วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เสียขาไม่เสียใจ สเตลล่า ขอบคุณสวรรค์ที่ให้โอกาสกลับมาเป็นแม่

สเตลล่า มาลูกี้ เธอคืออดีตนางเอกหนังเรื่อง ฟ้าทะลายโจร และ องคุลิมาล หลังจากหันหลังให้วงการ สเตลล่าแต่งงานกับ จิอานนี เบอร์จามิน ต่อมาในปี 2553 สเตลล่า ได้รับข่าวดีกำลังตั้งครรภ์ แต่จู่ๆ เธอก็ป่วยเป็นโรคพาราไทรอยด์ เนื่องจากเกิดแคลเซียมสูงผิดปกติในปอด ภายหลังที่คลอดลูกได้เพียง 22 วันเท่านั้น อาการของสเตลล่าโคม่าเป็นตายเท่ากัน ซึ่งในระหว่างทำการรักษาอยู่นั้น แพทย์ต้องตัดขาข้างขวาของสเตลล่าไปเพื่อรักษาชีวิตของเธอเอาไว้

จากวันที่ป่วยหนัก จนเริ่มรู้สึกตัว สเตลล่าจำไม่ได้ว่าเธอมีลูก จนกระทั่งวันนึงครอบครัวพาเด็กน้อยหน้าตาน่ารักเข้ามาและบอกกับเธอว่า "อเลสซิโอ มาหา" เมื่อได้ยินชื่อนี้ทุกความทรงจำเกี่ยวกับลูกน้อยของสเตลล่าถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง เธอจำได้แล้วว่าเธอมีลูก!

หลังจากนั้นสเตลล่าเร่งพักฟื้นเพื่อให้ร่างกายตัวเองกลับมาแข็งแรงอีกครั้งหวังที่จะได้กลับไปเลี้ยงดูลูกน้อยที่ต้องห่างจากเธอมาเกือบ 3 เดือน 

รายงานพิเศษโดยบันเทิงไทยรัฐออนไลน์ จะไปสัมผัสกับพลังความเป็นแม่ที่ยิ่งใหญ่ พลังที่ทำให้เธอลุกขึ้นสู้เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัว แข็งแรงโดยไว และกลับมาเดินให้ได้อีกครั้ง เพื่อจะได้มอบเวลาที่มีทั้งหมดจากนี้ไปให้ลูกชายตัวน้อยที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของเธอ

สเตลล่าป่วยหนักหลังคลอดลูก?
“จริงๆ สเตลล่าป่วยตั้งแต่ท้องค่ะ เพราะน้ำหนักตัวขึ้นน้อยมาก ใครเห็นก็ทัก ว่าทำไมตัวเล็กแต่ท้องโตจัง และในช่วงที่ตั้งท้องก็มีอาการอาเจียนบ้างสลับกันภายในช่วงเวลาที่ตั้งท้อง 9 เดือนค่ะ แต่ไม่ได้ป่วยหนักอะไร แต่ที่แปลกคือพอคลอดน้องแล้วเราก็ยังอาเจียนอยู่ ก็สงสัยว่าเป็นอะไร หรือว่าเราติดการอาเจียน (หัวเราะ) เลยไปหาหมอ แต่เช็กแล้วไม่พบอะไรที่ผิดปกติ จนกระทั่งร่างกายมันแย่มาก แย่จนเดินไม่ไหว ร่างกายผอมมาก จึงตัดสินไปหาหมออีกครั้ง ซึ่งตอนนั้นสเตลล่าก็ไม่รู้เรื่องอะไรแล้ว”

