วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'มีชัย' ยังเปิดช่อง เลือก 'นายกฯคนนอก' สนช.นัดถกกรธ.19ส.ค.

สนช.หารือ กรธ.ปรับแต่งร่าง รธน.เขียนคำถามพ่วงให้ส.ว.โหวตเลือกนายกฯใส่บทเฉพาะกาล นัดประชุมทางการ 19 ส.ค. “มีชัย” ย้ำเงื่อนไขนายกฯคนนอกเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเลือกนายกฯจากบัญชีพรรคการเมืองไม่ได้ “ปึ้ง” อ่านเกมการเมืองซ้ำรอยยุค รสช.ตั้งพรรคสามัคคีธรรมตกปลาในอ่าง กวาดต้อนนักการเมืองจากพรรคอื่น เย้ยพวกเล่นสองหน้า แทงกั๊ก กล้าๆประกาศตัวให้ประชาชนเลือกชัดๆ “ไพบูลย์” สวนเปรียบเทียบกันไม่ได้ ยุคนี้ยุค คสช.ฟีเวอร์ ได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนอย่างสวยงาม อวย “บิ๊กตู่” บริหารไฉไล 2 ปี แก้ปัญหาเป็นกุรุส เย้ยพวกตะแบง ทำใจไม่ได้ประชาชนเชื่อถือทหาร คลื่นลมสงบส่งอัฐิ “บรรหาร” สู่ท้องนที ตำนานสัจจะวาจา-ร่าง รธน.ฉบับประชาชน 2540 จารึกไว้ในความทรงจำ

เข้าสู่กระบวนการปรับแต่งร่างรัฐธรรมนูญ หลังผ่านการทำประชามติ พร้อมประเด็นคำถามพ่วง ก่อนที่จะมีการร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายลูกต่อไป โดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญยังคงมีภารกิจหนักต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเขียนกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ที่หลายฝ่ายกำลังเรียกร้องให้เปิดกว้างแสดงความคิดเห็น

สนช.หารือ กรธ.ปรับแต่งร่าง รธน.

เมื่อเวลา 11.50 น. วันที่ 15 ส.ค. ที่รัฐสภา นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 1 ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าพบนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพื่อหารือเรื่องคำถามพ่วงว่า การปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญ สนช.และ กรธ.ต้องหารือให้เข้าใจตรงกันว่าจะทำอย่างไร ให้ไม่กระทบกับบทหลัก ยืนยันว่าจะให้ที่ประชุมร่วมรัฐสภาลงมติเห็นชอบบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกฯเท่านั้น ทั้งนี้คงไม่ต้องถึงขั้นลอกถ้อยคำของคำถามพ่วงไว้ทั้งหมด แต่ขอให้คงสาระสำคัญไว้ ขณะที่รายละเอียดว่าด้วยการออกเสียงลงคะแนนเลือกนายกฯ ขอให้เป็นไปตามกติกาเดิมที่เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ คือใช้เสียงข้างมากของที่ประชุม เพราะในคำถามพ่วงไม่ได้พูดว่าต้องใช้เสียง ส.ว.เท่าใด เมื่อถามว่า ประเมินหรือไม่ว่าในรัฐสภาหน้าจะไม่มีปัญหาเรื่องการเลือกนายกฯไม่ได้ นายสุรชัยตอบว่า ประเด็นที่ถามมานั้นไม่ควรจะเกิดขึ้น เพราะคนที่เข้ามาในอนาคตต้องไม่เล่นการเมืองแบบเดิมนักการเมืองต้องปฏิรูปตัวเอง

