วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดใจ 2 อดีตทีมชาติ 'ระวี-อำพร' กับบทบาทใหม่ 'คุณแม่มืออาชีพ'

ไม่มีใครปฏิเสธว่า "แม่" คือหนึ่งในบุคคลที่สำคัญในชีวิต เพราะนอกจากจะเป็นผู้ให้กำเนิดของเราแล้ว ยังเป็นคนที่ช่วยสั่งสอนดูแลทำให้เราประสบความสำเร็จอย่างถึงที่สุด เท่าที่คน ๆ หนึ่งจะทำเพื่อคนที่รักได้อย่างสุดหัวใจ...

สำหรับ "แม่" ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดก็แล้วแต่ เมื่อถึงเวลาที่ต้องทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่นี้ ย่อมเสียสละสิ่งต่าง ๆ ได้เพียงลูกน้อยที่ลืมตาขึ้นมาดูโลกได้ทั้งหมด โดยไม่เกี่ยงว่าสิ่งเหล่านั้นจะเข้ามาเปลี่ยนแปลง หรือเสียสละชีวิตส่วนตัวไปมากน้อยแค่ไหนก็ตาม

และในเทศกาลวันแม่ปี 2559 นี้ ทีมข่าวกีฬาไทยรัฐออนไลน์ได้มีโอกาสจับเข่าคุย 2 อดีตนักกีฬาทีมชาติ ที่วันนี้ผันตัวเองมารับบท "คุณแม่มืออาชีพ" อย่างเต็มตัว โดยหลังจากอำลาการรับใช้ชาติไป วันนี้พวกเขามีเจ้าตัวน้อยและครอบครัวที่แสนสุขให้คอยดูแล ซึ่งเราจะไปทราบกันว่าเส้นทางแห่งสายใยรักของพวกเขายิ่งใหญ่แค่ไหน และเราจะมีโอกาสได้เห็นทายาทนักกีฬาเหล่านั้น เดินตามรอยในการรับใช้ชาติในอนาคตหรือไม่

อดีตราชินีสระซีเกมส์ "เงือกเล็ก" ระวี อินทพรอุดม

หากย้อนเวลากลับไปสัก 10 กว่าปีก่อน แฟนกีฬาย่อมรู้จักยอดนักกีฬาว่ายน้ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนหลักของทีมชาติไทยได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากผลงานในสระที่ยอดเยี่ยมแล้ว หน้าตาของ "เงือกเล็ก" ก็ยังดีพอ ๆ กับฝีมือเลยทีเดียว ชนิดที่ว่าหากหลังจากเลิกเล่นทีมชาติแล้วจะหันหน้าเข้าสู่วงการบันเทิง ก็ดูจะเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจนัก

แต่หลังจากซีเกมส์ครั้งที่ 21 ในปี 2544 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่ ระวี รับใช้ชาติก่อนจะประกาศอำลาสระอย่างเป็นทางการ ชื่อของเธอก็หายไปจากสารบบว่ายน้ำในทันที พร้อมกับการตั้งหน้าตั้งตาเข้าสู่ห้องเรียนเพื่อเอาดีด้านการศึกษา จนกระทั่งวันนี้ เงือกเล็ก ที่หันกลับมาวงการอีกครั้งด้วยการเปิดโรงเรียนสอนว่ายน้ำ "Baby Sprint Swim School" ที่เปิดสอนเด็กทารกหัดว่ายน้ำ รวมถึงชมรมอย่าง "Sprint Swimming Academy" ที่หยิบเอาชื่อของลูกสาวตัวน้อยมาเป็นชื่อชมรม เพื่อนำเหล่า เดอะ แก๊ง เข้าแข่งขันหาประสบการณ์ และเป็นบันไดสู่ทีมชาติไทยในอนาคตอีกด้วย

โดย เงือกเล็ก ได้เปิดใจกับเส้นทางชีวิตหลังจากอำลาสระว่า ทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับการเรียนจนจบ ป.โท จากเอแบค ก่อนที่ชีวิตจะหักเหครั้งใหญ่เมื่อให้กำเนิด "น้องสปรินท์" ทายาทตัวน้อย วัย 3 ขวบ กระะทั่งเมื่อกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ได้เปิดโรงเรียนสอนว่ายน้ำสำหรับเด็กเล็กโดยเฉพาะ 