ในระหว่างที่ตั้งท้องแต่ยังมีอาการแพ้ น้ำหนักขึ้นน้อย เป็นห่วงลูกในท้องกลัวเค้าจะมีอันตรายมั้ย?
“จริงๆ นอกจากจะไปหาหมอแล้ว ก็หาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีแม่หลายคนที่น้ำหนักขึ้นน้อยมาก แต่ถึงแม้น้ำหนักตัวจะขึ้นน้อย แต่ลูกในท้องแข็งแรง แค่นี้ก็โอเคแล้ว ไม่ห่วงอะไร แต่ถึงจะผอมสเตลล่าก็คลอดธรรมชาตินะคะ (หัวเราะ) คือตั้งใจ อยากได้ประสบการณ์อันนั้น ฟังจากแม่ๆ หลายคน รวมถึงแม่ตัวเองด้วย ชีวิตการเป็นแม่คนนึง ถ้าได้คลอดธรรมชาติมันเหมือนเราได้สัมผัสความเป็นแม่นะ ไม่มีความคิดที่จะผ่า ภาวนาขอให้คลอดธรรมชาติ แล้วก็ได้คลอดธรรมชาติจริงๆ ซึ่งวินาทีที่เห็นหน้าเค้าขนลุก ตื้นตันใจมาก จำได้ว่าตอนนั้นมองลูกภาพรวม ว่าเค้ามีตา มีแขน มีขา มีอวัยวะครบ (ยิ้ม) พยายามมองว่าเค้าหน้าเหมือนใคร หน้าตาเป็นยังไง (ยิ้ม) ตอนที่หมอเอาน้องมาให้ดูก็ขอกอดน้องก่อน ขอดมลูกหน่อย (หัวเราะ) พอหมอเอาน้องมาวางไว้ตรงที่หน้าอก ก็น้ำตาไหล ดีใจ ตื้นตัน หลังจากที่คลอดแล้ว 22 วันค่อยมาป่วยหนักค่ะ”

หลังคลอดตัวเองก็ป่วยหนัก แต่ยังต้องเลี้ยงลูก เป็นอย่างไรบ้าง?
“สเตลล่าจำอะไรไม่ได้เลยค่ะ หลังจากที่คลอดลูกเสร็จแล้ว พอคลอดปุ๊บ อาการก็เริ่มทรุด เพื่อนเล่าให้ฟังว่าหลังจากที่คลอดลูก เพื่อนได้มาช่วยเลี้ยง เพราะว่าสเตลล่าอาการแย่มาก จำอะไรไม่ได้เลย ไม่รู้ว่าเป็นอะไร หลังจากที่คลอดลูกมาได้ 22 วันไม่มีความทรงจำอะไรเลยในหัวเลย มันจะเห็นเป็นบางภาพ จำได้แค่ภาพที่เราให้นมเค้า แล้วก็รู้สึกเจ็บมาก (ยิ้ม) จำได้แค่นั้นจริงๆ”

ต้องห่างลูกน้อยเข้าห้องไอซียูนานแค่ไหน?
“สเตลล่าโคม่า 1 เดือน พักฟื้นอีก 1 เดือน ในระหว่างที่รู้สึกตัว จำไม่ได้ว่ามีลูก และสเตลล่าเห็นทุกคนยกเว้นแม่ ทุกคนมาหาตลอดเวลา แต่มีแม่นี่แหละที่ไม่เคยเห็นเลย แม่ไม่เคยมา ก็เลยมีคำถามว่าแม่เป็นอะไรรึเปล่า คือจริงๆ คุณแม่สเตลล่าต้องอยู่บ้านเลี้ยงหลาน จนมารู้ว่าตัวเองมีลูกก็ตอนที่เค้าเอาลูกมาหาที่โรงพยาบาล ได้แต่สงสัยว่าทำไมเอาเด็กเข้ามาในไอซียู พอมีคนบอกว่าอเลสซิโอมาหา แค่นั้นแหละ จำชื่อได้ เพราะเป็นคนตั้งชื่อเอง ตอนนั้นช็อกมาก แล้วมีคำถามในหัวเป็นพันๆ แต่พูดไม่ได้เพราะว่าเจาะคออยู่ ก็เลยพยายามตั้งสตินิ่งๆ บอกกับตัวเองใจเย็นๆ เดี๋ยวดีขึ้นแล้วค่อยถามว่าเกิดอะไรขึ้น พอจำได้แล้วว่าตัวเองมีลูก สเตลล่าก็บอกตัวเองว่าจะต้องหายไวๆ นะ เพราะอยากจะกลับไปเลี้ยงลูก (ยิ้ม) อยากกลับไป อยากกลับบ้านมาก ในระหว่างที่อยู่ที่โรงพยาบาล คำถามเกี่ยวกับลูกมีเยอะมาก อยากรู้ว่าเค้าอยู่อย่างไร เป็นยังไง เพื่อนก็เอาไอแพดมาให้พิมพ์แทนการพูด ก็พิมพ์ไม่ได้ เพราะมือสั่น หงุดหงิดมาก พยายามจะเขียนก็เขียนไม่ได้ มือสั่น ตอนนั้นเลยบอกกับตัวเองว่าจะไม่พูด จะไม่ถามอะไรแล้ว รู้แต่ว่าจะต้องหายให้เร็วที่สุด พอได้ย้ายไปห้องปกติก็บอกหมอว่าอยากทำกายภาพ แต่คุณหมอบอกยังทำไม่ได้ เพราะยังไม่มีแรง แต่ก็ดื้อ บอกหมอว่าพรุ่งนี้จะไปทำกายภาพนะ รบเร้าจนได้ไปทำกายภาพ เพราะอยากจะหายไวๆ”

