วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หอมกรุ่นกลิ่นกาแฟ 'อโรม่า กรุ๊ป' สั่งสมประสบการณ์สู่ความสำเร็จ

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า เบื้องหลังของกาแฟร้อนหอมกรุ่น หรือแม้กระทั่งกาแฟเย็นรสชาติดีและเครื่องดื่มแก้วโปรดแต่ละวันมาจากการคัดสรร ผลิตและจัดจำหน่ายวัตถุดิบโดยเครือ "อโรม่า กรุ๊ป" ผู้ประกอบธุรกิจกาแฟคั่วบดและเครื่องดื่มครบวงจร  ในประเทศไทยอายุกว่า 60 ปี ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามากมายในทุกระดับ  โดยเฉพาะเกี่ยวกับกาแฟสด

อะไรทำให้อโรม่า กรุ๊ป โลดแล่นในธุรกิจ โดยเฉพาะกาแฟมาได้ยาวนาน และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี วันนี้ "ไทยรัฐออนไลน์" จะพาไปหาคำตอบจาก "คุณกิจจา วงศ์วารี" กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทในเครือ อโรม่า กรุ๊ป รวมทั้งยังมีคำแนะนำดีๆ  ในการเปิดร้านกาแฟ ซึ่งเป็นธุรกิจในฝันของใครหลายๆ คนอีกด้วย

จากพ่อ...สู่ลูก ก่อเกิด "อโรม่า กรุ๊ป" 

อโรม่า กรุ๊ป เป็นธุรกิจของครอบครัว ตนเป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 กำลังทำเจเนอเรชั่นที่ 3 ต่อ เริ่มต้นพ่อทำธุรกิจกาแฟและธุรกิจเกี่ยวข้องกับกาแฟมาตลอด เริ่มจากเป็นลูกจ้างในโรงงานคั่วกาแฟ เป็นกาแฟโบราณ กาแฟปี๊บส่งตามร้านค้าทั่วๆ ไป เมื่อสักประมาณ 60-70 ปีที่ผ่านมา แต่ก่อนประเทศไทยเป็นคลองเป็นแม่น้ำ ขับเรือส่งตามตรอก ซอก ซอย ตามแม่น้ำ ตามคลอง ถึงจุดหนึ่งก็แยกตัวออกมาทำเป็นเถ้าแก่เอง ซึ่งเถ้าแก่เก่าสนับสนุนให้ออกมาทำเอง เพราะแต่งงานมีครอบครัว โดยทำและขายกาแฟโบราณตราหัวสิงห์ 3 ดาว

หมดยุคกาแฟโบราณมุ่งกาแฟคั่วบด

โรงงานแรกอยู่ที่โชคชัย 4 ทำกาแฟโบราณมาตลอด กระทั่งถึงจุดที่มีการปลี่ยนแปลงเริ่มมีการพูดถึงกาแฟคั่วบด ช่วงนั้นเศรษฐกิจก็ไม่ค่อยดี การส่งกาแฟต่างจังหวัดยาก  ขึ้น คนใช้น้อยลง เพราะกินกาแฟสำเร็จรูปมากกว่า จึงคิดว่าจะไปทางไหนยังไงดี เลยเริ่มติดต่อผู้ใช้กาแฟคั่วบด เมื่อก่อนกลุ่มใช้กาแฟคั่วบดไม่หลากหลายเหมือนทุกวันนี้  ทุกวันนี้กาแฟคั่วบดไปตรงไหนก็มี เมื่อก่อนมีในโรงแรม 5 ดาว โรงแรมดีๆ ฟาสต์ฟู้ด หรือ ฟู้ดเชน (ร้านอาหารที่มีหลายสาขา) จำพวกแบรนด์จากเมืองนอกที่ถูกบังคับว่าต้องมี พ่อก็ไปติดต่อ รวมทั้งพวกคอฟฟี่ช็อปตามสยามสแควร์ก็เป็นลูกค้ากลุ่มแรกๆ   ฟู้ดเชนอินเตอร์แรกๆ ก็ดังกิ้นโดนัท และทุกวันนี้ยังใช้อยู่ กลุ่มโรงแรมแรกๆ 5 ดาว เป็นลูกค้าเรา เช่น โอเรียนเต็ล และดุสิตธานี ทุกวันนี้ยังเป็นลูกค้าอยู่

จากไม่รู้สู้ไม่ถอยจนเชี่ยวชาญธุรกิจ

ขณะนั้น พ่อไม่รู้เรื่องกาแฟคั่วบดเลย เพราะเมื่อก่อนเป็นกาแฟปี๊บ ซึ่งเป็นกาแฟผสม  เมื่อมาเป็นกาแฟคั่วบดจึงงง ระหว่างเข้าไปเสนอขายกาแฟกลุ่มลูกค้าดังที่กล่าว ได้รับคำแนะนำจากลูกค้า ดังเช่น ที่โอเรียนเต็ลได้พบเชฟ ซึ่งพ่อพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ อาศัยว่ามีล่ามจึงรู้เรื่อง โดยสอนพ่อเยอะ จนได้เข้าไปสู่วงการกาแฟคั่วบดเต็มตัว มีลูกค้าโรงแรมและฟาสต์ฟู้ดเป็นหลัก

