วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วินาศกรรม 7 จว. โยงรธน. 4 ศพเซ่นเผา-บึม

หัวหินอ่วมสุดถล่ม 4 ลูก ผบ.ตร.ชี้ปม ‘ประชามติ’ บิ๊กตู่สั่งล่าแก๊งป่วนปท.

มือมืดก่อวินาศกรรมป่วนเมือง 7 จังหวัดทั้งวางระเบิดและลอบวางเพลิง เหยื่อผู้บริสุทธิ์ สังเวยชีวิตสยอง 4 ศพ บาดเจ็บอีกจำนวนมากโดยเฉพาะหัวหิน แหล่งท่องเที่ยวอันดับโลกแห่งเดียววางบึมสนั่นเมืองตั้งแต่กลางดึกยันเช้าอีกวันตาย 2 ศพ ตามด้วยภูเก็ตและกลางเมืองสุราษฎร์เสียชีวิตอีกศพ แถมยังวางเย้ยตำรวจที่หน้าโรงพักแต่ไม่มีใครได้รับอันตราย เผยพบหลักฐานเป็นโทรศัพท์ยี่ห้อซัมซุงฮีโร่จุดชนวนบึม นอกจากนี้ ยังวางเพลิงเผาห้างที่ตรัง ร้านค้าขายของที่ระลึกที่พังงากับกระบี่เสียหายยับ ขณะที่ ผบ.ตร.ยันแก๊งป่วนกลุ่มเดียวกันจากชนวนเหตุรับร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนนายกฯสาปแช่งคนทำต้องได้รับผลกรรม

แก๊งป่วนเมืองก่อวินาศกรรมสร้างสถานการณ์กระจายไปหลายพื้นที่โดยเน้นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทั้งวางระเบิดแสวงเครื่องและลอบวางเพลิงทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก โดยก่อนหน้านั้นคนร้ายวางระเบิดที่ตลาดยามเย็นเซ็นเตอร์พอยต์หรือตลาดคนเดิน ถนนรื่นรมย์ ต.ทับเที่ยงอ.เมืองตรัง เมื่อบ่ายสามเศษวันที่ 11 ส.ค.ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บอีก 7 คน และ รถ จยย.เสียหายอีกหลายคัน ตามด้วยเย็นวันเดียวกันที่ จ.ภูเก็ต พบระเบิดเพลิงจุดชนวนด้วยโทรศัพท์มือถือ 2 แห่งในย่านหาดป่าตอง อ.กะทู้ คือที่ร้านขายเสื้อผ้าหน้าโรงแรมพาราไดซ์ ถนนราษฎร์อุทิศ 200 ปี ต.ป่าตอง และภายในร้านขายเสื้อผ้า ตลาดไชน่าทาวน์ ถนนราษฎร์อุทิศ 200 ปี แต่ชุดเก็บกู้ระเบิดหรือ
อีโอดีเก็บกู้ไว้ได้

บึมถล่มบาร์หัวหินรถพังยับ

สถานการณ์ความรุนแรงไม่จบแค่นั้น หลังเกิดเหตุป่วนทั้งสองจังหวัดปรากฏว่ากลางคืนวันที่ 11 ส.ค.ช่วงเวลาสี่ทุ่มเศษ เกิดเหตุหน้าร้านบาร์เบียร์จอห์นนี่ 56 ผับแอนด์เรสเตอรอง ถนนหลังโรงเรียนเทศบาลบ้านหัวหิน เขตเทศบาลเมืองหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ หลังเกิดเหตุ พล.ต.ต.กษณะ แจ่มสว่าง ผบก.ภ.จ.ประจวบคีรีขันธ์ พ.ต.อ.สิทธิชัย ศรีโสภาเจริญรัตน์ ผกก.สภ.หัวหิน ชุดสืบสวน สภ. หัวหิน ทหารมณฑลทหารบกที่ 15 (มทบ.15) และกำลัง อส. ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพบกระถางต้นไม้หน้าร้านถูกแรงอัดระเบิดแตกกระจายและชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือ ลูกเหล็กที่ใช้ประกอบระเบิดจึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน เบื้องต้นมีผู้บาดเจ็บ 1 คน นอกจากนี้ยังพบรถยนต์ 2 คันกับรถจักรยานยนต์ 3 คัน ได้รับ ความเสียหายจากแรงระเบิด ต่อมาหน่วยเก็บกู้ระเบิดหรืออีโอดีจากค่ายนเรศวรมาตรวจสอบพบเป็นระเบิดแสวงเครื่องจุดชนวนด้วยโทรศัพท์มือถือ

ลูกที่สองซ้ำตายเจ็บระนาว

ระหว่างเจ้าหน้าที่ตรวจสอบจุดระเบิดที่จุดแรกปรากฏว่าเกิดเหตุบึมเสียงดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นอีกแห่งห่างจากจุดแรกประมาณ 80 เมตร เป็นบริเวณหน้าโรงแรม “เรนทรี สปา” แรงระเบิดทำให้มีผู้บาดเจ็บเบื้องต้น 22 คน นอนร้องระงมด้วยความเจ็บปวด เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นทั่วพื้น เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งมูลนิธิหลายแห่งต่างระดมช่วยปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บก่อนนำส่งโรงพยาบาลต่างๆ อาทิ รพ.หัวหิน รพ.ซานเปาโลหัวหิน รพ.กรุงเทพ หัวหิน แยกเป็นชาวไทย 12 คนและชาวต่างชาติ 10 คน ขณะเดียวกัน พล.ต.ต.กษณะ แจ่มสว่าง ผบก.ภ.จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุโดยละเอียดอีกครั้ง เนื่องจากเกรงจะเกิดระเบิดซํ้าซ้อนขึ้นอีกแต่ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ

สาวไทยท้องเหวอะสังเวยชีวิต

สำหรับผู้บาดเจ็บคนไทย 12 คน ประกอบด้วย 1.น.ส.ประยอง อยู่ชู อายุ 48 ปี 2.นายณัฐพัชร์ พั่วพันธุ์ อายุ 45 ปี 3.น.ส.นาฏยา ทับทิมทอง อายุ 22 ปี 4.นายฐิติพงศ์ นํ้าเงิน อายุ 25 ปี 5.นายพงษ์พันธ์ กลํ่าชัย อายุ 24 ปี 6.นายประยุทธ ว่องไว อายุ 40 ปี 7.น.ส.เสาวลักษณ์ แก้วนาพรม อายุ 35 ปี 8.น.ส.เรือนขวัญ เกตุไธสง อายุ 41 ปี 9.น.ส.รุ่งตะวัน ปัทมา อายุ 43 ปี 10.นายเอ๋ แซ่เจี่ย อายุ 24 ปี 11.อีกคนเป็นหญิงไม่ทราบชื่อ และ 12.น.ส.สกนธัช ดีสุคนธ์ อายุ 30 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัสที่ช่องท้องและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนชาวต่างชาติทราบชื่อ 3 คนคือ น.ส.โจเซฟีน แอลิซาเบ็ธ อายุ 23 ปี น.ส. วีซีมา มิเชล อายุ 19 ปี ชาวฮอลแลนด์ และ น.ส.ลูอิซา คลิฟฟ์แมน อายุ 19 ปี ชาวเยอรมัน

บึมซ้ำอีกลูกหลังพิธีทำบุญ

ต่อมาเวลา 07.00 น. วันที่ 12 ส.ค. นายสุทธิพงษ์ คล้ายอุดม นอภ.หัวหิน ร่วมกับเทศบาลเมืองหัวหิน นำข้าราชการพร้อมประชาชนกว่า 500 คน ร่วมกันทำบุญใส่บาตรพระสงฆ์กว่า 100 รูป บริเวณสามแยกหอนาฬิกาหัวหิน ถนนแนบเคหาสน์ เขตเทศบาลเมืองหัวหิน ห่างจากจุดเกิดเหตุระเบิดเมื่อคืนที่ผ่านมาประมาณ 50 เมตร หลังเสร็จพิธี เวลาประมาณ 09.00 น. ขณะที่เจ้าหน้าที่กองช่าง เทศบาลเมืองหัวหิน กำลังเก็บโต๊ะที่ตั้งริมถนนสำหรับใส่บาตรอยู่ที่ริมฟุตปาทข้างหอนาฬิกาหัวหิน วินาทีนั้นได้เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวที่พุ่มไม้ใต้ฐานหอนาฬิกา แรงระเบิดส่งผลให้พนักงานจ้างกองช่างเทศบาล 3 คน คือนายสัญญา ทศพล อายุ 45 ปี นายแสบ ไม่ทราบนามสกุล อายุ 35 ปี และนายเอ็ม อายุ 24 ปี ถูกสะเก็ดระเบิดได้รับบาดเจ็บเลือดโซมร่าง

หญิงไทยเหยื่อระเบิดดับ 1 ศพ

นอกจากนี้ยังมีนักท่องเที่ยวชาวไทยชายหญิงอีก 2 คน ถูกแรงระเบิดโดยผู้ชายร่างกระเด็นไปกลางถนน และกระเสือกกระสนไปขอความช่วยเหลือจากประชาชนที่อยู่ใกล้เคียง ส่วนผู้หญิงล้มลงหน้าฟุบกองกับพื้น ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่และประชาชนที่ประสบเหตุพยายามจะเข้าไปช่วยเหลือแต่ได้เกิดระเบิดดังสนั่นขึ้นอีก 1 ลูก ที่พุ่มต้นไม้ใต้ฐานหอนาฬิกาอีกฟากหนึ่ง จนทุกคนต้องหมอบลงกับพื้น หลังจากสิ้นเสียงระเบิดไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่ม และผู้บาดเจ็บ 4 คน เป็นชายที่ถูกระเบิดครั้งแรกได้ถูกลำเลียงส่งโรงพยาบาลหัวหิน แต่ผู้บาดเจ็บที่เป็นหญิงพบว่าไม่ได้สติแล้ว เจ้าหน้าที่ต้องรอเคลียร์พื้นที่อยู่นานกว่า 20 นาที เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีระเบิดอีกจึงได้เข้าไปนำร่างหญิงนักท่องเที่ยวดังกล่าวส่ง รพ. แต่พบว่าผู้บาดเจ็บเสียชีวิตแล้วทราบชื่อ น.ส.ณัชชา สุวรรณพรม อายุ 36 ปี ชาว จ.นครปฐม

ป่วนหนักระเบิดปลอมเกลื่อน

ต่อมาเจ้าหน้าที่วิทยุสื่อสาร สภ.หัวหินรับแจ้งว่าพบวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิดที่หน้าโรงเรียนหัวหินวิทยาคม หน้าสถานีรถไฟหัวหินและที่หน้าธนาคารเกียรตินาคิน สาขาหัวหิน เขตเทศบาลเมืองหัวหิน หลังรับแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดไปตรวจสอบ โดยใช้ปืนน้ำแรงดันสูงยิงเข้าใส่วัตถุต้องสงสัยทั้ง 3 แห่ง ปรากฏว่าเป็นระเบิดปลอมทั้ง 3 แห่ง ขณะที่นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน เปิดเผยว่า หากคนร้ายตั้งชนวนระเบิดช่วงกำลังทำบุญหรือก่อนหน้าสักครึ่งชั่วโมงอาจเกิดโศกนาฏกรรมสร้างความสูญเสียมากกว่านี้ เป็นไปได้ว่าคนร้ายอาจตั้งให้ระเบิดผิดเวลาก็เป็นได้

