วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พระราชปณิธานแม่หลวง สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทำนุบำรุงมรดกแผ่นดินไทยอยู่ยั้งยืนยง

จากการที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้โดยเสด็จฯพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวไปทรงเยี่ยมราษฎรทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ทำให้ทรงทราบถึงปัญหาความเป็นอยู่ และความต้องการแท้จริงของประชาชนด้วยพระองค์เอง ทรงพบว่าราษฎรส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร แต่ละปีต้องประสบปัญหานานัปการ ทำให้การทำไร่ทำนาไม่ได้ผลเท่าที่ควร เมื่อได้ทรงทราบว่าราษฎรไทยหลายท้องถิ่นมีฝีมือเป็นเลิศทางหัตถกรรม ที่สืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ จึงทรงตั้งพระราชปณิธานว่าจะต้องสืบสานและอนุรักษ์ภูมิปัญญาเหล่านี้ให้เป็นสมบัติของชาติสืบไป

“...การที่ข้าพเจ้าเริ่มงานศิลปาชีพนั้น ข้าพเจ้าตั้งใจจะสรรหาอาชีพให้ชาวนาที่ยากจนเลี้ยงตนเองได้เป็นเบื้องต้น ทั้งนี้เนื่องจากข้าพเจ้าได้มีโอกาสตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปเยี่ยมราษฎรตามชนบทมาหลายสิบปี ได้พบว่าราษฎรส่วนใหญ่เป็นชาวนาชาวไร่ที่ต้องทำงานหนัก และต้องเผชิญอุปสรรคจากภัยธรรมชาติมากมาย ทำให้ชาวนาชาวไร่มักยากจน

...ก็ได้พระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงดูแลสั่งสอนมาตลอดว่า สิ่งใดควรทำไม่ควรทำบ้าง ทรงสอนให้ข้าพเจ้ารู้จักว่าการที่จะเป็นพระราชินีของไทยจะต้องวางตนอย่างไรบ้าง และมีหน้าที่อย่างไรบ้าง ข้อสำคัญรับสั่งว่า ต้องเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจของราษฎร ให้เขามีความ สนิทสนมที่จะออกปากเล่าความทุกข์ของเขาให้ฟังได้ และพระองค์ท่านก็ได้ปฏิบัติพระองค์เป็นตัวอย่าง ทำให้ข้าพเจ้ารู้จักการทำตนใกล้ชิดกับราษฎร เช่น เวลามีพระราชปฏิสันถารกับราษฎร... ไม่โปรดทรงยืน ทรงถือขนบธรรมเนียมไทยที่จะไม่ยืนค้ำผู้เฒ่าผู้แก่ จะประทับลงรับสั่งกับราษฎรเสมอมา แม้จะเป็นตอนเที่ยงแดดร้อนเปรี้ยงก็ตาม

...ข้าพเจ้าโชคดีที่ได้มีโอกาสตาม เสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเยี่ยมราษฎรทั่วประเทศมานานหลายปี ได้แลเห็นพระวิริยะอุตสาหะและพระราชศรัทธา ที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชน ทั้งยังทรงสอนเรื่องการทำงานให้แก่ข้าพเจ้าด้วย ทำให้ข้าพเจ้าซาบซึ้งในพระราชปณิธาน และได้ตั้งใจปฏิบัติงานที่ทรงมอบหมายมาอย่างสุดความสามารถ คืองานด้านสังคมสงเคราะห์ต่างๆ ได้แก่ การช่วยเหลือประชาชนที่เจ็บไข้ได้ป่วย ช่วยเหลือทางด้านสวัสดิการครอบครัว และส่งเสริมอาชีพทางด้านหัตถกรรม เพราะงานเพื่อประชาชนทั้งหลายมีความสำคัญเสมอกัน ย่อมต้องปฏิบัติไปพร้อมๆกัน จะละเว้นทางหนึ่งทางใดเสียมิได้” พระราชดำรัสดังกล่าวของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในโอกาสที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้คณะบุคคลต่างๆเข้าเฝ้าฯถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต 11 ส.ค. 2530 ตอกย้ำถึงน้ำพระราชหฤทัยยิ่งใหญ่ ที่ทรงห่วงใยในทุกข์สุขของประชาราษฎร์

ในฐานะรองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ “ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ” ถ่ายทอดถึงน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยว่า “พระองค์ทรงมีพระราชหฤทัยงดงามและทรงห่วงใยประชาชนตลอดเวลา แม้ทรงพระประชวรก็ไม่ทรงพัก...พระองค์หายพระทัยเป็นราษฎรของพระองค์ เราทำงานอยู่ตรงนี้เรารู้...ทรงถามถึงราษฎรของพระองค์ตลอดเวลา...ของขวัญที่ดีที่สุดที่จะถวายสมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระองค์ไม่ได้ต้องการอะไร พระองค์เพียงมีพระราชประสงค์ให้ประชาชน อยู่เย็นเป็นสุข ประชาชนอยู่ดีกินดี มีสุขภาพอนามัยดี และรักษาความเป็นอยู่แบบไทยๆ... สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงยึดแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการช่วยเหลือประชาชน โดยรับสั่งเสมอว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสอนว่า การช่วยเหลือโดยการเอาของไปแจกก็เป็นเหมือนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เขาได้เท่านั้น เราจะทำอย่างไรที่จะช่วยเขาได้ในระยะยาว คือให้เขายืนหยัดได้ด้วยตัวเอง จึงจะเป็นการช่วยเหลืออย่างแท้จริง...”

อีกหนึ่งบุคคลผู้มีโอกาสถวายงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการเสด็จฯทรงดูแลทุกข์สุขของประชาชนทั่วทุกภูมิภาค ตั้งแต่ครั้งเริ่มรับราชการกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ฯ กระทั่งได้ปฏิบัติงานสนองพระราชดำริด้านการพัฒนาเพื่อความมั่นคงของประเทศ “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน บอกเล่าถึงพระวิริยะอุตสาหะในการทรงงานเพื่อประชาชนว่า “...ทรงมีพระเมตตากับทุกคนเท่าเทียมกัน ทุกครั้งที่เสด็จฯเพื่อทรงเยี่ยมราษฎร จะมีรับสั่งว่า “ลำบากแค่ไหนก็ต้องไป เพราะราษฎรรอความช่วยเหลือจากพวกเราอยู่”...ประเทศไทยที่มีวันนี้ได้ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงงานอย่างหนักในการเสด็จฯไปทรงเยี่ยมประชาชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และทรงศึกษาค้นคว้าหาแนวทางการพัฒนาด้วยพระองค์เอง แล้วทรงนำสิ่งต่างๆเหล่านั้นมาพัฒนาเพื่อสร้างความอยู่ดีมีสุขแก่พสกนิกร...”

จุดแรกเริ่มของงานศิลปาชีพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างอาชีพอย่างยั่งยืนแก่ราษฎรไทย เกิดขึ้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯแปรพระราชฐานประทับแรม ณ วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน เมื่อปี 2506 โดยทั้งสองพระองค์ได้เสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎรที่หมู่บ้านเขาเต่า ทอดพระเนตรเห็นว่าในหมู่บ้านดังกล่าวยากจนมาก ทุกครั้งที่เสด็จฯไปเขาเต่า จึงทรงนำเครื่องอุปโภคบริโภคไปพระราชทานเสมอ บางปีขาดแคลนน้ำจืดบริโภค พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้กรมชลประทานสร้างอ่างเก็บน้ำที่เขาเต่า และพระราชทานพระราชดำริให้เลี้ยงปลาในอ่างเก็บน้ำ ตลอดจนพัฒนาการใช้ที่ดินบริเวณเขาเต่า

ต่อมาในปี 2508 ขณะที่เสด็จฯแปรพระราชฐานไปประทับ ณ วังไกลกังวล สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎรที่หมู่บ้านเขาเต่าอีกครั้ง ทรงทราบว่าราษฎรทำประมงเป็นอาชีพหลัก เมื่อผู้ชายออกทะเลไปหาปลา ผู้หญิงเก็บหอยมาแกะเนื้อขายได้เงินไม่มาก แต่ต้องกรำแดดร้อน จึงทรงชักชวนหญิงชาวบ้านมาหัดทอผ้าขาย ทรงให้จัดหากี่ทอผ้ามาติดตั้งที่ใต้ศาลาวัดเขาเต่า แล้วชวนหญิงชาวบ้านหัดทอผ้าขาวม้าและผ้าซิ่น ได้คนทำงานราว 20 คน ต่อมาจึงโปรดเกล้าฯให้สร้างโรงทอผ้าง่ายๆที่ท้ายวังไกลกังวล ทรงให้ครูทอผ้าจากโรงงานทอผ้าบ้านไร่ จังหวัดราชบุรี มาสอนทอผ้าขาวม้าและผ้าซิ่น โดยพระราชทานค่าแรงและทรงรับซื้อผ้าของชาวบ้านทั้งหมด