ทั้งนี้ นับตั้งแต่พ่อเริ่มทำธุรกิจกาแฟ รวมเวลาประมาณ 60-70 ปี ตั้งแต่กาแฟปี๊บ คืออยู่ในวงการกาแฟมา 60-70 ปี อย่างไรก็ตาม ถามว่าเชี่ยชาญด้านกาแฟหรือไม่นั้น อโรม่า กรุ๊ป น่าจะเป็นบริษัทลักษณะสั่งสมประสบการณ์ วันนี้บอกว่า เชี่ยวชาญเรื่องของธุรกิจกาแฟดีกว่า มีความเชี่ยวชาญในการคั่วและในธุรกิจนี้มีประสบการณ์และโนว์ฮาวมากที่สุด ส่วนตัวคิดว่า ถ้าพูดถึงคำว่า เชี่ยวชาญจะเหมือนหมอเฉพาะโรค ที่เก่งผ่าตัด มาเจอหวัดอาจจะรักษาไม่ได้ แต่เราไม่ใช่ เราเป็นเหมือนผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจทั้งหมดจริงๆ

ก้าวต่อ! เปิดศักราชนำเข้าเครื่องชง

ทำไมถึงว่าเชี่ยวชาญในธุรกิจนั้น หลังจากพ่อผลิตกาแฟคั่วบดมาสักระยะแล้ว คราวนี้เกิดเรื่องเครื่องชงกาแฟเข้ามา เพราะเมื่อก่อนเราซื้อจากรายอื่น แต่ยากลำบาก เพราะสมัยก่อนธุรกิจยังไม่ขยายตัวเหมือนทุกวันนี้ อุตสาหกรรมกาแฟคั่วบดไม่ได้ใหญ่ขนาด  นี้ ดังนั้นเวลาจะสั่งเครื่องบด เครื่องชง แต่ละครั้งยุ่งยากใช้เวลา ดังนั้นจึงตั้งบริษัทนำเข้าเครื่องเอง ชื่อบริษัท ไลอ้อน ทรี-สตาร์ จำกัด เริ่มนำเข้าเครื่องเอง

สตาร์บัคส์จุดกระแสบูมกาแฟคั่วบด

ย้อนไปเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว หลังจากพ่อทำธุรกิจกาแฟได้ 30-40 ปี หลังจากนั้นตลาดเปลี่ยนชัดเจนแล้วว่า เป็นกาแฟคั่วบด เพราะขณะนั้นเริ่มมีแฟรนไชส์ใหญ่ๆ เข้ามาในประเทศไทย สตาร์บัคส์เข้ามาครั้งแรก ซึ่งตลาดตื่นเต้นมาก เพื่อนถามว่าสตาร์บัคส์เข้ามาจะทำอย่างไร คราวนี้พ่อมองต่าง เข้ามาสิดี เพราะอะไร คนไม่เคยกิน แต่ได้กิน ได้ลองของแปลกใหม่กลับดี ซึ่งก็เป็นปรากฏการณ์จริงๆ ว่า เมื่อสตาร์บัคส์เข้ามา มีแฟรนไชส์เข้ามาทำให้คนสนใจกาแฟคั่วบดมากขึ้น กินมากขึ้น และมีความฝันที่จะเปิดร้านกาแฟมากขึ้น ทำให้เกิดกระแสมาถึงปัจจุบันนี้ ช่วยพัฒนาตลาด ทำให้ตลาดใหญ่ขึ้น จากเมื่อก่อนกาแฟคั่วบดจะอยู่ตามโรงแรม ตามฟู้ดเชนต่างๆ แต่ว่าตลาดใหญ่จริงๆ อยู่ที่คอนซูมเมอร์ เมื่อเชนร้านกาแฟเข้ามาปลุกความสนใจค่อนข้างมาก

ครบจบที่เดียวกาแฟคั่วบด, เครื่องดื่ม

อโรม่า กรุ๊ป ทำธุรกิจกาแฟคั่วบดและเครื่องดื่มครบวงจร วันนี้ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ  ถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การคัดสรรจัดจำหน่ายวัตถุดิบชั้นดี จำหน่ายเครื่องมือและอุปกรณ์คุณภาพ มีสถาบันสอนพัฒนาธุรกิจร้านกาแฟ และธุรกิจร้านกาแฟ ทั้งชาวดอยและ 94 COFFEE

