วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วิเคราะห์เหตุบึมป่วนใต้ คนการเมืองเสียประโยชน์ประชามติจริงหรือ?

ช่วงวันที่ 10-12 ส.ค. เกิดเหตุความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ทั้งเหตุระเบิด และเหตุเพลิงไหม้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รีบยกหูด่วนโทรศัพท์ไปสอบถามกับ พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) และ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มไหน? มีจุดประสงค์เพื่ออะไร? เกี่ยวโยงกับเรื่องประชามติหรือเปล่า? และจะขยายพื้นที่เข้ามาในจังหวัดอื่นอีกหรือไม่? วันนี้ มีคำตอบ!

ไล่เรียงไทม์ไลน์เหตุความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้

เหตุระเบิดจุดแรก เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 ส.ค. 59 เวลาประมาณ 18.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจรับแจ้งว่าพบวัตถุต้องสงสัย 2 จุด ที่แผงลอยจำหน่ายเสื้อผ้าบริเวณตลาดพาราไดซ์ และร้านขายเสื้อผ้าตลาดไชน่าทาวน์ ถนนราษฎร์อุทิศ 200 ปี ต.ป่าตอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต พบเป็นระเบิดแรงต่ำ จุดชนวนด้วยโทรศัพท์มือถือแบบตั้งเวลา และจุดระเบิดให้เกิดไฟเผาไหม้กับแอลกอฮอล์แห้งที่บรรจุอยู่ในเคสเครื่องสำรองไฟ อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่อีโอดีเก็บกู้เรียบร้อย ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ต่อมา เหตุระเบิดจุดที่สอง เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ส.ค. 59 เวลา 15.00 น. มีเสียงดังสนั่นบริเวณตลาดนัดเซนเตอร์พอยท์ อ.เมือง จ.ตรัง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 6 ราย เจ้าหน้าที่พบเป็นระเบิดชนิดแสวงเครื่อง โดยวัตถุพยานที่พบในที่เกิดเหตุมีชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือ พร้อมชิ้นส่วนแบตเตอรี่ ยี่ห้อซัมซุง ชิ้นส่วนท่อเหล็กและจุกฝาปิดขนาด 77 ซม. หรือ 2.5 นิ้ว ลูกปรายชนิดกลมเล็กๆ มี 3 ขนาด ประมาณ 0.5 ซม. ชิ้นส่วนสายไฟสีแดงและสีขาว ชิ้นส่วนแบตเตอรี่ขนาด 9 โวลต์ และ 1.5 โวลต์ เทปพันสายไฟสีดำ ชิ้นส่วนกล่องกระดาษ ขดลวดทองแดง

ช่วงค่ำก็เกิดเหตุระเบิดจุดที่สามขึ้น เมื่อเวลา 22.15 น. หน้าร้านบาร์เบียร์จอห์น 56 อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และในระหว่างการตรวจค้น เวลา 23.00 น. ได้เกิดเหตุระเบิดจุดที่สี่ ห่างจากจุดเดิม 100 ม. เป็นระเบิดซุกอยู่ในกระถางต้นไม้ บริเวณช่วงถนนพูลสุข-เสละคาม ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 21 ราย พบเป็นระเบิดแสวงเครื่อง

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า ช่วงกลางดึกได้เกิดเหตุไฟไหม้หลายจุดในภาคใต้ โดยที่แรกเป็นเหตุไฟไหม้ล็อกขายของ 80 ล็อก ที่ตลาดนัดเขาหลัก จ.พังงา ต่อมาเวลา 03.00 น. ได้เกิดเหตุไฟไหม้ห้างลีวิวัฒน์ถาวร (ลีมาร์ทซุปเปอร์ค้าส่ง) อ.เมือง จ.ตรัง ไล่เลี่ยกันเวลา 03.15 น. เกิดไฟไหม้ย่านการค้าหน้าหาดอ่าวนาง ตรงข้ามประติมากรรมปลาใบ จ.กระบี่ นอกจากนี้ ในเวลา 04.00 น. เกิดไฟไหม้ร้านทวีสินพลาสติก ถ.ตลาดใหม่ ต.ตลาด อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี และ 04.00 น. ไฟไหม้ห้างเทสโก้โลตัส สาขานครศรีธรรมราช อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช

จากนั้น เช้าวันที่ 12 ส.ค. 59 เวลา 07.45 น. เหตุระเบิดจุดที่ห้า เกิดขึ้นที่สวนสาธารณะโลมา อ.ป่าตอง จ.ภูเก็ต มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย และอีกแห่งที่ตู้ควบคุมการจราจร สภ.กะทู้ ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

เหตุระเบิดจุดที่หก เวลา 08.00 น. เกิดเหตุระเบิดหน้าสถานีตำรวจน้ำ อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 3 ราย และที่หน้า สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี พบระเบิดแสวงเครื่องบรรจุในกระป๋องมันฝรั่ง จุดด้วยมือถือ มีสะเก็ดลูกปราย ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

เหตุระเบิดจุดที่เจ็ด เวลา 09.00 น. เกิดเหตุระเบิดที่หอนาฬิกา ใกล้วัดหัวหิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 5 ราย เบื้องต้น คาดว่าระเบิดที่เกิดขึ้น เป็นการจุดชนวนด้วยโทรศัพท์มือถือ

เหตุระเบิดจุดที่แปด เวลา 09.30 น. เกิดเหตุระเบิด 2 จุด ปากทางเข้าตลาดนัดบ้านบางเนียง ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ห่างไป 15 เมตร พบชิ้นส่วนของโทรศัพท์มือถือตกอยู่ ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

บึมหวังประโยชน์! วิเคราะห์มูลเหตุ คนร้ายบึมทั่วใต้

พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) วิเคราะห์บึมป่วนจังหวัดภาคใต้ว่า ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยในพื้นที่มาสอบสวนแล้ว ซึ่งสันนิษฐานว่า เหตุระเบิดครั้งนี้มีความเชื่อมโยงกับภาคใต้ โดยเฉพาะจุดเกิดเหตุระเบิดจังหวัดตรังจะพบว่า คนร้ายได้ใช้วัตถุระเบิดชนิดเดียวกับกลุ่มก่อความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นั่นก็คือ ระเบิดแสวงเครื่อง

“คนร้ายมีวัตถุประสงค์อะไร และทำไมคนร้ายถึงเลือกก่อเหตุในวันสำคัญ?” พล.ท.นันทเดช ตอบข้อซักถามนี้ว่า “ผมคาดว่าเหตุระเบิดในครั้งนี้มี ต้นตอมาจากกลุ่มคน 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ 1 คือ คนไทยที่เห็นต่าง ซึ่งคนกลุ่มนี้จะมีอยู่ไม่กี่คน ส่วนกลุ่มที่ 2 คือ คนบางกลุ่มได้จ้างชาวต่างชาติมาปฏิบัติการ โดยมีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อต่อรองอะไรบางอย่างจากรัฐบาล ยกตัวอย่างให้เห็นภาพเช่น เนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดนั้น มีการระบุว่า คนทุจริต ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาด เพราะฉะนั้น กฎหมายข้อนี้จึงทำให้คนบางกลุ่มเสียสิทธิ์บางประการไป

ปณิธาน ยอมรับ มีหน่วยข่าวกรองแจ้งระวังเหตุช่วงประชามติ เชื่อเป็นกลุ่มใหม่

“มีหน่วยข่าวกรองแจ้งมาก่อนหรือไม่ว่าจะเกิดเหตุระเบิดหลายจุดในภาคใต้?” รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ให้คำตอบว่า มีหน่วยข่าวกรองแจ้งให้เฝ้าระวังเหตุร้ายและกลุ่มที่จะก่อความไม่สงบมาตั้งแต่ก่อนลงประชามติในวันที่ 7 ส.ค. และได้ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยก่อนวันลงประชามติและวันที่ลงประชามติ ขณะที่ ประชาคมข่าวกรองระหว่างประเทศได้แจ้งเตือนพลเมืองในการเดินทางมาเมืองไทยในช่วงนี้ว่า ให้ระวังเหตุการณ์ความไม่สงบที่อาจจะปะทุขึ้นมาได้ในช่วงลงประชามติ ซึ่งการทำงานของเจ้าหน้าที่ก่อนหน้านี้ถือว่าเรียบร้อยดี ควบคุมเฝ้าระวังกลุ่มบุคคลต้องสงสัยได้

