วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ประหยัดตัวพ่อล่อด้วยแบตฯรุ่นใหม่วิ่งไกลกว่าเดิม BMW i3 94Ah

BMW Group ได้ทำการค้นคว้าวิจัยรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามานานแล้ว การพัฒนายานยนต์อนาคตดังกล่าวนั้นควบคู่ไปกับการพัฒนาปรับปรุงพลังงานจากมอเตอร์ ระบบชาร์จไฟ วัสดุน้ำหนักเบา และระบบ Active Hybrid จนได้รถยนต์พลังงานสะอาดรุ่นใหม่ล่าสุด ที่เปิดตัวไปเมื่อช่วงปลายปี ค.ศ. 2013 โดยวางรากฐานของรถยนต์ในตระกูลนี้ ด้วยการใช้อักษร i นำหน้ารุ่น ส่งผลให้ค่ายรถจากแดนไส้กรอกเจ้านี้ มีผลิตภัณฑ์ยานยนต์ที่ก้าวไกล และครอบคลุมการใช้งานหลากหลายรูปแบบ หนึ่งในรถรุ่นดังกล่าว คือ BMW i3 e-DRIVE ยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับคนเมืองยุคใหม่ที่มีประสิทธิภาพ จากรุ่นแรกสุดในปี 2013 BMW i3 60Ah (Ah=แอมป์ต่อชั่วโมง) มาถึงรุ่นใหม่ล่าสุด BMW i3 94 Ah ด้วยแบตเตอรี่รุ่นใหม่ล่าสุดที่เข้าช่วยยืดระยะทางการวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียวๆ ไกลกว่ารุ่นแรก จากนวัตกรรมแบตเตอรี่แบบใหม่ที่มีการร่วมมือพัฒนาระหว่าง BMW Group และ Samsung SDI เจ้า i3 รุ่นใหม่ล่าสุด 94 Ah จ่ายพลังงานไฟฟ้าได้สูงสุดที่ 33kWh แต่มีช่วงจ่ายไฟอย่างมีประสิทธิภาพดีที่สุดอยู่ที่ 29 kWh เมื่อทำการชาร์จกระแสไฟฟ้าเข้าไปเก็บในแบตเตอรี่จากสถานีชาร์จเร็วจะได้ความจุ 80% เทียบได้กับระยะเวลาในการชาร์จ 24 นาทีต่อการขับใช้งานบนระยะทางถึง 100 กิโลเมตร ส่วนการชาร์จไฟในบ้านพักอาศัยกลายเป็นเรื่องที่ง่ายดายคล้ายกับการชาร์จโทรศัพท์มือถือในตอนกลางคืน คุณก็แค่เสียบปลั๊กชาร์จไฟผ่านอุปกรณ์ BMW i Wallbox แล้วทิ้งเอาไว้แค่ 2 ชั่วโมงกับอีก 45 นาที แบตฯก็จะเต็มและสามารถวิ่งได้ไกล 300 กิโลเมตร มากกว่า i3 60 Ah ที่มีระยะทำการแค่ 190 กิโลเมตร

รถยนต์พลังงานไฟฟ้าจาก BMW ในรุ่นล่าสุด i3 94 Ah มีส่วนช่วยทำให้อากาศบนโลกสะอาดขึ้น แม้เพียงน้อยนิดแต่ก็ดีกว่าไม่คิดทำอะไรเลย รถอย่าง BMW i3 94 Ah เวอร์ชั่นที่ใช้แบตฯล้วนๆ กลายเป็นยานยนต์ไฟฟ้าประหยัดพลังงานและไม่มีการปล่อย Co2 ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจก BMW i3 60 Ah รุ่นแรกสุดนั้นลืมตาขึ้นมาดูโลกในปี ค.ศ. 2013 หลังจากนั้นในปี 2016 ทีมวิศวกรของ BMW ทุ่มเทพัฒนาแบตเตอรี่รุ่นใหม่เพื่อเพิ่มระยะทางในการขับใช้งาน ผู้บริหารของ BMW Group เล็งเห็นความสำคัญในการยืดระยะทำการของรถพลังงานไฟฟ้า โดยผลิต i3 รุ่นใหม่ 94 Ah ออกมาในแบบที่ผู้คนส่วนใหญ่คาดหวัง สมรรถนะที่ดีขึ้นของ BMW i3 94 Ah ไม่ว่าจะเป็นระยะทางในการวิ่งที่มากขึ้นจากประสิทธิภาพของแบตเตอรี่แบบใหม่กับน้ำหนักที่เบากว่ารถไฟฟ้าทั่วไป BMW i3 94 Ah ไม่ใช่รถไฟฟ้าทั่วไปที่วิ่งได้แค่ 150-200 กิโลเมตรแล้วแบตฯก็หมดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจาก i3 94 Ah มีการพัฒนาขีดความสามารถมากพอที่จะขับใช้งานในชีวิตประจำวันได้กว้างไกลมากยิ่งขึ้น เป็นรถพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบที่ประหยัดสุดๆ คันหนึ่งของวงการและมีประสิทธิภาพมากพอในการวิ่งทางไกลด้วยความเร็วสูง รวมถึงการใช้งานอย่างต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืนไม่ต้องมาคอยกังวลว่าแบตเตอรี่จะหมดกลางทางใน i3 รุ่นเพิ่มระยะทำการหรือ i3 94 Ah range extender แม้จะไม่ใช่รถสำหรับพวกขาแรงหรือสำหรับนักขับ แต่การที่ i3 94 Ah ทั้งสองรุ่นก็โผล่ออกมาได้จังหวะและเวลา มันหมายถึงการมีส่วนช่วยลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยของเสีย

ทรงแบบกล่องและไฟหน้าแนวน่ารักทำให้ i3 94 Ah ดูอ่อนโยนเหมาะกับการเป็นรถไฟฟ้าอนุรักษ์พลังงาน โครงสร้างน้ำหนักเบาผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์มีส่วนทำให้สมรรถนะในการขับใช้งานขึ้นถึงขีดสุด น้ำหนักของแบตเตอรี่ในรถไฟฟ้าคือสิ่งที่เข้ามาบั่นทอนประสิทธิภาพของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทุกคัน วิศวกรของ BMW พยายามลดทอนน้ำหนักส่วนเกินของ i3 94 Ah ด้วยการคัดเลือกวัสดุน้ำหนักเบามาประกอบขึ้นเป็นแชสซีและเปลือกตัวถังโดยยังคงคำนึงถึงความแข็งแกร่งในการใช้งาน รองรับและปกป้องผู้โดยสารด้วยระบบความปลอดภัยขั้นสูง โครงสร้างหลักของ i3 94 Ah ในส่วนของแชสซีและโครงสร้างหลักของห้องโดยสาร ผลิตด้วยอะลูมิเนียมทรงกล่อง เป็นโครงสร้างที่เรียบง่ายและไม่มีความสลับซับซ้อน สำหรับการลดระยะเวลาการประกอบในขั้นตอนของสายการผลิต แชสซีของ i3 ทนทานต่อแรงบิด รวมถึงกระจายแรงหากเกิดอุบัติเหตุ

