วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จากวีรบุรุษสู่ตะแลงแกง ปิดบัญชีสายลับอิหร่าน

จุดจบอดีตฮีโร–นายชาห์ราม อามิรี นักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ของอิหร่าน ชู 2 นิ้วอุ้มลูกชายและมีภรรยายืนยิ้มเคียงข้าง หลังเดินทางกลับจากสหรัฐฯถึงสนามบินอิหม่าม โคไมนี ในกรุงเตหะราน โดยได้รับการต้อนรับเยี่ยงวีรบุรุษ เมื่อ 15 ก.ค.2553 ก่อนถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอใน 6 ปีต่อมา (รอยเตอร์)

เรื่อง “สายลับ” ระหว่าง “สหรัฐอเมริกา” กับศัตรู มีมานมนานกาเล หลายเรื่องสลับซับซ้อนเร้าใจ จนถูกนำมาสร้างภาพยนตร์ฮอลลีวูดและโกยเงินอื้อซ่า สัปดาห์ที่แล้วก็มีเรื่องสายลับเป็นข่าวฮือฮาอีก คราวนี้พัวพันกับ “อิหร่าน” ศัตรูตัวเอ้ของสหรัฐฯ

7 ส.ค. วันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในบ้านเรา รัฐบาลอิหร่านแถลงว่า นาย “ชาห์ราม อามิรี” นักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ของอิหร่าน วัย 39 ปี ถูกประหารชีวิตแล้วด้วยการแขวนคอ ในข้อหาเปิดเผยความลับสุดยอดของชาติต่อศัตรู ศพของเขาถูกส่งให้ครอบครัวที่เมืองเคอร์มานชาน ห่างจากกรุงเตหะราน 500 กม. ทำพิธีฝังแล้ว

อามิรีหายตัวไปอย่างลึกลับขณะไปแสวงบุญที่เมืองมะดีนะฮ์ในซาอุดีอาระเบีย เมื่อเดือน มิ.ย.2552 อีก 1 ปีต่อมาจึงปรากฏตัวในสหรัฐฯ โดยมีการเผยแพร่วีดิโอของเขาซึ่งถ่ายทำในสหรัฐฯหลายครั้งทางอินเตอร์เน็ต

ต่อมาเขาหนีเข้าไปในสำนักงานรักษาผลประโยชน์ของอิหร่านในสถานทูตปากีสถานในกรุงวอชิงตัน และขอเดินทางกลับอิหร่าน (อิหร่านและสหรัฐฯตัดความสัมพันธ์ทางการทูตตั้งแต่ พ.ศ.2524 หลังนักศึกษาอิหร่านบุกยึดสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเตหะรานในช่วงการปฏิวัติอิสลาม)

15 ก.ค.2554 อามิรีก็ได้เดินทางกลับอิหร่าน ท่ามกลางการต้อนรับยิ่งใหญ่เยี่ยง “วีรบุรุษ” จากฝูงชนและเจ้าหน้าที่รัฐ เขาให้สัมภาษณ์ว่าถูกสายลับของสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (ซีไอเอ) ซึ่งพูดภาษาฟาร์ซี 2 คน ใช้ปืนจี้หัวลักพาตัวไปที่เมืองมะดีนะฮ์ โดยมีเจ้าหน้าที่ซาอุฯช่วยเหลือ ซีไอเอยังบังคับให้เขายอมรับว่าเป็นผู้แปรพักตร์ ผู้มีเอกสารสำคัญและคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปที่มีข้อมูลลับเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านติดตัว

อามิรีอ้างว่า ตนขัดขืนคำสั่งซีไอเอ จึงถูกฉีดยาสลบ ถูกทรมานร่างกายและจิตใจแสนสาหัสขณะถูกรีดความลับโดยมีสายลับ “อิสราเอล” ร่วมอยู่ด้วย ซีไอเอยังเสนอจะให้เงินตนถึง 5 ล้านดอลลาร์ ถ้ายอมอยู่ในสหรัฐฯ แต่เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯกลับบอกไปคนละทางว่า อามิรีซึ่งทำงานในโครงการตรวจจับกัมมันตภาพรังสีนิวเคลียร์ของอิหร่าน ได้รับเงิน 5 ล้านดอลลาร์ แลกกับการเผยความลับ และเดินทางไปสหรัฐฯโดยสมัครใจ ไม่ได้ถูกลักพาตัว

แม้ข้อมูลของทั้งสองฝ่ายขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง แต่จากข้อมูลประกอบต่างๆ ดูเหมือนว่า อามิรียอม “ขายตัว” แลกกับเงินก้อนโต แต่สุดท้ายต้องกลับอิหร่านมือเปล่า ขณะที่นักวิเคราะห์ชี้ว่า เขายอมกลับอิหร่านกลางคันเพราะเป็นห่วงครอบครัวซึ่งถูกรัฐบาลอิหร่านข่มขู่คุกคามอย่างหนัก