"ตอนเลิกเล่นทีมชาติคือช่วงที่กำลังเรียนอยู่ปี 3 บริหารธุรกิจคอมพิวเตอร์ ที่เอแบค หลังจากนั้นก็ต่อ ป.โท แล้วก็ระหว่างที่เป็นอาจารย์อยู่ที่ เอแบค ก็มีการเป็นโค้ชว่ายน้ำไปด้วยควบคู่กันไป ซึ่งเป็นทีมว่ายน้ำเด็กใกล้ ๆ บ้าน โดยตอนเช้าจะไปสอนที่เอแบค บางนา พอตกเย็นก็จะกลับมาสอนว่ายน้ำใช้ชีวิตอยู่แบบนี้กว่า 12-13 ปี จนกระทั่งแต่งงาน 4 ปีถึงมีน้อง แล้วชีวิตตอนนั้นตารางก็ค่อนข้างแน่น ทำให้ตัดสินใจหยุดการเป็นอาจารย์ประจำไป แต่ยังทำทีมนักกีฬาอยู่ แต่พอลูกได้ขวบกว่า ๆ เราก็พาเขาไปที่สระด้วยทุกวัน ถึงแม้เขาจะชอบน้ำแต่ยังว่ายน้ำไม่เป็น อีกทั้งตัวเราก็ไม่มีเวลาดูลูกเพราะต้องมัวแต่สอนว่ายน้ำอยู่ ทำให้คิดว่าชั่วเวลาแป๊บเดียวถ้าเกิดตกน้ำไปก็อาจจะเป็นอันตรายได้ จึงคุยกับแฟนว่าอยากจะเอาลูกไปเรียนว่ายน้ำ"

"ทีนี้เท้าความไปถึงสมัยที่เป็นวัยรุ่นเคยไปเรียนแล้วก็ซ้อมว่ายน้ำที่ออสเตรเลีย ทำให้เห็นว่าที่เมืองนอกมีการสอนว่ายน้ำเด็กกันอย่างแพร่หลาย ก็ตกลงกับแฟนแล้วก็บินกลับไปอีกครั้งเพื่อศึกษาอย่างเอาจริงเอาจังว่าเด็กวัยขวบกว่าๆ ทำอย่างไรถึงจะว่ายน้ำได้ เพราะในวัยต่ำกว่า 3 ขวบ มันจะมีวิธีการสอนไม่เหมือนเด็กโต เพราะเขายังไม่รู้เรื่องเท่าไร แล้วก็ไม่สามารถทำอะไรได้พร้อม ๆ กัน พอเรามาเริ่มต้นสอน ลูกเองก็เหมือนกับเป็นคนที่ทดลอง แล้วพอคนอื่นเห็นลูกเราว่ายน้ำได้ ก็มีคนอื่นติดต่อเข้ามาอยากให้ลูกตัวเองว่ายได้บ้าง แล้วตอนเริ่มต้นเมื่อสักประมาณ 2 ปีก่อนหน้านี้ ก็ได้คุยกับแฟนว่าจะทำยังไงได้บ้าง เลยเริ่มในลักษณะเช่าสระก่อน แต่ก็มีเรื่องของความสะดวกที่ว่าในช่วงหน้าร้อนคนเยอะกว่าปกติ แล้วก็ต้องย้ายไปย้ายมาอีกหลายที่จนสุดท้ายมาลงตัวที่อยู่ปัจจุบันแถวบางกรวย นนทบุรี"

หลังจากที่เคยเป็นอาจารย์ประจำ มีรายได้ที่มั่นคงทั้งตัวเองและสามี แต่พอถึงวันหนึ่งที่ "เงือกเล็ก" ต้องตัดสินใจหันหลังให้ทุกอย่าง เพื่อมาเปิดโรงเรียนสอนว่ายน้ำแบบจริงจัง จึงเป็นประเด็นที่สำคัญระดับครอบครัว ที่ต้องพูดคุยกันอย่างเผ็ดร้อน แต่สุดท้าย "ลูก" คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้สละทุกอย่างได้ในที่สุด 

"ยากมาก (ลากเสียงยาว) จนเกือบจะเป็นปัญหาครอบครัวเลย ต้องยอมรับว่าแฟนเป็นหัวหน้าครอบครัว แล้วทำงานมีรายได้พอสมควร แล้วอยู่ดี ๆ จะให้เขาลาออกแล้วมาทำงานเกี่ยวกับว่ายน้ำซึ่งเขาไม่ถนัด แต่ตอนนั้นมีลูกเป็นจุดศูนย์กลางของทั้งหมด เลยมานั่งคุยกันว่า ต้องเอาลูกของเราไว้ก่อน อยากให้ลูกว่ายน้ำเป็นเพื่อที่ว่าเวลาลูกไปไหนเขาจะไม่ต้องจมน้ำตาย ถามว่าแฟนโอเคไหม แล้วเราก็ลาออกมาก่อนเพื่อมาสอนลูก พอคนเริ่มอยากเรียนด้วยก็มาเซตเป็นโรงเรียนเล็ก ๆ ลองดูว่าจะทำอะไรได้บ้าง เพราะถึงแม้เราจะไม่มีรายได้ แต่แฟนก็ยังคงช่วยสนับสนุนได้อยู่ พอคนเยอะขึ้นก็มาคุยกับแฟนว่าคนเดียวทำไม่ไหวนะลองดูไหม แต่ก่อนที่จะให้แฟนลาออกก็คุยกับคุณพ่อคุณแม่ไว้ด้วยว่าจะเป็นยังไงต่อไป" 