ทั้งนี้ อโรม่า กรุ๊ป มี 5 บริษัทในเครือดำเนินธุรกิจดังกล่าว คือ 1. บริษัท เควีเอ็น ทำ เกี่ยวกับวัตถุดิบ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟคั่วบด หรือวัตถุดิบอื่นๆ ในร้านกาแฟ เช่น ชาและโกโก้ น้ำผลไม้ 2. บริษัท ไลอ้อน ทรี-สตาร์ นำเข้าเครื่องชงกาแฟและอื่นๆ เกี่ยวกับร้านกาแฟ 3. บริษัท อโรม่า ไฟน์ ฟู้ด ทำเกี่ยวกับเบเกอรี่ 4. บริษัท อัลติเมท เบเวอร์เรต โปรดักส์ ดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์ร้านกาแฟชาวดอย และ 94 COFFEE และ 5. บริษัท ฟู้ด แกลเลอรี่ จัดหาและนำเข้าอาหาร เครื่องดื่ม ผลไม้และอื่นๆ จากต่างประเทศ

ตรงนี้ ถามว่าครบวงจรหรือไม่ แต่ละบริษัทมีทิศทางการทำธุรกิจของแต่ละกลุ่มที่ไม่ได้คิดว่าต้องยังไง มองเป้าหมายของอโรม่า กรุ๊ป เป็นสำคัญ แต่ว่าถ้ามีโปรดักส์เดียวกันที่อยู่นอกกลุ่มมานำเสนอแล้วสามารถทำรายได้ให้กับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ถือว่าต้องพิจารณาเพื่อนำมาเป็นประสบการณ์ นำมาปรับปรุงบริษัทของเราเอง จะไม่ปิดกั้นจากภายนอกเข้ามา แต่หลักๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจกาแฟมากๆ มี 2 บริษัทคือ เควีเอ็นและไลอ้อน ทรี-สตาร์

ขึ้นแท่นผู้นำผลิต-ขายกาแฟคั่วบด

ส่วนผลประกอบการของอโรม่า กรุ๊ป และบริษัทย่อยที่ทำรายได้หลักนั้น บริษัท เควีเอ็นและไลอ้อน ทรี-สตาร์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับธุรกิจกาแฟทำรายได้สำคัญ เพราะ 2 กลุ่มนี้เป็นโปรดักส์ไปด้วยกัน ขณะที่อุตสาหกรรมที่ใหญ่มากขึ้น และยังมีอัตราการเติบโตสูงอยู่ ดังนั้น 2 บริษัทดังกล่าว จึงเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ในส่วนของอโรม่า กรุ๊ป เป็นผู้นำในการผลิตวัตถุดิบและกาแฟ รวมทั้งอุปกรณ์ร้านกาแฟครบวงจร ต้องบอกว่า ที่เราเป็นนั้น เป็นบิสซิเนสพาร์ตเนอร์ วันนี้เราเป็นผู้ผลิต เป็นซัพพลายเออร์ของวัตถุดิบและอุปกรณ์เกี่ยวกับร้านกาแฟ ซึ่งเราไม่ได้ซัพพลายให้ร้านกาแฟเล็กๆ ทั่วไป แต่ซัพพลายดีลเลอร์ ซึ่งดีลเลอร์ก็มีหลายลักษณะ

นอกจากนั้น ลูกค้าส่วนหนึ่งของเรายังเป็นผู้ผลิตกาแฟคั่วบดเหมือนกัน ที่มาใช้บริการเครื่องชง หรือเซอร์วิสของเรา หรือแม้กระทั่ง อโรม่า กรุ๊ป ทำโออีเอ็มเรื่องของกาแฟ หรือสินค้าอื่นๆ ให้แบรนด์อื่นๆ ด้วย โดยวันนี้เราเป็นผู้ผลิตเต็มตัว เป็นผู้ผลิตและนำเข้า ผู้จัดจำหน่ายอย่างเต็มตัว เป็นผู้นำในธุรกิจนี้

ภูมิใจใช้วัตถุดิบกาแฟในไทย 95%

ถามว่า วัตถุดิบ โดยเฉพาะเมล็ดกาแฟนำเข้า หรือใช้ของในประเทศนั้น อโรม่า กรุ๊ป  นำเข้าน้อยมาก ซึ่งในส่วนนำเข้าจะเป็นลักษณะกาแฟเฉพาะจากประเทศนั้นๆ เช่น ถ้ากาแฟจากเคนยาต้องมาจากประเทศเคนยา แต่ลักษณะนี้ สัดส่วนไม่ถึง 5% พยายามพัฒนาโปรดักส์ในกลุ่มนี้มากขึ้น แต่นำเข้าน้อย ใช้กาแฟจากในประเทศเกือบทั้งหมด

ส่วนผลประกอบการปีที่ผ่านมา เติบโตน้อยกว่าปีก่อนๆ ต้องบอกด้วยภาวะเศรษฐกิจ หรือภาวะทางการเมืองอะไรก็ดี แล้วด้วยตัวฐานของยอดใหญ่ขึ้น ทำให้อาจโตได้ไม่เท่าปีที่ผ่านมา อโรม่า กรุ๊ป เติบโตอยู่ที่ประมาณ 20% ซึ่งอัตราการเติบโตอาจจะน้อยกว่า แต่ถ้านับเป็นเม็ดเงินไม่ได้ด้อยกว่ากัน

จ่อแจ้งเกิดแคปซูลกาแฟร้อน-เย็น!