จับผู้ต้องสงสัยมือบึมแค่ข่าวลือ

ส่วน พ.ต.ท.เสมอ อยู่สำราญ รอง ผกก.(ป.) สภ.หัวหิน กล่าวว่า ได้ประสานไปยังศูนย์การค้าทุกแห่งในเขตหัวหิน รวมทั้งพ่อค้าแม่ค้าตลาดโต้รุ่งหัวหินให้หยุดกิจการชั่วคราวในวันนี้ เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่น่าไว้วางใจ อีกทั้งอยากขอความร่วมมือประชาชนอย่าแชร์ข้อความเหตุการณ์ระเบิดที่ยังไม่ได้ตรวจสอบว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เนื่องจากจะเป็นการสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นมากไปอีก นอก จากนี้ยังจะทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานยากและสับสนอีกด้วย ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าจับคนร้ายได้แล้วมีแผนลอบวางระเบิดอีกหลายจุดในหัวหินเป็นเรื่องเท็จทั้งสิ้น

ร้านค้าผวาปิดบริการชั่วคราว

สำหรับการจราจรในเขตหัวหิน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้ปิดการจราจรบนถนนเพชรเกษมช่วงเข้าเมืองหัวหินทางทิศเหนือที่จุดกลับรถหน้าประตูทางเข้าหมู่บ้านบ่อฝ้ายและบริเวณถนนเพชรเกษมช่วงเข้าเมืองทางทิศใต้ก่อนขึ้นสะพานต่างระดับหนองแก โดยให้รถเลี่ยงไปใช้ถนนเลียบคันคลองชลประทานแทน เนื่องจากถนนเพชรเกษมบริเวณกลางเมืองจะผ่านจุดเกิดเหตุระเบิดอาจเกิดความไม่ปลอดภัยต่อผู้ใช้ยานพาหนะผ่านในจุดดังกล่าว นอกจากนี้ยังพบว่า ร้านค้ากว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ในเขตตัวเมืองหัวหินได้พร้อมใจปิดให้บริการตั้งแต่ช่วงเช้า เนื่องจากไม่แน่ใจในความปลอดภัย รวมทั้งประชาชนต่างเก็บตัวอยู่ในเคหสถาน ทำให้ถนนหนทางในเขตเทศบาลเมืองหัวหินเงียบเหงา มียานพาหนะวิ่งอยู่บนถนนน้อยมาก

มุ่งหวังผลต่อชีวิตและทรัพย์สิน

พ.ต.อ.ฉัตรไชย เรียนเมฆ รอง ผบก.ภ.จ.ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า เหตุระเบิดดังกล่าวถือว่ามีความรุนแรง มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก หลังจากก่อนหน้านี้มีคำเตือนจากหน่วยข่าวด้านความมั่นคงให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยกวดขันมาตรการความปลอดภัยแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในเมืองหัวหินซึ่งมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนมาก ล่าสุดมีการตรวจสอบผู้ก่อเหตุจากกล้องวงจรปิดและพยานแวดล้อม ส่วนนายสุทธิพงษ์ คล้ายอุดเม นอภ.หัวหิน เปิดเผยว่า กลุ่มคนร้ายที่ลงมือต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระเบิด มุ่งประสงค์ต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นหลัก

ผวาเหตุร้ายเลิกพิธีถวายพระพร

ต่อมานายทวี นริสศิริกุล ผวจ.ประจวบคีรีขันธ์ นายสุทธิพงษ์ คล้ายอุดม นอภ.หัวหินและคณะเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุระเบิดทั้งที่สี่แยกถนนพูลสุข ตัดกับถนนเสละคามที่เกิดเหตุระเบิดช่วงกลางดึกเมื่อคืนที่ 11 ส.ค. และที่หอนาฬิกาหัวหิน พร้อมเปิดเผยว่า เหตุการณ์ครั้งนี้กระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวหัวหินในระยะสั้น ส่วนสาเหตุจะเป็นเรื่องการก่อความไม่สงบหรือไม่นั้นยังไม่สามารถระบุได้ ต้องรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานก่อน ส่วนเรื่องปิดถนนไม่ให้ยานพาหนะเข้าเมืองหัวหินนั้น เจ้าหน้าที่ได้จัดเส้นทางเบี่ยงให้แล้วโดยปัดรถให้เลี้ยวไปใช้เส้นทางถนนคันคลองชลประทานเลี่ยงเมือง หากทุกอย่างคลี่คลายก็จะสามารถเปิดการจราจรได้ตามปกติ สำหรับการจัดพิธีถวายพระพรสมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในค่ำคืนนี้ เบื้องต้นได้ประเมินสถานการณ์ร่วมกันจากหลายฝ่ายแล้วคงต้องยกเลิกไปก่อน เนื่องจากพื้นที่จัดงานกว้างขวางมาก เป็นพื้นที่เปิดมีจุดที่สามารถซุกซ่อนวัตถุต้องสงสัยได้มากเกรงจะไม่ปลอดภัย

บึมเขย่าขวัญป่าตองอีก 2 ลูก

ส่วน จ.ภูเก็ต เกิดระเบิดถล่มอีก 2 จุดที่ป่าตอง หลังจากเย็นวันที่ 11 ส.ค.พบระเบิดเพลิงจุดชนวนด้วยโทรศัพท์มือถือ 2 แห่งในย่านหาดป่าตอง อ.กะทู้ บริเวณถนนราษฎร์อุทิศ 200 ปี ต.ป่าตองแต่โชคดีที่ชุดเก็บกู้ระเบิดหรืออีโอดีเก็บกู้ไว้ได้ทั้งสองแห่งแต่ล่าสุดเมื่อช่วงเช้าวันที่ 12 ส.ค.ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้นที่ตู้ควบคุมการจราจรซอยบางลาและบริเวณสวนสาธารณะโลมา ถนนทวีวงศ์ ต.ป่าตอง อ.กะทู้ ทำให้มีคนถูกสะเก็ดระเบิดบาดเจ็บ 1 คนเป็นคนขี่ จยย.รับจ้างและมีทรัพย์สินทางราชการเสียหายบางส่วน ภายหลัง พ.ต.อ.ชัยวัฒน์ อุ้ยคำ ผกก.สภ.ป่าตอง พ.ต.อ.อกนิษฐ์ ด่านพิทักษ์ศาสน์ ผกก.สส.ภ.จ.ภูเก็ต พ.ต.ท.สมศักดิ์ ทองเกลี้ยง รอง ผกก. (สส.) นำกำลังชุดสืบสวนสายตรวจและหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด ภ.จ.ภูเก็ต เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน จ.ภูเก็ต ไปตรวจสอบและเก็บกู้ โดยผู้บาดเจ็บหน่วยกู้ชีพมูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ตนำส่งรักษาตัวที่ รพ.ป่าตอง โดยแขนขวาถูกสะเก็ดระเบิดอาการปลอดภัย

เจอลูกปรายกระจายเต็มพื้น

จากการตรวจสอบจุดแรกเป็นป้อมตำรวจ พบฝ้าเพดานของผนังป้อมถูกแรงอัดจากระเบิดแตกกระจายเกลื่อนพื้นไปทั่วบริเวณ พบลูกปืนที่ใส่ในรถจักรยานเม็ดเล็กๆหรือลูกปรายตกกระจัดกระจายไปทั่วในรัศมีกว่า 50 เมตรจึงเก็บไว้เป็นหลักฐานและเป็นจุดที่ จยย.รับจ้างบาดเจ็บ ขณะที่บริเวณสวนสาธารณะโลมาจุดที่ 2 ซึ่งตั้งเต็นท์เตรียมงานวันแม่ พบร่องรอยการระเบิดที่พื้นดินเป็นหลุมลึกไม่มีผู้ใดบาดเจ็บ ขณะเดียวกันรับแจ้งอีกว่าพบวัตถุต้องสงสัยถูกวางไว้ริมถนนตรงข้ามร้านสตาร์บัค สาขาหาดป่าตอง ต.ป่าตอง ห่างจากจุดแรกราว 70 เมตร เจ้าหน้าที่จึงยิงทำลายพบเป็นเพียงกระป๋องสีถูกวางทิ้งไว้

ตรวจสอบพบเป็นไปป์บอมบ์

พล.ต.ต.ชลิต แก้วยะรัตน์ รอง ผบช.ภ.8 พ.ต.อ.พีระยุทธ การะเจดีย์ พ.ต.อ.สมาน ชัยณรงค์ รอง ผบก.ภ.จ.ภูเก็ต พ.ต.อ.ชัยวัฒน์ อุ้ยคำ ผกก.สภ.ป่าตอง และ พ.ต.ต.นฤวัต พุทธวิโร สว.ส.ทท.2 กก.5 บก.ทท.ได้ประชุมสรุปสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อวางมาตรการและกำลังตามจุดล่อแหลมหรือสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในพื้นที่ตลอด 24 ชม. เบื้องต้นจากการตรวจสอบระเบิดเป็นระเบิดแสวงเครื่องแบบไปป์บอมบ์ทำจากท่อพีวีซี หรือท่อเหล็กบรรจุปุ๋ยยูเรียหรือดินระเบิดมีส่วนประกอบ ตะปู นอตและลูกปราย ซึ่งการทำไปป์บอมบ์ไม่มีวิธีที่ตายตัวขึ้นอยู่กับวิธีของแต่ละคน อานุภาพการทำลายล้างขึ้นอยู่กับขนาดโดยใช้โทรศัพท์ตั้งเวลาและจุดชนวนระเบิด เบื้องต้นสันนิษฐานว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ ไม่หวังต่อชีวิต โดยเจ้าหน้าที่จะเร่งตรวจกล้องวงจรปิดเพื่อติดตามตัวคนร้ายต่อไป

ผู้ว่าฯสั่งทุกหน่วยดูแลพื้นที่

นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผวจ.ภูเก็ต กล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรณีเกิดเหตุระเบิด 2 จุดในพื้นที่หาดป่าตองว่าได้สั่งการและกำชับให้นายอำเภอทั้ง 3 อำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอกะทู้ และอำเภอถลาง ปรับแผนสนธิกำลังกับปกครองท้องถิ่นและผู้นำชุมชนในพื้นที่เพื่อเพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัย ตั้งแต่จุดตรวจสอบก่อนเข้าสู่พื้นที่ จ.ภูเก็ต เอกซเรย์พื้นที่ตรวจค้นให้เข้มข้นมากขึ้นโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีผู้คนอยู่ร่วมกันมากๆ อาทิ สนามบิน ห้างสรรพสินค้า สถานีขนส่ง ตลาดนัด ท่าเรือทุกแห่ง รวมทั้งสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญขอให้ดูแลเป็นพิเศษรวมทั้งสถานที่ราชการให้มีเวรยามตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ได้ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนช่วยกันสอดส่องดูแลเฝ้าระวัง พบเห็นสิ่งผิดปกติ หรือบุคคลที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่โดยด่วน ขออย่าตระหนก แต่มาช่วยกันดูแลเฝ้าระวัง เพราะ จ.ภูเก็ตเป็นเมืองแห่งสันติสุขและเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก

เผาร้านขายพลาสติกวอด

ส่วน จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อตีสามเศษวันเดียวกันเกิดเหตุโกลาหลขึ้นกลางเมืองโดย พ.ต.อ.ศิริชัย ทรงวศิน ผกก.สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี นายธีระกิจ หวังมุทิตากุล นายกเทศมนตรีนครสุราษฎร์ธานี เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและเจ้าหน้าที่มูลนิธิกุศลศรัทธาสุราษฎร์ธานี ไปตรวจสอบเพลิงไหม้ร้านทวีสินพลาสติกเลขที่ 486/3-6 ถนนกาญจนวิถี อ.เมืองสุราษฎร์ธานี ติดกับธนาคารกรุงเทพ เป็นอาคารพาณิชย์ 2 ชั้นครึ่ง เพลิงโหมลุกไหม้ภายในร้านอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ระดมฉีดน้ำควบคุมเพลิง แต่เป็นไปด้วยความลำบากเพราะร้านมีประตูถึง 3 ชั้น เจ้าหน้าที่ต้องฉีดน้ำเข้าไปจากด้านนอกและรอเพลิงสงบก่อนเข้าดับไฟภายในร้าน ปรากฏว่าตัวอาคารและสินค้าภายในได้รับความเสียหาย รวมมูลค่าไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ส่วนสาเหตุอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าเกี่ยวข้องกับเหตุป่วนเมืองหรือไม่

ป่วนรับอรุณสังเวยอีกศพ

เหตุการณ์ระทึกขวัญกลางเมืองสุราษฎร์ฯยังไม่จบแค่นั้น ต่อมาเวลา 08.00 น.วันที่ 12 ส.ค. ร.ต.อ.ชวลิต จันทร์บ่อน้อย รอง สว. (สอบสวน) สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี รับแจ้งเกิดเหตุระเบิดที่ถนนริมเขื่อนน้ำตาปี บริเวณหน้าสถานีตำรวจน้ำสุราษฎร์ธานี ใกล้กับจวนผู้ว่าฯ ซึ่งเป็นพื้นที่จัดงานทำบุญตักบาตรที่มีนายวงคศิริ พรหมชนะ ผวจ.สุราษฎร์ธานี เป็นประธานในพิธี หลังจากเสร็จพิธีเพียง 5 นาทีได้เกิดเหตุระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว และแรงระเบิดทำให้พนักงานทำความสะอาดของเทศบาลนครสุราษฎร์ธานีได้รับบาดเจ็บ 4 คน นำส่ง รพ.สุราษฎร์ธานี แต่ 1 ใน 4 คือนางจงกลดี ทุ่มกระจ่าง อายุ 51 ปี ถูกระเบิดที่แขน ขา และลำตัวเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนผู้บาดเจ็บอีก 3 คน คือนางจันทร์รัตน์ นุ้ยมัย อายุ 33 ปี นายณรงค์ชัย สุขแก้ว อายุ 27 ปี และนายธีระวิทย์ บัวน้อย อายุ 46 ปี อาการปลอดภัย ส่วน ระเบิดเป็นแบบแสวงเครื่องจุดชนวนด้วยโทรศัพท์มือถือด้วยการตั้งนาฬิกาปลุกโดยคนร้ายได้ฝังไว้ริมถนน

เย้ยตำรวจวางไว้หน้าโรงพัก

จากนั้นเวลา 08.30 น. วันเดียวกันได้เกิดระเบิดซ้ำอีก 1 ลูกบริเวณริมถนนหน้า สภ.เมืองสุราษฎร์ธานีห่างจากจุดแรกประมาณ 500 เมตร โดยจุดที่ 2 ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือความเสียหายใด ตรวจสอบเบื้องต้นพบเป็นระเบิดชนิดแสวงเครื่องจุดชนวนด้วยโทรศัพท์มือถือยี่ห้อซัมซุงฮีโร่ด้วยการตั้งนาฬิกาปลุกแบบเดียวกันที่จุดแรก หลังเกิดเหตุนายวงศศิริ พรหมชนะ ผวจ.สุราษฎร์ธานี พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผบช.ภ.8 พล.ต.ต.อภิชาติ บุญศรีโรจน์ ผบก.ภ.จ.สุราษฎร์ธานีร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุทั้ง 2 จุด อย่างละเอียดอีกครั้ง พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ติดตามจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุอย่างเร่งด่วนพร้อมรายงานความคืบหน้าให้ทราบเป็นระยะ

สั่งทหาร–ตร.ตั้งจุดตรวจเข้ม

พล.ต.ต.อภิชาติ บุญศรีโรจน์ ผบก.ภ.จ.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า หลังเกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิด 2 จุดในเวลาไล่เลี่ยกัน ได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมวางแผนและมาตรการป้องกันทั่วจังหวัด โดยสั่งการไปยังหัวหน้าสถานีตำรวจทุกแห่งให้ตรวจเข้มและเอกซเรย์พื้นที่และจุดสุ่มเส่ียงที่จะมีการก่อเหตุซ้ำอีกและให้จัดตั้งจุดตรวจเข้า-ออก ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารจาก มทบ.45 ตลอด 24 ชั่วโมงโดยเน้นพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว ท่าเรือข้ามไปยัง อ.เกาะสมุย เกาะพะงันและเกาะเต่า พร้อมจัดชุดเคลื่อนที่เร็วและจัดเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนตรวจกล้องวงจรปิดทุกจุดที่คาดว่าจะเป็นเส้นทางของคนร้าย และฝากไปยังพี่น้องประชาชนให้ช่วยกันสังเกต หากพบว่ามีวัตถุต้องสงสัยให้รีบแจ้ง 191 ทันที

สั่งเร่งเยียวยาเหยื่อระเบิด

ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายวงศศิริ พรหมชนะ ผวจ.สุราษฎร์ธานี พล.ต.วิชัย ทัศนมนเฑียร ผบ.มทบ.ที่ 45 พร้อมส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมวางมาตรการเผชิญเหตุหลังเกิดเหตุระเบิดโดยกำชับให้รักษาความปลอดภัยหน่วยงานขั้นสูงสุดและให้สาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานีเตรียมแผนรองรับหากเกิดเหตุฉุกเฉิน พร้อมสั่งการให้สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เข้าไปช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิต ส่วนที่ สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี นางนาฎวิมล พรหมชนะ นายกเหล่ากาชาดสุราษฎร์ธานี เดินทางมาเยี่ยมผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและญาติของผู้เสียชีวิต โดยกาชาดสุราษฎร์ธานีร่วมกับพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้มอบเงินเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับผู้ได้รับบาดเจ็บ รายละ 5,000 บาท และผู้เสียชีวิต 1 หมื่นบาท

รอง ผบ.ตร.ลงพื้นที่ตรวจจุดบึม

จากนั้นเวลา 16.00 น.วันเดียวกัน พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. เดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุระเบิดที่ จ.สุราษฎร์ธานีพร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มในการรักษาความปลอดภัย จากนั้นได้ประชุมร่วมกับ พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผบช.ภ.8 พล.ต.วิชัย ทัศนมณเฑียร ผบ.มทบ.45 พล.ต.ต.อภิชาติ บุญศรีโรจน์ ผบก.ภ.จ.สุราษฎร์ธานี และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องที่ห้องประชุม สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี โดย พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติกล่าวว่า การก่อเหตุของคนร้ายเป็นลักษณะใกล้เคียงกันในหลายพื้นที่ซึ่งตนจะนำข้อมูลจากการตรวจที่เกิดเหตุทั้ง 3 แห่ง คือ สุราษฎร์ธานี พังงา และภูเก็ตเสนอ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.พิจารณา ส่วนเหตุการณ์
จะเชื่อมโยงกันหรือไม่ต้องรอผลการพิสูจน์หลักฐานของวัตถุพยานที่พบในที่เกิดเหตุอีกครั้ง

วางเพลิงเผาโลตัสเมืองคอน

ขณะที่ จ.นครศรีธรรมราช เกิดเหตุวุ่นวายไม่แพ้กันเมื่อตอนตีสี่วันที่ 12 ส.ค. พ.ต.ต.มนตรี วรรณคง สว. (สอบสวน) สภ.เมืองนครศรีธรรมราช รับแจ้งเกิดเหตุเพลิงไหม้ห้างเทสโก้ โลตัส สาขานครศรีธรรมราช อ.เมืองนครศรีธรรมราช รีบรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อม พล.ต.ต.วันไชย เอกพรพิชญ์ ผบก.ภ.จ.นครศรีธรรมราช พ.ต.อ.อดิศักดิ์ เทพวรรณ์ ผกก.สภ.เมืองนครศรีธรรมราช พ.ต.ท.นิติ บุญจันทร์ รอง ผกก.(สอบสวน) หน.งานสอบสวนและกำลัง พบพนักงานของห้าง ช่วยกันดับเพลิงจนเพลิงสงบเรียบร้อยแล้ว จุดเกิดเหตุเป็นชั้นวางสินค้าประเภทขนม ผ้าอนามัย และนมกล่องล็อกที่ 11 ล็อกที่ 10 และล็อก 12 ด้วย และพบซากโทรศัพท์มือถือถูกเพลิงไหม้ 1 เครื่อง สอบถามไม่มีใครทราบว่าเป็นของใคร มูลค่าความเสียหายประมาณ 100,000 บาท

ระเบิดเพลิงจุดชนวนด้วยมือถือ

สอบปากคำนางยุพา ราชภูชงค์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยซึ่งเห็นเหตุการณ์คนแรกให้การว่า ขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ภายในห้างเห็นไฟไหม้ที่ล็อก 11 จึงได้แจ้งเพื่อนพนักงานมาช่วยกันดับเพลิง ระหว่างช่วยกันดับเพลิงพบว่าเพลิงได้ไหม้ที่ล็อกที่ 10 และล็อก 12 ด้วย ส่วนนายพัฒนพงค์ พิธีการณ์ ผู้จัดการฝ่ายรักษาผลประโยชน์ให้การว่า ขณะเกิดเหตุมีพนักงานทำงานอยู่ในห้าง ประกอบด้วยพนักงานเติมสินค้า 12 คน พนักงานรักษาความปลอดภัย 3 คน แม่บ้าน 3 คน พนักงานทำเบเกอรี่ 5 คน และพนักงานฝ่ายรักษาผลประโยชน์ 1 คน โดยก่อนเกิดเหตุมีเสียงดังคล้ายระเบิดแต่ดังไม่มาก จากนั้นเกิดไฟลุกไหม้อย่างรวดเร็ว ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานสาเหตุมาจากการวางเพลิงโดยคนร้ายใช้ระเบิดเพลิงจุดชนวนด้วยโทรศัพท์มือถือ

แกะรอยโทร.ลึกลับ 4 หมายเลข

ด้าน พ.ต.อ.อดิศักดิ์ เทพวรรณ์ ผกก.สภ.เมืองนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดในห้างเทสโก้ โลตัสที่เกิดเหตุและถนนพัฒนาการคูขวางเพื่อตรวจสอบหา ตัวคนร้ายที่ก่อเหตุวางเพลิงภายในห้างเทสโก้ โลตัสนครศรีธรรมราช ขณะเดียวกัน พบว่ามีโทรศัพท์ลึกลับ 4 หมายเลขที่โทร.เข้ามาแจ้งเหตุกับตำรวจ 191 ว่าจะเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่ห้างเทสโก้ โลตัสให้ระวังด้วยซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ทั้ง 4 หมายเลขแล้วว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร ส่วนมาตรการป้องกันได้สั่งตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบตรวจหาข่าวป้องกันเหตุอย่างเข้มข้นตามสถานที่ต่างๆ ร่วมกับทหารตั้งด่านตรวจเข้ม 4 มุมเมืองก่อนเข้าเมืองนครศรีธรรมราช