แต่ทั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนและในวันนี้คงต้องไปทบทวนดูว่า เจ้าหน้าที่ได้ผ่อนปรนมาตรการเหล่านี้หรือไม่ และมีกลุ่มอื่นที่อาจจะสมทบเข้ามาหรือว่าเคลื่อนไหวอยู่นอกการเฝ้าระวังของเจ้าหน้าที่หรือไม่ เพราะมีความเป็นไปได้ว่ากลุ่มที่ก่อเหตุอาจจะเลือกใช้กลุ่มใหม่ๆ เข้ามาเคลื่อนไหวก็ได้

“อย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดเมื่อเช้าก็ชัดเจนว่าคนเหล่านี้ ต้องการให้เกิดสภาวะไร้เสถียรภาพ ในขณะที่จริงๆ บ้านเมืองกำลังมีเสถียรภาพ การเมืองก็กำลังจะคลี่คลายจากการลงประชามติ เศรษฐกิจก็เริ่มฟื้นตัว ฉะนั้น คนเหล่านี้ชัดเจนว่าไม่ประสงค์ดี และต้องการที่จะทำให้เกิดความไร้เสถียรภาพ ทำให้เกิดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ต่อประเทศ ต่อประชาชนทั่วไป” ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า "การก่อเหตุหลังวันเกิด พล.อ.ประวิตร และหลังประชามติ เกี่ยวโยงกับการเมืองหรือไม่?" รศ.ดร.ปณิธาน ให้คำตอบว่า "ผมคิดว่าเขาคงมองในเรื่องความเป็นไปได้ คือช่วงก่อนลงประชามติวันที่ 7 และในวันที่ลงประชามตินั้น ทางเจ้าหน้าที่มีมาตรการการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มข้น แต่หลังจากนั้น หากเจ้าหน้าที่ผ่อนปรนลงมันก็อาจจะเป็นไปได้ ก็คงได้เรื่องสัญลักษณ์หลายๆ อย่าง มีหลายความคิด แต่ว่าทั้งหมดยังสรุปแบบนั้นไม่ได้ว่าเกี่ยวข้องกับใคร"

บึมหลายจังหวัดภาคใต้ เกี่ยวโยง 3 จังหวัดชายแดนใต้หรือไม่?

ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ ทักษะการวางระเบิดที่คล้ายคลึงกันกับการก่อเหตุใน 3 จังหวัดชายแดนใต้นั้น อาจจะมีความเกี่ยวโยงกันหรือไม่ รศ.ดร.ปณิธาน อธิบายว่า จะใช่หรือไม่นั้น ต้องรอดูการพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เนื่องจากทักษะในการวางระเบิดบางส่วนคล้ายคลึงกัน แต่บางอย่าง เช่น ความพยายามในการวางเพลิงจะแตกต่างกัน เพราะปัจจุบันการวางเพลิงไม่ได้เป็นที่นิยมในพื้นที่ภาคใต้ อย่างไรก็ตาม การจะพิสูจน์ได้ต้องดูลายนิ้วมือ ดูดีเอ็นเอมากกว่าจะสรุปจากชิ้นส่วนที่มองเห็นได้ด้วยตา เพราะการทำอุปกรณ์ระเบิดสามารถลอกเลียนได้จากระบบอินเทอร์เน็ต