ในระหว่างที่พักฟื้นอยู่ ได้ขอดูรูปลูกบ้างมั้ย?
“ได้ดูบ้างค่ะ แต่หมอกับสามีคุยกัน เค้าไม่ค่อยอยากให้เอารูปหรือลูกมา เพราะกลัวสเตลล่าช็อก กลัวจะรับอะไรไม่ได้ แล้วมันจะทำให้ร่างกายทรุด เป็นการป้องกันของคุณหมอ เพราะเค้าไม่รู้ว่าจิตใจของเราแข็งแกร่งหรือว่าอ่อนแอ เพราะว่าถ้าเมื่อไหร่จิตใจเราอ่อนแอ ร่างกายก็จะทรุดไปด้วย หมอเลยไม่อยากให้พูดถึงลูกเท่าไหร่ในช่วงที่อยู่โรงพยาบาล แต่เรากลับมีลูกเป็นแรงสู้ เพราะลูกนี่แหละที่จะพาเรากลับบ้านได้เร็วขึ้น (ยิ้ม) ซึ่งสเตลล่าถือว่าเร็วนะคะ หลังจากที่ฟื้น รู้ว่าตัวเองถูกตัดขา ตอนนั้นร่างกายไม่มีเรี่ยวแรง แต่พักฟื้นแค่ 2 อาทิตย์ก็ได้กลับบ้าน ถือว่าตัวเองโอเคนะ (ยิ้ม)”

วินาทีแรกที่ได้อุ้มลูกหลังจากที่ห่างกันมาเกือบ 3 เดือนเป็นอย่างไรบ้าง?
“จำได้ วันนั้นเป็นวันที่ออกจากโรงพยาบาลแล้วก็ไปหาแม่เลย ตอนนั้นนั่งวีลแชร์ เค้าเอาลูกมาวางที่ตัก สเตลล่าร้องไห้เลยค่ะ ต้องบอกตรงๆ ว่าความสัมพันธ์มันไม่ค่อยมี เนื่องจากว่าเราไม่ได้เลี้ยง (ร้องไห้) รู้สึกสงสารลูก บอกเค้าว่าแม่มาแล้วนะ แม่จะดูแลลูกเต็มที่ไปต่อจากนี้ จะไม่ให้ลูกรู้สึกว่าแม่ไม่เหมือนแม่คนอื่น จะพูดกับเค้า ถึงเค้าแค่ 3 เดือน แต่รู้สึกว่าเค้าสัมผัสได้ จะบอกเค้าเสมอว่าไม่ต้องห่วงนะ จะดูแลให้ดีที่สุด

หลังจากนั้นก็เลี้ยงเอง พอเอามาเลี้ยงเอง กลับรู้สึกว่ามีหลายๆ อย่างที่เราทำให้เค้าไม่ได้ เพราะว่ายังไม่มีขา เลยคิดว่าจะทำยังไงให้รีบใส่ขาได้ ไปปรึกษาหมอ หมอก็ให้กินไข่เยอะๆ ออกกำลังกาย ทำกายภาพที่บ้าน จนร่างกายโอเค ก็ไปเลือกขา วันที่ไปใส่ขาวาดภาพตัวเองยืนกับลูก เดินกับลูก อุ้มลูก ทำนู่นนั่นนี่ให้ลูก เป็นภาพที่สวยงามมาก ดีใจมาก ซึ่งเป็นระยะเวลาเกือบ 2 เดือน ตั้งแต่วันที่กลับมาบ้านได้อุ้มเค้าจนวันที่ไปใส่ขา มันเป็นการฟื้นตัวที่เร็วมาก