วิศวกรของ BMW นำวัสดุที่มีความก้าวไกลด้านเทคโนโลยีวัสดุใหม่ของรถยนต์ วัสดุดังกล่าวคือ CFRP หรือ Carbon Fibre-Reinforced Plastic ที่ใช้ทำเปลือกตัวถังของรถแข่ง F1 มีน้ำหนักเบาแต่มีความแข็งแรงสูง การนำมาปรับใช้กับรถแบบ 2+2 ของ BMW i3 เนื่องจากคุณสมบัติของ Carbon Fibre-Reinforced Plastic สามารถรับและกระจายแรงไม่แตกต่างจากโครงสร้างที่ใช้โลหะ ในขั้นตอนของการวิจัยและพัฒนาโครงสร้างอย่างเข้มข้น ทำให้รถ i3 มีน้ำหนักรวมที่ 1,390 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าเบามากในกลุ่มรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า แชสซีอัลลอยออกแบบให้ท่อนส่วนกลางลำตัวเป็นรูปอุโมงค์ เพื่อการวางแบตเตอรี่ ตำแหน่งของการวางยังผ่านการคำนวณค่าเพื่อตัวเลขในการกระจายน้ำหนักที่ดี ซึ่งจะส่งผลไปถึงการขับขี่ควบคุม นอกจากนั้น จุดศูนย์ถ่วงและฐานล้อรวมถึงระดับความสูงของตัวรถ ยังผ่านการทดสอบเพื่อลดค่าศูนย์ถ่วงลงให้ต่ำมากที่สุด ตัวเลขการกระจายน้ำหนักหน้า-หลังที่ 50:50 ทำให้เจ้า i3 มีความเสถียรในทุกย่านความเร็ว

ห้องโดยสารออกแนวห้องนั่งเล่นที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ล้ำๆ ประตูหน้าบานโตทำให้สัดส่วนของประตูบานหลังเล็กจนแปลกตา กระจกลดระดับความสูงในส่วนของเบาะผู้โดยสารตอนหลังเพื่อเพิ่มทัศนวิสัยมุมมอง ไม้โทนสีอ่อน จอภาพที่คุณคุ้นเคยและตำแหน่งของคันเกียร์ที่แปลกประหลาดราวกับยานสตาร์วอร์ส ทำให้ห้องโดยสารของ BMW i3 94 Ah แตกต่างจากพี่น้องร่วมวงตระกูล BMW อย่างสิ้นเชิง

การออกแบบโดยย้ายคันเกียร์ไปอยู่ที่ก้านพวงมาลัยด้านขวาทำให้พื้นที่ส่วนกลางของซุ้มเกียร์หายไป กลายเป็นพื้นที่ว่างๆ ทำให้คนขับสามารถขยับตัวผ่านเบาะตอนหน้าได้อย่างที่ BMW คันอื่นทำไม่ได้ เกิดประโยชน์สูงสุดเมื่อคุณต้องจอดชิดกำแพงมากเป็นพิเศษเมื่อขับแล้วต้องจอดรถแถบเยาวราช ภายในของ BMW i3 94 Ah ยังให้อารมณ์ยานยนต์ต้นแบบ Concept Car ด้วยจอภาพและงานตกแต่งที่เชื่อมกับแนวคิดของดีไซเนอร์ชั้นนำอาจดูมีอุปกรณ์ไม่มากเหมือนรถไฟฟ้าจากแบรนด์อื่น แต่ความสลับซับซ้อนของระบบที่ถูกจัดวางปรุงแต่งมาเป็นอย่างดีทำให้การใช้งานง่ายดายด้วยการสร้างความคุ้นเคยในเวลาเพียงน้อยนิด เส้นโค้งและทึบสลับโปร่งของแดชบอรด์โชว์ให้เห็นแก่นแท้ของความตั้งใจและความสามารถของทีมออกแบบได้ดีที่สุด เส้นตะเข็บบนผ้า หนังและไม้ เส้นใยสังเคราะห์ บวกพลาสติกรีไซเคิล การออกแบบทำออกมาได้อย่างสวยงามลงตัว แผงประตู พนักเท้าแขน ปุ่มและสวิตช์กับพวงมาลัยทรงแปลกตาพร้อมจอภาพราวกับกำลังควบคุมยานเวลาไทม์แมชชีน

จอมัลติฟังก์ชั่นในส่วนคอนโซลกลาง ใช้ในการแสดงผลระบบ i-DRIVE ผ่านแป้นควบคุมอันเป็นเอกลักษณ์ของ BMW ยุคใหม่ พวงมาลัยสามก้านหุ้มหนังแท้ ส่วนเบาะโดยสารและแผงประตูรวมถึงงานตัดเย็บตกแต่งมีให้เลือกทั้งแบบหุ้มหนังหรือผ้าเนื้อหนา คอนโซลยังมีงานไม้คาดในตำแหน่งของผู้โดยสารด้านข้างคนขับ คอนโซลผลิตจากโฟมขึ้นรูปหุ้มด้วยไวนิล วิศวกร และนักออกแบบของ BMW ทำการติดตั้งก้านสวิตช์ควบคุมการขับขี่โดยสามารถปรับระบบการขับเคลื่อนผ่านก้านสวิตช์ ที่อยู่บริเวณด้านขวาของคอพวงมาลัย คล้ายกับการทำงานของก้านเกียร์อัตโนมัติ โดยมีตำแหน่งขับเคลื่อน D/P/N/R เรืองแสงสีแดงและสีเขียวในตำแหน่งที่กำลังถูกใช้งาน เพื่อทำให้ง่ายต่อการมอง รวมถึงความเรียบร้อยสวยงามรายละเอียดของชิ้นงานต่างๆ มีความประณีตตามสไตล์ของยานยนต์จากแดนไส้กรอกเหมือนเดิม มาตรวัดตรงหน้าคนขับใช้จอ LCD ขนาด 6.5 นิ้ว ที่ให้ความสว่างและความคมชัดสูง ส่วนจอของระบบ i-DRIVE ซึ่งควบคุมอุปกรณ์และระบบต่างๆ วางตำแหน่งไว้ที่กลางคอนโซลด้านบน เป็นจอ LCD ขนาด 8.8 นิ้ว ที่ออกแบบใหม่หมด แต่ยังคงคล้ายกับจอในรถรุ่น 3-Series f30 กึ่งกลางของเบาะคู่หน้า เป็นที่อยู่ของปุ่มสวิตช์ ควบคุมระบบ i-DRIVE รวมถึงสวิตช์ เลือกโหมดของการขับเคลื่อน แผงประตูและวัสดุที่ใช้ห่อหุ้มหลังคาเป็นผ้าสีเทา