“แล้วรูปแบบการก่อเหตุ บอกได้หรือไม่ว่าเป็นกลุ่มก่อการร้ายต่างชาติหรือเป็นคนไทย?” รศ.ดร.ปณิธาน ตอบว่า ทางตำรวจออกมายืนยันแล้วว่าไม่ใช่การก่อการร้ายสากล เพียงแต่ว่า การก่อการร้ายหรือการก่อความไม่สงบที่ตำรวจเรียกว่าการก่อวินาศกรรม คงจะต้องสอบสวนเพิ่มเติมกว่าจะสรุปได้อย่างชัดเจน ส่วนจะมีใครบ้างเกี่ยวข้องอย่างไรคงต้องรอดูอีกครั้ง เพราะในบางกรณีสรุปแล้วว่า อาจจะมาจากเหตุในพื้นที่ที่เป็นความขัดแย้งในเชิงของธุรกิจผิดกฎหมาย จึงเกิดเหตุคล้องจองกันโดยบังเอิญ

บึมป่วน จะรุกคืบเข้าเมืองกรุงหรือไม่?

ส่วนสาเหตุที่คนร้ายเลือกก่อเหตุในช่วงเช้านั้น อดีตนายทหารด้านการข่าวชื่อดัง ได้วิเคราะห์ว่า ช่วงเวลาดังกล่าว ถือเป็นช่วงเวลาที่สะดวกและง่ายต่อการก่อเหตุที่สุด เพราะไม่มีใครสังเกต

“มีความเป็นไปได้ไหมว่า คนร้ายจะขยายพื้นที่ก่อเหตุเข้ามาในเขต กทม.?” พล.ท.นันทเดช วิเคราะห์ตามประสบการณ์ว่า “เบื้องต้นต้องดูผลการแถลงของเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียก่อน โดยพิจารณาจากชนิดของวัตถุระเบิด, ผู้ต้องสงสัยที่จับได้ ถึงจะวิเคราะห์ได้ว่าจะขยายผลเข้ามาในเขต กทม.หรือไม่ แต่ผมเชื่อว่า รัฐบาลจะต้องปัดเรื่องนี้ไปเป็นเรื่องความขัดแย้งส่วนตัวของใครสักคน ซึ่งเราก็ต้องรอดูต่อไปว่า รัฐบาลจะปัดไปได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม เหตุระเบิดครั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ ภาคการท่องเที่ยว ภาคความมั่นคง และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างมาก”

ขณะที่ รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวว่า “ทางเจ้าหน้าที่พยายามควบคุมอยู่ ในขณะที่พื้นที่อื่นก็ควบคุมอยู่เช่นกัน ซึ่งหากไม่ระวังผู้ไม่หวังดีก็อาจจะก่อเหตุซ้ำขึ้นอีกได้ เพียงแต่ว่าเราต้องไม่ประมาท เพราะผู้ไม่หวังดียังเคลื่อนไหวอยู่”

กระทบท่องเที่ยวระยะสั้น เชื่อระยะยาวไม่มีปัญหา

เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นในแหล่งท่องเที่ยวนั้น จะเกิดผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทยหรือไม่นั้น รศ.ดร.ปณิธาน เผยว่า ในระยะสั้นคนอาจจะสงสัยและไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ในระยะกลางและระยะยาวคิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร

“ต่างชาติมีท่าทีอย่างไรกับสถานการณ์ในประเทศไทยตอนนี้?” รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวว่า “ผมคิดว่าเขาก็คงเป็นกังวลบ้างในระยะสั้น เพราะว่ามันกระทบกับเขาโดยตรงในบางส่วน แต่บางส่วนก็อาจจะไม่ตื่นกลัวอะไร เพราะลักษณะของต่างชาติเขาดูข้อเท็จจริง ดูข้อมูลของเขาเอง เขาอาจจะไม่เชื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เขาไม่เชื่อสื่อทั้งหมด เขาอาจจะวิเคราะห์ของเขาเองว่ามันอาจจะเป็นเฉพาะบางจุด อย่างเช่น เขาไม่เชื่อว่าพื้นที่ภาคใต้เข้าไม่ถึง เข้าไม่ได้ ว่ามันเป็นแค่บางจุดเท่านั้นเอง”

