วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผลประชามติสะท้อนประชาชน“เลือก”ความสงบ : การเมืองปรับตัว ทหารอย่าเหลิง

เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 16,820,402 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 61.35 ไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 10,598,037 คะแนน เห็นชอบคำถามพ่วง 15,132,050 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 58.07 ไม่เห็นชอบคำถามพ่วง 10,926,648 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 41.93

จำนวนผู้มาใช้สิทธิ 29,740,677 คน คิดเป็นร้อยละ 59.40

สรุปผลการลงประชามติอย่างเป็นทางการที่นายศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งรายงานถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.

ถือเป็นอะไรที่เซอร์ไพรส์กันพอสมควร

เพราะตามรูปการณ์ของกระแสก่อนวันเปิดคูหากาบัตร 7 สิงหาคมที่เต็มไปด้วยแรงเสียดทาน วัดระดับเสียงของฝ่ายไม่รับดังกลบเสียงของฝ่ายรับ

แม้แต่หน่วยข่าวความมั่นคงยังให้น้ำหนักไปในทางไม่ผ่าน

แต่ผลออกมาตรงกันข้าม ประชาชนเสียงส่วนใหญ่ไม่ใช่แค่โหวตรับร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ยังเทคะแนนโหวตผ่านคำถามพ่วงไปในทิศทางเดียวกัน

นั่นหมายถึงการยอมรับเงื่อนไขกติกาใหม่ ภายใต้การกำกับสถานการณ์โดยรัฐบาลทหาร

ไม่สนใจว่ารูปแบบจะอิงไปทางฝั่งรัฐประหารมากกว่าประชาธิปไตย

มันจึงแปลความได้ว่าอำนาจพิเศษของ คสช.ได้รับภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นอีกขีดระดับหนึ่ง

ซึ่งก็เล่นกระแสตามน้ำต่อเนื่องเลย หลังได้รับการรายงานผลอย่างเป็นทางการจาก กกต. พล.อ.ประยุทธ์จัดคิวแถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย แสดงความขอบคุณทุกฝ่ายที่ทำให้การประชามติผ่านไปได้ด้วยความสงบเรียบร้อย

โดยขอให้ทุกฝ่ายยอมรับในผลการประชามติ

และขอบคุณในความเชื่อมั่นที่มีต่อ คสช.และรัฐบาล พลังประชามติครั้งนี้มีความหมายมากต่ออนาคตของประเทศ อย่างน้อยก็แสดงให้โลกรู้ว่าชาวไทยคิดอย่างไร ต้องการอย่างไร

ย้ำถ้าบ้านเมืองสงบจะได้เลือกตั้งตามโรดแม็ป ปลายปี 2560

ตามจังหวะกระตุ้นความหวัง สร้างบรรยากาศดีๆ ล้อไปตามสัญญาณตอบรับเชิงบวกทางเศรษฐกิจ ภายหลังประชามติผ่านทำให้ตลาดหุ้นดีดขึ้น สภาอุตสาหกรรมฯ สภาหอการค้าฯพากันคึกคัก

ตอบรับความชัดเจนทางการเมือง

เรื่องของเรื่อง พล.อ.ประยุทธ์และทีมงาน คสช.ก็ประเมินออก งานนี้ทุกฝ่ายหวังไปที่การเดินหน้าเลือกตั้งตามโรดแม็ป ทั้งภาคธุรกิจ ประชาชนทั่วไป

มันคือเงื่อนไขสำคัญในการตัดสินโหวตผ่านประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง

แต่ปัจจัยสำคัญที่สุด ประชาชนเลือกความสงบมาก่อนเงื่อนไขประชาธิปไตย

ในอารมณ์ผู้คนยังหวาดผวาไม่หาย ทั้งกลัวทั้งเบื่อหน่ายกับบรรยากาศ “ม็อบครองเมือง” สถานการณ์ปั่นป่วนวุ่นวายจากวิกฤติการเมือง

กลัวสถานการณ์ย้อนกลับไปสู่จุดที่นักการเมืองเอาไม่อยู่

ทหารจึงยังได้รับความไว้วางใจในการคุ้มครองสวัสดิภาพ กำราบขาป่วน มวลชนทุกขั้วทุกสีให้อยู่อย่างสงบรอสถาน-การณ์เปลี่ยนผ่าน