BMW i3 e-DRIVE 94 Ah range extender
BMW i3 e-DRIVE รุ่นเพิ่มระยะทำการหรือ 94 Ah range extender ขับเคลื่อนด้วยพลังงานในรูปกระแสไฟจากแบตเตอรี่ ที่ส่งไปป้อนมอเตอร์ไฟฟ้า โดยทำการวางมอเตอร์ขับเคลื่อนไว้ที่ด้านหลังสำหรับล้อขับเคลื่อนคู่หลัง เครื่องยนต์ 2 สูบ รับหน้าที่ปั่นกระแสไฟฟ้าไปเก็บในแบตเตอรี่แทนที่จะใช้สำหรับเสริมแรงขับเคลื่อน เมื่อเครื่องยนต์ตัวจิ๋วรับหน้าที่แค่ปั่นไฟเข้าแบตฯ มันจึงถูกใช้งานเท่าที่จำเป็น ทำให้การใช้เครื่องยนต์ปั่นไฟมีความประหยัดมากกว่าใช้เครื่องยนต์มาขับเคลื่อนตัวรถ มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงของ i3 เวอร์ชั่นล่าสุด 94 Ah สามารถสร้างกำลังได้สูงสุดถึง 125 กิโลวัตต์ หรือ 170 แรงม้า กับแรงบิดที่เพียงพอต่อการขับขี่ ทั้งในและนอกเมืองที่ 250 นิวตันเมตร แรงบิดสูงสุดทะลักออกมาให้ใช้ตั้งแต่การออกตัว ทำให้ i3 รุ่นใหม่มีความกระฉับกระเฉง คล่องแคล่วว่องไวเมื่อขับในเมืองไม่แตกต่างไปจากรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ พลังงานจากแบตเตอรี่ในรูปของกระแสไฟฟ้าแรงดันสูง มีความเหนือชั้นในด้านของแรงบิดที่ถ่ายลงไปยังล้อขับเคลื่อนคู่หลัง

แรงบิดสูงสุดของรถยนต์แบบ Hybrid ยังคงต้องอิงกับแรงบิดสูงสุดของเครื่องยนต์เป็นหลัก แตกต่างจากรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าล้วนๆ อย่าง BMW i3 94 Ah ที่แรงบิดสูงสุดมีให้ใช้ตั้งแต่การเริ่มต้นวิ่งออกตัวจากจุดหยุดนิ่ง อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำได้ 7.3 วินาที เร็วจิ้ดจนเหลือเชื่อแรงพอฟัดพอเหวี่ยงกับ MINI Cooper S ส่วนความเร็วปลายไหลไปได้ถึง 156 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วสูงสุดของมันถูกล็อกไว้แค่ 156 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เนื่องจากเป็นยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ไม่จำเป็นต้องเร็วระดับ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งจะทำให้เกิดการสิ้นเปลืองกระแสไฟจากแบตเตอรี่โดยใช่เหตุ แบตเตอรี่ใน BMW i3 e-DRIVE รุ่น 94 Ah ประจำปี 2016 เป็นแบบลิเทียม-ไอออน 8 โมดูล 96 เซลล์ (แต่ละโมดูลมี 12 เซลล์) สามารถปล่อยแรงเคลื่อนไฟฟ้าในระดับ 360 โวลต์ จ่ายพลังงานไฟได้ 22 กิโลวัตต์ แบตเตอรี่ทั้งชุดเมื่อทำงานจะมีความร้อนแพร่ออกมา และทำให้อุณหภูมิของห้องเก็บแบตฯ สูงเกินความจำเป็น วิศวกรของ BMW จึงทำการติดตั้งอุปกรณ์หล่อเย็นเพื่อลดอุณหภูมิของแบตฯ ขณะทำงาน โดยอุณหภูมิแบตเตอรี่แบบลิเทียม-ไอออน จะสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ที่อุณหภูมิประมาณ 20 องศาเซลเซียส แบตฯ แบบลิเทียม-ไอออนของ i3 มีระยะเวลาในการชาร์จกระแสไฟ 6 ชั่วโมง ในการเสียบชาร์จจากไฟบ้าน หากต้องการชาร์จเร็วในสถานีชาร์จไฟ (ที่มีอยู่ทั่วไปในยุโรป ตามเมืองใหญ่ๆ) จะใช้เวลาในการชาร์จประมาณ 2 ชั่วโมง 45 นาที ส่วนอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออน มีอายุเฉลี่ย 8 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะเวลาในการรับประกันชุดแบตฯ ตามมาตรฐานของค่าย BMW Group

BMW i3 รุ่นระยะทำการไกลหรือ i3 range extender มีการนำเอาเครื่องยนต์ขนาดเล็กของรถจักรยานยนต์เพื่อปั่นไฟเข้าแบตเตอรี่ โดยจะทำงานเมื่อระบบตรวจพบว่าแบตเตอรี่เริ่มมีกำลังไฟเหลือน้อย หรือผู้ขับกดปุ่มสั่งงานให้ชาร์จไฟเข้าแบตฯ ระบบ E-Drive จะสั่งงานไปยังเครื่องยนต์ให้ติดตัวเองแบบอัตโนมัติทันที เครื่องยนต์สุดแหวกแนวของ BMW i3 เป็นเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์แบบสองสูบตัวเล็กราวกับเครื่องรถตัดหญ้า มีปริมาตรความจุ 647 ซีซี เครื่องแบบ 2 สูบ แถวเรียง เชื้อเพลิงเบนซิน สร้างเรี่ยวแรงได้ 34 แรงม้า สำหรับการรับหน้าที่ปั่นกระแสไฟฟ้าไปยังแบตเตอรี่ แรงบิดสูงสุดของเจ้าจิ๋ว 2 กระบอกสูบตัวนี้ อยู่ที่ 55 นิวตันเมตร ที่ 4,300 รอบต่อนาที ถังเชื้อเพลิงของ BMW i3 มีปริมาตรความจุเพียงแค่ 9 ลิตร สำหรับโหมดการขับเคลื่อนแบบประหยัด BMW 3 e-DRIVE ไปได้ไกลถึง 340 กิโลเมตร โดยที่เครื่องยนต์จะติดตัวเองในช่วงท้ายๆ ก่อนถึงจุดหมายปลายทาง ขึ้นอยู่กับการใช้คันเร่งของผู้ขับขี่เป็นหลัก เพื่อรองรับระยะทางการวิ่งทางไกลแบบจิบเชื้อเพลิงในช่วงท้ายๆ สำหรับการปั่นไฟไปเก็บยังแบตเตอรี่ โดยมีอัตราสิ้นเปลืองแค่ 0.6 ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร หรือ 166.67 กิโลเมตรต่อลิตร! เครื่องยนต์ขนาด 2 กระบอกสูบตัวนี้ ยังปล่อย CO2 เพียงแค่ 13 กรัม ต่อระยะทาง 1 กิโลเมตรเมื่อมันทำงาน ส่วนการวิ่งด้วยมอเตอร์เพียวๆ ค่ามลพิษของ BMW i3 จะเท่ากับศูนย์