เมื่อถูกถามถึงว่าทำไมเด็กเล็กในวัยเพียง 6 เดือนที่แทบจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และยังไม่สามารถตอบสนองได้อย่างเต็มที่ ถึงต้องมาเรียนว่ายน้ำนั้น อดีตราชินีสระซีเกมส์เผยให้ทีมข่าวฟังว่า จริง ๆ แล้ววัยที่เหมาะสำหรับการเรียนว่ายน้ำคือในช่วงต่ำกว่า 1 ขวบเท่านั้น

"จริง ๆ เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 1 ชวบ คือช่วงอายุที่เหมาะสำหรับการเรียนว่ายน้ำ เพราะว่าจะสามารถปรับตัวให้เข้ากับน้ำได้ง่าย แต่ถ้ามากกว่านั้นเด็กเขาจะเริ่มเรียนรู้ที่จะปฏิเสธ ซึ่งทำให้เด็กที่มาเรียนแล้วร้องไห้มีโอกาสเยอะมาก แต่ทุกวันนี้ส่วนใหญ่จะมาเรียนกันในช่วงราว ๆ 6 ขวบ เพราะสามารถรับฟังการอธิบายได้ แต่สังเกตไหมว่าเด็กรุ่นเราไม่ค่อยกลัวน้ำ เพราะสมัยก่อนเวลาอาบน้ำจะตักราดตัว แต่ทุกวันนี้เปลี่ยนไป เด็กบางคนไม่เคยโดนเอาน้ำราดหัวหรือหน้าสัมผัสน้ำมาก่อน ทำให้ร้องไห้กลัวน้ำ เกิดการต่อต้าน แต่ถ้าเด็กที่อายุกว่า 1 ขวบหรือสัก 6 เดือน ซึ่งเด็กที่มาเรียนกับเราเคยมีที่เด็กสุดเพียงแค่ขวบกับ 11 เดือน สามารถว่ายน้ำเข้าหาฝั่งได้ (ระยะ 25 เมตร) เพราะฉะนั้นถ้ามาเรียนเร็วก็จะว่ายเป็นเร็ว พ่อแม่ก็จะไม่ต้องห่วงว่าลูกจะจมน้ำ"

นอกจากกีฬาว่ายน้ำจะทำให้สุขภาพร่างกายดีแล้ว สิ่งหนึ่งที่คุณเล็ก ระวี และสามี (คุณอลงกต ปริวุฒิพงศ์) ปลูกฝังให้กับลูกสาวตัวน้อย ในการพัฒนาชีวิตเพื่อเติบโตขึ้นมาอย่างมีความสุขในอนาคต

"ความรู้สึกแรกตั้งแต่เริ่มท้องจนถึงใกล้คลอด ยังไม่รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแม่เลยนะ เพราะเราเองยังบ้า ๆ บอ ๆ อยู่เลย แต่พอเราคลอดเขาออกมามันช่วยให้เราซึมซับความเป็นแม่ไปเองเรื่อย ๆ อย่างที่บอกว่าทั้งตัวเองและแฟนเมื่อถึงจุด ๆ หนึ่ง เราทั้งคู่พร้อมที่จะทิ้งทุกอย่างได้เพื่ออนาคตของลูก เริ่มปูพื้นฐานให้เขาว่าจะทำอะไรได้บ้างในภาวะสังคมแบบนี้ แล้วก็ลูกต้องเจอกับภาวะวัยรุ่น สิ่งเร้าต่าง ๆ มากมาย เราจะทำยังไงให้เขาอยู่ในกรอบที่เขาจะโตขึ้นไปได้ เรามองว่ากีฬาว่ายน้ำเนี่ยแหละเวิร์กสุด แล้วตัวสปรินท์เองกับเพื่อน ๆ รุ่นเดียวกันเขามีแก๊งที่เล่นด้วยกัน ว่ายน้ำด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน แล้วเขาไม่ดูทีวีเลย ไม่เล่นมือถือ ไม่แตะไอแพด มีแต่กีฬา มีความสุขที่ได้มาสระ ทำให้มาคิดว่าจะทำยังไงที่จะรักษาเอาไว้ให้ได้อีก 10 ปี เพราะถึงเขาจะไม่ประสบความสำเร็จด้านกีฬาแต่อย่างน้อยมันก็คุ้ม"