โลตัสฯนครปิดบริการชั่วคราว

ต่อมา พ.ต.ท.นิติ บุญจันทร์ รอง ผกก. (สอบสวน) สภ.เมืองนครศรีธรรมราช พร้อมชุดเก็บกู้ระเบิด กก.สส.ภ.จ.นครศรีธรรมราชเข้าตรวจสอบภายในห้างเทสโก้ โลตัส สาขานครศรีธรรมราชอย่างละเอียดอีกครั้งเพื่อหาหลักฐานและค้นหาระเบิดเพิ่มเติมแต่ไม่พบอะไรที่เป็นหลักฐาน ขณะเดียวกัน มีคำสั่งผู้บริหารระดับสูงของห้างเทสโก้ โลตัส จากส่วนกลางไปยังผู้บริหารสาขานครศรีธรรมราช ให้ปิดการให้บริการลูกค้าในวันนี้ 1 วัน โดยทางห้างได้นำแผงเหล็กมากั้นบริเวณทางเข้า ไม่ให้รถยนต์ลูกค้าเข้าไปบริเวณลานจอดรถ และภายในห้างพร้อมจัดเจ้าหน้าที่ รปภ.แจ้งการหยุดให้บริการชั่วคราวกับลูกค้า

ไหม้อีกร้านค้าเมืองท่องเที่ยว

ที่ จ.กระบี่ เมื่อเวลา 03.15 น.วันเดียวกัน นายพันคำ กิตติธรกุล นายก อบต.อ่าวนาง อ.เมืองกระบี่ พ.ต.ท.อธิวัฒน์ ไชยศรีสุทธิ์ รอง ผกก. (ป.) สภ.อ่าวนาง เจ้าหน้าที่ ปภ.กระบี่ เจ้าหน้าที่ดับเพลิง อบต.อ่าวนาง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเทศบาลเมืองกระบี่และเจ้าหน้าที่กู้ภัยกระบี่พิทักษ์ประชาไปตรวจสอบเหตุเพลิงไหม้ร้านค้าขายของที่ระลึกย่านแหล่งท่องเที่ยวที่หมู่ 2 ต.อ่าวนาง พบไฟโหมลุกไหม้ร้านขายของที่ระลึกเป็นห้องแถวชั้นเดียวติดกันโดยเพลิงโหมลุกอย่างรวดเร็วและขยายวงลามไหม้ทั้งหมด 5 ห้อง เจ้าหน้าที่ระดมฉีดน้ำสกัดใช้เวลากว่า 3 ชม. จึงควบคุมเพลิงไว้ได้ ผลปรากฏว่าร้านรวมทั้งสินค้าของที่ระลึกและเสื้อผ้าถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมด มูลค่าความเสียหาย
กว่า 10 ล้านบาท

ตรวจหาหลักฐานโยงวินาศกรรม

สอบปากคำ น.ส.ปิยชาติ แสงแดง อายุ 25 ปี ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ช่วงที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ ออกมาเดินเล่นตามจับตัวโปเกมอนอยู่ริมทางเท้าหน้าหาดอ่าวนาง สังเกตเห็นกลุ่มควันเกิดขึ้นก่อนจะลุกไหม้อย่างรวดเร็ว พอตั้งสติได้รีบวิ่งไปตามเพื่อนชาวต่างชาติที่พักอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุมาช่วยดับไฟก่อนจะขับรถไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อ่าวนาง และช่วยประสานรถดับเพลิงเข้าระงับเหตุ ต่อมา พล.ต.ต.นันทเดช ย้อยนวล ผบก.ภ.จ.กระบี่ กล่าวว่า ภายหลังเกิดเหตุชุดอีโอดี ภ.จ.กระบี่ และกองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุเพื่อหาหลักฐานว่าเกี่ยวพันเหตุก่อวินาศกรรมหรือไม่ พร้อมสั่งการให้เพิ่มความเข้มงวดตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายจังหวัด ส่วนสาเหตุเกิดไฟไหม้ต้องรอการตรวจพิสูจน์ให้ชัดเจนอีกครั้ง

ด้านนายพินิจ บุญเลิศ ผวจ.กระบี่ กล่าวว่า ภายหลังเกิดเหตุก็ได้หารือกับทาง ผบก.ภ.จ.กระบี่ ว่ามาจากเหตุใด ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบ แต่อย่างไรก็ตาม จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มีการเพิ่มมาตรการคุมเข้มตามแหล่งท่องเที่ยวและย่านชุมชนแล้ว และเทศบาลเมืองกระบี่ได้มีการออกประกาศแจ้งงดกิจกรรม 3 จุดในคืนนี้ เพื่อความปลอดภัย คือถนนคนเดินข้างห้างโวคกระบี่ ตลาดซิตี้ และลานปูดำ นอกจากนั้นยังได้แจ้งเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงจุดเสี่ยง เช่น ย่านการค้า สวนสาธารณะด้วย

เผาตลาดนัดขายของที่ระลึกวอด

อีกรายที่ จ.พังงา เมื่อเวลา 02.15 น. วันเดียวกัน พ.ต.ท.ประกอบ บุญขวัญ รอง ผกก. (สอบสวน) สภ.เขาหลัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา รับแจ้งเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่ตลาดนัดบางเนียง หมู่ 5 ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อม พ.ต.ท.บัณฑิต หัสถีพันธุ์ รรท.รอง ผกก. (ป.) สภ.เขาหลัก ร.ต.อ.ศิรณัฎฐ์ สาริพัฒน์ รอง สวป. เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเทศบาลตำบลคึกคักและเจ้าหน้าที่กู้ภัยเขา–หลัก พบเพลิงโหมลุกไหม้แผงร้านขายของที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยวอย่างรุนแรงและรวดเร็ว เนื่องจากโครงสร้างของร้านค้าส่วนใหญ่ทำจากไม้และหลังคามุงหญ้าคาจึงเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ประกอบกับมีลมกระโชกแรงใช้เวลาในการสกัดเพลิงกว่า 1 ชั่วโมงจึงควบคุมเพลิงไว้ได้ มูลค่าความเสียหายประมาณ 8 ล้านบาท และร้านค้าได้รับความเสียหายทั้งหมด 80 แผง เบื้องต้นสันนิษฐานถูกลอบวางเพลิงซึ่งเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบหาหลักฐานที่ชัดเจนอีกครั้ง

บึม 2 ลูกถล่มซ้ำใกล้จุดไฟไหม้

เหตุวุ่นวายยังไม่จบ ต่อมาเวลา 09.00 น. วันเดียวกัน เกิดเหตุระเบิดหน้าตลาดนัดบ้านบางเนียงหมู่ 5 ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา โดยระเบิดลูกแรกบึมสนั่นบริเวณหน้าร้านตะเกียง ตรงข้ามตลาดนัดบางเนียงที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ส่งทำให้รถกระบะสีเทา ยี่ห้อนิสสัน หมายเลขทะเบียน บจ 9170 พังงา ของนายสมศักดิ์ ตันติเจริญกุล อายุ 55 ปี อยู่หมู่ 2 ต.โคกเคียน อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ได้รับความเสียหาย จากนั้นเกิดระเบิดอีกลูกห่างจากจุดแรกประมาณ 30 เมตร ด้านหลังบริษัท ซิลมี่แอทเขาหลักทัวร์ ฝั่งตรงข้ามตลาดนัดทำให้บริษัทได้รับความเสียหายกระจกแตก และห่างกันราว 20 เมตร พบเศษชิ้นส่วนของแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือหักเป็นสองท่อนและห่างไปประมาณ 15 เมตร พบฝาหลังของโทรศัพท์มือถือยี่ห้อซัมซุงฮีโร่ตกอยู่ 1 อัน คาดเป็นโทรศัพท์ที่คนร้ายใช้จุดชนวนระเบิด จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

พระเพลิงเผาห้างดังเช้ามืด

ขณะที่ จ.ตรัง หลังเกิดเหตุวางระเบิดตลาดยามเย็นเซ็นเตอร์พอยต์หรือตลาดคนเดิน ถนนรื่นรมย์ ต.ทับเที่ยง อ.เมืองตรัง เมื่อบ่ายสามเศษวันที่ 11 ส.ค. ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บอีก 7 คน และรถ จยย.เสียหายอีกหลายคัน ล่าสุดเกิดเหตุวางเพลิงเผาห้างดังกลางเมืองตรังเสียหายร่วม 100 ล้านบาท โดยเมื่อเวลา 03.00 น. วันเดียวกัน พ.ต.ท.ธนากร ดลเกตุศิริ สว. (สอบสวน) สภ.เมืองตรัง รับแจ้งเกิดเหตุเพลิงไหม้ห้างสรรพสินค้า “ลีมาร์ท ซุปเปอร์ค้าส่ง” เป็นอาคารสูง 3 ชั้น ตั้งอยู่หน้าสถานีรถไฟตรัง เลขที่ 25/5 ต.ทับเที่ยง เขตเทศบาลนครตรัง

หลังรับแจ้งรีบรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อม พ.ต.อ.นุกูล ไกรทอง รอง ผบก.ภ.จ.ตรัง พ.ต.อ.เอกณรงค์ สวัสดิกานนท์ ผกก.สภ.เมืองตรัง พ.ต.ท.ภูมิ บาลทิพย์ รอง ผกก.(ป.) พ.ต.ท.เมธี จันทร์งาม รอง ผกก.(สส.) และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ร.15 พัน. 4 ค่ายพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ เจ้าหน้าที่ดับเพลิง ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลนครตรัง และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิกุศลสถานตรัง

ระเบิดดังก่อนเกิดเปลวไฟ

ที่เกิดเหตุพบเปลวเพลิงได้โหมลุกไหม้อย่างหนัก มีกลุ่มควันสีดำพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าหนาทึบท่ามกลางความโกลาหล ระดมรถดับเพลิงจากทุกเทศบาลทั่ว จ.ตรัง กว่า 20 คัน ระดมฉีดน้ำสกัดเปลวไฟที่ลุกไหม้อย่างรวดเร็วและใช้เวลาควบคุมเพลิงนานกว่า 4 ชั่วโมง สอบปากคำนายงวด เฮ้งฉ้วน อายุ 65 ปี เจ้าหน้าที่ รปภ.ประจำห้างเปิดเผยว่า เมื่อเวลาประมาณ 03.00 น. ขณะกำลังเผลอหลับไปได้กลิ่นควันไฟมาจากด้านบนของอาคารและได้ยินเสียงระเบิดดังอีกหลายครั้งก่อนเกิดเปลวไฟพวยพุ่งออกมาจนต้องวิ่งหนีออกมาอยู่ที่ปลอดภัย ส่วนข้างในไม่มีผู้ใดพักอาศัยอยู่แม้แต่คนเดียว ทุกวันหลังจากพนักงานกลับบ้านผู้ดูแลห้างจะปิดประตูเหล็กและใส่กุญแจอย่างแน่นหนา ไม่มีใครสามารถเข้าไปได้อย่างแน่นอน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่พุ่งเป้าเป็นการวางเพลิงของแก๊งป่วนเมือง