รัฐบาลเปิดแผนป้องกัน ระวัง กวดขัน ไม่ประมาท

สำหรับแผนการป้องกันเหตุของทางรัฐบาลจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวว่า ในสถานการณ์ที่เริ่มมีความแปรปรวนนี้ มาตรการที่รองนายกฯ ได้วางไว้ คือ ระมัดระวัง กวดขัน ไม่ประมาท แต่อย่างไรก็ดี ไม่อยากให้ประชาชนเกิดการตื่นตระหนกว่าเกิดสถานการณ์ไม่ปกติขึ้น เพราะว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมสถานการณ์ไว้ได้แล้ว

“ประชาชนไม่ควรจะตื่นตระหนกจนเกินเหตุ และไม่ประมาท รอบคอบ รัดกุม ในการเดินทางมากขึ้น และช่วยเป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแส เนื่องจากรูปถ่ายของผู้ต้องสงสัยบางส่วนออกมาจากกล้องวงจรปิดแล้ว แต่ว่าในภาพรวมก็มั่นใจได้ว่า สถานการณ์ขณะนี้อยู่ในการควบคุมและก็ไม่ต้องตื่นตระหนก ดำเนินชีวิตโดยปกติ แต่ให้ระวังรอบคอบมากขึ้นเท่านั้น” ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ฝากถึงประชาชน

*** ล้อมกรอบ ***
ข้อสังเกตสำหรับวัตถุต้องสงสัย (วัตถุใดที่ควรสงสัย)

1.ไม่เคยเห็น เช่น ที่ตู้เอทีเอ็มพบถังดับเพลิงวางอยู่ข้างตู้ ซึ่งปกติแล้วบริเวณดังกล่าวจะไม่เคยมีถังดับเพลิงลักษณะดังกล่าววางอยู่

2.ไม่เป็นของใคร เช่น เมื่อสอบถามประชาชนหรือคนในละแวกนั้นแล้ว ไม่พบว่าวัตถุดังกล่าวเป็นของผู้ใด ไม่มีผู้ใดแสดงตัวเป็นเจ้าของ

3.ไม่ใช่ที่อยู่ เช่น วัตถุนั้นไม่ควรที่จะอยู่ ณ สถานที่ตรงนั้น

4.ดูไม่เรียบร้อย เช่น วัตถุสิ่งนั้นมีสภาพที่ไม่เรียบร้อย ผิดปกติ เมีสายไฟโผล่ มีน้ำมันเยิ้ม มีกลิ่นน้ำมันเครื่อง น้ำมันเบนซิน เป็นต้น

การเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับป้องกันวัตถุระเบิด

1.ยางนอกรถยนต์ที่ไม่ใช้แล้ว ประมาณ 5-6 เส้น เลือกเอาขนาดที่มีน้ำหนักพอสมควร

2.กระสอบทราย ตั้งแต่ 10-20 ลูก ยิ่งมากยิ่งดี

3.กรวยยาง,เชือกสำหรับกั้นป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปรบกวนในกรณีพบวัตถุระเบิด

4.ป้ายเตือนอันตรายที่ขนาดเห็นได้ชัดเจน

5.น้ำยาดับเพลิง และอุปกรณ์สำหรับดับเพลิง

6.เตรียมการประสานราชการกับหน่วยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ หน่วยพยาบาล, หน่วยไฟฟ้า, หน่วยกู้วัตถุระเบิดของ ตร. และตำรวจท้องที่, เส้นทางและวิธีการรายงานผู้บังคับบัญชาตามสายงาน

การปฏิบัติเมื่อพบวัตถุต้องสงสัยซึ่งเชื่อว่าเป็นวัตถุระเบิด

1.ปิดกั้นบริเวณที่พบวัตถุต้องสงสัย โดยนำกรวยยาง หรือเชือกกั้นล้อมรอบบริเวณที่พบวัตถุต้องสงสัย (เชือกกั้นรัศมีประมาณ 5-10 เมตร) กำหนดทางเข้าออกเพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบให้ชัดเจน

2.เจ้าหน้าที่ตำรวจนำยางรถยนต์ประมาณ 5 เส้น ครอบวัตถุต้องสงสัยไว้ หรือนำกระสอบทรายล้อมรอบวัตถุต้องสงสัยไว้ แล้วแต่ความเหมาะสม โดยให้วัตถุต้องสงสัยอยู่ตรงกลาง โดยห้ามจับต้อง หยิบยก เคลื่อนย้าย ทำให้สั่นสะเทือน เคลื่อนไหว หรือสัมผัสกับวัตถุต้องสงสัยโดยเด็ดขาด