ประชามติ 7 สิงหาคม คือคำสั่งประชาชนต้องการให้บ้านเมืองสงบไว้ก่อน

แน่นอน ในส่วนของนักการเมือง ผลออกมาแบบนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า โดนตบหน้าอย่างจัง

ต้องมานั่งทบทวนพฤติกรรมกันอย่างแรง

กับปรากฏการณ์ “แห่ไม่ขึ้น” ผู้นำกระแส มวยแม่เหล็กระดับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงจุดยืนชัดๆ ออกอากาศ ประกาศ “โหวตโน” ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

โดยมี “ปรมาจารย์” ระดับนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ถือหาง แสดงท่าทีสนับสนุนจุดยืนของลูกศิษย์รัก

ขณะที่อีกฟาก อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่ คสช.ปิดกั้นการแสดงความเห็นของฝ่ายคัดค้าน

อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ก็โจมตีข้ามประเทศ ซัดรัฐธรรมนูญงี่เง่าไร้ประโยชน์

พรรคเพื่อไทยชูธง “โหวตคว่ำ” ค่ายประชาธิปัตย์ส่วนใหญ่ชูธงตาม “อภิสิทธิ์”

แต่ผลก็คือคะแนนโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญเขียวเต็มพรึบในพื้นที่ปักษ์ใต้ฐานใหญ่พรรคประชาธิปัตย์

ไม่เว้นแม้แต่จังหวัดตรัง ฐานที่มั่นของคนชื่อ “ชวน หลีกภัย”

ภาคเหนือ ภาคอีสาน ฐานใหญ่ของพรรคเพื่อไทยก็เสียงแตก เสียงโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญแทรกเข้าไปในหลายจังหวัดที่อยู่ในโซนพื้นที่สีแดง

“อภิสิทธิ์–ชวน–ยิ่งลักษณ์–ทักษิณ” โดนหักหน้า

ประชาชนส่วนใหญ่โหวตสวน ไม่สนสัญญาณชี้นำจากนักการเมือง

ไม่นำพากับกระแสต้านรัฐธรรมนูญเผด็จการ

นั่นก็เพราะคนไทยได้รับบทเรียนจากการเมืองระบบอุปถัมภ์แบบไทยๆมานานจนนับช่วงอายุคนได้ ในห้วง 84 ปี หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475

ประชาธิปไตยก็แค่วาทกรรมเลื่อนลอย ข้ออ้างในการเข้าสู่อำนาจและกอบโกยผลประโยชน์

หมดยุคนักการเมืองพันธุ์เก่าต้องปฏิรูปใหญ่ คนไม่อยากเห็นการเมืองกลับไปสู่ระบบเดิมๆอีกต่อไป

ถึงเวลาที่ประชาชนบังคับให้ “ถ่ายเลือด”

ท่ามกลางกระแส “เซตซีโร่” ล้างไพ่ล้มกระดานพรรค การเมือง เริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่

นักการเมืองพ่ายกระแส ทำได้แค่ก้มหลบต่ำ

ต้อง “สำเหนียก” กับคำสั่งของประชาชน

แต่กระนั้นก็ดี แม้จะอยู่ในสถานะของผู้ชนะ กำชัยเหนือกว่าในเกมชิงกระแส ทหารเองก็อย่าเผลอ “ย่ามใจ” กับมติมหาชนที่เพิ่มภูมิคุ้มกันให้จากประชามติ

โดยเฉพาะอาการส่อพฤติกรรมของการต่อท่ออำนาจชัดๆ

แบบที่ไม่ทันข้ามวันหลังร่างรัฐธรรมนูญผ่านด่านประชามติพร้อมคำถามพ่วงที่เป็นพิมพ์เขียวอำนาจของ คสช.ในการลากยาวอำนาจพิเศษคุมเกมช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างน้อย 5 ปี

ก็มีขบวนการเปิดค่ายการเมืองรองรับทันที

ตามคิวที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เครือข่ายฝ่ายต้านระบอบทักษิณคนดังแถลงตั้งพรรคประชาชนปฏิรูปรอลงสนามเลือกตั้งครั้งต่อไป

พร้อมประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง เพราะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน สะท้อนจากผลประชามติที่ชนะท่วมท้น

ยังดีที่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่กระโดดรับมุกในทันทีทันใด