ความเสียหาย 100 ล้านบาท

ต่อมานายเดชรัฐ สิมศิริ ผวจ.ตรัง ได้เดินทางมายังที่เกิดเหตุ กล่าวว่า หลังเกิดเหตุได้มีการระดมกำลังมาดับเพลิง แต่การควบคุมเพลิงเป็นไปอย่างล่าช้าเนื่องจากกระจกชั้น 2 เป็นกระจกนิรภัยไม่สามารถทำให้กระจกแตกและเข้าไปได้ พร้อมควบคุมเปลวเพลิงไม่ให้ลุกลามไปบริเวณใกล้เคียง และต้องใช้เชือกกั้นปิดทางตลอดแนวเขต ห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปโดยเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัยและความสะดวกในการทำงานของเจ้าหน้าที่ เนื่องจากอาคารมีสภาพเก่า ประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นกว่า 100 ล้านบาท ทั้งนี้ ต้องเรียกขวัญกำลังใจกับพี่น้องประชาชน ขอให้ทุกคนตั้งสติ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเข้าช่วยอย่างเต็มที่เพราะต้องการให้ไฟดับยุติลง ส่วนสาเหตุต้องรอการพิสูจน์ซากอีกครั้ง

เชื่อแก๊งป่วนกลุ่มเดียวกัน

พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผบช.ภ. 8 ให้สัมภาษณ์กรณีเหตุระเบิดและไฟไหม้หลายจุดในวันเดียวกันว่า เป็นที่น่าสังเกตว่าเหตุไฟไหม้ที่เขาหลัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา กับ ต.อ่าวนาง อ.เมืองกระบี่ และ จ.นครศรีธรรมราช ทั้ง 3 จุด เวลาใกล้เคียงกันรวมทั้งเหตุระเบิดที่ป่าตอง จ.ภูเก็ต เป็นเวลาเดียวกันกับที่ จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดพบชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือลักษณะเดียวกัน ขณะนี้กำลังเร่งสืบสวนตรวจสอบ ซึ่งจุดที่ป่าตองได้ข้อมูลที่ค่อนข้างชัดเจนโดยการข่าวเคยได้เบาะแสจนสามารถเก็บกู้ระเบิดที่ จ.ภูเก็ต เมื่อเย็นวันที่ 11 ส.ค.ได้ซึ่งเป็นลักษณะการก่อเหตุให้เกิดความวุ่นวายในสถานที่ท่องเที่ยว ลักษณะเดียวกับที่ จ.ตรัง สุราษฎร์ธานี และหัวหิน จึงน่าจะเป็นการกระทำของกลุ่มเดียวกัน

ล้อมคอกย่านการค้า-ชายแดน

ที่ จ.สงขลา เจ้าหน้าที่ความมั่นคงทั้งทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครอง ได้ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยสูงสุดเพื่อคุมเข้มพื้นที่เมืองเศรษฐกิจการค้าการท่องเที่ยวของจังหวัด โดยเฉพาะใน อ.หาดใหญ่ อ.เมืองสงขลา และ อ.สะเดา รวมถึงพื้นที่เสี่ยง 4 อำเภอ ชายแดนใต้ ทั้ง อ.จะนะ อ.เทพา อ.นาทวี และ อ.สะบ้าย้อย เพื่อป้องกันกลุ่มผู้ไม่หวังดีก่อเหตุร้าย โดยเน้นตั้งจุดตรวจจุดสกัดเส้นทาง ตรวจค้นรถเป้าหมายทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ได้รับแจ้งเตือน จัดชุดเฝ้าระวังเดินเท้าตรวจเข้มย่านการค้าและการท่องเที่ยว และชุดเคลื่อนที่เร็วรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมทั้งประสานงานหน่วยข่าวกรองประเมินสถานการณ์ เตรียมพร้อมชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด โรงพยาบาล และอาสาสมัครภาคประชาชนเพื่อรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้นตลอด 24 ชั่วโมง

คุมวอล์คกิ้งสตรีทเมืองพัทยา

ที่ถนนวอล์คกิ้งสตรีท พัทยาใต้ หมู่ 10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี แหล่งสถานบันเทิงชื่อดังเมืองพัทยา ที่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าไปเที่ยวเป็นจำนวนมาก โดยเมื่อคืนที่ผ่านมาตำรวจ สภ.เมืองพัทยา ได้เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบออกตรวจตรารักษาความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว ส่วนที่ อ.สัตหีบ ตำรวจ สภ.พลูตาหลวง สภ.นาจอมเทียน และ สภ.สัตหีบ ร่วมกับฝ่ายปกครอง ตั้งด่านตรวจค้นเส้นทางทั้งสองฝั่งทั้งขาเข้า อ.สัตหีบ และเมืองพัทยา รวมทั้งสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ โดยนายนรเสฏฐ์ ศรีตะพัสโส นายอำเภอสัตหีบ เผยว่า หลังเกิดเหตุระเบิดที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้มีหนังสือเพิ่มความเข้มป้องกันแหล่งท่องเที่ยวและสถานบันเทิงที่มีคนหนาแน่น

ตรวจเฟอร์รี่กันป่วนฟูลมูนฯ

ต่อมาเวลา 10.00 น. วันเดียวกัน นายเกริกไกร สงธานี นอภ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี พ.ต.อ.สมชาย นพศรี ผกก.สภ.เกาะพะงัน ได้เชิญผู้นำท้องถิ่นกำนันผู้ใหญ่บ้านประชุมสรุปสถานการณ์ต่างๆในพื้นที่ภาคใต้ โดยให้ผู้นำชุมชนร่วมกันตรวจสอบบุคคลต้องสงสัยที่เป็นคนนอกพื้นที่มาพักอาศัยในเกาะพะงัน พ.ต.อ.สมชายเผยว่า ได้กำชับเจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มตรวจตราพื้นที่ต้องสงสัย ส่วนท่าเทียบเรือเข้าออกเกาะพะงันทุกท่าเรือก็ได้เพิ่มกำลังเข้าไปตรวจทุกเที่ยวเรือที่ขึ้นมาบนเกาะพะงัน โดยเฉพาะท่าเรือหลัก 3 จุด คือท่าเรือเฟอร์รี่ท้องศาลา ท่าเรือบ้านใต้ และท่าเรือหาดริ้น ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานฟูลมูนปาร์ตี้ที่จะมีขึ้นในวันที่ 18 ส.ค.นี้ เพราะกลุ่มคนร้ายอาจแฝงตัวเข้าไปในพื้นที่ นอกจากนี้ บก.ภ.จ.สุราษฎร์ธานีได้จัดกำลังตรวจผู้โดยสารจากท่าเรือ อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นท่าเรือหลักที่จะเดินทางมาเกาะพะงันเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว

นครบาลฯจัดกำลังดูแลทุกพื้นที่

ส่วนกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.สมพงษ์ ชิงดวง รอง ผบช.น. ดูแลความมั่นคง สั่งการด่วนให้ทุก บก.เพิ่มความเข้มการตรวจตราสถานที่สำคัญของทางราชการ เอกชน สถานที่เชิงสัญลักษณ์ โดยเฉพาะระบบสาธารณูปโภคไฟฟ้า ประปา ระบบขนส่งมวลชน สถานีขนส่งทางบก รถไฟ รถไฟฟ้า ท่าอากาศยาน ห้างสรรพสินค้า สถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร สถานบริการ บาร์เบียร์ ที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก รวมถึงแหล่งชุมชน เช่น ตลาดนัด ตลาดคนเดิน โดยตั้งจุดตรวจจุดสกัด จัดสายตรวจเดินเท้า รถยนต์ และรถ จยย. เพื่อตรวจค้นบุคคล ยานพาหนะ และวัตถุต้องสงสัย อาวุธปืน วัตถุระเบิด สิ่งของผิดกฎหมาย ประสานสำนักงานเขต อาสาสมัคร แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และบูรณาการการปฏิบัติกับหน่วยทหาร ฝ่ายปกครอง ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด และตรวจสอบกล้องวงจรปิด ประสานโรงพยาบาล มูลนิธิให้เตรียมความพร้อมสนับสนุนการปฏิบัติได้รวดเร็วที่สุด เมื่อเกิดเหตุ รวมทั้งให้วางระบบติดต่อสื่อสารให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพรวดเร็วทันเหตุการณ์ตลอดเวลา

ตรึงกำลังศาลพระพรหมฯ

ด้าน พ.ต.อ.พรชัย ชลอเดช ผกก.สน.ลุมพินี กล่าวว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. มีคำสั่งให้จัดกำลังคุมเข้มในสถานที่สำคัญ จุดเสี่ยง และจุดที่คนจำนวนมาก เพื่อป้องกันการก่อเหตุของกลุ่มคนร้าย โดยมีการประสานกับทหารและเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานดูแลความปลอดภัยจุดสำคัญ อาทิ สถานทูตต่างๆ ศาลท้าวมหาพรหม ย่านราชประสงค์ และห้างสรรพสินค้า ตั้งจุดตรวจจุดสกัดโดยรอบพื้นที่ ทั้งนี้ สน.ลุมพินี ได้จัดกำลังดูแลความปลอดภัยตลอด 24 ชม. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณศาลท้าวมหาพรหม มีประชาชนและนักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินทางมาสักการะกราบไหว้อย่างเนืองแน่นตลอดทั้งวัน ด้านนายมานพ ทองลาศ พนักงาน รปภ.ดูแลศาลท้าวมหาพรหม เปิดเผยว่า มีทั้งตำรวจและทหาร คอยสังเกตการณ์ดูแลสอดส่อง ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันตลอด ทั้งบริเวณภายในศาล บนสกายวอล์ก และพื้นที่โดยรอบตลอดเวลา

ก่อวินาศกรรมไม่ใช่ก่อการร้าย

พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง รองโฆษก ตร. กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่างจากเหตุการณ์การก่อการร้ายในประเทศต่างๆที่ผ่านมา ในประเทศไทยเป็นเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมเฉพาะจุด เฉพาะจังหวัด เฉพาะพื้นที่ ไม่ใช่แบบกระจายทั่วไป ยังไม่มีหลักฐานในการเชื่อมโยงกับขบวนการก่อการร้าย ยังยืนยันว่าประเทศไทยไม่มีความขัดแย้งทั้งด้านเชื้อชาติ ศาสนา ดินแดน หากเป็นการก่อการร้ายการข่าวจะบอกชัดเจนว่ามีกลุ่มใดเข้ามารับผิดชอบ กลุ่มไหนเข้ามาดำเนินการ การสืบสวนขณะนี้ยังตอบชัดเจนไม่ได้ว่าเป็นฝีมือของกลุ่มไหน แต่มีการนำตัวผู้ต้องสงสัยมาสอบปากคำบ้างแล้ว ในชั้นนี้ยังไม่โยงกับเหตุการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งประเด็นการก่อเหตุในทุกประเด็น ทั้งความขัดแย้งภายใน ความขัดแย้งทางการเมือง

ตั้ง “ศรีวราห์”รอง ผบ.ตร.คุมคดี

พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ กล่าวว่า กรณีเหตุระเบิดบริเวณแยกราชประสงค์เป็นเหตุวินาศกรรมอีกแบบ มีเหตุจูงใจคนละเรื่องกัน แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ยังชี้ชัด ไม่ได้ว่าเกิดจากเหตุจูงใจเรื่องอะไร มีสาเหตุจากอะไร แต่เป็นเรื่องภายในประเทศอย่างแน่นอน ส่วนกรณีที่สงสัยกันว่าจะเป็นการบอกเหตุจากการที่ต่างประเทศ ได้ออกมาเตือนคนของตนเอง ให้ระมัดระวังความ ปลอดภัยในช่วงการลงประชามติ กรณีนี้เป็นเรื่องปกติที่จะมีการเตือนประชาชนของประเทศของเขา ประเทศเราก็เตือนคนของเรา ไม่น่าจะเกี่ยวกัน