นัดประชุม 19 ส.ค.ปมคำถามพ่วง

จากนั้นเวลา 14.30 น. ที่อาคารรัฐสภา 3 นายสุรชัยได้เข้าพบนายมีชัย เพื่อหารือเกี่ยวกับการแก้ไขบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญ ให้เป็นไปตามที่คำถามพ่วง โดยนายมีชัยให้สัมภาษณ์ภายหลังการเข้าพบว่า กรธ.อยากให้ สนช.ส่งผู้แทนมาร่วมหารือกับ กรธ. ว่าความหมายของคำถามพ่วงกว้างไกลแค่ไหนอย่างไร สนช.จะประชุมและคัดส่งตัวแทนร่วมประชุมต่อ กรธ.ในวันที่ 19 ส.ค. เวลา 14.00 น. ระหว่างนี้ กรธ.จะปรึกษาเกี่ยวกับข้อมูลที่ทางฝ่ายเลขา กรธ.ไปได้ข้อมูลมา จะทำไปพลางๆก่อน เมื่อได้ข้อมูลที่ สนช.ชี้แจงมาเราก็จะนำมาปรับแก้ต่อไป ส่วนจะต้องปรับแก้ให้เป็นไปตามเนื้อหาของคำถามพ่วงทั้งหมดเลยหรือไม่นั้น เราจะไปขยายหรือย่อคงไม่ได้ เพราะต้องฟังว่าตอนที่ สนช.ไปอธิบายกับประชาชนเขาอธิบายว่าอย่างไรบ้าง

ยังเปิดเงื่อนไขให้มีนายกฯคนนอก

เมื่อถามว่า มาตรา 272 เรื่องข้อยกเว้นเปิดช่องนายกรัฐมนตรีคนนอกหลังจากเลือกตั้งนายกฯในสภาฯตามบัญชีรายชื่อรอบแรกไม่สำเร็จจะแก้ไขหรือไม่ นายมีชัยตอบว่า เวลานี้กำลังรอฟังสนช.อยู่ว่าคิดเรื่องนี้อย่างไร เพราะถ้าให้เราดูอย่างเดียวเราก็คิดว่าต้องทำ 2 หน คือ หนแรก ส.ส.จำนวน 250 คน ยื่นเรื่องให้สภาฯขอยกเว้นรายชื่อตามบัญชีพรรคการเมือง สองคือ รัฐสภามีมติ 2 ใน 3 หรือจำนวน 500 คน จาก 750 คน ลงมติยกเว้นการเลือกนายกฯตามบัญชีพรรคการเมือง จะได้เป็นเรื่องให้ ส.ส.ได้ตัดสินใจ และเวลานี้ยังไม่ได้มีใครเสนอว่าต้องทำหนเดียว เมื่อถามว่า เวลานี้ยังยืนยันหรือไม่ว่าคนที่เสนอชื่อนายกฯคือ ส.ส. นายมีชัยตอบว่า ความคิดของ กรธ.ยังเป็นเช่นนั้น แต่ต้องฟังคำอธิบายจากสนช.ว่าไปพูดกับประชาชนอย่างไร เมื่อถามย้ำว่า สนช.ไปอธิบายกับประชาชนว่า ส.ส.ยังเป็นผู้เลือกนายกฯ นายมีชัยตอบว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ดีเพราะตรงกันกับ กรธ. จะได้ไม่เกิดปัญหา

จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อตกลงกันไม่ได้

เมื่อถามว่า คำถามพ่วงได้กำหนดกรอบเอาไว้ 5 ปี จะโหวตนายกฯได้กี่ครั้ง นายมีชัยตอบว่า ถ้าเขียนไว้ 5 ปีก็ต้องเป็นไปตามนั้น แต่ก็ยังสงสัยเพราะที่อื่นจะเขียนว่า เริ่มแรกกี่ปี แต่ในคำถามพ่วงเขียนว่า ในวาระเริ่มแรกเมื่อมีการเลือก ส.ส.แล้ว ซึ่งจะมีครั้งเดียวที่ยกเว้น หมายความว่าเมื่อคุณเลือกกันไม่ได้ก็มาขอ คนที่มาร่วมเลือกมันร่วมเลือกไปได้ 5 ปี แต่ที่จะมาขอยกเว้นรายชื่อนายกฯนอกบัญชีที่พรรคการเมืองเสนอ อาจจะเฉพาะสภาผู้แทนฯชุดแรกเท่านั้น

กกต.คาดร่าง ก.ม.ลูกเสร็จ ก.ย.

