วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ความตื่นตัวอย่างมีนัยสำคัญ

ต้องยอมรับว่าการออกเสียงลงประชามติครั้งนี้แรงจูงใจสำคัญที่ทำให้การออกไปใช้สิทธิทั้งฝ่ายที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยนั้นมาจากร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง ซึ่งจะต่างกับการเลือกตั้ง ส.ส.ที่มาจากนักการเมือง

องค์ประกอบสำคัญก็คือการเลือกตัวบุคคลและพรรคการเมืองซึ่งจะอยู่ที่ว่าใครจะเลือกคนไหน พรรคการเมืองไหน จึงต่างกับการลงประชามติ

นั่นทำให้เกิดความต่างระหว่าง “ประชามติ” กับ “การเลือกตั้ง”

จะเห็นได้ว่าการลงประชามติครั้งนี้ไม่มีการทุจริต ไม่มีการซื้อสิทธิ-ขายเสียง ถือเป็นคะแนนบริสุทธิ์เพียงแต่ใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเท่านั้น

แต่การเลือกตั้ง ส.ส.ที่เงื่อนไขและมีปัจจัยที่ต่างกัน นอกจากความนิยมส่วนบุคคลและพรรคการเมืองที่เป็นแรงจูงใจแล้ว

ยังมีตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้มีการ “ซื้อเสียง” ทำให้มีการไปใช้สิทธิกันด้วยตัวเลขที่มากกว่า และเกิดแรงจูงใจแกมบังคับว่าจะต้องเลือกใคร พรรคไหน

หาได้ยากว่าผู้สมัครคนไหนและพรรคการเมืองไหนจะไม่ซื้อเสียง

แม้กระทั่งผู้สมัครที่มีฐานเสียงแน่นอนและไม่เคยสอบตกแม้แต่ครั้งเดียว ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งก็ยังต้องมีค่าใช้จ่ายในลักษณะนี้เพราะของมันเคย

ถือว่าเป็นการตอบแทนที่ออกไปใช้สิทธิเลือกเขา

เหล่านี้ล้วนเป็นพฤติกรรมในการเลือกตั้งของบ้านนี้เมืองนี้ทำให้เกิดปัญหาการทุจริตเลือกตั้งและผลการเลือกตั้งที่ออกมาจึงเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้การเมืองไทยกลายเป็นธุรกิจการเมืองไปโดยปริยาย

“เงินไม่มา กาไม่เป็น”

กลายเป็นวัฒนธรรมการเมืองที่ทำให้การเมืองไทยเกิดปัญหามาตลอดแม้จะสามารถดำเนินการภายใต้ “ประชาธิปไตยเต็มใบ” มาแล้วก็ตามสุดท้ายก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า

แม้ระยะหลังแรงจูงใจอีกประเด็นหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องที่คิดว่าน่าจะเป็นของใหม่สำหรับการเมืองไทยนั่นคือ การชูนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้ประชาชนสามารถเลือกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง

เพราะ “นโยบาย” ดีและคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ

เอาเข้าจริงกลับกลายเป็นว่าได้สร้างความเสียหายต่อประเทศชาติหนักเข้าไปอีก โดยเฉพาะ “นโยบายประชานิยม” ที่ก่อผลเสียมากกว่าผลดี

เนื่องจากหวังผลเพื่อสร้างคะแนนนิยมและเสียงสนับสนุนทำให้เกิดแรงจูงใจจนเชื่อว่าหากนักการเมืองจากพรรคการเมืองนี้พวกเขาจะได้อะไรเป็นผลตอบแทน

ในความเป็นจริงพวกเขาก็ได้แค่บางส่วนเท่านั้น แต่พรรคการเมืองและนักการเมืองได้ไปเต็มๆจากการทุจริตคอร์รัปชันจากงบประมาณที่มาจากโครงการต่างๆที่มีการคิดและวางแผนกันมาอย่างเป็นระบบ

ทำให้ชาวบ้านเกิดความเชื่อ ความหลงใหลได้ปลื้ม

ทั้งๆที่ไม่ต่างไปจาก “น้ำตาลเคลือบยาพิษ”

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากการลงประชามติที่ปราศจากการซื้อสิทธิ-ขายเสียงนี้จึงเป็นเรื่องที่ กกต.จะใช้เป็นบทเรียนในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นอีกไม่นานด้วยการหาวิธีการเพื่อป้องกันและแก้ไข

กอปรกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีกติกาคุมเข้มเพื่อกลั่นกรองนักการเมืองก่อนที่จะเข้าสู่สนามเลือกตั้งด้วยมาตรการต่างๆ

อีกทั้งต้องไม่ลืมว่าผลจากการลงประชามติที่ออกมานั้นจะเห็นได้อย่างหนึ่งก็คือการที่ประชาชนไม่ยอมอยู่ใต้นักการเมืองอีกต่อไปเพราะปฏิเสธการชี้นำของพรรคการเมืองที่เคยสนับสนุน

เป็นความตื่นตัวอย่างมีนัยสำคัญไม่ใช่มองอย่างโลกสวยนะครับ....

“สายล่อฟ้า”

11 ส.ค. 2559 10:29 11 ส.ค. 2559 10:29 ไทยรัฐ