สำหรับแผนธุรกิจต่อไปขณะนี้ ทีมงานวางโพซิชันนิ่งเป็นผู้ผลิตและซัพพลายกาแฟคั่วบดและเครื่องดื่ม รวมทั้งพวกอุปกรณ์ครบวงจรของธุรกิจกาแฟ ส่วนจะมีธุรกิจใหม่ๆ อะไรเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับกาแฟนั้น สิ่งที่เป็นโปรเจกต์คือ ช่วงสิ้นปีนี้ จะเปิดตัวโฮเรก้าแคปซูล ตั้งชื่อคอนเซปต์คือ โฮเลแคป ย่อมาจาก โฮเรก้าบวกกับแคปซูล ซึ่งต้องบอกว่าเราน่าจะเป็นรายแรกในโลกที่มีตัวแคปซูลกาแฟ ซึ่งสามารถทำกาแฟเย็นได้ และยังสามารถทำกาแฟร้อนได้ โดยอยู่ในรูปแบบเครื่องชงในระบบเดียวกัน สินค้าตัวนี้ เป้าหมายหลักจะนำมาทำตลาดกลุ่มฟู้ดเซอร์วิส หรือร้านกาแฟทั่วๆ ไป ที่อาจจะมีข้อจำกัดในเรื่องของบาริสต้า และต้องการให้มีมาตรฐานของการชง เพราะถ้าใช้แคปซูล แน่นอนทุกแก้วที่ออกมาคุณภาพจะเหมือนกัน

ตรงนี้ เราเป็นโคแพกเกอร์เต็มตัว โคแพกเกอร์นี้หมายความว่า ไม่ว่าใครจะมีกาแฟก็ส่งมาให้อโรม่า กรุ๊ป แพ็กเป็นแคปซูลแล้วนำกลับไปขายในแบรนด์ตัวเองได้ รวมทั้งยังโออีเอ็มได้ทั้งหมด ที่กล่าวมา เป็นโปรเจกต์ค่อนข้างใหญ่ ซึ่งเครื่องที่นำมาใช้กับตัวนี้ จะเป็นลักษณะเครื่องที่เป็น 1 หัวกรุ๊ป และ 2 หัวกรุ๊ป ที่เป็นเครื่องแบบมาตรฐานโปรเฟสชั่นนอลจริงๆ ไม่เหมือนแคปซูลกินตามบ้านทั่วไป เพราะระบบการทำงานภายในก็ต่างกัน ประสิทธิภาพก็ต่างกัน

ตัวนี้ ถ้าวันหนึ่งบอกว่าใช้คนแค่นี้ แล้วชงได้ 200 แก้ว ถ้าเปลี่ยนมาใช้แคปซูล 600 แก้วก็ใช้คนเท่าเดิม และมาตรฐานนิ่งเท่ากันหมด ดังนั้นเช้ามามั่นใจได้ว่าลูกค้ามากินกาแฟ จะได้กาแฟเหมือนเดิมทุกเช้า

ชี้เทรนด์กินกาแฟสดในบ้านกำลังมา

สัดส่วนการขายของอโรม่า กรุ๊ป ตามห้างน้อยมาก วันนี้โมเดิร์นเทรดยังขายน้อย คิดเป็นยอดขายในบริษัทยังค่อนข้างต่ำประมาณ 2-3% แต่ปีต่อไปจะหันมาดูตลาดกลุ่มนี้มากขึ้น เพราะคอนซูมเมอร์เริ่มรู้จักกาแฟสดมากขึ้น และเริ่มหาทานในบ้านให้มากขึ้น ซึ่งตรงนี้ก็จะมาต่อจิ๊กซอว์ตัวกาแฟแคปซูลด้วย เพราะสามารถเข้าไปหาผู้บริโภคโดยตรงในบ้านได้มากขึ้น เพราะการกินแคปซูลง่ายกว่าซื้อกาแฟไปบดเองชงเอง เสียเวลา ทำงานไม่ทัน และตัวแคปซูลนี้ ยังถูกผลักดันแนะนำโดยแบรนด์ใหญ่ๆ มาแล้ว ยอมรับในจุดหนึ่งแล้ว แต่วันนี้ข้อจำกัดอยู่ในเรื่องต้นทุน เป็นต้นทุนในการนำเข้า ต้นทุนการผลิต ต้นทุนของลูกค้าเอง เมื่อซื้อแคปซูล 1 ชิ้น ราคายังค่อนข้างสูงอยู่ อาจจะไม่ต่างกับการเดินไปออฟฟิศแล้วกินกาแฟตามร้านที่ใช้เครื่องชงเครื่องละแสนกว่าบาทชง ซึ่งขณะนี้เป็นอย่างนั้น