นายบุณยเกียรติ รักชาติเจริญ รองเลขา กกต. ในฐานะรักษาการเลขาธิการ กกต. กล่าวถึงความคืบหน้าในการยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งว่า กกต.ได้แต่งตั้งคณะทำงานติดตามและประสานงานการยกร่างรัฐธรรมนูญ สรุปสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องขึ้นมาพิจารณาร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 5 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่น คาดว่าทั้ง 5 ฉบับคณะทำงานจะสามารถพิจารณาได้แล้วเสร็จภายในไม่เกินต้นเดือน ก.ย. อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางสำนักงาน กกต.ยังไม่ได้รับการประสานอย่างเป็นทางการจาก กรธ.ให้เสนอร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 5 ฉบับ มีแต่ เป็นการประสานภายในให้เตรียมการเอาไว้

ชงพรรคการเมืองตั้งยาก-ยุบยาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองที่คณะทำงานพิจารณาแล้ว เบื้องต้นมีการกำหนดให้การจัดตั้งพรรคการเมืองใช้แนวพ.ร.บ. พรรคการเมืองเมื่อปี 2524 แม้ กกต.จะมองว่าเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญต้องการให้พรรค การเมืองมีความเข้มแข็ง จึงจำเป็นต้องให้พรรค การเมืองจัดตั้งได้ยาก ยุบยาก แต่ก็ยอมรับว่าอาจเกิดแรงต้าน เพราะจะทำให้มีแต่พรรคการเมืองขนาดใหญ่ พรรคการเมืองขนาดเล็กลดลง หรือหมดไปในที่สุด ส่วนการยุบพรรคจะกำหนดเฉพาะกรณีมีการกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อความมั่นคงและการปกครอง ขณะเดียวกันก็จะมีการกำหนดให้การประกาศโฆษณานโยบายของพรรคการเมืองต้องมีการวิเคราะห์ผลกระทบ ความคุ้มค่า และความเสี่ยงอย่างรอบด้านให้กับประชาชนได้รับทราบ หากไม่มีการดำเนินการนายทะเบียนพรรคการเมืองอาจสั่งให้กรรมการบริหารพรรคพ้นจากตำแหน่งได้ เพื่อให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 258 (3) ส่วนประเด็นที่จะให้มีการยุบพรรคการเมืองหรือ เซ็ตซีโร่ กกต.ไม่ได้มีการเขียนกำหนดไว้

“ปึ้ง” อ่านเกมซ้ำรอยสามัคคีธรรม

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯ กล่าวว่า มองย้อนกลับไปในอดีตที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ยึดอำนาจในปี 2534 โดยการนำของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร และรวบรวมเอาอดีตนักการเมืองจากพรรคการเมืองต่างๆ มาลงเลือกตั้งในนามพรรคสามัคคีธรรม โดยได้รับชัยชนะเลือกตั้งจนได้จัดตั้งรัฐบาลโดย พล.อ.สุจินดาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น มีความรู้สึกได้ว่าประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง เพราะมีอดีตนักการเมืองกลุ่ม กปปส. และอดีต กลุ่ม 40 ส.ว. ออกมาขานรับสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.อยู่บริหารประเทศต่อไป ก็ต้องขอต้อนรับและแสดงความยินดีด้วย ถ้าหากทุกๆฝ่ายหันเข้ามาสู่สนามการเมืองลงเลือกตั้งแข่งขันกันอย่างเปิดเผย สง่างาม ยุติธรรม อยากฝากไปถึงพวกนักการเมืองที่ชอบเล่นสองหน้าแทงกั๊ก อย่าแอบซ่อนต่อไป รักใครชอบใครก็ให้เข้าไปสวามิภักดิ์แต่เนิ่นๆ พรรคใดจะจับมือกับใครก็ประกาศตัวกันไปเลย แล้วลงแข่งขันชิงชัยกันให้ประชาชนตัดสินใจเลือก อย่างไรก็ตามในการเลือกตั้งขอให้เขียนกฎกติกาให้ดีและเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่เขียนแบบเข้าข้างพวกตนเองและกีดกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามทำอะไรได้ หาเสียงก็ทำแทบไม่ได้ เหมือนเช่นที่ผ่านมาในช่วงการทำประชามติ