สำหรับเหตุเพลิงไหม้ในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ในขั้นตอนนี้ยังตอบไม่ได้ว่าจะเป็นขบวนการเดียวกันหรือไม่ ยังอยู่ระหว่างนำข้อมูลมาปะติดปะต่อเชื่อมโยงกันว่าจะเกี่ยวกับเหตุระเบิดหรือไม่ หลังเกิดเหตุ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. สั่งกำชับไปยัง บช.ต่างๆ ให้เฝ้าระวังเหตุระเบิดอย่างเข้มงวด รวมทั้งแต่งตั้งคณะทำงานสืบสวนสอบสวนโดย พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. เป็นหัวหน้า พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. ดูแลเรื่องความสงบเรียบร้อย

สรุปเกิดเหตุป่วน 7 จังหวัด

ขณะที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เรียกประชุมทีมงานสืบสวนสอบสวนพร้อมประชุมผ่านระบบวีดิโอทางไกลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศที่ห้องประชุม ศปก.ตร. พล.ต.อ.จักรทิพย์ เปิดเผยหลังประชุมว่า สำหรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้รายละเอียดพอสมควร สรุปพื้นที่เกิดเหตุมี 7 จังหวัด ได้แก่ ภูเก็ต พังงา ตรัง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช กระบี่ และประจวบคีรีขันธ์ มีผู้เสียชีวิต 4 ราย บาดเจ็บ 32 คน สำหรับความคืบหน้าทางคดี ขณะนี้ในแต่ละพื้นที่กำลังเร่งรัดติดตามเก็บพยานหลักฐานต่างๆ อยากให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่และพื้นที่อื่นๆ ให้ใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ตนมีความมั่นใจว่าจะตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้

ผบ.ตร.ฟันธงเหตุมาจากประชามติ

เมื่อถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า ส่วนตัวจากประสบการณ์ในพื้นที่ที่เกิดเหตุทั้งหมดเป็นพื้นที่ที่รับร่างรัฐธรรมนูญและจากประสบการณ์ที่ทำงานด้านความมั่นคง ตนเชื่ออย่างนั้น ถ้ามีความผิดพลาดให้โทษตนคนเดียว ระเบิดที่ใช้คล้ายๆ กับที่ใช้ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้อาจจะมีกลุ่มเห็นต่างบางกลุ่มต้องการดิสเครดิต ต้องการทำลายความน่าเชื่อถือ ต้องการหวังผลหลายอย่าง และเท่าที่มีการสืบสวนมาโดยตลอดในพื้นที่ บช.ภ.7 8 และ 9 มีบางจุดที่มีความเชื่อมโยงกัน ที่ผ่านมาเรามีข้อมูลแต่ไม่สามารถรู้ว่าจะมีการลงมือกระทำวันไหน ถามว่า เหตุระเบิดและเหตุไฟไหม้มีความเชื่อมโยงกันหรือไม่ พล.ต.อ.จักรทิพย์กล่าวว่า ระเบิดมี 2 ชนิด คือ ระเบิดที่ทำให้เสียชีวิต กับระเบิดที่ก่อให้เกิดเพลิงไหม้ ทั้ง 2 ชนิด อยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ

แขวะเอ็นจีโอ–สิทธิมนุษยชนเงียบ

พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวอีกว่า เชื่อว่ายังมีกลุ่มเห็นต่างอยู่ กลุ่มนี้ต้องการอย่างนี้อยู่แล้ว จริงๆ แล้วพวกเอ็นจีโอ พวกกรรมการสิทธิมนุษยชนต้องออกมาแล้ว ต้องออกมาปกป้องด้วยซ้ำจนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นใครออกมาพูดอะไรเลย ทีเป็นเรื่องอื่นออกมาแล้ว ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ทำโน้น ทำนี่ ออกมาแล้ว แต่นี่วางระเบิด 10 จุด ตนไม่เห็นใครออกมาเลย ทั้งที่ไปละเมิดสิทธิของพี่น้องประชาชน ตนพูดจริงไม่ได้ต้องการประชดหรืออะไรเพียงแต่ต้องการความเป็นธรรม เอ็นจีโอและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนต้องทำหน้าที่ด้วย

ยันจับมือวางระเบิดยังไม่ได้

พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวด้วยว่า เบื้องต้นได้มีการสอบปากคำพยานไปหลายรายแต่ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีการจับกุมใคร การสอบสวนได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาแล้วจะมีการทำงานคล้ายๆกับคดีที่เกิดขึ้นที่บริเวณแยกราชประสงค์ ถ้ามีการจับผู้ต้องหาได้กลุ่มคนร้ายกลุ่มนี้ก็น่าจะเงียบลง ยังจะต้องขยายอีกในหลายเรื่องทั้งเส้นทางการเงิน เป็นขั้นตอนการทำงานอยู่แล้ว เช่นตัวอย่างก่อนจะมีการลงประชามติมีการบิดเบือนรัฐธรรมนูญ พอมีการดำเนินการจับกุมได้ก็เงียบไป ขอให้พี่น้องประชาชนใช้ชีวิตอย่างปกติสุข เราจะดูแลความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของพี่น้องประชาทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนต่างชาติ

“บิ๊กแป๊ะ” ฉุนด่าคนทำระยำ

ผบ.ตร.ยังกล่าวต่อว่า คนต่างชาติไม่น่าจะเกี่ยวข้องตัดออกไปได้เลย เชื่อส่วนตัวว่าเป็นเรื่องภายในประเทศ เพราะไม่เคยมีต่างชาติเข้ามาเผาประเทศ ส่วนคนที่ก่อเหตุเป็นคนมีสีหรือไม่อย่างไรตนไม่รู้ เท่าที่รู้มีแต่สีดำ แดง สีขาว คนร้ายต้องมีศักยภาพพอสมควรในการเคลื่อนย้ายของ ผู้สื่อข่าวถามว่า ตามที่ ผบ.ตร.เชื่อว่าผู้ก่อเหตุเป็นบุคคลในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นการรับงานหรือไม่ ผบ.ตร.กล่าวว่า เรายังไปไม่ถึงตรงนั้น ขอให้ได้ใครบางคนก่อน ถ้าได้ตัวใครคนใดคนหนึ่งมามันมีการเชื่อมโยงอยู่แล้ว ส่วนมีการโฟกัสไปที่กลุ่มเป้าหมายกลุ่มใดยังเปิดเผยไม่ได้

เมื่อถามว่า ทำไมต้องมาก่อเหตุที่หัวหินด้วย ผบ.ตร. ตอบว่า น่าจะเป็นเพราะเป็นพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยว กลุ่มพวกนี้คิดแค่นี้ เขาได้หลายอย่างได้ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว เขาคิดว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ส่วนถ้าจะมาถามว่ากลุ่มคนเหล่านี้คิดอย่างไรก็ต้องไปถามพวกเขา ถ้าถามตน ตนว่าพวกนั้นระยำมั้ง เป็นคนไทยหรือเปล่า คนอื่นที่ไม่รู้เรื่องต้องมารับผลไปด้วย จะโกรธแค้นใครก็ให้มาทำตัวต่อตัว ไม่ใช่ไปวางระเบิดอย่างนี้ อย่าเอาประชาชนเป็นตัวประกัน ลูกเด็กเล็กแดงไม่รู้เรื่องด้วย ทำอย่างนี้ไม่ไหว ดูจากการกกระทำแล้วมันเกินไป

นายกฯขอช่วยขจัดพวกไม่หวังดี

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวตอนหนึ่งในระหว่างมอบรางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถให้แก่ผู้ชนะการแข่งขันวิ่ง “12 สิงหา ฮาล์ฟ มาราธอน กรุงเทพ 2016” ที่ลานด้านหลังศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ถึงเหตุการณ์ระเบิดหลายจุดว่า ระยะเวลาที่ผ่านมา ขอบคุณประชาชนทุกคนที่ให้การสนับสนุนประเทศชาติ และการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่ยังมีผู้ไม่หวังดีดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ถึงเวลาแล้วที่พวกเราต้องร่วมกันเฝ้าระวัง ขจัดคนไม่ดีออกไปจากสังคมให้ได้ เพราะคนเหล่านี้สร้างแต่ความเดือดร้อน และปัญหาให้ประเทศ ตนคนเดียวทำไม่ได้ 20 ปีจากนี้ สังคมและครอบครัวต้องแข็งแรง อย่าอ่อนแอ

ชนวนเหตุเกิดก่อน–หลังประชามติ

นายกฯให้สัมภาษณ์ในเวลาต่อมาว่า สื่อมวลชนอย่าไปขยายความให้มากนัก เหตุที่เกิดเพื่อสร้างความวุ่นวาย สร้างสถานการณ์ให้สับสนอลหม่าน ตนยังไม่ขอพูดเกิดจากประเด็นใด เพราะเจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนอยู่ แต่ขอให้คิดเอาแล้วว่า มันเกิดเหตุอะไรขึ้นในช่วงนี้ ตั้งแต่ก่อนทำประชามติ จนหลังทำประชามติ ทำไมเกิดในช่วงที่บ้านเมืองกำลังดีขึ้น กำลังเป็นหลักเป็นฐานมากขึ้น เศรษฐกิจกำลังดีขึ้น การท่องเที่ยวกำลังดีขึ้น ต้องถามว่าทำไม ใครที่ไม่อยากให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศไทย “ใคร พวกไหน ไปหามาให้ผม” แต่ขณะนี้ ต้องช่วยกันทำให้ทุกคนไม่ตื่นตระหนก และเป็นเจ้าของบ้านที่ดี

สาปแช่งคนชั่วได้รับผลกรรม

ต่อมาที่สวนป่าเบญจกิติ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวระหว่างร่วมกิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 12 สิงหาคม 2559 ณ สวนป่าเบญจกิติ ระยะที่ 1 ตอนหนึ่งว่า ทั้งสองพระองค์ทรงทำเพื่อคนไทยที่อาศัยอยู่ในผืนแผ่นดินไทย แต่คนไทยที่ไม่มีจิตใจเป็นคนไทย มักจะสร้างปัญหามาโดยตลอด ถึงวันนี้ก็ยังสร้างปัญหา ให้เราต้องแก้ไข ขอให้รับผลกรรมในการทำความชั่ว ขอพูดคำนี้ซึ่งรัฐบาลจะทำงานอย่างเต็มที่ดูแลให้ประเทศมั่นคง ปกป้องชาติ ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์

ต่อมาผู้สื่อข่าวพยายามที่จะขอสัมภาษณ์อีกครั้ง ช่วงที่นายกฯกำลังจะเดินทางกลับแต่นายกฯโบกมือปฏิเสธพร้อมกล่าวว่า วันนี้เป็นวันดีเป็นวันมหามงคล แต่ผู้สื่อข่าวพยายามถามอีกทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ หันกลับมากล่าวอย่างมีอารมณ์ด้วยน้ำเสียงที่ดุดันว่า “บ้านเมืองกำลังจะดีขึ้น มันมีคนไม่ดีทำ แล้วก็มาไล่เจ้าหน้าที่อยู่แบบนี้ มีไหมจะให้คนเฝ้าระวัง เศรษฐกิจกำลังดีขึ้น การท่องเที่ยวมากขึ้น แต่ยังมีคนอย่างนี้ ไปถามไอ้คนทำโน้น ไม่มีช่วยกันหรอก แล้วจะเอาอย่างไรกัน จะเอาความสงบสุขมาจากไหน”

“ดอน” ขอพิสูจน์ก่อนแจง ตปท.