แต่พอไปถึงโรงพยาบาลภาพที่เราวาดไว้ไม่เป็นอย่างที่เราคิดเอาไว้ เพราะว่าเดินไม่ได้เลย ยืนได้อย่างเดียว เดินไม่ได้ เดินยากมาก ต้องใช้ไม้เท้าช่วยในการเดิน ใช้ไม้เท้า 2 อันด้วยค่ะ มันเหมือนเริ่มเดินใหม่เหมือนเด็กเลย พอกลับถึงบ้านเห็นลูกคลาน ก็ยิ่งรู้สึกเสียใจ ทำไงดี เพราะเราทำอะไรให้ลูกไม่ค่อยได้ เห็นเค้าคลานไปจะชนก็ได้แต่ร้องดังๆ ว่าอย่าๆ ไม่สามารถอุ้มเค้าได้ เล็กๆ น้อยๆ เราทำไม่ได้ มันเลยทำให้รู้สึกว่าจะมานั่งท้อไม่ได้นะ ต้องรีบแล้ว เลยปรึกษาหมออีกทีว่าจะทำอย่างไร หมอเลยบอกว่าต้องใส่ขาทุกวัน นั่งดูทีวีก็ต้องใส่ ไม่ไปไหนก็ใส่ขา จนเริ่มชิน พอเริ่มชินก็รู้สึกว่ามันสบาย พอสบายก็ฝึกเดิน ฝึกเดินไปกับลูกนี่แหละ (ยิ้ม) เดินพร้อมๆ กัน

แต่กว่าจะเดินคล่องก็ใช้เวลานานเหมือนกัน ตอนนั้นติดใช้ไม้เท้า 2 ข้าง พอชินก็ไม่อยากปล่อย จนพี่ชายให้เลิกใช้ไม้เท้าไปข้างนึง ให้เหลือแค่ข้างนึง พอเดินด้วยไม้เท้าข้างเดียวได้ พี่ชายก็ให้เลิกใช้ไม้เท้าไปเลย ตอนนั้นสเตลล่าเดินอย่างกับหุ่นยนต์ ล้มบ่อยเลยค่ะ (หัวเราะ) พอไม่ได้ใช้ไม้เท้า ได้เลี้ยงลูกเองแบบเต็มที่ ความรู้สึกมันแบบอิ่ม ดีใจ เราทำได้นะ ไม่ต้องพึ่งใครแล้ว อยากพาลูกไปเดินห้างก็ไปกัน 2 คนแม่ลูก จากตอนที่ยังใช้ไม้เท้าก็จะถามคนนั้นคนนี้ว่าว่างมั้ย ไปได้มั้ย อะไรแบบนี้ (ยิ้ม) ดีใจมากที่ทำอะไรได้ด้วยตัวเอง พอเดินได้โดยไม่ใช้ไม่เท้า สิ่งแรกที่สเตลล่าทำก็คือฝึกอุ้มลูกขึ้นบันได เพราะว่าแต่ก่อนทำไม่ได้ พอเดินได้ก็เลยทำสิ่งนี้เป็นสิ่งแรก แล้วก็พาลูกขับรถไปบ้านเพื่อนเลย (หัวเราะ)”

ลูกชายเลี้ยงง่ายมั้ย?
“รู้สึกตัวเองโชคดีมาก เพราะเค้าเป็นเด็กเลี้ยงง่าย หลายคนบอกว่าเหมือนเค้ารู้ว่าเรายังไม่พร้อมเลี้ยงเค้าด้วยตัวเองได้เต็มที่ ตอนที่ต้องให้เค้านอนห้องตัวเอง มีความรู้สึก 2 อย่าง คือไม่อยากให้เค้าไปนอนห้องตัวเอง เพราะเราห่างกับเค้ามามากพอแล้ว แต่อีกใจนึงคือต้องให้เค้าไปนอน เพราะเค้าต้องโต ต้องดูแลตัวเองได้ เพราะเราก็เคยป่วยหนัก ไม่รู้ว่าจะเป็นอีกเมื่อไหร่ อยากให้เค้าเป็นเด็กที่ดูแลตัวเองได้ ก็เลยจับเค้าแยกนอน เค้าไม่เคยร้องงอแง รู้สึกเป็นบุญมากค่ะ (ยิ้ม)

