วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


วิจารณ์หนังส่งเดช ตอน Intouchables

โดย น้าเน็ก

(อนึ่ง… ชื่อภาคภาษาไทยนั้นอี๋แหยะมาก กระดากอายที่จะใส่ไว้ในบรรทัด กรุณาค้นหาเอาเองในกูเกิลครับ)

เมื่อก่อนผมเคยสงสัยว่าคนเราต้องใช้เวลานานแค่ไหนนะ กว่าจะเรียกใครสักคนว่า “เพื่อนรัก” ได้เต็มปาก

จำเป็นไหมที่ต้องพิสูจน์กันเป็นปีๆ หรือที่จริงไม่ต้อง ขอแค่สักเหตุการณ์เท่านั้นแหละ เดี๋ยวก็รู้ซึ้งถึงแก่นแท้กันละ ทีนี้พอวัดจากชีวิตที่ผ่านมาของตัวเองแล้วคำตอบก็หาไม่ยาก คือไม่เลย
ตัวอย่างเห็นได้ชัดจากหนังเรื่องนี้ (ข้อดีของการเมาท์หนังเก่า คือไม่ต้องกังวลว่าจะโดนข้อหาสปอยล์นะครับ ไม่ต้องโดนชาวประชาก่นด่า)

Intouchables เป็นหนังฝรั่งเศสที่สร้างจากเรื่องจริงครับ
นอกจากสไตล์ดราม่าแล้วยังช่วยบอกเล่าได้ค่อนข้างชัดมากว่า “เพื่อนรัก” บางทีก็ไม่ต้องแลกมาด้วยเวลาที่ยาวนานเลยสักนิดก็ได้

ว่าด้วยเรื่องของเศรษฐีพิการคนหนึ่ง กับบุรุษพยาบาลจำเป็นผิวสี ผู้มีประวัติโชกโชน
อืม … ดูจากคาแรกเตอร์ นี่มันฟอร์มสำเร็จรูปหนังดราม่ากอดผ้าเช็ดหน้าชัดๆ
ฟิลิปป์ประสบอุบัติเหตุกลายเป็นอัมพาต เพราะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จึงเปิดรับสมัครคนดูแลพิเศษ โดยเงื่อนไขความพิเศษก็ไม่มากมายอะไร แค่ต้องรับหน้าที่ทั้งบุรุษพยาบาล เลขาฯ ส่วนตัว เป็นแขนขาให้แล้วต้องเป็นเพื่อนได้ด้วย

ก็บอกแล้วว่าไม่มากๆ
ในบรรดาผู้สมัครหลายสิบ เขาถูกชะตาเลือกมาแค่คนเดียวคือดริสส์
ผู้ที่นอกจากไม่มีความรู้ทางการพยาบาลคนป่วย ไม่มีจิตเมตตาอารีแล้ว น่าจะชอบตบเด็ก เตะหมา ด่าพระมากกว่า แถมยังเป็นเซเนกัลผิวสี เพิ่งพ้นคดี ปัจจุบันตกงาน อนาคตไม่รู้ แต่ฟิลิปป์ก็เสนอให้ทดลองงานหนึ่งเดือน แม้เจ้าตัวจะไม่ค่อยอยากทำเท่าไร

ทั้งพื้นเพและสารร่างที่ต่างกัน เลยเกิดเสียงคัดค้านมากมายจากเครือญาติ ว่าคิดดีแล้วถูกไหมที่จะเอาหมอนี่มาดูแลใกล้ชิด ยังงี้คนในบ้านไม่ต้องคอยกอดกระเป๋าตัวเองตลอดเวลาเลยรึ
แต่นั่นแหละ ใครจะว่ายังไงก็ช่าง ท่ามกลางความขลุกขลัก ทั้งคู่ก็ปรับตัวเข้ากันได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึงเดือน

ต้องเล่าก่อนว่าตาฟิลิปป์นี่มีวิถีชีวิตเยี่ยงมหาเศรษฐีผู้ดีพึงเป็นทุกประการนะครับ อยู่ในกรอบในธรรมเนียม เสพงานศิลป์ ฟังแจ๊ซ ชมโอเปร่า รสนิยมเลิศ และจีบหญิงด้วยกวีเมื่อร้อยปีก่อน
ซึ่งน่าจะเพราะมีทุกอย่างพรั่งพร้อมนี้เอง เขาจึงบอกทุกคนที่ค้านว่า สิ่งที่ตนต้องการจากคนดูแล มีเพียงแขนขาร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง เพื่อชดเชยกับที่เขาไม่มีก็แค่นั้น ส่วนเรื่องมันจะเพิ่งออกจากคุก มุทะลุ บ้าดีเดือด ไร้จิตเวทนา กรุณา สงสารเพื่อนมนุษย์อะไรนั่นช่างแม่งเถอะ

คือความเป็นเพื่อนนี่มันก็มีสารพัดแบบ หลายคู่เป็นมิตรภาพที่ดึงดูดคนประเภทเดียวกันเข้ามาหากัน เพราะมีอะไรคล้ายกันถึงได้มาคบกัน ก็ดูกลมกลืนดี เหมือนจนสงสัยว่านี่เคยเถียงกันบ้างไหมวะ ขณะที่บางคู่มองแล้วไม่น่าเป็นเพื่อนกันได้ แตกต่างสุดขั้วในทุกด้าน แต่ดูรักกันเชียวก็มี

ซึ่งในความต่างนั้นเราก็พยายามทำความเข้าใจได้ว่าความเป็นเพื่อน อาจหมายถึงการที่อีกคนมีในสิ่งที่อีกคนไม่มี และเอาสิ่งนั้นเข้ามาช่วยเติมเต็มให้อะไรๆ ลงตัวพอดีล่ะมั้ง

เพราะกลายเป็นว่าอีคนใหม่นี่มีส่วนดีสุดชนิดที่บุรุษพยาบาลทั่วไปไม่มี

เนื่องจากดริสส์ไม่เคยรู้สึกเห็นอกเห็นใจ เลยไม่เคยทำเหมือนนายจ้างตัวเองเป็นคนพิการสักนิด ความสงสารที่เศรษฐีผู้นี้ต้องรับจากคนรอบข้างมาหลายปี หามิได้จากหมอนี่เลย ตลอดระยะทดลองงาน มีแต่พาเจ้านายไปทำเรื่องเสื่อมเปรต บ้าบอคอแตกสารพัด ระดับที่หมอพยาบาลเห็นแล้วต้องลมจับ

บางครั้งคุณสมบัติเด่นของ “เพื่อน” หรือเพื่อนรัก ก็มีแค่นี้แหละ
ไม่เกี่ยวกับว่ารู้จักมานานแค่ไหน ใครก็ตามที่ทำให้รู้สึกว่าอยู่กับมันแล้วทำได้ทุกสิ่ง พูดได้ทุกอย่าง อยากบอก อยากเล่า อยากปรึกษาอะไรก็ทำ ไม่มีสิ่งไหนเป็นไปไม่ได้ ก็สมควรเรียกว่าเพื่อนแล้ว จัดว่ามีค่าและหายาก

นานวันเข้า แต่ละคนจะเริ่มเรียนรู้ที่จะแยกแยะเองด้วยวิธีการที่ต่างกันไป ว่าคนไหนมิตร คนไหนมิตรไม่สนิทใจ (กล่าวคือยังไม่ถึงขั้นเป็นศัตรูหรอก แค่อยู่ด้วยแล้วมีอาการอยากฮึ่มแฮ่ใส่บ้าง ยังงี้) จริงๆ อีมิตรไม่สนิทใจนี้น่ากลัวกว่าศัตรูที่โผล่มาให้เห็นโต้งๆ อีกนะ

“มิตร” หมายถึงเพื่อนที่เจอกันได้ปกติ คุยได้ ปรึกษาได้ ทะเลาะ เถียงด้วยได้ รู้สึกยังไงก็แสดงออกไป ไม่สอดไส้ แต่ “มิตรไม่สนิทใจ” อันนี้สังเกตเอาจากสัญชาตญาณประหลาดในตัวเอง