“...เมื่อข้าพเจ้าเห็นเขามารับเสด็จ เห็นผ้านุ่งที่เขาใส่สวยงามเสียเหลือเกิน เป็นไหมมัดหมี่ แล้วเขาก็นั่งกับพื้นอยู่อย่างนั้น ก็ถามเขาว่านี่ทำเอง...เขาก็บอกว่าทำเอง เขาเลี้ยงไหมเองที่บ้าน คนละกี่กระด้ง...20–30 กระด้ง แล้วมีผ้าขาวบางๆปิดเท่านั้นเอง และต้นหม่อน ก็เป็นต้นไม้ที่ทนแล้งได้ อย่างข้าวไม่สามารถทนแล้งได้ แต่หม่อนนี่ถึงจะแกร็นอย่างไรก็ทนแล้งได้ เป็นต้นไม้ที่เหมาะสมกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือจริงๆ เมื่อข้าพเจ้า เห็นดังนั้น เห็นความสามารถ ความสวยของมัดหมี่ ก็เลยบอกกับเขาว่า ขอให้พี่น้องทอนี่ ให้ฉันใส่ได้ไหม จะขอซื้อ เขาบอกได้ เต็มใจ เขาก็ทอให้ นั่นละเป็นการตั้งต้นศิลปาชีพ”

ปลายปี 2515 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้โปรดเกล้าฯให้ “ท่านผู้หญิงสุประภาดา เกษมสันต์” ราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถและคณะ ออกไปติดต่อรับซื้อผ้าไหม จากชาวบ้านจังหวัดนครพนมเป็นแห่งแรก และให้ราคาที่ชาวบ้านพอใจ เพื่อจูงใจให้มีกำลังใจทอผ้าไหมต่อไป และให้พยายามเก็บรวบรวมผ้าไหมมัดหมี่ กับผ้าที่ชาวบ้านทอทุกชนิดให้ได้มากที่สุด รวมทั้งผ้าที่ชาวบ้านใช้แล้วก็ขอซื้อมาสะสมไว้ พระองค์จะทอดพระเนตรผ้าทีละผืน และพระราชทานคำแนะนำแก่ชาวบ้าน ทำให้ผ้าไหมมัดหมี่ค่อยๆพัฒนาคุณภาพดีขึ้น

อีกหนึ่งมรดกวัฒนธรรมของชาติ ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงสืบสานและอนุรักษ์อย่างต่อเนื่อง ยังรวมถึงการทอผ้าฝ้ายยกดอกพิกุล เมื่อปี 2517 ระหว่างตามเสด็จฯพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส เวลานั้นราคายางตกต่ำ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดเกล้าฯให้ราษฎรทดลองทอผ้าฝ้ายลายดอกพิกุล ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของภาคใต้ ต่อมาเพิ่มการสอนทอผ้าฝ้ายยกดอกพิกุล โดยเริ่มโครงการครั้งแรกในวัดเชิงเขา อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ต่อมาในปี 2522 ทรงส่งครูไปสอนทอผ้าฝ้ายที่อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี กระทั่งราคายางดีขึ้น งานทอผ้าที่วัดเชิงเขาและวัดโคกเคียนจึงยุติลง นอกจากนี้ ยังทรงส่งเสริมอาชีพการจักสานย่านลิเภาในนราธิวาสด้วย