ด้านนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า เหตุการณ์นี้ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่งและไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้นในเวลานี้กระทรวงถือเป็นเรื่องใหม่จะยังไม่ชี้แจงกับประเทศต่างๆ ต้องรอการพิสูจน์สาเหตุที่แท้จริงก่อน ถึงจะกำหนด
ได้ว่าต้องทำอะไรบ้าง เมื่อถามว่าไม่ใช่การก่อการร้ายใช่หรือไม่ นายดอนกล่าวว่า หวังว่าจะไม่เป็นอะไรที่ทำให้เกิดปัญหาตามมา เอาเป็นว่าวางใจเจ้าหน้าที่จะคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ยอมรับว่าเหตุที่เกิดขึ้นเหนือความคาดหมาย ส่วนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ได้รับบาดเจ็บต้องเยียวยากันต่อไป ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแล้ว จากนี้ ต้องหาทางป้องกันและหวังว่าไม่เกิดเหตุขึ้นอีก รวมถึงประชาชนต้องร่วมเป็นหูเป็นตาด้วย

คสช.ยันเหตุบึมเชื่อมโยงกัน

ส่วน พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษก คสช. กล่าวถึงการลอบวางระเบิดในพื้นที่หลายจังหวัดในภาคใต้ว่ามีข้อสังเกตว่าการก่อเหตุเกิดในจังหวัดภาคใต้ น่าจะทำเป็นขบวนการ ทีมงานเกิดในระยะเวลาไล่เลี่ยกันหวังผลในพื้นที่ท่องเที่ยวเพื่อให้กระทบเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งไม่ใช่ระเบิดขนาดใหญ่และมีอำนาจทำลายล้างน้อยต้องการให้เกิดความตื่นตระหนกของประชาชนและสร้างภาพสู่สายตาของต่างประเทศ เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของ คสช.โดยเฉพาะการเลือกก่อเหตุในวันสำคัญคือวันแม่แห่งชาติ และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถือเป็นพื้นที่สำคัญและเป็นหัวใจของประชาชน รวมถึงทหาร ล้วนแล้วมีความเชื่อมโยงกันทั้งสิ้น ขอยืนยันว่า คสช.จะรักษาเสถียรภาพความสงบของบ้านเมืองให้ได้

ยังไม่ชี้ชัดเกี่ยวข้องการเมือง

พ.อ.ปิยพงศ์กล่าวว่า สำหรับสาเหตุเลือกจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้นั้น น่าจะมีผู้ได้รับผลกระทบเป็นผู้ดำเนินการ แต่ยังระบุไม่ได้ว่าเป็นกลุ่มไหน อย่างไรหรือเกี่ยวข้องกับการเมือง ต้องรอความชัดเจนจากเจ้าหน้าที่ ทั้งพยาน หลักฐาน กล้องวงจรปิด ซึ่งขณะนี้ คสช.ยังไม่ได้ตัดประเด็นใดทิ้ง ส่วนจะเกี่ยวข้องกับผู้เสียผลประโยชน์จากนโยบาย คสช. จับมือกับการเมืองระดับประเทศหรือไม่นั้น ทุกอย่างเป็นไปได้หมด แต่ต้องดูความเชื่อมโยง หลักฐานต่างๆ ที่พบในที่เกิดเหตุ ส่วนที่เลือกก่อเหตุใน จ.ตรัง ซึ่งเป็นบ้านเกิดนายชวน หลีกภัย และ จ.สุราษฎร์ธานี บ้านเกิดนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส.นั้น คงต้องรอพยานหลักฐาน ความเชื่อมโยงเช่นเดียวกัน ขณะนี้ยังตอบอะไรไม่ได้ ต้องรอความชัดเจนของเจ้าหน้าที่

ระดมกำลังทหารดูพื้นที่ กทม.

หลังเกิดเหตุป่วนในพื้นที่ 7 จังหวัด พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ.ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) สั่งจัดกำลังสารวัตรทหารและสุนัขทหาร ตรวจตราพื้นที่แหล่งสถานที่ท่องเที่ยวใน กทม. เพื่อดูแลความเรียบร้อยร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ อาทิ ถนนข้าวสาร แยกราชประสงค์ เซ็นทรัลเวิลด์หรือแหล่งที่ประชาชนรวมตัวกันหน้าแน่น อาทิ รถไฟฟ้า รถใต้ดิน พร้อมตรวจสอบกล้องวงจรปิดทุกจุดให้สามารถใช้งานได้ นอกจากนี้ยังมีกำลังภาคประชาชน ทั้งอาสาสมัครเขต อำเภอ จังหวัด รวมถึงประชาชน ร่วมสอดส่องดูแล และมีความตื่นตัวมากขึ้นหลังเกิดเหตุการณ์

สั่งดูแลชาวต่างชาติเหยื่อระเบิด

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีเหตุระเบิดว่า ช่วงนี้อยู่ในช่วงบ้านเมืองต้องการความสงบ คงมีคำถามจากสังคมว่ามีใครหรือทำไมถึงใจร้ายกับประเทศเช่นนี้ เชื่อว่าการสร้างสถานการณ์ดังกล่าวจะถูกสังคมปฏิเสธและไม่ควรมาอยู่ร่วมในสังคมไทย ขอให้ประชาชนเชื่อมั่น คสช.และรัฐบาลในการเร่งคลี่คลายสถานการณ์ สำหรับนักท่องเที่ยวที่ได้รับบาดเจ็บ รัฐบาลได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าไปดูแลและอำนวยความสะดวกในเรื่องการประสานงานกับครอบครัวและเรื่องการเดินทางภายในประเทศเพื่อให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยแล้ว

“บิ๊กป้อม” เรียกฝ่ายมั่นคงถกเครียด

ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภายในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เรียกประชุมหน่วยงานความมั่นคงโดยมีผู้บัญชาการเหล่าทัพ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผบ.ทร. พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง ผบ.ทอ. พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หน่วยข่าวกรองทางทหาร ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล เป็นต้น เข้าร่วมด้วยเพื่อหารือและประเมินสถานการณ์และความเชื่อมโยงเหตุระเบิดในหลายจุด

เร่งหาตัวมือระเบิดป่วนเมือง

พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้เรียกหน่วยงานความมั่นคงร่วมหารือหลังเกิดเหตุระเบิดและไฟไหม้ขึ้นหลายจุดที่ผ่านมา ในพื้นที่หลายจังหวัดภาคใต้ ตั้งแต่ 11 ส.ค. ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน จนมีประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

จากการประสานความเชื่อมโยงและประเมินสถานการณ์ขั้นต้น ทราบว่าเป็นการกระทำของกลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อประเทศชาติและไม่ต้องการให้เกิดความสงบสุขขึ้นภายในประเทศ โดยมุ่งหวังทำลายภาพลักษณ์และผลประโยชน์ของประเทศชาติ ทั้งนี้ รมว.กลาโหมได้มอบหมายให้ คสช. ควบคุมดูสถานการณ์ในภาพรวมพร้อมทั้งกำชับให้ทุกหน่วยงานความมั่นคง เร่งสืบสวนความเชื่อมโยงและจับกุมผู้กระทำผิด พร้อมทั้งกลุ่มที่ให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลังอย่างถึงที่สุดโดยเร็ว

ลั่นต้องลากคอมือบึมให้ได้

ต่อมา พล.อ.ประวิตรให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเหตุระเบิดที่ จ.ตรังและที่ อ.หัวหิน ว่า ได้รับรายงานทั้ง 2 จุดแล้ว มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้ลงในพื้นที่เข้าไปดูสาเหตุว่าระเบิดเกิดขึ้นจากอะไร เรายังไม่มีความชัดเจนแต่เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนที่เราจะต้องพิจารณาดูว่าอะไรที่เกิดขึ้นในขณะนี้อาจจะมีได้หลายสาเหตุหรืออาจจะมีสาเหตุมาจากท้องถิ่น แต่สำหรับเหตุการณ์ที่จะลามมาจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นตัดทิ้งไป ตนยืนยันว่าไม่ใช่ ให้น้ำหนักไปในเรื่องอื่นมากกว่า “ผมจะดำเนินการให้ถึงที่สุด ตอนนี้ได้สั่งการไปแล้ว และจะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย เบื้องต้นได้พูดคุยเมื่อคืนวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมาแล้ว ผมมั่นใจว่าเราจะต้องทำให้เกิดความสงบให้ได้ และจะต้องจับกุมตัวคนก่อเหตุให้ได้ด้วย”

ปลัด มท.ถกด่วนผู้ว่าฯทุกพื้นที่

นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมวีดิโอคอนเฟอเรนซ์กับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศหลังเกิดเหตุระเบิดในหลายพื้นที่ของภาคใต้ ว่าสำหรับเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นทั้งหมด 7 จังหวัด 17 เหตุการณ์ เป็นเหตุการณ์วางระเบิด 13 เหตุการณ์ วางเพลิง 4 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บกว่า 20 ราย ทั้งนี้ รมว.มหาดไทยได้สั่งการให้ ผวจ.ทุกจังหวัดลงไปเยี่ยมผู้ประสบเหตุทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงให้ไปเยี่ยมกำลังพล เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในส่วนต่างๆด้วย ส่วนมาตรการรักษาความปลอดภัยได้สั่งให้เพ่งเล็งแหล่งท่องเที่ยว ศูนย์การค้า โดยวันนี้ให้เน้นไปที่สถานที่ราชการ กำหนดให้มีเวรยามเฝ้ายามอย่างเคร่งครัดใครไม่เข้าเวรถือว่าเป็นโทษทางวินัย นอกจากนี้ให้ ผวจ.สั่งการให้โรงเรียนและสถานศึกษาดูแลอย่าให้เกิดเหตุเพลิงไหม้พร้อมทั้งให้ทุกหน่วยตรวจสอบเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการดับไฟ ขณะเดียวกัน ปภ.จะประกาศให้พื้นที่ประสบเหตุเป็นพื้นที่สาธารณภัยตามระเบียบเพื่อจะได้รับเงินเยียวยาและกระทรวงสาธารณสุขจะงดเว้นค่ารักษาพยาบาล

พท.แถลงประณามบึมภาคใต้

วันเดียวกัน พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ถึงเหตุการณ์ระเบิดในพื้นที่ภาคใต้หลายจุดว่า ต่อเหตุการณ์ระเบิดในหลายพื้นที่ในภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค.59 เป็นต้นมา พรรคเพื่อไทยขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งมายังครอบครัวผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ตลอดจนผู้ได้รับความเสียหายทางด้านทรัพย์สิน ขอประณามผู้ใช้ความรุนแรง สร้างความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์ และขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ทั้งตำรวจ ทหารและฝ่ายปกครอง โดยเฉพาะประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ เราคนไทยต้องร่วมมือกันสามัคคีกัน ให้กำลังใจกัน ไม่ทอดทิ้งกัน ประการสำคัญ ต้องช่วยกันสอดส่องบุคคลแปลกหน้า หากพบวัตถุต้องสงสัยให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ในทันที พรรคเพื่อไทยจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่จะร่วมมือกับ ทุกภาคส่วนติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ตลอดจนประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ร่วมฝ่าฟันปัญหาอย่างมีสติ รอบคอบ ให้ผ่านพ้นปัญหาไปด้วยดี