จนตอนนี้เค้า 6 ขวบครึ่งแล้ว เราได้ทำกิจกรรมแม่ลูกกันมาตลอด (ยิ้ม) ถึงเค้าจะเป็นเด็กผู้ชาย แต่เค้าเป็นเด็กผู้ชายที่อ่อนโยนมาก เพราะเค้าอยู่กับสเตลล่าเยอะ เค้าชอบเล่นกับผู้หญิง ไม่ชอบเล่นกับผู้ชาย เพราะเด็กผู้ชายเล่นแรง เค้าก็ซนตามประสาเด็ก เอาแต่ใจบ้าง ซึ่งเราก็พยายามสอนเค้าให้เค้ารู้ว่าของบางอย่างเราไม่สามารถที่จะได้มาทันที และโชคดีที่เค้าเป็นเด็กที่รับฟัง ถึงแม้จะไม่ได้เลี้ยงเค้าในช่วงแรกเกิด ดูแลเค้าไม่เต็มที่ในช่วงนึง แต่สเตลล่าก็ไม่ตามใจลูกไม่คิดเอาการตามใจมาเติมเต็มในส่วนที่เราไม่ได้ดูแลเค้า เพราะว่าถ้าตามใจมากมันก็คือการสปอยล์ เค้าจะอยู่ในโลกนี้ลำบาก สเตลล่าสอนให้เค้าอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าเองตั้งแต่อายุ 3 ขวบ”

เลี้ยงแบบไทยหรือว่าฝรั่ง?
“50-50 เพราะว่าเราอยู่เมืองไทย ยังไงเค้าก็ต้องมีวัฒนธรรมของคนไทยติดบ้าง เพราะไม่อย่างนั้นจะอยู่เมืองไทยลำบาก ถึงแม้หน้าตาเค้าจะเป็นฝรั่งแต่นิสัยใจคอเค้าจะเหมือนคนไทย คนก็จะรู้ว่าเด็กคนนี้อยู่เมืองไทยตั้งแต่เด็ก สอนให้เค้าเป็นเด็กที่มีสัมมาคารวะ พาเข้าวัดซึ่งเค้าชอบมาก นั่งสมาธิ สอนเค้าเรื่องวัฒนธรรมไทย”

ทุกวันนี้ความรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้เลี้ยงเค้าตั้งแต่ช่วงหลังคลอดยังมีอยู่มั้ย?
“ไม่มีแล้ว เพราะว่าเรายึดอดีตไม่ได้ ถ้าเรายึดตรงนั้น เราจะก้าวหน้าไม่ได้ อะไรที่มันเกิดแล้วก็ให้มันเกิดไป และโชคดีตอนเด็กเค้ายังไม่รู้เรื่อง แต่ตอนนี้เค้ารู้ว่าแม่มีเวลาให้เค้าเต็มที่ สิ่งเดียวที่สเตลล่าให้เค้าและพูดได้เต็มปากคือเวลา เพราะในช่วงเด็กเราไม่ได้ให้เค้าเต็มที่ บางทีเด็กในวัยนี้เค้าอาจจะยังไม่รู้หรอกว่าความรักคืออะไร แต่สำหรับสเตลล่าความรักมันคือเวลาที่สเตลล่ามีให้เค้า กิจกรรมของลูกที่โรงเรียนหรือว่าเสาร์-อาทิตย์ เวลาที่มีให้ลูกเต็มร้อย”