ถามว่า ตลาดแคปซูลวันนี้มีไหม คือ มี แต่ตลาดยังเล็กอยู่ อโรม่า กรุ๊ป จึงนำเครื่องจักรผลิตแคปซูลเข้ามาผลิตในประเทศ เพื่อทำให้ภาษีนำเข้าทุกอย่างก็ไม่มี เพราะใช้กาแฟในประเทศทั้งหมด ถ้าเราทำราคาให้ต่ำลงมาได้ แต่คุณภาพไม่ต่ำ เพราะเวลาว่าแพงนี้ แพงภาษีนำเข้า อัตราภาษี 90% ดังนั้นนักการตลาดนักธุรกิจคิดแล้วว่า ถ้าแคปซูลนี้ราคาผลิตอยู่ที่ประมาณ 30 บาท เก็บภาษีอัตราที่กล่าวมา จริงๆ แล้วต้นทุนเท่าไร ดังนั้นถ้าราคาเหลือประมาณ 10 บาท เชื่อว่าทุกคนจะกิน เพราะวันนี้ไปกินกาแฟแต่ละครั้งตามคอนวีเนียนสโตร์ ราคาก็ 15-20 บาท ดังนั้นถ้าได้กินกาแฟสด ทำไมจะไม่กิน ซึ่งตัวนี้จะเป็นอีกตัวหนึ่งที่มาช่วยคอนซูมเมอร์ได้ นอกจากนั้น วันนี้เรายังพยายามออกโปรดักส์อื่นๆ เป็นนอนคอฟฟี่ให้เหมาะสมกับคอนซูมเมอร์ในตลาดกินที่บ้านให้มากขึ้นด้วย

จัดประกวดบาริสต้ายกระดับวงการ

กับประเด็นการยกระดับวงการธุรกิจกาแฟไทยนั้น อโรม่า กรุ๊ป ได้จัดประกวดบาริสต้า แนวคิดเริ่มจากจัดไทยแลนด์อินดี้บาริสต้าแชมเปียนชิพปีนี้เป็นปีที่ 8 ตั้งแต่ปีที่ 1 มีพัฒนาการเรื่อยๆ คราวนี้ถึงจุดหนึ่งที่จะต้องยกระดับตัวบาริสต้าไทย และแข่งขันให้ไปถึงระดับต่อไป เพราะที่ผ่านมา ตั้งชื่อไทยแลนด์อินดี้บาริสต้าแชมเปียนชิพ เพราะเราจะเน้นบาริสต้าที่เป็นร้านกาแฟอินดี้เป็นหลักคือ โดยปกติคนจะกลัวการแข่งขันกับเชน พวกเชนดังๆ สามารถจ้างบาริสต้า วันหนึ่งไม่ต้องทำอะไร ชงกาแฟให้เก่งเลยไปเอาชัยชนะมา ซึ่งไปไม่ได้ไกลเท่าไร เราอยากได้คนที่เป็นอินดี้มากกว่า เพราะเชื่อว่าคนกลุ่มนี้จะทำให้พัฒนาธุรกิจกาแฟและอุตสาหกรรมโตขึ้น ซึ่งวันนี้ได้ตอบโจทย์ เพราะกาแฟคั่วบดได้รับการตอบรับมากขึ้นเกิดจากร้านอินดี้ เราก็ดีใจ มาถูกทางช่วยพัฒนาวงการและอุตสาหกรรมให้ตรงกลุ่มที่ต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมจริงๆ ที่นี้เมื่อถึงจุดหนึ่งคนแข่งอินดี้ก็อยากส่งเสริมให้ออกไปแข่งกับต่างประเทศได้ ที่ผ่านมาในอดีตไม่ค่อยได้ไปกัน