ความสูง 1,578 มิลลิเมตร วัดจากพื้นถึงหลังคาทำให้ตำแหน่งนั่งขับสูงโด่งโจ้งราวเอ็มพีวี พวงมาลัยคงเส้นคงวา ทำงานด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคอยแปรผันน้ำหนักไปตามความเร็วและให้ความรู้สึกถึงความเป็นรถ BMW แบตเตอรี่ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างเพลาหน้ากับเพลาหลังโดยวางไว้บนพื้นทำให้จุดศูนย์ถ่วงของเจ้ากล่องไฟฟ้าคันนี้มีตัวเลขที่ดี ช่วงล่างแข็งสไตล์ BMW ต้องวิ่งบนทางเรียบๆ ถึงจะรับรู้ถึงประสิทธิภาพของโช้คและสปริง แรงสั่นสะเทือนจะปรากฏขึ้นบ้างเมื่อวิ่งผ่านผิวถนนที่ไม่เรียบแต่ไม่ได้มากเหมือนรถสปอร์ต ความสมดุลของกำลังและระบบรองรับทำให้ขับได้สนุก เร่งความเร็วเมื่อเจอทางโล่งได้อย่างมาดมั่นไม่แตกต่างไปจากรถเก๋งเครื่องโตที่กินเชื้อเพลิง แถมยังไร้มลพิษเมื่อวิ่งอยู่ในโหมดประหยัดโดยไม่ติดเครื่องยนต์ปั่นไฟ ไดนามิกออกมาในแบบกลางๆ ผสมปนเประหว่าง BMW Series 2 Active Tourer แต่เป็น Active Tourer ที่มีราคาแพงขึ้นมาอีกหนึ่งเท่าตัวจากระบบขับเคลื่อนที่แปลกแยกของมัน

มอเตอร์ไฟฟ้าต่อเชื่อมกับเฟืองท้าย ส่วนเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ 2 สูบ ในรุ่น i3 94 Ah range extender มีปริมาตร 674 ซีซี ติดตั้งอยู่ข้างๆ มอเตอร์ไม่ได้มีหน้าที่ขับเคลื่อนตัวรถแต่มีหน้าที่ปั่นไฟเข้าไปเก็บในแบตเตอรี่ ช่วยเพิ่มระยะทางการวิ่งทางไกลแบบหายห่วง ไม่ต้องกังวลว่าจะกินข้าวลิง เพราะแบตฯไปหมดกลางทาง สำหรับรุ่นไฟฟ้าเต็มรูปแบบที่ต้องเสียบปลั๊กชาร์จไฟทิ้งไว้ข้ามคืนสามารถทำระยะทางได้ด้วยแบตเตอรี่เพียวๆ ไกล 300 กิโลเมตร (ที่ย่านความเร็วต่ำ) เพียงพอสำหรับการขับในเมืองทั้งวันโดยเฉพาะเมืองที่มีสภาพการจราจรหนาแน่นทั่วโลก แบตเตอรี่ Lithium-ion ขนาด 32 กิโลวัตต์ พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยน้ำเพื่อลดอุณหภูมิของแบตฯ ขณะใช้งาน น้ำหนักรวมของ BMW i3 อยู่ที่ 1.3 ตัน ไม่สร้างภารกรรมให้กับมอเตอร์มากนัก สำหรับตัวเลขอัตราสิ้นเปลือง 166 กิโลเมตรต่อลิตร (ที่ความเร็วต่ำ) ใน i3 94 Ah range extender เกิดขึ้นจากการออกแบบระบบชาร์จไฟเสริมทั้งการยกคันเร่งและการใช้เบรกก็จะกลายเป็นการชาร์จกระแสไฟเข้าแบตฯ แบบอัตโนมัติ ขับในเมืองหรือออกทางไกล เมื่อยกคันเร่งจะเกิดอาการหน่วงคล้ายรถเบรกด้วยตัวของมันเอง การหน่วงเมื่อยกคันเร่งที่มากกว่ารถ Hybrid ทำให้วิศวกรของ BMW ต้องทำให้ไฟเบรกติดทุกครั้งที่ผู้ขับทำการยกคันเร่งเพื่อความปลอดภัย

Range Extender คือความหมายของคำว่ายืดระยะการปฏิบัติการณ์ ด้วยการใช้เครื่องยนต์มาช่วยปั่นกระแสไฟฟ้ายืดระยะทางการวิ่ง ทำให้ BMW i3 สามารถห้อได้ทั้งวันโดยไม่ต้องห่วงว่าไฟจะหมดแบตเตอรี่จนต้องจอดกลางทางเพื่อชาร์จกระแสไฟฟ้า เมื่อไฟใกล้หมดแบตฯ ระบบก็จะสั่งปลุกเจ้าจิ๋วสองสูบขึ้นมาเพื่อรับหน้าที่ชาร์จไฟใส่แบตฯ ขณะที่ยังคงขับเคลื่อนไปยังจุดหมาย เมื่อจอดรถหลังจากขับมาทั้งวัน การชาร์จไฟก็แค่เสียบปลั๊กต่อเข้ากับไฟบ้านทิ้งข้ามคืนเอาไว้ เช้าขึ้นมาขับรถออกไปทำงานโดยวิ่งด้วยมอเตอร์และสั่งยกเลิกการชาร์จไฟจากเครื่องยนต์ ระบบเบรกแบบสะสมพลังงาน Brake Energy Re-generation เป็นการนำเอาพลังงานจลน์ที่เกิดขึ้นจากการเบรกและสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ในรถทั่วๆไปให้สามารถนำกลับมาใช้ในรูปแบบของพลังงานไฟฟ้า โดยประจุพลังไฟกลับคืนไปยังแบตเตอรี่อย่างต่อเนื่องตลอดการขับขี่ทุกครั้งที่ใช้เบรก