เคยท้อบ้างมั้ย เพราะข้อจำกัดของการใส่ขาเทียมก็มี ทำให้ทำกิจกรรมบางอย่างกับลูกไม่สะดวก?
“ไม่อยากเรียกท้อค่ะ แค่มีความรู้สึกว่าเสียดายมากกว่า สเตลล่าอยากเต็มที่ให้เค้ามากกว่านี้ บางทีเราไปเดินเล่นที่สวนกัน พออากาศมันร้อน ขามันก็จะเริ่มมีปัญหา เดินนาน เดินเยอะ เหงื่อออก มันจะเกิดการเสียดสี ทำให้เจ็บบ้างอะไรบ้าง ก็เป็นแผล ก็ต้องบอกลูกว่าเราจะต้องเลิกเล่นแล้วนะ ต้องกลับบ้านนะ แม่ไม่ไหวแล้ว เวลาที่เป็นอย่างนี้ จะรู้สึกว่ามันไม่แฟร์กับเค้าเลย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่านี้ มันเต็มที่แล้ว บางครั้งจนขาเป็นแผล มันเดินไม่ไหว มันเจ็บไปหมด ซึ่งเค้าก็เข้าใจ แต่เมื่อก่อนเค้าไม่ค่อยเข้าใจ (ยิ้ม) เวลากลับถึงบ้านก็จะนั่งทายา เค้าก็จะถามว่าถ้าใส่ยาตัวนี้แล้วมันจะหายเร็วใช่มั้ย แสดงว่าพรุ่งนี้ก็ไปเล่นได้แล้วใช่มั้ย เค้าก็จะบอกให้ใส่เยอะๆ เลยนะ ไม่ต้องเดินนะ อยู่บนเตียงแหละ เราอยู่บ้านกัน เพื่อที่พรุ่งนี้เราจะได้ไปเที่ยวกันอีก (หัวเราะ) เค้าเป็นเด็ก เค้ายังไม่เข้าใจ (ยิ้ม)”

น้องอเลสซิโอดูแววแล้วโตขึ้นจะไปทางไหน?
“น่าจะเป็นแนวศิลปินมาก (หัวเราะ) เคยเปิดองคุลิมาลกับฟ้าทะลายโจรให้เค้าดู แต่ไม่ได้บอกเค้าว่าเราเล่น พอดูไปสักพักเค้าก็ถามว่า แม่นี่นา ทำไมอยู่ในทีวี ก็บอกเค้าว่าแม่เคยเป็นนักแสดง เค้าบอกว่าอเลสซิโออยากอยู่ในทีวีกับแม่ เราขอโทษลูกว่าแม่ไม่ได้เป็นนักแสดงแล้ว คงไม่ได้อยู่ในทีวีด้วย แต่บังเอิญมาก ได้มีโอกาสเล่นโฆษณาลอรีอัล ก็บอกเค้าว่า ลูกจะได้อยู่ในทีวีกับแม่นะ (ยิ้ม) เค้าดีใจมาก ร้องดีใจมาก ทั้งๆ ที่เค้าเป็นเด็กขี้อาย แต่พอบอกว่าจะได้อยู่ในทีวีกับแม่ เค้าดีใจสุด และวันที่ไปถ่ายโฆษณาตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น เค้าเต็มที่มาก ไม่มีงอแง ผู้กำกับสั่งยังไงเค้าก็ทำได้หมด ทุกคนอึ้งกันมาก​ (ยิ้ม) แต่ยังชอบแสดงให้คนใกล้ชิดเห็นถ้าแปลกหน้าก็ยังอาย แต่พอเห็นเวทีแล้วเค้าก็ขึ้นเวทีเลย (หัวเราะ)”

เวลาที่ลูกทำผิด ทำโทษอย่างไร?
“ก็ทำโทษนะคะด้วยหลากหลายวิธี อย่างเช่น ถ้าทำตัวแบบนี้ เย็นนี้จะไม่ได้ลงไปเล่นกับเพื่อนๆ นะ แค่นี้แหละ จ๋อยเลย (หัวเราะ) สเตลล่ากับสามีดุลูกเท่าๆ ไม่มีใครตามใจ”