เนื่องจากเรามีซัพพลายเออร์เป็นวัตถุดิบจำพวกเครื่องชงต่างประเทศ เลยคุยแนวคิดว่าจะทำยังไง เลยได้รับคำแนะนำว่า มีอีกสถาบันหนึ่งเป็นสถาบันอยู่ที่อิตาลี เป็นสถาบันด้านกาแฟโดยตรง เป็นสถาบันของกาแฟเอสเปรสโซ่ในอิตาลี เราสนใจ เรื่องนี้ถูกทำขึ้นมาในอิตาลี สถาบันนี้เกิดขึ้นมาเพราะว่า วันนี้คนกินเอสเปรสโซ่ ซึ่งเอสเปรสโซ่ก็มาจากอิตาลี เครื่องชงดีที่สุดในโลกและส่งออกมากสุดก็จากอิตาลี พอร์ตกาแฟของการเทรดใหญ่สุดก็อยู่ที่อิตาลี แต่วันนี้ มาตรฐานการแข่งขันหรือมาตรฐานของเอสเปรสโซ่กลับโดมิเนตโดยอเมริกัน ดังนั้นเราต้องไปเอาของออริจินอลจริงๆ มา คือ พื้นเพอยู่ตรงไหนเราไปร่วมมือกันตรงนั้น เลยได้ไลเซ่นส์การแข่งขัน ถือเป็นการยกระดับ ต่อไปนี้คนที่แข่งอินดี้บาริสต้าก็จะมีโอกาสได้ไปศึกษางาน ไปดูงาน ส่วนคนเข้ามาแข่งขันรายการเอสเปรสโซ่อิตาลีโนแชมเปียนชิพของเมืองไทย ก็จะได้โอกาสส่งไปแข่งขัน ได้มีประสบการณ์กับทั่วโลกที่อิตาลีทุกๆ ปี ทำให้มีทิศทางการเติบโตของบาริสต้าอย่างแท้จริง ได้ไปอยู่ในมาตรฐานของประเทศที่ทำเอสเปรสโซ่จริงๆ

ปรัชญาธุรกิจ "ไม่มีคู่แข่ง มีแต่คู่ค้า"

ที่ว่ามา หลักการทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จคืออะไรนั้น ต้องวินวินทุกๆ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นซัพพลายเออร์ ดิสทริบิวเตอร์ และดีลเลอร์ อย่างวันนี้ อโรม่า กรุ๊ป เราโพซิชันนิ่งเต็มตัวเลยว่า เป็นผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย เราไม่มีคู่แข่ง วันนี้มีแต่คู่ค้ากับคนที่ทำธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน

เวลาสัมภาษณ์จะมีคนชอบถามถึงคู่แข่งธุรกิจนี้ ตลาดอีกเยอะมาก วันนี้อย่าไปมองว่า มาแข่งกันเองคือ ถ้าคุณมองว่าแข่งกับใครอยู่ก็เสียเงินแล้ว ช่วยกันดีกว่าไหม ช่วยกันทำให้อุตสาหกรรมใหญ่ขึ้นดีกว่า ใช้เงินสร้างอุตสาหกรรมดีกว่า อย่าเพิ่งแข่งกัน ดังนั้นวันนี้ ถามว่าเราเองก็จะมีคู่ค้ากับเพื่อนในอุตสาหกรรมเดียวกัน

ตรงนี้ อโรม่า กรุ๊ป เองทำอะไรในส่วนของการสนับสนุนอุตสาหกรรม ซึ่งทำจริงๆ ไม่มีอะไรแอบแฝง และมีพาร์ตเนอร์มาก ไม่เช่นนั้นวันนี้คงไม่มีรายไหนมาจ้างเราคั่วกาแฟ ไม่มีรายไหนมาซื้อของ เห็นว่าเราทำตัวเป็นกลาง สนับสนุนทุกคนจริงๆ โดยการมาคั่วกาแฟ แต่ก็ให้ความไว้ใจซื้อเครื่องชงกาแฟจากเราไปขายดีกว่า

เชื่อว่า ตรงคำว่าพาร์ตเนอร์ชิพสำคัญ แต่ไม่ใช่แบบว่า มีดอยู่ข้างหลัง ทุกอย่างต้องอยู่บนโต๊ะหมด แล้ววันนี้เองเชื่อว่า พยายามพัฒนาศักยภาพของดีลเลอร์ หรือ อโรม่าช็อป หรือใครก็ตามที่ทำธุรกิจกับเรา ให้มีแนวทางการทำธุรกิจแบบใหม่ๆ ที่เป็นโปรเฟสชั่นนอลมากขึ้น หรือเป็นอินเตอร์เนชั่นแนลมากขึ้น