ข้อมูลผลิตภัณฑ์จาก BMW Group
เทคโนโลยีแบตเตอรี่ หัวใจสำคัญของ BMW Group
ความนิยมของยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคตจะขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าในเทคโนโลยีแบตเตอรี่เป็นสำคัญเพราะศักยภาพการทำงานของแบตเตอรี่กำลังไฟสูงคือกุญแจสำคัญที่จะตอบโจทย์ผู้บริโภคในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น

1-ระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้า·เวลาในการชาร์จแบตเตอรี่

2-สมรรถนะของระบบส่งกำลัง·ความน่าเชื่อถือ ความทนทาน

3-ความปลอดภัย

4-ราคา

แบตเตอรี่กำลังไฟสูง มอเตอร์ไฟฟ้าและระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะเป็นรากฐานสำคัญของเทคโนโลยี eDrive ของ BMW ที่มีในรถยนต์ตระกูล i และ iPerformance ตั้งแต่แรกเริ่มของการพัฒนาเทคโนโลยี eDrive ค่ายใบพัดสีฟ้า-ขาว ตัดสินใจใช้วิธีผลิตส่วนประกอบเทคโนโลยี eDrive ในลักษณะเดียวกันกับการผลิตเครื่องยนต์สันดาปภายในซึ่งก็คือการพัฒนาและผลิตด้วยตนเองโดยมีการปรับแต่งให้เข้ากับรถยนต์แต่ละรุ่นโดยเฉพาะ เพราะนี่เป็นวิธีเดียวที่จะสามารถใช้ประโยชน์สูงสุดจากพลังงานไฟฟ้าในระบบส่งกำลังเพื่อช่วยลดการใช้พลังงานและการปล่อยมลภาวะได้อย่างทั่วถึงที่สุด โดยไม่ทิ้งประสบการณ์การขับขี่ในแบบเฉพาะของ BMW ที่มุ่งเน้นสมรรถนะสไตล์สปอร์ตและการขับขี่ในแบบรถยนต์ระดับพรีเมียม

ชุดแบตเตอรี่กำลังไฟสูงของ BMW Group ผลิตตามมาตรฐานคุณภาพของยนตรกรรมระดับพรีเมียม ดังจะเห็นได้จากสมรรถนะที่คงที่เสมอไม่ว่าจะในยามขับขี่ระยะสั้นหรือระยะยาว โดยแม้ว่าจะเหลือพลังงานให้ขับขี่ได้อีกไม่ไกลนักแต่ความสนุกในการขับขี่จะยังคงอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย ทำให้แบตเตอรี่ของ BMW แตกต่างจากแบตเตอรี่ของผู้ผลิตรายอื่นอย่างชัดเจน นอกจากนี้แบตเตอรี่ของบีเอ็มดับเบิลยูยังมีความไวต่ออุณหภูมิน้อยกว่าแบตเตอรี่ในรถยนต์แบรนด์อื่นๆ โดยสมรรถนะของแบตเตอรี่อาจเปลี่ยนแปลงไปเมื่อเจออุณหภูมิภายนอกที่ต่ำถึงขีดสุดเท่านั้น และแม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ดังกล่าว แบตเตอรี่ BMW ก็ยังคงรักษาระดับพลังงานไฟฟ้าให้สม่ำเสมอได้ตามมาตรฐาน

ชุดแบตเตอรี่กำลังไฟสูงของ BMW Group ได้รับการออกแบบมาให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน มีการรับประกันแบตเตอรี่ในรถยนต์ไฟฟ้าได้นานถึง 8 ปี เพื่อผสมผสานความปลอดภัย ความคงทนประสิทธิภาพการทำงาน และคุณภาพระดับสูงไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบขั้นตอนการผลิตจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ โรงงานที่เมืองดิงโกลฟิงก์ถือเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ระบบไฟฟ้าของ BMW ที่มีประสิทธิภาพโดยเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่กำลังไฟสูง แชสซีรถยนต์ และส่วนประกอบอื่นๆ ของระบบส่งกำลังสำหรับรถยนต์ BMW ตระกูล i และรถยนต์ BMW รุ่น Plug in Hybrid ที่จะมีการเปิดตัวในอนาคต

เซลล์แบตเตอรี่ที่ใช้ในรถยนต์ BMW ตระกูล i3 / i8 และรถยนต์ BMW Plug in Hybrid ในรุ่นหลักมีแหล่งที่มาจากผู้ผลิตเซลล์แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนชั้นนำ โดยเมื่อมีเซลล์รุ่นใหม่เข้ามาในตลาดจะมีการคัดเลือกผู้จัดหาวัตถุดิบครั้งใหม่ เพื่อให้แน่ใจว่า BMW จะได้เทคโนโลยีเซลล์แบตเตอรี่ที่ดีที่สุดในตลาดในราคาที่เหมาะสม BMW Group เชื่อว่าบริษัทจะประสบความสำเร็จก็ต่อเมื่อมีความเข้าใจในเรื่องการผลิตและสารเคมีภายในเซลล์แบตเตอรี่อย่างถ่องแท้จนเทียบเท่ากับมาตรฐานที่ใช้กำกับการผลิตเครื่องยนต์แบบสันดาปภายใน ส่วนในด้านการศึกษาวิจัยเรื่องเซลล์แบตเตอรี BMW Group มีการดำเนินการประเมินและวิเคราะห์คุณภาพเซลล์แบตเตอรีด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอเครือข่ายทีมค้นคว้าวิจัยทำการศึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยีแบตเตอรี่โดยครอบคลุมทุกด้าน รวมถึงการพัฒนาวัตถุดิบ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการเสริมสมรรถนะของแบตเตอรี่ให้ตอบโจทย์ของลูกค้าทั้งในด้านขนาด ความจุ กำลังไฟ และราคา โดยยังคงรักษามาตรฐานในเรื่องของความคงทน อายุการใช้งานและความปลอดภัยไว้ได้ ความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาระหว่าง BMW Group ผู้ผลิตวัตถุดิบ และผู้ผลิตเซลล์แบตเตอรี่ช่วยให้ BMW สามารถสรรสร้างนวัตกรรมแห่งอนาคตโดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อให้รถยนต์ BMW ตระกูล i และ iPerformance มาพร้อมกับเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ดีที่สุดอยู่เสมอ ตามมาตรฐานคุณภาพระดับพรีเมียมอันเป็นพิ้นฐานของ BMW Group