“ไพบูลย์” สวนบริบทต่างกัน

นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และอดีตกลุ่ม 40 ส.ว. กล่าวว่ากรณีที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯระบุว่า การเมืองกำลังย้อนยุคสู่ปี 34 ที่มีการตั้งพรรคสามัคคีธรรมเพื่อรองรับทหาร ทำให้เหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมว่า ขอให้ย้อนกลับไปดูข้อเท็จจริงและบริบทของสังคม จะพบความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เช่น ที่มาของ รสช. ที่ยึดอำนาจจากรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ในปี 34 ต่างกับที่มาของ คสช. ที่จำเป็นต้องเข้ามาเพราะมีปัจจัยจากประชาชนชุมนุมหลายล้านคน และเกิดสุญญากาศการเมือง การเข้ามาของ คสช. จึงเป็นการยอมรับของประชาชน ที่สำคัญบริหารมา 2 ปีได้แก้ไขปัญหาต่างๆไปมาก จนเป็นที่มาของการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงของประชาชน

อวย “บิ๊กตู่” บริหารดีมีฉันทามติ

นายไพบูลย์กล่าวว่า ผลประชามติแสดงว่าประชาชนย่อมเล็งเห็นให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เป็นนายกฯ อีกสมัยนายสุรพงษ์จะเอาไปเทียบกับเหตุการณ์ปี 35 ไม่ได้ รัฐธรรมนูญปี 59 นี้ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับจึงถือเป็นฉันทามติ ต่างจากรัฐธรรมนูญปี 35 ที่เป็นฉบับเผด็จการ ที่นักการเมืองและพรรคการเมืองในระบบเก่าคิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง จึงตั้งพรรคสามัคคีธรรมรองรับทหารให้ขึ้นมาเป็นนายกฯ แต่ พล.อ.ประยุทธ์อยู่ในตำแหน่งแล้ว 2 ปี มีผลงานที่เข้าตา เวลานี้ พล.อ.ประยุทธ์ก็ได้ฉันทามติจากประชาชนเสียงข้างมากก็มีความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยเช่นกัน แล้วทำไมพวกชอบตะแบง เอาสีข้างเข้าถู จึงยังตั้งหน้าตั้งตาปฏิเสธความ จริง หรือยังทำใจไม่ได้ที่ประชาชนมอบความไว้วางใจให้อดีตทหารเข้ามาแก้ไขปัญหาหมักหมมของชาติ

“เรืองไกร” ร้องประชามติโมฆะ

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศาลปกครอง นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด เพื่อให้วินิจฉัยและมีคำสั่งหรือคำพิพากษาว่าผลการทำประชามติชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ นายเรืองไรกล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2557 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 บัญญัติให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดพิมพ์และเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ แต่การทำประชามติที่ผ่านมามีผู้มีสิทธิออกเสียง 50 ล้านคน แต่กลับไม่มีการแจกจ่ายร่างรัฐธรรมนูญให้ผู้มีสิทธิออกเสียง ทำให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่มีโอกาสได้อ่านเอกสารเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ และไม่มีข้อมูลในการพิจารณาก่อนที่จะไปลงคะแนน ทั้งที่ กกต.ได้รับงบประมาณเพื่อดำเนินการเรื่องดังกล่าวถึง 2,991 ล้านบาท และมีงบประมาณในการจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญวงเงิน 67 ล้านบาท โดยราคากลางร่างรัฐธรรมนูญฉบับละ 15 บาท หากนำงบประมาณทั้งหมดไปจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญจะได้ร่างรัฐธรรมนูญถึง 4.4 ล้านเล่ม แต่การที่ กกต.ไม่จัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญ และเผยแพร่ให้ผู้มีสิทธิออกเสียงทราบโดยทั่วไปอย่างทั่วถึง จึงถือเป็นการทำผิดระเบียบของ กกต.เอง และเข้าลักษณะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบตามมาตรา 9 ของ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและขอให้ศาลสั่งให้ผลการออกเสียงประชามติเป็นโมฆะ