เชื่อธุรกิจกาแฟสดยังไม่ถึงจุดสูงสุด

สำหรับภาพรวมของธุรกิจเป็นอย่างไร และผ่านขาขึ้นจุดสูงสุดคนนิยมกินกาแฟสดหรือยังนั้น วันนี้ คนยังกินกาแฟสดน้อยอยู่ ส่วนใหญ่ยังคนละ 1 แก้ว อัตรายังน้อยอยู่ คือ ต้องกินให้เหมือนคนจีนกินชา ตรงนี้คือจุดสูงสุด แต่คงไปถึงยาก ถามว่า วันนี้ คนที่ยังไม่กินกาแฟเยอะ คนที่เข้าคอฟฟี่ช็อปเยอะขึ้นไม่เถียง แต่อัตราการกินก็ไม่ได้เยอะเท่าคนเข้า สมมติวันนี้ เปิดร้านกาแฟอยู่ อุตสาหกรรมเติบโต เปิดมา 10 ปี เมื่อก่อนขายได้ 10,000 บาท วันนี้ขายได้ 70,000-80,000 บาท แต่ถามวันนี้ที่ขาย 70,000 -80,000 บาท ดูหรือเปล่าว่ากินกาแฟเท่าไร เปรียบเทียบกับเมื่อก่อนขาย 10,000 บาท อาจขายกาแฟ 9,000 บาท จากทั้งหมด แต่วันนี้ขายกาแฟ 70,000-80,000 บาท อาจขายกาแฟได้แค่ 20,000 บาท แสดงว่ามีลูกค้าเข้ามา แต่กินกาแฟน้อยลง ดังนั้นต้องพยายามตอบโจทย์ ทำไมกินกาแฟน้อยลง ไปกินเครื่องดื่มอื่นๆ เพราะอะไร ยังไง ไปพัฒนาตรงนั้น

คนไทยกินกาแฟร้อนน้อย กินเอสเปรสโซ่น้อย เพราะอะไร ส่วนตัวอยู่ในอุตสาหกรรมมานานพบว่า ยังหาที่ทำกาแฟร้อนอร่อยน้อย ดังนั้นพยายามแตกไลน์สินค้าของกาแฟให้มีกาแฟที่ดีๆ กิน โดยกินกาแฟร้อนได้ง่าย กินเอสเปรสโซ่ได้ง่ายมากขึ้น ตรงนี้คิดว่าจะพัฒนากลุ่มคนกินกาแฟได้มากขึ้น ทุกวันนี้คนที่มาเริ่มกินกาแฟสั่งอะไร บางทีสั่งกาแฟปั่น โดยปั่นกับช็อกโกแลต ปั่นกับโอรีโอ ตกลงช็อกโกแลตกลิ่นกาแฟ หรือ กาแฟกลิ่นช็อกโกแลต เลยกลายเป็นไม่ใช่คอกาแฟ วันนี้ต้องพัฒนาคอกาแฟจริงๆ ก่อน ซึ่งการจะพัฒนาคอกาแฟได้ ต้องพัฒนาจากกาแฟร้อน

ตรงนี้เป็นอีกส่วนประกอบหนึ่งที่พยายามผลักดันรายการแข่งขันบาริสต้าแชมเปียนชิพด้วย เพื่อให้คนรู้จักการกินกาแฟร้อนมากขึ้นด้วย เพราะจะได้ดื่มด่ำกับรสชาติจริงๆ ถามว่าวันนี้ไปได้อีกเยอะไหมคือ ไปได้อีกเยอะ อุตสาหกรรมยังเล็กมาก ยังมีโอกาสโตได้อีกมาก

วันนี้ ร้านกาแฟมีอัตราการเปิดสูง แต่อัตราการปิดไม่ได้ต่ำมาก ไม่สูงจนเกินไปเหมือนกับร้านอาหาร เปิด 100 แห่ง ก็ต้องเจ๊ง 1-2 แห่ง คิดว่าก็เหมือนกัน ร้านกาแฟอาจจะเปิดเยอะ และมีจำนวนปิดเยอะเมื่อเทียบกับอัตราเปิด แต่ถามว่า สิ่งที่ต้องให้ความรู้คือ อย่ามองว่าเป็นธุรกิจที่ไม่น่าทำ ที่บอกทำธุรกิจอะไรก็มีโอกาสเจ๊งหมด แต่ต้องดูว่าเจ๊งเพราะอะไร อันนี้คือสิ่งสำคัญที่มองว่า ในอุตสาหกรรมต้องช่วยกันให้ความรู้ลูกค้าเปิดร้านกาแฟ อย่าคิดว่าขายอย่างเดียว ไม่ใช่ ทำอย่างไรจะขายความสำเร็จยังไงมากกว่า

ปัจจุบันเหมือนกับขายได้แล้วเราสำเร็จ อาจจะต่างกัน ถามว่าวันนี้ สำหรับอโรม่า กรุ๊ป หรืออุตสาหกรรมกาแฟทั้งหมดจะไปถึงจุดสูงสุดได้อย่างไร ตนว่าจุดสูงสุดคือ ทำให้คนที่เข้ามาอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือคนที่เปิดร้านกาแฟทุกคนทำให้ร้านอยู่ได้ มีอัตราการเติบโตได้ สร้างลูกค้าให้เข้าร้านมากขึ้นได้มากกว่า ไม่ใช่ยอดขายของตัวเอง