การผลิตชุดแบตเตอรี่กำลังไฟสูงของรถบีเอ็มดับเบิลยูตระกูลi และ iPerformance ณ โรงงานดิงโกลฟิงก์นั้นประกอบไปด้วยสองขั้นตอนใหญ่ๆ โดยขั้นแรกคือการบรรจุเซลล์ลิเธียม-ไอออนไว้ในโมดูลแบตเตอรี่ด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ โดยแต่ละโมดูลมี 16 เซลล์ด้วยกัน ถัดจากนั้นโมดูลแบตเตอรี่จะถูกนำมาติดตั้งในเคสอะลูมิเนียมพร้อมกับตัวเชื่อมต่อวงจรไฟฟ้าอุปกรณ์ควบคุม และระบบทำความเย็น ชุดแบตเตอรี่แต่ละชุดจะถูกปรับแต่งให้เข้ากับความต้องการของรถยนต์แต่ละรุ่นโดยอาจประกอบไปด้วย 5 หรือ 6 โมดูลการออกแบบชุดแบตเตอรี่ด้วยโมดูลนี้ทำให้ชุดแบตเตอรี่กำลังไฟสูงสามารถปรับแต่งขนาดและรูปร่างให้เข้ากับรถยนต์แต่ละรุ่นได้พอดีดังนั้น รถยนต์ทุกรุ่นจึงมีแบตเตอรี่ที่เหมาะสมกับพื้นที่และตำแหน่งในการติดตั้งการออกแบบและกรรมวิธีการผลิตชุดแบตเตอรี่กำลังไฟสูงนี้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการถ่ายโอนความรู้ความสามารถจากนวัตกรรมของรถยนต์ BMW ตระกูล i เนื่องจากเทคนิควิธีการมากมายที่นำมาใช้ผลิตแบตเตอรี่เหล่านี้ให้มีคุณภาพสูงเชื่อถือได้ ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในการผลิตรถยนต์ BMW i3 และ BMW i8 ก่อนจะนำมาขัดเกลาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องจวบจนปัจจุบัน

เซลล์แบตเตอรี่ที่ถูกสั่งมาโดยเฉพาะสำหรับ BMW Group จะถูกนำมาตรวจสอบเมื่อเดินทางมาถึงโรงงานดิงโกลฟิงก์ ก่อนจะนำมาเตรียมความพร้อมก่อนประกอบเป็นโมดูลแบตเตอรี่ด้วยเครื่องจักรสายการผลิตอัตโนมัติของ BMW Group จะทาสารยึดเหนี่ยวลงบนเซลล์แบตเตอรี่เพื่อบรรจุลงในโครงโมดูลด้วยการอัดเชื่อมก่อนจะติดตั้งวัสดุระบายความร้อนและเชื่อมหัวจ่ายไฟของแต่ละเซลล์ด้วยเลเซอร์โมดูลที่ประกอบเสร็จแล้วจะนำมาประกอบต่อเป็นชุดแบตเตอรี่ของรถยนต์แต่ละรุ่นโดยปัจจุบัน โรงงานดิงโกลฟิงก์ของ BMW Group สามารถผลิตชุดแบตเตอรี่กำลังไฟสูงได้ทั้งหมด 3 แบบด้วยเทคนิคการผลิตแบบเซลลูลาร์ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูง และยังคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพและคุณภาพของแบตเตอรี่ได้เป็นอย่างดีดังนั้น กำลังการผลิตแบตเตอรี่จึงสามารถปรับเพิ่มลดได้ทุกเมื่อตามความเหมาะสมขณะที่การเพิ่มแบตเตอรี่รุ่นใหม่เข้าสู่สายการผลิตก็ทำได้อย่างง่ายดาย

เปิดทัศนะสู่อนาคตแห่งโลกยานยนต์:ความสำเร็จที่ไม่หยุดยั้งกับ BMW i3 94 Ah
รถยนต์ในตระกูล BMWi ได้นำความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาสู่ BMW Group ด้วยรถยนต์ BMWi3 ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อการขับขี่ในเมืองด้วยพลังงานไฟฟ้าเต็มตัวและรถสปอร์ตปลั๊กอินไฮบริด BMW i8 ที่สร้างมาตรฐานใหม่ระดับโลกในด้านการขับขี่ที่ทั้งสนุกสนานหรูหรามีระดับ และยั่งยืน เสน่ห์ของรถยนต์ทั้งสองรุ่นมีที่มาจากงานออกแบบอันล้ำยุคเทคโนโลยีระบบส่งกำลังรถที่เหนือชั้น งานวิศวกรรมยานยนต์น้ำหนักเบา นวัตกรรมเพื่อการเชื่อมต่อกับโลกดิจิทัลและวัสดุและกระบวนการการผลิตที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าด้วยแนวคิดการออกแบบและพัฒนาที่ครอบคลุมประสบการณ์การขับขี่ในทุกด้านพร้อมด้วยการตอกย้ำวิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืนอย่างแน่วแน่ รถยนต์ BMW i จึงเป็นแบรนด์ที่ได้รับรางวัลในช่วงเปิดตัวมากกว่าทุกแบรนด์ในประวัติศาสตร์วงการยานยนต์ ความสำเร็จในตลาดโลกของรถยนต์ BMW i เป็นเครื่องยืนยันถึงเสน่ห์ดึงดูดของแนวคิดการขับขี่อย่างยั่งยืนในยานยนต์ระดับพรีเมียมโดยนับตั้งแต่การเปิดตัวเมื่อปี 2013 เป็นต้นมา BMW i3 ได้กลายมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดขายสูงสุดของโลกในกลุ่มรถยนต์คอมแพกต์ระดับพรีเมียมและด้วยเวลาเพียงสองปีครึ่งหลังเริ่มทำตลาด ส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของ BMW i3 ก็ได้พุ่งทะยานขึ้นสูงกว่าส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ทั่วไปของแบรนด์ BMW เองเสียด้วยซ้ำ (ข้อมูลทั้งหมดจาก POLK/IHS, 6/2016) ทั้งนี้อาจสังเกตได้ว่ารถยนต์ BMW i ประสบความสำเร็จเป็นพิเศษในประเทศที่มีการรณรงค์สนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าด้วยมาตรการที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ขับขี่เช่นสิทธิประโยชน์ทางภาษี ที่จอดรถเฉพาะ และสิทธิพิเศษในการขับขี่ย่านใจกลางเมือง ยกตัวอย่างเช่น ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2016 ยอดขายรถยนต์ BMW i3 ในประเทศนอร์เวย์สูงกว่ารถยนต์ BMW Series- 3 ซึ่งโดยปกติเป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดด้วยอัตราส่วนกว่าเท่าตัว