อยากมีลูกอีกคนมั้ย?
“คือสเตลล่าตั้งใจไว้ว่าอยากจะมีลูก 2 คนมาตั้งนานแล้ว แต่พอเราเป็นอย่างนี้ไม่อยากเสี่ยง เพราะกลัวว่ามันจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม และการใส่ขาเทียมเลี้ยงลูกมันเลี้ยงได้ แต่ในช่วงที่ต้องอุ้มท้อง ท้องใหญ่ๆ ขาเทียมก็จะใส่ไม่ได้ เพราะตัวเราจะใหญ่ขึ้น และการเลี้ยงลูกเวลาสำคัญที่สุด คนเดียวให้เวลาเค้าได้ 2 คน ต้องแบ่งเวลาก็เลยคิดว่าขอเลี้ยงคนเดียวแล้วกัน แต่เมื่อตอน 4 ขวบเค้าอยากมีน้อง ถามตลอดว่าจะขอพระเจ้าให้แม่มีน้องได้มั้ย ชวนไปขอพระเจ้าให้แม่มีลูก แล้วเมื่อไหร่แม่จะมีน้อง น้องมารึยัง ช่วงนั้นก็ต้องอธิบายให้เค้าฟัง ว่าแม่เคยป่วยแล้วมันอันตราย ซึ่งเค้าก็ถามตลอดนะเรื่องแม่ป่วยเป็นอะไรนะ และเวลาไปโรงเรียนเพื่อนก็ถามว่าขาแม่เป็นอะไร เค้าก็จะบอกแม่ไม่สบาย ขาตาย ต้องตัดขา ไม่อย่างนั้นแม่จะตาย (หัวเราะ) เค้าเข้าใจแบบนี้ค่ะ เค้าจะชอบบอกเราเสมอว่า ให้อาบน้ำให้สะอาดนะ เพราะเดี๋ยวขาจะตายอีก เค้าจะเข้าใจประมาณนี้ด้วยความที่เค้ายังเด็ก (ยิ้ม)”

โรคนี้หายขาดหรือว่าจะกลับมาเป็นอีก?
“สามารถกลับมาเป็นอีกได้ค่ะ ต้องไปตรวจเลือดปีละครั้ง ตลอดระยะเวลา 6 ปี นอกนั้นทุกอย่างปกติค่ะก็ใช้ชีวิตปกติ ไม่ได้ทานยาสักเม็ด ก็ออกกำลังกายสม่ำเสมอ สเตลล่าชอบว่ายน้ำค่ะ โรคนี้มันเป็นโรคที่ไม่มีเหตุผล มันจะมาก็มา บางทีอาจจะเกี่ยวกับการรับแสงแดดไม่พอ ซึ่งหมอก็บอกเสมอว่า อย่าลืมออกไปเจอแสงบ้างในตอนเช้า เพราะว่าแสงตอนเช้าถึงประมาณ 10 โมงเช้า เป็นแสงที่ดี มีประโยชน์ มีวิตามินดี ก็แนะนำให้ทุกคนทำบ้างนะคะ”

เพราะโรคนี้เป็นโรคที่คนเป็นน้อยมาก ทั้งโลกมีแค่ 5 คน เคยคิดมั้ยว่าทำไมฉันถึงต้องเป็น?
“ไม่เคยคิดเลยค่ะ คิดแล้วมันก็ไม่มีคำตอบ รู้สึกว่าคิดก็ไม่ได้สร้างอะไรให้กับเรา ทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้มันผ่านไปเถอะ มันจบแล้ว รู้แค่ว่าตัวเองสัญญากับลูกไว้เมื่อตอนที่อุ้มเค้ามานั่งที่ตักว่าจะดูแลเค้าให้ดีที่สุด สเตลล่าดีใจที่มีโอกาสกลับมาเลี้ยงลูกอีกครั้งได้ รู้สึกดีใจ ขอบคุณทุกคนที่ช่วยทำให้สเตลล่ากลับมาเป็นแม่ได้อีกครั้ง หลายๆ คนที่ช่วยสเตลล่าในวันนั้น สเตลล่าซึ้งใจมาก เพราะถึงแม้เราจะเป็นเพื่อนกัน พี่น้องกัน แต่บางครั้งเค้าไม่จำเป็นต้องช่วยเหลือเราก็ได้ แต่เค้าทำ ค่าเปิดเครื่องพยุงปอดและหัวใจ 1 ล้านบาท หลังจากนั้นวันละ 1 แสน ซึ่งไม่รู้ว่าจะต้องนอนอยู่โรงพยาบาลกี่วัน ดีใจที่มีคนช่วยเราเยอะ ดีใจที่เค้าทำให้เราหายได้กลับมาเลี้ยงลูกได้

หมอใหญ่รู้สึกเสียใจที่ต้องตัดขาสเตลล่าทิ้ง แต่สเตลล่าอยากบอกว่าไม่ต้องรู้สึกเสียใจนะคะ เพราะทุกคนในวันนั้นทำเต็มที่ที่สุดแล้ว ไม่ใช่ความผิดพลาด และเหตุการณ์นั้นมันก็ผ่านมาแล้ว สเตลล่ารอดแล้ว ได้กลับมาเลี้ยงลูกแล้วค่ะ ขอบคุณมากนะคะ”