3.การกันคน ให้กันคนให้ห่างจากจุดที่พบวัตถุต้องสงสัยระยะห่างประมาณจากขนาดของวัตถุต้องสงสัย ซึ่งปกติทั่วไปถ้าเป็นขนาดเล็ก ให้กันคนให้ห่างประมาณ 100 เมตร ถ้าขนาดใหญ่ ให้ห่างประมาณ 400 เมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่จะอำนวย

4.รีบโทรศัพท์แจ้ง กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด โทร. 02-296-1946 โดยให้ร้อยเวรอยู่บริเวณที่เกิดเหตุ เพื่อแจ้งรายละเอียดให้กับเจ้าหน้าที่อีโอดีทราบ โดยให้เตรียมข้อมูลที่เกี่ยวกับสถานที่พบวัตถุระเบิดหรือว้ตถุต้องสงสัย เลขที่ ตำบล ถนน อำเภอ จังหวัด ขนาด รูปร่าง สี น้ำหนักโดยประมาณ มูลเหตุที่เชื่อว่าเป็นวัตถุระเบิด ใครเป็นผู้พบ พบเมื่อใด ใครเห็นบ้าง ที่ตัววัตถุระเบิด มีอุปกรณ์อะไรประกอบที่เห็นได้ เช่น สายไฟ นาฬิกา หรืออื่นๆ

อานุภาพของระเบิดแสวงเครื่อง

ระเบิดขนาด 1 ปอนด์ :
ระยะ 1 เมตร เสียชีวิต
ระยะ 5 เมตร สาหัส
ระยะ 8 เมตร ทำลายประสาทหู
ระยะ 16 เมตร อาคารเสียหาย
ระยะ 40 เมตร กระจกแตก

ถ้าระเบิดมีขนาดใหญ่กี่เท่าของข้างต้น อานุภาพ รัศมีการทำลายล้างก็จะเพิ่มขึ้นอีกเท่านั้น (ระเบิด 3 ปอนด์ ระยะ 3 เมตร ทำให้เสียชีวิต 15 เมตรสาหัส 24 เมตร ทำลายประสาทหู เป็นต้น)

ข้อสังเกตเกี่ยวกับระเบิดทางพัสดุไปรษณีย์ (หีบ-ห่อ)

1.มีน้ำหนักมากเกินขนาด
2.ซองมีลักษณะแข็ง พับงอไม่ได้
3.ห่อพัสดุ หรือซองจดหมายมีลักษณะโป่งบวม หรือพอง ผิดปกติ
4.ลักษณะการห่อแน่นหนาเกินควร มีเทปพันมากเกินควร
5.อาจมีสายไฟยื่นออกมา
6.ไม่มีชื่อ ที่อยู่ ของผู้ส่ง หรือมีแต่ไม่เคยรู้จัก
7.มีคราบน้ำมัน หรือสีซีดจางที่ห่อกระดาษ
8.อาจมีการเขียนข้อความ หรือติดภาพที่เรียกร้องความสนใจ
9.เป็นจดหมายที่ไม่ได้คาดว่าจะได้รับ
10.มีการติดแสตมป์มากเกินขนาด (โดยเฉพาะส่งภายในประเทศ)
11.มีการทำเครื่องหมายพิเศษต่างๆ เช่น ส่วนตัว, เฉพาะบุคคล
12.ลายมือเขียนหรือพิมพ์ที่ไม่เป็นระเบียบ
13.ไม่มีชื่อผู้รับ
14.มีชื่อ แต่ระบุตำแหน่ง หรือยศ ไม่ถูกต้อง
15.สะกดคำผิดในคำง่ายๆ

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่
    

reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

เหตุระเบิดในหลายจังหวัดภาคใต้หลังการลงประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่ผ่านมานั้น จะเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวหรือไม่ ? 12 ส.ค. 2559 16:22 13 ส.ค. 2559 11:37 ไทยรัฐ