วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เด็กเอ๋ย เด็กน้อย

บทดอกสร้อยที่เด็กรุ่นผม รุ่นก่อนกึ่งพุทธกาล ต้องท่อง บทหนึ่ง เด็กเอ๋ย เด็กน้อย ความรู้เจ้ายังด้อยเร่งศึกษา เมื่อเติบใหญ่เจ้าจะได้มีวิชา เป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพสำหรับตน

วันเวลาผ่านมากว่า 60 ปี...เมื่อไม่นานมานี่ผมได้ข่าวไทยใช้งบประมาณกับกระบวนการศึกษาสูงเป็นอันดับที่หนึ่ง แต่ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษารั้งท้าย

ระบบการศึกษาแบบใหม่...มีเด็กชั้น ป.3 ยังอ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้...ไม่ต้องพูดถึงการสะกดการันต์ ใช้วรรณยุกต์ การอ่านการเขียนไม่ผ่าน คงไม่ต้องหวังผลขั้นเมื่อไหร่เด็กไทยจะคิดเป็น

ถ้าเด็กไทยคิดเป็น คงไม่เกิดปัญหาการเมืองเรื่องสี ผู้นำสีเฮไปทางไหน ก็เฮตามไปทางนั้น

บ้านเมืองเราตอนนี้หันไปทางไหนเจอแต่ด็อกเตอร์ ผมเจอ ดร.สาวน้อยหน้าใส ก็หยอกว่า “เด็กรุ่นผมพูดกันว่า ม.6 ตกงาน เด็กรุ่นคุณ ด็อกเตอร์มีตกงานกันบ้างไหม?”

เมืองไทยก้าวหน้าไปมากๆในหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา อะไรดีกว่า อะไรดีที่สุด คงตกผลึก เป็นหลักให้รัฐบาลเลือกใช้ได้นานแล้ว

แต่เหตุใด...ผลสัมฤทธิ์การศึกษาของเรา จึงยักแย่ยักยัน...อยู่นั่นแหละ

มีโอกาสเจอผู้รู้ผมก็ถาม...ศาสตราจารย์ สมพงษ์ จิตรระดับ... บอกผมว่า ชุดความรู้การศึกษาประเทศไทยมีมากเกินไปจนอยู่ในภาวะฟุ้ง ผู้มีอำนาจฟังหลายเรื่องเกินไป ตัดสินใจไม่ถูก

ในรัฐบาลประชาธิปัตย์ มีองค์กรหนึ่งชื่อ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน คำย่อ สสค.เสนอตัวขึ้นมาเพื่อช่วยงานทางการศึกษาที่ตกหล่น เพราะการเมืองเหนี่ยวนำ หรือจุดเกรงใจระหว่างหลายหน่วยงาน

ผลสัมฤทธิ์การศึกษาไม่ได้ผูกขาดให้กระทรวงศึกษาฯเท่านั้น กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กระทรวงแรงงาน กระทั่งกระทรวง มหาดไทย...ก็ต้องเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน

คุณหมอ สุภกร บัวสาย ใช้หลักคิด จากการริเริ่ม สสส.ปัญหาสุขภาวะ กระทรวงสาธารณสุข และอีกหลายกระทรวงรับผิดชอบได้จริง 30% อีก 70% ประชาชนต้องเรียนรู้และช่วยตัวเอง

งานหลายกิ่งก้านของ สสส. ตั้งแต่ต่อสู้กับบริษัทบุหรี่โลก...ลดการสูบบุหรี่ งานรณรงค์ ชุดให้เหล้าเท่ากับแช่ง...ฯลฯ งานสิ่งแวดล้อม งอกงามไพบูลย์ จนเป็นที่ยอมรับระดับโลก

หมอสุภกร หมดวาระจาก สสส.มีสองประเทศสนใจเชื้อเชิญชักชวนให้ไปเริ่มในบ้านเมืองเขาบ้าง หมอไม่เอา ขอทำงานในไทย ขอจัดตั้ง สสค. ใช้หลัก “ประชาชนเรียนรู้เอง ช่วยตัวเอง” มาใช้กับกระบวนการศึกษา

ในภาวะที่องค์กรยังไม่เป็นเนื้อตัว...หมอเสนอผลงาน เด็กมัธยม หล่นหายไปจากระบบการศึกษา หาวิธีดึงเด็กกลับเข้ากระบวนการศึกษา ...ทำให้เกิดผลสองด้าน

ด้านแรกเด็กโตเป็นผู้ใหญ่ที่ช่วยในระบบเศรษฐกิจ ด้านที่สองรัฐไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายในการแก้ปัญหาอาชญากรรม บวก...ผลได้สองด้าน เป็นเงินเท่าไหร่...

ยังมีเด็กพิการ หรือเด็กในกรอบพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษที่ต้องปรับกระบวนการศึกษา รองรับอาชีพ เด็กชายขอบ จากประเทศเพื่อนบ้าน ที่ให้การศึกษาแล้วยังติดขัดการให้อาชีพ

เด็กๆอีกมากมายตกหล่นในจุดเกรงใจของระบบ จำเป็นต้องมีองค์กร...สำคัญเป็น “หน่วยสมอง” จะเรียกมโนธรรมสำนึก จะเรียกจิตใต้สำนึกก็ได้ ช่วยชี้นำ ช่วยเติมส่วนขาด ช่วยตัดส่วนเกิน ช่วยตัดสินใจ ให้รัฐบาล

ยิ่งในช่วงเวลาที่ไม่มีสภาทักท้วงทวงถาม ยิ่งเป็นความจำเป็น

อย่าลืม งบประมาณกระทรวงศึกษาฯสูงที่สุด ก่อนเวลาจะอนุมัติผมเชื่อว่า พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ พลเอกประจิน จั่นตอง รองนายกฯ ไปถึง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ น่าจะมี “ตัวช่วย”

ทหารอาสาขอเวลาเข้ามาแก้ปัญหาบ้านเมือง...การปฏิรูปการศึกษา เป็นงานสำคัญ ถ้าทหารอยากฝากชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ก็ควรตัดสินใจ เริ่มต้นกับเด็กเอ๋ย เด็กน้อย ความรู้เจ้ายังด้อยการศึกษา เสียแต่ในวันนี้

20 ปีข้างหน้า...เด็กๆก็จะเติบโตมีวิชา เป็นผู้ใหญ่มีคุณภาพ...รู้จักเลือกคนเก่งคนดี การเมืองการเลือกตั้งของไทย ก็จะกลับเข้ารูปเข้ารอย ยกระดับเป็นประเทศพัฒนาเสียที.

กิเลน ประลองเชิง

15 ส.ค. 2559 10:01 15 ส.ค. 2559 10:01 ไทยรัฐ