ไปไหนมาไหนคนจำได้มั้ย?
“คนยังจำได้บ้างค่ะ บางคนจำได้เพราะขา (หัวเราะ) ก็เข้ามาทักทาย แต่บางคนก็เห็นหน้าจำได้ว่าสเตลล่าเป็นนางเอกฟ้าทะลายโจร ซึ่งตกใจมากว่าจำได้ยังไง (หัวเราะ) เพราะว่ามันนานมาก เค้าเห็นก็ให้กำลังใจสเตลล่าค่ะ บอกว่าเก่งมากๆ สเตลล่าดีใจที่คนกล้าเข้ามาให้กำลังใจเรา ไม่ใช่แค่มองแล้วก็ซุบซิบๆ กันว่าใช่มั้ย ดารารึเปล่า อะไรประมาณนี้"

ตอนนี้ทำอะไรอยู่?
“ตอนนี้ทำธุรกิจค่ะ เป็นธุรกิจของครอบครัวที่สเตลล่าทำมาก่อนจะเข้าวงการ เป็นเกี่ยวกับการนำเข้าเครื่องหนังชื่อบริษัท MALUCCHI วัตถุดิบสำหรับการทำรองเท้า กระเป๋าและมีพวกเคมีสำหรับแต่งรองเท้าแฮนด์เมด ตอนแรกพ่อทำก่อน แล้วพี่ชายก็มาทำ แต่ตอนนี้เป็นสเตลล่ารับช่วงต่อค่ะ สเตลล่าช่วยงานที่บ้านมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว อะไรช่วยได้ก็ช่วยทำ เป็นงานที่ชินเป็นงานที่ถนัดที่สุด ส่วนงานในวงการสเตลล่าเป็นนางแบบมาก่อน ถนัดงานถ่ายแบบถ่ายโฆษณามากกว่า เรื่องถ่ายหนังเล่นละคร ไม่ใช่งานที่รู้สึกถนัด เพราะว่าเป็นคนขี้อาย ช่วงที่อยู่วงการตอนนั้นที่หายไปเพราะว่าเป็นคนเลือกงาน เลือกในที่นี้หมายความว่า ดูอะไรที่เราทำแล้วมันเหมาะกับเรา เราถึงจะรับ พอมันเป็นงานที่ไม่ตรงความถนัดก็เลยไม่ได้ เลยมาทำงานกับครอบครัวค่ะ”

เพราะเคยป่วยหนัก แต่รักษาตัวเองจนหายเพื่อลูก อยากให้กำลังใจคุณแม่ที่ประสบปัญหาเหมือนที่เราเป็นอย่างไรบ้าง?
"ใครที่เจอปัญหาสเตลล่าอยากให้มองอนาคตเอาไว้ ให้คิดถึงลูก มองไปข้างหน้า คิดถึงแต่เรื่องดีๆ ภาพสวยๆ มันจะทำให้เรามีแรงบวกในจิตใจ อย่าเศร้าโศกหรือจมอยู่กับทุกข์ เพราะเด็กๆ เข้ารับรู้ได้ถึงสิ่งที่อยู่ในใจเรา อย่างที่สเตลล่าพักฟื้นอยู่ ก็มองภาพตัวเองอุ้มให้นมลูกทุกวันว่าจะต้องรีบหาย กลับมาอุ้มเค้า เลี้ยงเค้าอีกครั้งมันเป็นภาพที่สวยงามในใจของสเตลล่ามากค่ะ"

สเตลล่า มาลูกี้ หัวใจอันยิ่งใหญ่ของแม่ดวงนี้ไม่มีวันยอมแพ้เพื่อลูก.


สเตลล่า มาลูกี้ สู้เพื่อลูก หลังป่วยหนักเป็นพาราไทรอยด์ จนต้องสูญเสียขาและความทรงจำไปว่าเธอมีลูก และเมื่อความทรงจำกลับมา รู้ว่ามีลูกรออยู่ สเตลล่าก็เร่งรักษาตัวเพื่อให้หายจะได้กลับไปทำหน้าที่แม่เลี้ยงลูกชายคนนี้ให้ดีที่สุด 11 ส.ค. 2559 17:03 12 ส.ค. 2559 12:10 ไทยรัฐ