วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วันแม่แห่งชาติ

สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ที่รักและคิดถึง กลับมาเจอกันอีกครั้งในวันนี้เป็นโอกาสดี เป็นวันดี เป็นวันที่เป็นสิริมงคลกับคนชาติไทยทุกคน นั่นคือ วันที่ 12 สิงหาคม วันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ หรือวันแม่แห่งชาตินั่นเอง ซึ่งปีนี้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานคำขวัญวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2559 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา เพื่ออัญเชิญลงหนังสือวันแม่แห่งชาติ ปี 2559 ของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ความว่า

สอนให้ลูกทั้งหลายเดินสายกลาง
ทำทุกอย่างพอดีมีเหตุผล
ประกอบด้วยคุณธรรมนำทางตน
ย่อมได้คนดีพอต่อบ้านเมือง

คุณผู้อ่านที่รักคะ ก่อนที่เราจะเข้าสู่ช่วงเวลาของความรู้ภาษาไทย คุณครูลิลลี่ขออะไรสักอย่างได้ไหมคะ คุณครูลิลลี่อยากให้ทุกท่านย้อนกลับไปอ่านคำขวัญแบบเสียงดังๆ ฟังชัดๆ อีกสัก 10 รอบได้ไหมคะ เพราะคำสอนนี้ดีมากนะคะ ถ้าเราอ่านแล้วเข้าใจ ใส่ใจ และตั้งใจจะทำตาม รับรองว่าประเทศของเรา บ้านเมืองของเราจะต้องยิ่งดีขึ้นอย่างแน่นอน พร้อมไหมคะ เราไปอ่านพร้อมๆ กันค่ะ 1..2..3..4..5..6..7..8..9..10 ครบนะคะ

ทีนี้มาถึงเรื่องของความรู้ภาษาไทยกันเสียหน่อยนะคะ พูดถึง คำว่า คำขวัญ เรามักจะคุ้นชินกับคำขวัญวันเด็กเสียมากกว่า กระทั่งหลายคนอาจจะไม่เคยทราบด้วยซ้ำว่า คำขวัญวันอื่นๆ ก็มีเหมือนกัน อย่างเช่น คำขวัญวันแม่ในปีนี้ และเมื่อพูดถึงคำว่า คำขวัญ ก็มักจะมีอีก 2 คำติดสอยห้อยตามมาให้เราชวนสงสัยว่าต่างกันอย่างไร นั่นคือ คำขวัญ คติพจน์ และคำคม วันนี้คุณครูลิลลี่จะขออธิบายถือเสียว่าเป็นของขวัญประจำวันหยุดยาว 3 วันนี้ก็แล้วกันนะคะ

เริ่มกันที่ คำว่า คำขวัญ ถ้าเปิดจากพจนานุกรมโดยตรงจะพบความหมายว่า คำขวัญ คือ ถ้อยคำที่แต่งขึ้นเพื่อเตือนใจหรือเพื่อให้เป็นสิริมงคล แต่ในที่นี้คุณครูจะขออธิบายเพิ่มเติมอีกสักหน่อยนะคะว่า คำขวัญ ก็คือ คำพูดหรือข้อความที่มุ่งให้กำลังใจ มักจะมีข้อคิดที่ผู้อ่านสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตได้ มีลักษณะเป็นการเชิญชวนหรือขอร้องให้ผู้อ่าน ผู้ฟังประพฤติปฏิบัติตาม สำหรับหลักการเขียนคำขวัญ มักจะใช้ถ้อยคำกะทัดรัด สละสลวย โดยเฉพาะคำที่มีสัมผัสคล้องจองกัน เน้นที่ความลึกซึ้งกินใจ มีความหมายในด้านดี นิยมใช้คำที่มีข้อคิดซึ่งเหมาะสมกับแต่ละโอกาสที่จะใช้คำขวัญ โดยจะใช้ถ้อยคำหรือระดับภาษาให้เหมาะกับฐานะทางสังคมของผู้ให้และผู้รับ

ส่วนคติพจน์ ตามพจนานุกรม คติพจน์ คือ ถ้อยคำที่เป็นแบบอย่าง ส่วนที่เรารู้ๆ กันนั่นก็คือ คติพจน์ หมายรวมไปถึงความ มีคติชวนคิด มุ่งให้เกิดผลดีต่อตนเองและสังคม ซึ่งหลักการเขียนคติพจน์จะใช้ถ้อยคำน้อยแต่มีความหมายลึกซึ้ง ใช้คำคล้องจองสละสลวย โดยจุดสำคัญคือมุ่งให้เกิดผลในด้านดีเท่านั้นค่ะ ส่วนใหญ่คติพจน์จะใช้สำหรับเตือนใจให้บุคคลหรือหมู่คณะได้ยึดถือปฏิบัติ โดยอาจจะเป็นพุทธภาษิต สุภาษิต คำพังเพย หรือคำที่คิดขึ้นเอง

มาที่คำคมกันบ้างนะคะ คำคม ถ้าเอาตามพจนานุกรม คำคม หมายถึง ถ้อยคำที่หลักแหลมชวนให้คิด ซึ่งก็หมายความไปถึงถ้อยคำหรือข้อความที่มีความหมายอยู่ในตัวด้วยการกล่าวซ้ำคำบางคำในข้อความนั้นๆ ให้มีความหมายเกี่ยวพันกับเนื้อความเดิม คำคมที่ดีต้องแสดงถึงการใช้ความคิด หรือแสดงให้เกิดความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างชัดเจนเพื่อให้ผู้อ่านเกิดความลึกซึ้งเมื่อได้อ่าน สำหรับหลักการเขียนคำคมจะใช้คำสัมผัสคล้องจอง สละสลวย เน้นคำที่มีความหมายคมคาย มุ่งให้เกิดความคิดที่ดีและอยากปฏิบัติตาม ส่วนใหญ่จะมีความลึกซึ้งกินใจค่ะ

คุณผู้อ่านคะ คุณครูลิลลี่ยอมรับนะคะว่าพออ่านคำขวัญนี้ไปหลายๆ รอบ คุณครูลิลลี่ตั้งใจเลยว่าจะนำมาปฏิบัติและดำรงตนอยู่ตามหลักคำขวัญนี้ให้ได้ คุณๆ เองก็เช่นกัน เชื่อว่าอ่านแล้วต้องเห็นด้วยว่าปฏิบัติตามไม่ยากเลยนะคะ ย้ำอีกครั้งว่า เพียงแค่เดินสายกลาง ทำทุกอย่างให้มีเหตุผล และจะทำสิ่งใดให้มีคุณธรรมอยู่ในใจเราเสมอ แค่นี้เราก็เป็นส่วนหนึ่งของคนดี เพื่อสังคมที่ดีได้แล้วค่ะ สวัสดี

instagram : kru_lilly, facebook : ครูลิลลี่

คุณครูลิลลี่

11 ส.ค. 2559 12:40 ไทยรัฐ