


Performance
Top speed in km/h 250
Acceleration 0–100 km/h in s 5.5
Top speed electrical in km/h 140

Weight
Unladen weight EU in kg 2,015
Max. permissible weight in kg 2,600
Permitted load in kg 660
Permitted axle load front/rear in kg 1,160/1,475

Combustion engine
Cylinders/valves 4/4
Capacity in ccm 1,998
Stroke/bore in mm 94.6/82.0
Engine power in kW (PS) at 1/min 190 (258)/5,000–6,500
Engine torque (Nm) at 1/min 400/1,550–4,400
Compression ratio : 10.2:1


Electric engine
Peak power in kW at 1/min 83 (3,170)
Max. torque in Nm at 1/min 250/0–3,170
System Engine power (cumul.) in kW (PS) 240 (326)
Engine torque (cumul.) in Nm 500

Wheels
Tyre dimensions front 225/60 R17 99Y
Tyre dimensions rear 225/60 R17 99Y
Wheel dimensions and material front 7.5 J x 17 inches, light-alloy
Wheel dimensions and material rear 7.5 J x 17 inches, light-alloy

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th


Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom


https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

2.0 ลิตร เบนซินบวกมอเตอร์ไฟฟ้า 326 แรงม้า 500 นิวตันเมตร 0-100 ใน 5.5 วินาที น้ำมัน 1 ลิตรลากไกล 47 กิโลเมตร!! ปล่อย Co2 49 กรัมต่อ 1 กิโลเมตร ทดสอบทางไกลในมิวนิกกับ BMW 740Le xDRIVE PLUG IN HYBRID 16 ส.ค. 2559 19:37 18 ส.ค. 2559 01:33 ไทยรัฐ