กกต.ยันข้อมูลเข้าถึงทุกครัวเรือน

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่กระทรวงมหาดไทย นายประวิช รัตนเพียร กกต.ให้สัมภาษณ์หลังเข้าพบ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทยว่า กกต.ขอบคุณกระทรวงมหาดไทยในการสนับสนุนการทำประชามติให้เป็นไปอย่างเรียบร้อย พบปัญหาและอุปสรรคน้อยมาก เมื่อถามถึงกรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นร้องศาลปกครองให้ยกเลิกประชามติ กรณีแจกร่างรัฐธรรมนูญถึงประชาชนไม่ครบ นายประวิชตอบว่า ขอยืนยันว่าทั่วถึงทั้ง 17 ล้านครัวเรือนอย่างแน่นอน เพราะเรามีผู้รับผิดชอบในการจัดส่งไปตามครัวเรือนต่างๆ ส่วนร่างรัฐธรรมนูญที่เรียกร้องให้มีการแจกจ่ายให้ครบทุกครัวเรือนนั้น ขอชี้แจงว่า 9 ปีที่ผ่านมามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมาก เรามีสื่อต่างๆ เทคโนโลยี แอพพลิเคชั่น และในรัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไขก็เปิดโอกาสให้เราใช้ช่องทางต่างๆ ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ รวมถึงทุกหน่วยงานที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชน เราเชื่อว่าประชาชนเข้าถึงได้อย่างแน่นอน สำหรับกฎหมายลูกที่ กรธ. กำลังร่างอยู่ ในส่วนของ กกต.มี 4 ฉบับ มีการรวบรวมเอกสารต่างๆไว้เป็นให้ กรธ.เป็นข้อมูล

คุมผู้ต้องหาบิดเบือนส่ง บก.ป.

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.วิจารณ์ จดแตง หัวหน้าส่วนปฏิบัติการคณะทำงานด้านกฎหมาย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมด้วย พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารพระธรรมนูญ และกำลังทหาร มทบ.11 ควบคุมตัว นายรังสรรค์ มณีรัตน์ อดีต ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย นายสมโภช สายเทพ อดีต ส.ส.ลำปาง พรรคเพื่อไทย นายปริญญา ขาวรัตน์ รองนายกเทศมนตรี ต.บ้านธิ อ.บ้านธิ จ.ลำพูน และนายสุปกิจ คชเสนี อดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคมหาชน (หลานจอมพลถนอม กิตติขจร) ผู้ต้องหาร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต ร่วมกันเป็นซ่องโจร และร่วมกันเผยแพร่ข้อความที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง หรือกล่าวหาบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญตาม พ.ร.บ.ประชามติ ส่งมอบต่อพนักงานสอบสวน บก.ป.เพื่อพิจารณาดำเนินคดี