อ่านตรงนี้! ทำร้านกาแฟยังไงไม่เจ๊ง

กับคำแนะนำคนที่อยากเปิดร้านกาแฟแล้วไปรอด ซึ่งตนการันตีเลยว่า ถ้ามีเงินมีทุนไปทั้งเงินทั้งทุน คำแนะนำคือ 1. ต้องมีใจ ไม่ใช้รักอย่างเดียว เพราะรักได้ แต่อย่าหลงซึ่งหลงจะเจ๊งทุกราย ต้องทำธุรกิจจริงๆ ทั้งนี้ ธุรกิจร้านกาแฟเป็นธุรกิจที่คนชอบมาก หลงใหลเยอะ แต่เมื่อเข้ามาทำ ไม่ได้ลงมาทำจริงจังก็จะเหมือนธุรกิจทั่วไป เมื่อไรเจ้าของไม่ลงมาดูจริงจังปกติที่ต้องเจ๊ง เพียงแต่ว่าธุรกิจร้านกาแฟอาจจะลงทุนน้อย น้อยจนกระทั่งคิดว่า บางคนคิดว่าลงทุนทำเป็นธุรกิจเสริม จะเจ๊งเพราะเสริม ไม่มีธุรกิจเสริมไหนที่ได้ดี ส่วนใหญ่ที่จะไปก่อน คือ ทำเล่นๆ สำหรับธุรกิจร้านกาแฟเป็นธุรกิจเงินสด ดังนั้นเรื่องเงินสดต้องระวัง จะเก็บไม่ครบ อาจจะขายแล้วหาย สุดท้ายคนทำธุรกิจเมื่อทำไปแล้วไม่ได้เงินก็ไม่อยากทำ ไม่ใส่ใจ เมื่อไม่ใส่ใจก็ละลายหายไป

ดังนั้น ถ้าบอกอยากเปิดร้านกาแฟ อยากถามกลับว่า ชงกาแฟเป็นสักกี่คน คนที่อยากเปิดจะต้องชงเป็นก่อน อย่างน้อยลูกน้องผิดพลาดอะไรต้องเช็กได้ ไม่ได้หมายความว่าต้องชงเพอร์เฟกต์ แต่จะต้องมีลักษณะเมื่อเดินเข้าไปในร้านแล้วดูได้ว่า อะไรถูกต้อง ไม่ถูกต้อง แต่ทุกวันนี้ส่วนใหญ่เข้าร้านไปจะถามว่า ขายได้กี่แก้ว ไม่เห็นใครเดินไปดูว่า วันนี้กาแฟลูกค้าเพอร์เฟกต์ไหม ซึ่งจริงๆ แล้วกี่แก้วต้องมาจากกาแฟที่ดีก่อน

การทำธุรกิจจะต้องเข้าใจถึงธุรกิจว่า ความสำคัญอยู่ที่ตรงไหน ไม่ใช่ขายได้กี่แก้ว แต่อยู่ที่ว่า ทำอย่างไรให้ขายได้กี่แก้วก่อน ตรงนี้ทุกคนต้องช่วยกันในอุตสาหกรรม ทั้งผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ทุกคนต้องช่วยกันตรงนี้  

ฟันธงเปิดร้านกาแฟรวยได้ถ้าใส่ใจ

ฝากถึงผู้อ่านอยากจะให้ลองศึกษาดูธุรกิจนี้ วันนี้ธุรกิจร้านกาแฟยังเป็นธุรกิจดาวรุ่งของคนที่ต้องการเปิดธุรกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันที่อาจจะเงินเดือน หรือองค์กร ไม่ค่อยมั่นคง บอกได้เลยว่า ธุรกิจกาแฟเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะประสบความสำเร็จร่ำรวยได้ แล้วค่อนข้างมีโอกาสในอนาคตอีกเยอะ เพราะตลาดยังเล็กอยู่ ใหญ่ได้อีกเยอะ คุณสามารถสร้างฐานผู้บริโภค สร้างฐานลูกค้าประจำของร้านได้อีก เพียงแต่ใส่ใจกับมัน ถ้าคุณลงมาจริงๆ ธุรกิจนี้ บอกได้เลยว่าไม่มีทางเจ๊ง ถ้าลงมาดูเอง.

เรื่องเล่าความสำเร็จ                                                                                                                            

จับเข่าคุยกับ "กิจจา วงศ์วารี" ผู้บริหาร "อโรม่า กรุ๊ป" ผู้ทำธุรกิจกาแฟคั่วบดและเครื่องดื่มแบบครบวงจร นำเข้าเครื่องชงกาแฟ อุปกรณ์ร้านกาแฟ รวมทั้งเป็นเจ้าของแฟรนไชส์ร้านกาแฟชาวดอยและ 94 COFFEE... 15 ส.ค. 2559 09:25 ไทยรัฐ