เพราะนั่นคือการแบไต๋ให้สังคมเห็น “ลิ้นไก่โผล่” กระตุกกระแสหมั่นไส้โดยไม่จำเป็น

ในอารมณ์ที่สังคมอยากเห็นทหารเป็นแค่ “รปภ.คุ้มกันสถานการณ์”

เรื่องของเรื่องต้องไม่ลืมว่า ยังมีตัวแปรสำคัญอยู่ในจำนวนผู้ไม่ออกมาใช้สิทธิลงประชามติร้อยละ 41 ที่ไม่รู้ว่าคิดเห็นอย่างไรกับการให้รัฐบาลทหาร คสช.คุมเกมลากยาวช่วงเปลี่ยนผ่าน

ในขณะที่หัวเชื้อความขัดแย้งยังซ่อนอยู่ใต้พรม “อำนาจพิเศษ” ไม่ได้หายไปไหน

ไม่ใช่แค่ปมการเมืองเรื่องระหว่างขั้วอำนาจขัดแย้งที่ยังสะกดคำว่าปรองดองไม่ได้ มันยังมีประเด็นที่เกี่ยวโยงกับความมั่นคงอื่นๆ ที่แฝงอยู่ทุกอณู

โดยเฉพาะกับเหตุระเบิดป่วนเมืองที่เกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ หลังผ่านประชามติไปไม่กี่วัน ล็อกเป้าสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในพื้นที่ภาคใต้ จังหวัดภูเก็ต ตรัง กระบี่ พังงา สุราษฎร์ธานี

ไล่มาจนถึงหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ตั้งใจก่อเหตุวันสำคัญ ทำลายบรรยากาศของประเทศ

เบื้องต้นฝ่ายความมั่นคงฟันธงเป็นการก่อวินาศกรรม ไม่เกี่ยวกับสถานการณ์ก่อการร้าย ไม่โยงกับผลประชามติใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา ที่ “โหวตโน” ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

รีบคุมวงให้จำกัดอยู่แค่การป่วนเมืองธรรมดาไว้ก่อน

แต่แน่นอนไม่ว่าจะเป็นฝีมือของกลุ่มผู้ไม่หวังดีกลุ่มไหน กลุ่มการเมือง กลุ่มก่อการร้าย หรือแม้แต่กลุ่มไอ้โม่งที่โยงกับการเปลี่ยนผ่านอำนาจในกองทัพช่วงฤดูโยกย้ายใหญ่ประจำปี

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นมันคือการท้าทายอำนาจทหาร คสช.

เป็นแรงเสียดทานที่ก่อแรงกระเพื่อมให้พลิกคว่ำพลิกหงายได้

โดยเฉพาะถ้ารัฐบาลอยู่ในภาวะย่ามใจในอำนาจ เหลิงประมาทฝ่ายต่อต้าน

สรุปก็คือ ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้อำนาจของ คสช.เอง จะประคองภูมิคุ้มกันที่ได้เพิ่มมาจากผลการประชามติในการรักษาระดับ “ความชอบธรรม” ไว้ได้นานแค่ไหน

ไม่ต้องมองไปไกล แค่เฉพาะหน้าในห้วงเวลาที่เหลืออยู่ปีครึ่งก่อนเลือกตั้งตามโรดแม็ปที่วางไว้

โดยเงื่อนไขอำนาจพิเศษที่เอื้อให้รัฐบาลทหารจะใช้เป็นประโยชน์ต่อการบริหารเศรษฐกิจ ประคองปัญหาปากท้องประชาชนได้แค่ไหน

ตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพื่อสางปัญหาหมักหมมในสังคมไทยอย่างจริงจังระดับใด

เหนืออื่นใดกับปมอันตราย รายการทุจริต คอร์รัปชัน พฤติกรรมใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ตัวเองและพวกพ้องในหมู่น้องๆพี่ๆ วงท็อปบูต ยังจะมีออกมาเป็นระยะๆแบบที่ผ่านมาหรือเปล่า

ถ้าโดนจับได้ไล่ทัน ประจานคาหนังคาเขา

ประชาชนเรียกร้องเอาอำนาจคืน ทหารก็จ๋อยเหมือนกัน.

“ทีมการเมือง”

13 ส.ค. 2559 08:49 ไทยรัฐ