ในประเทศจีน BMW i3 กำลังรุดหน้าเปิดตลาดใหม่ที่เปี่ยมด้วยศักยภาพในการเติบโต โดยถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้านำเข้ารุ่นแรกที่ทำตลาดโดยผู้ซื้อไม่ต้องเสียภาษีและไม่ต้องผ่านการจับสลากแย่งชิงโควตาเลขทะเบียนเหมือนรถยนต์รุ่นอื่นแต่อย่างใดส่วนรถยนต์ BMWi8 มียอดขายรวมสูงกว่ารถยนต์สปอร์ตปลั๊กอินไฮบริดรุ่นอื่นๆ ทั้งหมดรวมกัน นอกจากนี้รถยนต์ BMW i ทั้งสองรุ่นมีอัตราการดึงลูกค้าจากแบรนด์อื่นในระดับที่สูงเป็นพิเศษ โดยพบว่ากว่า 80% ของลูกค้าที่ซื้อรถยนต์รุ่น i3 เป็นลูกค้าหน้าใหม่ของ BMW Group ทั้งสิ้นนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นสำหรับรถยนต์ BMW ตระกูล i โดยเฉพาะ มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการพัฒนาตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในภาพรวมเช่นในกรณีของโครงสร้างรถยนต์ในตระกูล BMW i ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษด้วยโครงห้องโดยสารที่ผลิตขึ้นจากวัสดุพลาสติกเสริมคาร์บอนไฟเบอร์ (CFRP) และแชสซีอะลูมิเนียม ที่ถือเป็นการเปิดมิติใหม่ให้กับนวัตกรรมการออกแบบยานยนต์น้ำหนักเบายิ่งไปกว่านั้นกระบวนการการผลิตของรถยนต์ในตระกูลนี้ยังนำวัสดุรีไซเคิลและวัสดุธรรมชาติมาปรับใช้พร้อมด้วยการใช้พลังงานหมุนเวียนในขั้นตอนการผลิต ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำลงกว่า 70% และลดการใช้พลังงานถึง 50% ความสำเร็จทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการตอกย้ำแนวคิดของ BMW ในการพัฒนาอย่างยั่งยืนจนนำไปสู่การลดผลกระทบของรถยนต์ตระกูลนี้ที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนบริการล้ำสมัย BMW ConnectedDrive สำหรับยานยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่อย่าง Park Now และ Charge Now ก็เป็นเครื่องสะท้อนวิสัยทัศน์ของ BMW i ในการใช้นวัตกรรมการเชื่อมต่อแบบอัจฉริยะเพื่อปูทางไปสู่การยกระดับความสะดวกสบายและการใช้งานรถยนต์ในชีวิตประจำวันโดยคำนึงถึงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ

บทบาทของรถยนต์ BMW ตระกูล i ในฐานะผู้บุกเบิกยังสะท้อนให้เห็นได้จากการถ่ายโอนองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีไปสู่แบรนด์อื่นๆ ของ BMW Group เช่นเทคโนโลยี BMW eDrive ที่นำเสนอการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบโดยปราศจากมลภาวะในรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดตระกูล BMW iPerformance เช่น 330e / X5 xDRIVE 40e ซึ่งจะทำตลาดครอบคลุม 4 เซ็กเมนต์นับตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนปี 2016 เป็นต้นไป ส่วนรถยนต์หรูอย่าง BMW Series-7 ใหม่ ในรูปแบบ Plug in Hybrid ก็นำโครงสร้างตัวถังแบบ Carbon Core และไฟหน้า BMW Laserlight ที่เปิดตัวครั้งแรกในรุ่น i8 มาใช้งาน ด้วยเทคโนโลยี BMW eDrive ซึ่งประกอบไปด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าชุดแบตเตอรี่กำลังไฟสูง ระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ และการประยุกต์ใช้วัสดุ CFRP ทำให้ BMW Group เป็นผู้นำระดับโลกในด้านการพัฒนานวัตกรรมยานยนต์ ด้วยเทคโนโลยีที่พร้อมสำหรับการนำไปปรับใช้จากรถยนต์ BMW i ไปสู่รถยนต์รุ่นอื่นๆของ BMW Group ถึงแม้ว่า BMW i จะสร้างยอดขายรวมให้กับ BMW Group ได้เพียง 1% แต่รถยนต์ล้ำสมัยเหล่านี้กลับมีศักยภาพเต็มร้อยในฐานะสัญลักษณ์แทนอนาคตอันแข็งแกร่งของบริษัท

ขับขี่อย่างปราศจากมลภาวะได้นานกว่ากับ BMW i3 94 Ah
ความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเทคโนโลยีด้วยตนเองของ BMW Group ได้ส่งผลโดยตรงต่อการยกระดับนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ตระกูล i นับตั้งแต่ฤดูร้อนปี 2016 เป็นต้นไป BMW จะเริ่มทำตลาดรถยนต์ i3 รุ่นใหม่ 94Ah ที่มีความจุแบตเตอรี่มากกว่ารุ่นก่อนหน้า ด้วยเซลล์ลิเธียมไอออนที่มีความหนาแน่นของพลังงานมากกว่าเดิมจึงทำให้ความจุของแบตเตอรี่ใน i3 รุ่น 94Ah สูงถึง 33 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ถึงแม้ว่าตัวแบตเตอรี่จะยังมีขนาดเท่าเดิมแต่ระยะทางการขับขี่กลับเพิ่มขึ้นถึง 50% ตามผลการทดสอบ NEDC จากระยะทางสูงสุดเดิม 190 กิโลเมตร (118 ไมล์) เป็นมากกว่า 300 กิโลเมตร (186 ไมล์) ส่วนระยะทางการขับขี่ในสภาวะถนนจริงด้วยการชาร์จแบตเตอรี่ครั้งเดียวก็เพิ่มขึ้นเป็น 200 กิโลเมตร (124 ไมล์) แม้ขณะขับขี่ในสภาวะอากาศที่ทำให้จำเป็นต้องใช้ระบบปรับอากาศหรือฮีทเตอร์ไปด้วยก็ตาม