ถ้าคบไปแล้วรู้สึกทะแม่งๆ มึงอย่าได้เผลอครับ สบช่องเมื่อไหร่กูจะแดกให้ เกิดภาวะแอบแซะแอบกัดบ่อยๆ หรือสัมผัสได้ว่ากำลังเป็นฝ่ายถูกกระทำเช่นนี้ ให้ระวังว่าความสัมพันธ์ของเราสองชักมีกลิ่นตุๆ แล้วล่ะ ดีไม่ดีเพื่อนอาจซ่อนมีดไว้ในท้องเจ็ดเล่มก็เป็นได้ (นี่แค่เพื่อนเองนะ ยังไม่ถึงขั้นเกณฑ์ชี้วัดเพื่อนรักเลยนะ)

เผลอๆ น่าตกใจกว่าคือหลายทีมันก็เกิดกับคนที่รู้จักมานานแล้ว … อ้าว เวร ไหนกันล่ะความจริงใจ
ซึ่งสำหรับสองคนนี้ อาการที่ว่าไม่มีเลย

การมีอยู่ของดริสส์ ช่วยให้ฟิลิปป์เรียนรู้ถึงความหมายของการมีชีวิต มิตรภาพจากใจที่ไม่เคยได้รับ ความมีสีสันของคนที่ใครๆ ก็มองว่าอันตราย ทำให้เขาเลิกจมอยู่กับความแห้งแล้ง เลิกนั่งสังเวชตัวเองแล้วกล้าเริ่มต้นใหม่ ทางกลับกัน การเข้ามาดูแลนายจ้างเศรษฐี ก็ช่วยดึงคนที่เอาแต่ลอยไปลอยมารู้จักความรับผิดชอบ ให้มองเห็นคุณค่าและเคารพความสามารถของตัวเอง

แม้ระยะเวลาจะสั้น และช่องว่างระหว่างกันจะห่างขนาดไหน แต่ถ้าโคจรมาเจอกันแล้วสามารถผูกสมัครรักใคร่อย่างกลมกลืนได้โดยไม่ต้องสูญเสียความเป็นตัวเองล่ะก็ สมควรเรียกคนๆ นั้นว่า “เพื่อนรัก” ได้แล้ว

(ป.ล. นี่เล่าหนังหรือบ่นอะไร แต่ช่างเถอะ งานดี อยากให้ดู)

----------------------------------------------------

• ตัวละครที่เป็น ดริสส์ ชีวิตจริงไม่ใช่เซเนกัล แต่เป็นอัลจีเรีย ชื่ออับเบล เซลลู อาหรับแท้ๆ
• ผู้กำกับเรื่องนี้คือ โอลิวิเยร์ นากาซ กับ เอริค โตเลอดาโน เจอพล็อตเรื่องจริงจากสารคดีเมื่อสิบปีก่อน ชื่อ A La Vie, A Lar Mart และดัดแปลงจากบันทึกของอับเบล ชื่อ Tu as Chang ma vie
• เป็นหนังทำรายได้สูงสุดในปี 2011 อยู่ที่ 360 ล้านเหรียญ และครองอันดับหนึ่งทั่วยุโรป
• สองผู้กำกับบอกว่าไม่แปลกใจที่คนดูจะรักเรื่องนี้ แต่ตกใจที่หนังเรื่องนี้ทำเงินมากกว่า
• ปลอดภัย ดูได้สบายมาก ไม่ต้องกอดกล่องทิชชู หรือเพลย์เซฟหลีกไปดูคนเดียว

ที่มาภาพจากหนัง Intouchables

น้าเน็ก & น้องเนิฟ

น้าเน็ก

(อนึ่ง… ชื่อภาคภาษาไทยนั้นอี๋แหยะมาก กระดากอายที่จะใส่ไว้ในบรรทัด กรุณาค้นหาเอาเองในกูเกิลครับ) 15 ส.ค. 2559 14:38 16 ส.ค. 2559 16:35 ไทยรัฐ