นับเป็นพระวิสัยทัศน์ยาวไกลยิ่ง เพราะนอกจากจะหาอาชีพเสริมเพิ่มรายได้แก่เกษตรกรที่ประสบปัญหาในการทำนาทำไร่ ไม่ให้ต้องละทิ้งถิ่นฐานไปหางานทำในเมืองใหญ่ ยังได้ฟื้นฟูและธำรงรักษาหัตถกรรมไทยโบราณที่กำลังจะสูญหายให้กลับมาแพร่หลายอีกครั้ง โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้งเป็นมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษในพระบรมราชินูปถัมภ์ เมื่อปี 2519 พระราชทานทุนเริ่มแรกเป็นเงินหนึ่งล้านบาท เมื่อทรงทราบว่าที่ใดราษฎรได้รับความทุกข์ยาก ก็โปรดเกล้าฯให้ผู้แทนพระองค์ออกไปเยี่ยมเยือนและพระราชทานอาชีพเสริม โดยพระราชทานอุปกรณ์และวัสดุทั้งหมด ตลอดจนค่าแรง และจัดหาตลาดให้ด้วย ตลอดเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา ทรงติดตามความก้าวหน้าของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯอย่างใกล้ชิด และพระราชทานคำแนะนำในการผลิตให้สวยงามประณีตตรงตามความต้องการตลาด ที่สำคัญยังโปรดใช้สอยของที่ราษฎร ประดิษฐ์ขึ้นทุกชนิด เพื่อเป็นแบบอย่างแก่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็น การทรงฉลองพระองค์ที่ตัดเย็บจากผ้าไหมแพรวา ผ้าไหมมัดหมี่ และผ้าปักของชาวไทยภูเขา, กระเป๋าทรงถือจากย่านลิเภา, เครื่องเงินเครื่องทองฝีมือนักเรียนศิลปาชีพ

พร้อมกันนี้ ได้ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้จัดงานศิลป์แผ่นดินครั้งแรก เมื่อปี 2535 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต จัดแสดงผลงานชิ้นเยี่ยมทุกประเภทจากฝีมือลูกหลานชาวนาชาวไร่ เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสมหามงคลทรงเจริญพระชนม– พรรษา 5 รอบ โดยมีนกยูงทองคำเป็นผลงานสร้างชื่อ จากนั้นก็มีการจัดงานศิลป์แผ่นดินอย่างต่อเนื่อง โดยแต่ละปีจะมีผลงานชิ้นเยี่ยมมาเรียกเสียงฮือฮา อาทิ ขันถมทอง และเรืออนันตนาคราชจำลอง, รอยพระพุทธบาทจำลองถมตะทอง, บุษบกมาลา สำเภาทอง สัปคับถมทอง และกระเป๋าสานย่านลิเภาประดับเพชร

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ยังทรงมีพระราชประสงค์เผยแพร่ผลงานศิลปาชีพให้ชาวต่างประเทศได้ทึ่งกับศิลปหัตถกรรมไทย โดยพระราชทานผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพเป็นของขวัญแก่พระราชอาคันตุกะ และบุคคลสำคัญนานาประเทศ ขณะเดียวกัน ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดแสดงผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพในโอกาสที่เสด็จฯไปเยือนต่างประเทศหลายครั้งจนเป็นที่เลื่องลือ รวมถึงการจัดนิทรรศการศิลปาชีพ ภายใต้ชื่อ “สมบัติศิลป์ แผ่นดินไทย” ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี 2540
ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระราชินีของปวงชนชาวไทย ทรงมุ่งมั่นปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงคู่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างมิรู้จักเหน็ดเหนื่อย โดยได้พระราชทานพระราชดำริและโครงการพัฒนาต่างๆมากมายนับไม่ถ้วน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วทุกภูมิภาคให้มีความอยู่ดีกินดีขึ้น และมีอาชีพเลี้ยงตนเองได้ เปรียบดังแม่หลวงที่ทรงรักและห่วงใยลูกทั้งแผ่นดินไทย

ในมหามงคล วโรกาสคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคม 2559 ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก ได้โปรดอภิบาลปกปักรักษาและคุ้มครองพระองค์ให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง ทรงพระเกษมสำราญ สถิตเป็นพระมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยสืบไป.


ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
ทีมข่าวหน้าสตรี

จากการที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้โดยเสด็จฯพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวไปทรงเยี่ยมราษฎรทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ทำให้ทรงทราบถึงปัญหาความเป็นอยู่ และความต้องการแท้จริงของประชาชนด้วยพระองค์เอง ทรงพบว่าราษฎร 11 ส.ค. 2559 14:28 ไทยรัฐ