เครือข่ายเดียวกับก๊วนเชียงใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.ชาญ วิมลศรี รอง ผบช.ก. รรท.ผบก.ป. พล.ต.ต.มนตรี สัมบุณณานนท์ ผบก.ภ.จ.เชียงใหม่ และคณะ รอรับตัวผู้ต้องหาทั้งหมด จากนั้น แพทย์ รพ.ตำรวจได้ตรวจร่างกายเพื่อเป็นหลักฐานว่าผู้ต้องหาไม่ได้ถูกทำร้าย หรือมีบาดแผลใดๆในระหว่างการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ทหาร โดยทั้งหมดสุขภาพร่างกายเป็นปกติ ก่อนจะส่งมอบให้พนักงานสอบสวนรับมอบตัวไว้ดำเนินคดี ส่งฟ้องยังศาลทหารมณฑลทหารบกที่ 32 จ.ลำปาง ในส่วนของพฤติการณ์ของกลุ่มผู้ต้องหาในครั้งนี้ที่พบนั้นมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายของกลุ่มผู้ต้องหาเชียงใหม่ 11 ราย ที่ถูกควบคุมตัวไว้ดำเนินคดีก่อนหน้านี้ โดยเกี่ยวพันกับกรณีการเผยแพร่จดหมายที่มีเนื้อหาบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญ แจกจ่ายในพื้นที่ภาคเหนือ ช่วงระหว่างวันที่ 12-15 ก.ค.ที่ผ่านมา ต่อมาเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงตรวจสอบพบการส่งต่อในพื้นที่ จ.ลำปาง จ.ลำพูน และ จ.เชียงใหม่ กระทั่ง กกต. ได้แจ้งความร้องทุกข์ให้มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดดังกล่าว

“ทัศนีย์-บุญเลิศ” ยังไม่ได้ประกัน

บ่ายวันเดียวกัน ญาติพี่น้อง ทนายความและคนสนิท รวมทั้งหัวคะแนนของนางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ได้เดินทางไปรอลุ้นการขอประกันตัวครั้งที่ 2 ที่หน้าเรือนจำหญิง จ.เชียงใหม่ แต่สุดท้ายศาลก็ไม่ให้ประกันตัว โดยให้เหตุผลตามคำค้านประกันตัวของตำรวจ ในส่วนของนายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่ และนายคเชน เจียกขจร อดีตนายกเทศบาลตำบลช้างเผือกเชียงใหม่ ที่ถูกควบคุมตัวไว้ที่เรือนจำชาย เชียงใหม่ อ.แม่แตง ทนายของทั้งสองคนได้ยื่นขอประกันตัวรอบ 2 แต่ศาลก็ไม่ได้อนุญาตเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ภายหลังทนายและบรรดาญาติพี่น้อง รวมทั้งหัวคะแนนทราบว่าไม่ได้ประกันตัว จึงเดินทางกลับด้วยความผิดหวัง อย่างไรก็ตาม ทนายความของนายบุญเลิศระบุว่า จะทำเรื่องขอความเป็นธรรมในการขอประกันตัวอีกครั้งต่อไป ส่วนจะเป็นประเด็นอะไรนั้นจะแจ้งให้ทราบต่อไป

ชงกฎหมายป้องกันการฟอกเงิน

เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่า มีมติส่งร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินให้ สนช.พิจารณา ที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 ให้เป็นไปตามพันธกรณีที่ต้องเข้ารับการประเมินการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และหารือร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมกิจการฮัจญ์ ที่อยู่ในชั้นของ กมธ.วิสามัญ สนช. ซึ่งหลักการเพื่อปรับปรุงการบริหารจัดการกิจการฮัจญ์ให้มี ประสิทธิภาพมากขึ้น

นายกฯไปมาเลเซีย–เลื่อน ครม.

พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีกำหนดเข้าร่วมการประชุม International Conference on Blue Ocean Strategy (การประชุมกลยุทธ์ทะเลสีคราม) ครั้งที่ 1 ในวันที่ 16 ส.ค. ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โอกาสนี้ นายกฯจะได้แสดงวิสัยทัศน์ของไทยเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาประเทศ โดยอาศัยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้นำมาเลเซียและประเทศอื่นๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมความสัมพันธ์ โดยนายกฯและคณะจะเดินทางกลับในช่วงเย็นวันเดียวกัน ส่วนการประชุมคณะรัฐมนตรีประจำสัปดาห์จะเลื่อนไปเป็นวันที่ 17 ส.ค.