หลังกลับถึงอิหร่านไม่นาน อามิรีก็หายตัวไปนานถึง 6 ปี ระหว่างนั้นมีข่าวว่า เขาถูกดำเนินคดีและถูกศาลตัดสินจำคุกยาว ก่อนถูกแขวนคอดังที่เป็นข่าว ส่วนโฆษกศาลอิหร่านแถลงว่า หน่วยข่าวกรองอิหร่านฉลาดกว่าซีไอเอ รู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าอามิรีลอบติดต่อกับซีไอเอก่อนไปซาอุฯ เลยเฝ้าแกะรอยเขาตั้งแต่แรก

หลักฐานสำคัญอีกอย่างที่บ่งชี้ว่า อามิรีแปรพักตร์ก็คือข้อมูลในอีเมลอื้อฉาว 2 ฉบับ ซึ่งเชื่อว่าเอ่ยถึงอามิรี โดยฉบับแรกนายริชาร์ด มอร์นิงสตาร์ ที่ปรึกษาพิเศษกิจการพลังงานเอเชีย-ยุโรป เป็นผู้เขียน และนายเจค ซุลลิแวน ที่ปรึกษาอาวุโสของ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ส่งต่อไปให้นางฮิลลารี คลินตัน รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ขณะนั้นเมื่อ 5 ก.ค.2553 หรือ 10 วันก่อนอามิรีกลับอิหร่าน

อีเมลระบุว่า “เรามีปัญหาด้านการทูตและจิตใจ ไม่ใช่ด้านกฎหมาย เราต้องให้ทางออกแก่ “เพื่อนของเรา” คนของเราทำอะไรไม่ได้ ถ้าเขาต้องไปก็ให้เขาไป” อีเมลอีกฉบับซึ่งซุลลิแวนส่งให้คลินตันใน 7 วันต่อมาเอ่ยถึงอามิรีไม่กี่ชั่วโมงก่อนเขาหนีเข้าไปในสถานทูตปากีสถาน โดยระบุว่า “สุภาพบุรุษท่านนี้ไปที่สำนักงานรักษาผลประโยชน์ของอิหร่าน เพราะไม่พอใจว่าต้องใช้เวลานานขนาดไหนที่จะรอความสะดวกในการเดินทาง ซึ่งนั่นจะทำให้มีข่าวที่เป็นปัญหาใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า”

อีเมล 2 ฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งในอีเมลของคลินตัน ว่าที่ตัวแทนพรรคเดโมแครตไปชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯขณะนี้ ซึ่งถูกเผยแพร่ในปีที่แล้ว หลังเธอถูกกล่าวหาว่าใช้อีเมลด้วยเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัว อันเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ และถูกหยิบยกมาโจมตีอย่างหนักในช่วงหาเสียง

ส่วนหนังสือพิมพ์ “นิวยอร์ก ไทมส์” รายงานเมื่อเดือน ก.ค.2553 ว่า อามิรีได้เปิดเผยความลับต่อซีไอเอว่า มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเตหะรานเป็นศูนย์บัญชาการโครงการนิวเคลียร์ลับของอิหร่าน เขายังเป็นแหล่งข่าวสำคัญที่ป้อนข้อมูลให้ “สำนักงานประเมินข่าวกรองแห่งชาติ” ของสหรัฐฯ ที่เผยแพร่ข้อมูลโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านในปี 2550 ซึ่งเป็นที่ถกเถียงอย่างมาก

ช่วงปี 2553-2555 นักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ของอิหร่านถูกลอบสังหารถึง 4 คนในอิหร่าน อีกคนถูกโจมตีด้วยระเบิดแต่รอดชีวิต ทั้งหมดนี้อิหร่านกล่าวหาว่า เป็นฝีมือหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯและอิสราเอล

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือน ก.ค.2558 อิหร่านก็บรรลุข้อตกลงกับมหาอำนาจโลก 6 ชาติ ยอมจำกัดโครงการนิวเคลียร์แลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร จากนั้นก็ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตกับสหรัฐฯ และเปิดประเทศรับการค้าการลงทุนจากต่างชาติมากขึ้นเรื่อยๆ

การประหารชีวิตนายอามิรี เป็นการ “ปิดบัญชีเก่า” และเป็นการส่งสัญญาณเตือนว่า ผู้บังอาจทรยศต่อประเทศชาติต้อง “ตายสถานเดียว”

ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด!

บวร โทศรีแก้ว

13 ส.ค. 2559 08:34 ไทยรัฐ