BMW i3 94 Ah ยังคงใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบไฮบริดที่มีกำลังสูงสุด125 กิโลวัตต์ / 170 แรงม้า จึงยังคงมีสมรรถนะใกล้เคียงกับรุ่นเดิมด้วยอัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (62 ไมล์ต่อชั่วโมง) ที่ 7.3 วินาที จึงถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มีสมรรถนะโดดเด่นที่สุดในระดับเดียวกัน ทั้งยังใช้พลังงานคุ้มค่าที่สุดด้วยอัตราการใช้ไฟฟ้า 12.6 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ต่อ 100 กิโลเมตร (ผลการทดสอบโดย NEDC) ทั้งนี้ BMW จะทำตลาด i3 รุ่นใหม่ควบคู่กับ i3 รุ่นเดิมที่ใช้แบตเตอรี่ 60 Ah โดยที่ทั้งสองรุ่นสามารถติดตั้งชุดเครื่องยนต์ rangeextender ได้ (อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 0.6 / 0.6 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร [470.8 / 470.8 mpg] อัตราการใช้ไฟฟ้า 11.3 /13.5 กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อ 100 กิโลเมตร และอัตราปล่อยก๊าซ CO2 12 / 13 กรัมต่อกิโลเมตร สำหรับรุ่น 94 Ah และ 60Ah ตามลำดับ จากการทดสอบตามมาตรฐานสหภาพยุโรปโดยผลที่ได้อาจแตกต่างกันไปตามชนิดยางรถยนต์ที่ใช้) เพื่อเพิ่มระยะการเดินทางสูงสุดไปอีก 150 กิโลเมตร (93 ไมล์) ด้วยการชาร์จแบตเตอรี่จากพละกำลังของเครื่องยนต์ 2 สูบ

การเปิดตัว BMW i3 รุ่นใหม่ประจำปี 2017 ทำให้รถยนต์คอมแพกต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมที่ขายดีที่สุดรุ่นนี้มีทำตลาดถึง 4 รุ่นย่อยด้วยกัน และเนื่องในโอกาสการเปิดตัว BMW i3 94 Ah นี้ BMW i ขอเสนอชุดอุปกรณ์เสริมพิเศษ และสถานีชาร์จแบบติดตั้งที่บ้านที่มีกำลังไฟแรงกว่ารุ่นเดิมให้ลูกค้าได้พิจารณาเลือกซื้อส่วนลูกค้าที่เป็นเจ้าของรถยนต์ BMW i3 รุ่นเดิมก็สามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่เป็นรุ่นใหม่ได้ เนื่องจากแบตเตอรี่กำลังไฟสูงของตัวรถได้รับการออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่นสูงพร้อมรองรับการสับเปลี่ยนชิ้นส่วนได้อย่างคล่องตัวปัจจุบันบีเอ็มดับเบิลยู i ยังคงเร่งพัฒนาแนวคิดโครงสร้างตัวถังแบบผสมที่ใช้วัสดุ CFRP ร่วมกับวัสดุรีไซเคิลให้มากขึ้น ทั้งยังมุ่งบุกเบิกพัฒนาบริการเพื่อรองรับการขับขี่ไม่ว่าจะเป็นในด้านการชาร์จแบตเตอรี่ การจอด หรือการขับขี่อัตโนมัติ.

BMW i3 94Ah 2017
Consumption
Electricity consumption in kWh/100 km 12.6* / 13.1**
CO2 emissions combined in g/km 0
Energy efficiency (with Range Extender: CO2 efficiency) A+

Range and battery
Electric range in km (NEDC) 300–312***
Customer-orientated range in km 200***
Capacity of lithium-ion battery in kWh 27.2
Fast charging, e.g. at DC fast-charging station: DC; 125 A; 50 kW (80 %) Under 40 min.
Charging time of high-voltage battery in h at 16 A (80%) 7.5


Weight
Unladen weight in kg (DIN) 1,320
Max. permissible weight in kg 1,670
Permitted load in kg 425
Permitted axle load front/rear in kg 750/955

BMW eDrive
Electric motor: Output in kW 125
Electric motor: Max. torque in Nm 250
Performance Top speed fully electric in km/h 156
Acceleration 0–100 km/h in s 7.3
Elasticity 80–120 km/h in s 5.1

Wheels
Tyre dimensions front 155/70 R19 84 Q
Tyre dimensions rear 155/70 R19 84 Q
Wheel dimensions front 5 J x 19 inches, light-alloy
Wheel dimensions rear 5 J x 19 inches, light-alloy


Wheelbase 2,570 mm
Track/tread (front)1,571 mm
Track/tread (rear)1,576 mm
Length 4,008 mm
Width 1,775 mm
Height 1,578 mm
Ground clearance 140 mm
length:wheelbase ratio1.56
Kerb weight 1,297 kg 2,859 lb
Weight distribution 48.4 % frontfuel tank capacity

BMW i3 94 Ah Range Extender 2017
Consumption
Electricity consumption in kWh/100 km 11.3* / 11.9**
CO2 emissions combined in g/km 12* / 13*
Energy efficiency (with Range Extender: CO2 efficiency)
Range Extender Consumption combined in l/100 km 0.6
Tank capacity, approx. in l =9

Range and battery
Electric range in km (NEDC) 231–240***
Customer-orientated range in km 330***
Capacity of lithium-ion battery in kWh 27.2
Fast charging, e.g. at DC fast-charging station: DC; 125 A; 50 kW (80 %) Under 40min.
Charging time of high-voltage battery in h at 16 A (80%) 7.5


BMW eDrive
Electric motor: Output in kW 125
Electric motor: Max. torque in Nm 250
Performance Top speed fully electric in km/h 150
Acceleration 0–100 km/h in s 8.1
Elasticity 80–120 km/h in s 5.7

Wheels Tyre dimensions front 155/70 R19 84 Q
Wheels Tyre dimensions rear 175/60 R19 84 Q
Wheel dimensions front 5 J x 19 inches, light-alloy
Wheel dimensions rear 5.5 J x 19 inches, light-alloy

Wheelbase 2,570 mm
Track/tread (front)1,571 mm
Track/tread (rear)1,576 mm
Length 4,008 mm
Width 1,775 mm
Height 1,578 mm
Ground clearance140 mm
length:wheelbase ratio1.56
Kerb weight 1,420 kg 3,131 lb
Weight distribution 44.9 %
frontfuel tank capacity 7 litres 1.5 UK Ga l1.8 US Gal

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

ขับก่อนใครลองกันในออสเตรีย BMW i3 94 Ah แบตเตอรี่ใหม่วิ่งไกลกว่าเดิมนะจ๊ะ 0-100 ใน 7.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 156 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไฟจากแบตฯเพียวๆ ลากยาว 300 กิโลเมตรแบบไม่ปล่อยมลพิษ!! 15 ส.ค. 2559 15:08 ไทยรัฐ