คลื่นลมสงบส่ง “บรรหาร” สู่ท้องนที

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 11.30 น. ที่กองเรือยุทธการกองทัพเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ครอบครัวศิลปอาชา พร้อมด้วยสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนา ประกอบพิธีลอยอังคารนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี ในทะเลอ่าวไทย ทั้งนี้ ในการประกอบพิธี คุณหญิงแจ่มใส ได้เป็นประธานในพิธีจุดธูปเทียนกระทงเจ็ดสีเครื่องบูชาเทพยดา และจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยเพื่อขอขมาอังคาร เจ้าหน้าที่นำกล่าวขอขมาอังคาร กล่าวฝากอังคารกับเจ้าแม่นที ท้าวสีทันดร ก่อนที่จะร่วมกันสำรวมจิตอุทิศส่วนกุศลแด่นายบรรหาร แล้วจึงนำกระทงเจ็ดสีลงน้ำและเชิญอังคารลงน้ำ ทหารยามใหญ่แสดงความเคารพและเป่าแตรนอน 1 จบ ญาติและผู้ร่วมพิธีโยนพวงมาลัย ดอกกุหลาบ โปรยกลีบดอกไม้ลงทะเล จากนั้นเรือรบหลวงตากสิน วนซ้าย 3 รอบ ก่อนเดินทางกลับ ทั้งนี้ในระหว่างประกอบพิธีนั้น อากาศดี แจ่มใส คลื่นลมสงบ ทั้งที่ก่อนหน้ามีการพยากรณ์อากาศว่าจะมีพายุฝน และคลื่นลมแรง

สัจจะวาจาตำนานแห่งความทรงจำ

ด้านนายนิกร จำนง และนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ได้ร่วมเขียนคำสดุดีนายบรรหาร ตอนหนึ่งว่า การรักษาสัจจะเป็นที่ตั้งการทำงานทางการเมืองของนายบรรหาร ที่ได้ก้าวออกมาจากท้องถิ่นสู่การเมืองระดับชาติ โดยยึดมั่นในสัจจะสามัคคี ได้รับพระมหากรุณาธิคุณแต่งตั้งเป็นเสนาบดี ทำหน้าที่รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ในช่วงที่พรรคชาติไทยเป็นพรรคอันดับหนึ่งจากการสนับสนุนของประชาชนทั่วประเทศ เมื่อปี 2538 ด้วยการรักษาสัจจะต่อสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน นายบรรหารได้ผลักดันการปฏิรูปการเมืองเมื่อปี 2540 ที่ถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน จนกระทั่งขณะนี้ก็ยังไม่มีฉบับใดเทียบได้ จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิตนายบรรหาร มีความมุ่งมั่น เพื่อตอบแทนแผ่นดินเกิด มุ่งมั่นยึดสัจจะทางการเมือง มุ่งมั่นทำงานรับใช้เบื้องยุคลบาทอย่างเต็มกำลังความสามารถ และยึดถือสัจจะทางการเมือง เมื่อถึงวันที่นายบรรหารต้องจากโลกนี้ไป ก็จากไปแต่สรีระ ชื่อเสียง งานและตำนานของนายบรรหาร จะถูกบันทึกไว้ในความทรงจำของผู้คนตลอดไป

สนช.หารือ กรธ.ปรับแต่งร่าง รธน.เขียนคำถามพ่วงให้ส.ว.โหวตเลือกนายกฯใส่บทเฉพาะกาล นัดประชุมทางการ 19 ส.ค. “มีชัย” ย้ำเงื่อนไขนายกฯคนนอกเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเลือกนายกฯจากบัญชีพรรคการเมืองไม่ได้ ... 16 ส.ค. 2559 07:51 16 ส.ค. 2559 07:51 ไทยรัฐ