“ปู”โพสต์ประณามไร้มนุษยธรรม

นอกจากนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กว่า นับเป็นเรื่องน่าสะเทือนใจที่มีการก่อเหตุที่ทำให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริสุทธิ์ในวันมหามงคลเช่นนี้ ถือเป็นการกระทำการอันไร้มนุษยธรรม และสร้างความเสียหายต่อชีวิตรวมถึงทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์ ขอประณามผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ระเบิดในครั้งนี้ นอกจากจะสร้างความสูญเสียแล้ว ยังทำลายความเชื่อมั่น ของประเทศ ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในภาพรวม และขอแสดงความเสียใจต่อญาติผู้เสียชีวิตรวมถึงผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติงาน ขอให้สถานการณ์กลับมาเป็นปกติ และจับกุมผู้กระทำความผิดมาดำเนินการตามกฎหมายได้โดยเร็ว

“สุเทพ”คาดโยงกลุ่มการเมือง

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ให้สัมภาษณ์หลังเกิดเหตุระเบิด 2 จุด ในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ว่า น่าสลดใจที่ประชาชนตั้งใจมาทำบุญตักบาตรในวันแม่ 12 ส.ค. แต่เกิดเหตุขึ้น จนนางจงกลนี พุ่มกระจ่าง พนักงานเทศบาลที่กำลังทำหน้าที่เสียชีวิต จึงขอแจ้งให้พี่น้อง กปปส.ช่วยสอดส่อง ดูแลเป็นหูเป็นตาคงไม่รอดหูตาของประชาชนไปได้ ส่วนจะเชื่อมโยงกับการเมืองหรือไม่นั้น ตนยังไม่อยากระบุ แต่เคยเกิดเหตุระเบิดที่เคยเกิดขึ้นที่ห้างสรรพสินค้าบนเกาะสมุยแล้ว มีลักษณะคล้ายกัน น่าจะเกี่ยวโยงกับคนในกลุ่มการเมือง และน่าจะเกี่ยวข้องกับผลประชามติที่ผ่านมา ที่ต้องการดิสเครดิตทำลายภาพลักษณ์ ชื่อเสียงของประเทศไทยให้เสื่อมเสียจึงขอให้ กปปส. ช่วยกันเป็นหูเป็นตา

นปช.วอนอย่าตั้งธงการเมือง

ส่วนนายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า ขอประณามผู้ที่ก่อเหตุรุนแรงในภาคใต้ ที่หวังผลให้มีคนเจ็บ คนตาย อยากให้ คสช. รัฐบาล และฝ่ายความมั่นคงแก้ปัญหาให้ตรงจุด เจาะลึกตรวจสอบให้ถี่ถ้วน อย่าเอาแต่ตั้งข้อสันนิษฐานว่าเป็นฝีมือฝ่ายการเมือง เรื่องนี้อย่าไปโยงนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ หรือ นปช. เพราะเหตุเกิดที่ภาคใต้ ถ้าบอกว่าเป็นเรื่องป่วนเลือกตั้ง ก็ไม่น่าใช่ เพราะเวลายังอีกยาวไกล หรือถ้าจะบอกว่าเป็นเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย ก็ไม่น่าใช่อีกเช่นกัน เพราะน่าจะลงตัวแล้ว ดูได้จากบรรยากาศชื่นมื่นในงานวันเกิดของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ฉะนั้นไม่น่าจะเป็นเรื่องการเมือง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหนก็ไม่น่าจะมีศักยภาพขนาดนี้ ที่สำคัญปฏิบัติการอย่างโหดเหี้ยม หมายเอาชีวิต และทำในวันสำคัญแบบนี้ คนไทยเขาไม่ทำกัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นการก่อการร้าย ก่อนหน้านี้ประเทศสหรัฐอเมริกา และอีกหลายชาติก็เตือนให้ระวังจุดสำคัญๆ แหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทย

“นายหัวชวน” ชี้ไม่ธรรมดา

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเหตุระเบิดในพื้นที่ภาคใต้หลายจุดว่า คงไม่ใช่เรื่องธรรมดาแล้วเพราะมันไม่น่าจะเกิดเหตุขึ้นพร้อมๆกันเช่นนี้ เรื่องนี้ยังวิเคราะห์ไม่ถูกว่า สาเหตุเกิดจากอะไร แต่เชื่อว่าเป็นขบวนการเดียวกันแน่ เวลานี้ต้องให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่มีข้อมูลเรื่องนี้ได้ตรวจสอบและสืบสวนสอบสวนหาสาเหตุ ตนยังพูดคุยกับเจ้าหน้าที่เมื่อคืนนี้ เขายังไม่รู้สาเหตุว่าทำไมจึงเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ทั้งหมด และเมื่อวานนี้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่ อ.หัวหิน ก็ได้โทรศัพท์มาเรียนให้ทราบว่ามีเหตุระเบิดเกิดขึ้นเหมือนที่ จ.ตรัง และมีผู้ได้รับบาดเจ็บและขอให้พี่น้องประชาชนที่พบเหตุผิดสังเกตแจ้ง เจ้าหน้าที่บ้านเมืองช่วยกันดูแลรักษาบ้านเมืองของเรา

ทอท.จัดความปลอดภัยระดับ 3

นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) กล่าวว่า คณะกรรมการ ทอท.ได้ห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและได้สั่งการให้ ทอท.ซึ่งบริหารท่าอากาศยานหลัก 6 แห่งของประเทศ ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่า อากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย และท่าอากาศยานหาดใหญ่ ดำเนินการเพิ่มความเข้มงวดมาตรการรักษาความปลอดภัย ซึ่งปัจจุบันใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยระดับ 3 โดย ทอท.ได้กำชับให้เข้มงวดการปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัย เฝ้าติดตามด้านการข่าวสถานการณ์

หลายประเทศเตือน นทท.มาไทย

วันเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า กระทรวงต่างประเทศเยอรมนีเผยว่า อาจมีเหตุโจมตีที่เมืองไทยอีก หลังเกิดเหตุระเบิดอย่างต่อเนื่องในสถานที่ท่องเที่ยวหลายจังหวัดของไทยซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญที่มีกองทัพทหารสนับสนุน พร้อมแนะนำนักท่องเที่ยวให้เฝ้าระวังอย่างสูงสุด ทั้งนี้คำแนะนำการท่องเที่ยวของกระทรวงต่างประเทศเยอรมนีเผยว่า เหตุโจมตีที่อาจเกิดขึ้น ดังนั้นกระทรวงต่างประเทศขอแนะนำให้ประชาชนที่เดินทางไปเมืองไทยเลี่ยงสถานที่ชุมชน หรือสาธารณะและที่อยู่รวมกันเป็นฝูงชนพร้อมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และยืนยันว่า เหตุระเบิดครั้งนี้มีนักท่องเที่ยวชาวเยอรมนีบาดเจ็บ 3 ราย

นอกจากนี้ ทางเว็บไซต์สถานทูตทั้งของสหรัฐฯ อังกฤษและออสเตรเลีย ต่างแนะนำพลเมืองของตัวเองให้เฝ้าระวังความปลอดภัยขั้นสูงสุด เลี่ยงอยู่ในที่ชุมชน และปฏิบัติตามข้อแนะนำของเจ้าหน้าที่ไทย แม้ไม่มีพลเมืองอเมริกันได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดดังกล่าว ทั้งนี้สถานทูตออสเตรเลียเผยว่า อาจมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดความไม่สงบและเหตุโจมตี รวมถึงที่กรุงเทพฯและภูเก็ต และขอแนะนำพลเมืองไม่ให้เดินทางไปยังจังหวัดทางตอนใต้ของไทย ทั้งยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา หรือการข้ามแดนไปยังมาเลเซียโดยผ่านพื้นที่จังหวัดดังกล่าว เนื่องจากเหตุรุนแรงยังมีอย่างต่อเนื่อง

นายกฯแถลงเสียใจเหตุรุนแรง

ต่อมาเวลา 21.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวแถลงการณ์ว่า จากสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ กระบี่ ตรัง นครศรีธรรมราช พังงา ภูเก็ต และสุราษฎร์ธานี ตั้งแต่วันที่ 11 และ 12 ส.ค. โดยเกิดในแหล่งท่องเที่ยวทำให้มีผู้บริสุทธิ์ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายคน นับเป็นการกระทำที่ทำร้ายจิตใจคนไทยทั้งประเทศอย่างที่สุด เหตุการณ์ครั้งนี้จะช่วยเป็นเครื่องย้ำเตือนจิตใจของคนไทยอยู่เสมอและแสดงให้เห็นว่ายังมีคนไม่ดีอยู่ในสังคมไทยและประเทศไทยโดยมีผู้สร้างสถานการณ์ตั้งแต่ก่อนวันลงประชามติและวันสำคัญของคนไทยทั้งชาติ ซึ่งในวันที่ทุกคนควรมีความสุขร่วมกัน ทำความดีถวายแม่ของแผ่นดินและมีความสุขกับครอบครัวแต่กลับมีเหตุการณ์อันสร้างความเศร้าเสียใจ

สั่งตามล่าหาตัวมาลงโทษ

นายกฯกล่าวอีกว่า ขอแสดงความเสียใจกับผู้บาดเจ็บและญาติผู้ที่เสียชีวิต ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ รัฐบาลจะดูแลและให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ พร้อมจะสืบสวนสอบสวน หาผู้กระทำความผิดครั้งนี้มาดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม อย่างสุดความสามารถ อีกทั้งจะรายงานความคืบหน้าผลการสืบสวนสอบสวนให้ทราบเป็นระยะ รวมทั้งช่วยกันแจ้งเตือนประชาชนให้ทราบจนกว่าสถานการณ์จะเกิดความชัดเจน ขอให้พี่น้องประชาชนอย่าได้ตื่นตระหนก ต่อจากนี้ไปขอให้ช่วยกันเฝ้าระวังช่วยกันเป็นหูเป็นตา จัดอาสาสมัครในพื้นที่ตนเอง ทุกสถานที่สำคัญ สถานที่ท่องเที่ยวทุกแห่งทุกจังหวัด หากพบเห็นสิ่งใดผิดสังเกตให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทราบโดยทันที

วอนคนไทยต้องเป็นหนึ่งเดียว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า สำหรับคณะทูตานุทูต สถานกงสุล ชาวต่างชาติที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย รัฐบาลพร้อมดูแลความปลอดภัยรวมถึงผลประโยชน์ของทุกประเทศ เจตนารมณ์ของรัฐบาล คสช. พลเรือน ตำรวจ ทหารจะยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่ต่อไป โดยไม่สร้างความขัดแย้งกับผู้ใด เราจะไม่โทษกันไปมา เวลานี้ประเทศชาติ คนไทยต้องเป็นหนึ่งเดียว วันนี้ต่างประเทศได้แสดงความเสียใจ ผ่านผู้แทนคณะทูตเราไม่เคยทำร้ายหรือขัดแย้งกับใคร ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เราต้องร่วมกันทำให้โลกใบนี้ เป็นโลกที่ปลอดภัยอย่างสันติและยั่งยืน

13 ส.ค. 2559 07:11 13 ส.ค. 2559 09:02 ไทยรัฐ