แน่นอนว่า "ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น" ย่อมใช้ได้เสมอในทุกยุคทุกสมัย เงือกเล็กเองก็ยอมรับด้วยเช่นกันว่า "น้องสปรินท์" คือหนึ่งในนั้น เพราะถอดแบบคุณแม่มาหลาย ๆ อย่าง รวมถึงยังตั้งเป้าหมายเอาไว้ด้วยว่า อยากที่จะเดินตามรอยคุณแม่ในการรับใช้ชาติอีกด้วย

"ลูกเนี่ยถอดแบบพ่อแม่มาชัด ๆ เลยนะ จะว่าเราสอนเขาหรือเขาซึมซับเองก็ใช่ เพราะทุกอย่างที่เราทำซ้ำเขาจะเลียนแบบเรามาเป๊ะ ๆ เลย ทั้งคำพูดทั้งการกระทำ หรืออย่างที่แฟนเคยเปิดเทปการแข่งขันว่ายน้ำของเราสมัยก่อน เขาดูแล้วก็พูดออกมาเลยว่าสักวันหนึ่งจะเป็นนักกีฬาทีมชาติเหมือนแม่ให้ได้ เขาจะไปแข่งซีเกมส์ ได้เหรียญทองเหมือนแม่"

ถึงแม้จะดูรักลูกมากขนาดไหน แต่คุณเล็ก ระวี เผยว่า ก็ต้องสวมบทโหดกับลูกเช่นกันในบางครั้ง เพื่อที่จะได้สอนให้น้องสปรินท์ โตขึ้นมาอย่างถูกต้องและอยู่ในกฎกติกาของสังคมที่ดี โดยเฉพาะในเรื่องของการว่ายน้ำ 

"ทุกวันนี้ก็โหดนะ ยอมรับว่ารักลูกมากแต่ไม่มากพอที่จะทำให้เขาเสียคน ไม่ตามใจลูกเลยในการที่จะให้เขาเสียคนในอนาคต อย่างในสนามไม่ได้บอกว่าเขาต้องชนะแต่ต้องทำให้ถูก ท่าผีเสื้อต้องแตะสองมือ ห้ามกระโดดก่อนสัญญาณปล่อยตัว บางทีเขาเล่น ๆ กระโดดก่อนก็จะเรียกเขาขึ้นมาเลย มาอบรมแล้วบอกเลยว่าทำแบบนี้แม่ไม่โอเคนะ ซึ่งบทโหดจะออกไปในแนวนั้นมากกว่า ถึงคุณจะแพ้ก็ไม่มีใครว่าแต่คุณต้องเล่นตามกติกา โค้ชบางคนอยู่กับเรามานานเห็นเขามาตั้งแต่เล็ก ๆ ก็จะไม่กล้าดุ แต่เล็กบอกเลยว่าไม่ได้นะ คุณต้องดุถ้าเห็นเขาไม่ทำตามกติกา รวมถึงเด็ก ๆ ทุกคนในชมรมเราก็จะเน้นเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ"

หลังจากประสบความสำเร็จทั้งในแง่ของกีฬาและชีวิตส่วนตัว ทำให้อดีตเงือกสาวทีมชาติไทย หวังนำเอาคำสั่งสอนที่ดีของพ่อและแม่ มาใช้เป็นกรอบในการพาลูกสาวตัวน้อย ก้าวไปสู่เป้าหมายที่หวังไว้ในอนาคต โดยเฉพาะเรื่องของความพยายามที่ไม่ย่อท้อ

"สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สอนเราเอาไว้มีเยอะมาก แต่ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับกีฬาก็อยากจะสอนลูกว่าแพ้ไม่เป็นไรกลับมาซ้อมใหม่ เคยมีอยู่บ่อย ๆ ที่เจอกับสิ่งที่ยากแล้วเด็กเกิดท้อแท้ เราจะพยายามคอยบอกเขาว่าไม่เป็นไร กลับมาฝึกใหม่แล้วทำให้ได้ แล้วเขาจะมีคำพูดติดปากที่ว่า สปรินท์ภูมิใจในตัวเองมากที่สปรินท์ฝึกจนทำได้ อย่างเคยพาเขาไปเล่นไอซ์สเก็ต ซึ่งกว่าจะเล่นได้ก็ร้องไห้ไปเยอะมาก หรือฮูลาฮูป ก็กว่าจะเล่นได้ร้องไห้มาไม่รู้เท่าไร แต่เราจะบอกเขามาต้องฝึกฝน เพราะอะไรก็ตามในโลกใบนี้ถ้าคุณฝึกฝนและอดทนมากพอคุณก็จะทำได้ เหมือนอย่างตอนที่เล็กเคยแพ้คุณพ่อจะพูดเสมอว่า ถ้าเราอยากเก่งกว่าเขาเราต้องซ้อมมากกว่าเขา เล็กเชื่อว่าอะไรก็ตามถ้าเราไม่ยอมแพ้เราไปถึงจุดหมายแน่นอน แต่มันสำคัญที่ว่าเราจะยอมแพ้ไปก่อนหรือเปล่าเท่านั้นเอง บางอย่างอาจจะไปถึงช้าหน่อย แต่มันถึงแน่นอนถ้าคุณพยายาม"

"แจ๊คกี้" อำพร หญ้าผา อดีตนักตบสาวทีมชาติไทย 

อดีตนักวอลเลย์บอลสาวทีมชาติไทย เจ้าของฉายา "จอมไหลหลัง" อันเป็นเครื่องหมายการค้าที่แฟน ๆ คุ้นเคยกันดี วันนี้ "แจ๊ค" อำพร ได้โบกมือลาทีมชาติไทยไปเรียบร้อยแล้ว หลังจากมีอาการบาดเจ็บหัวเข่ารบกวน รวมทั้งถึงเวลาสำหรับการสร้างครอบครัวกับ "โบ้" สมพร วรรณประภา อดีตนักวอลเลย์ชายทีมชาติไทย พร้อมกับให้กำเนิดทายาทอย่าง "น้องสิงหา" ด.ช.วายุ วรรณประภา ที่เพิ่งจะมีอายุครบ 1 ขวบเต็มในเดือนสิงหาคมนี้

โดยอดีตนักตบสาวทีมชาติไทย ซึ่งหวนกลับมาสู่วงการลูกยางอีกครั้งในฐานะผู้บรรยายกีฬากับช่อง "ไทยรัฐทีวี" ในศึกยู-19 ชิงแชมป์เอเชียที่ผ่านมา ได้เปิดใจเกี่ยวกับชีวิตหลังเลิกเล่น และบทบาทของความเป็นคุณแม่มือใหม่ให้กับแฟน ๆ ได้หายคิดถึงกันอีกครั้ง 

"ตอนแรกที่จะเลิกเล่นก็ตัดสินใจอยู่นานเหมือนกันนะคะ แต่ว่าเราเล่นทีมชาติมา 12 ปีแล้ว คงถึงเวลาที่เราจะมีครอบครัว ก็เลยคิดว่าจะไปคุยกับอาจารย์อ๊อด (เกียรติพงศ์ รัชตเกรียงไกร) ซึ่งอาจารย์ก็จะบอกว่าแล้วแต่เราตัดสินใจ และบอกไปตามตรงว่าอยากมีครอบครัว ซึ่งอาจารย์ก็สนับสนุนด้วยเช่นกัน ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าอายุเราตอนนั้นก็เยอะด้วย"

"ตอนนั้นก็คิดว่าตัวเองคงจะไม่สามารถช่วยทีมได้เท่าไร เพราะมีอาการบาดเจ็บอยู่ด้วย อีกอย่างก็ยังมีรุ่นน้องใหม่ๆ ที่ฝีมือดีขึ้นมา ทำให้คิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องเดินออกมา แล้วก็ให้โอกาสน้อง ๆ ได้ลงสนาม"

หลังจากการโบกมืออำลาทีมชาติ เหลือเพียงแค่การเล่นอาชีพให้กับสโมสรในศึกวอลเลย์บอลไทยลีก อำพร เผยว่ามีเวลาให้กับตัวเองและครอบครัวมากขึ้นเยอะกว่าเดิม แต่ก็ยังติดตามข่าวสารของเพื่อน ๆ ในทีมชาติบ้างตามแต่โอกาสจะอำนวย เพราะต้องการทุ่มเทเวลาให้กับลูกชายที่เพิ่งลืมตาดูโลก

"หลังจากเลิกเล่นทีมชาติ อย่างแรกเลยคือมีเวลาให้พ่อแม่มากขึ้น เพราะว่าสมัยที่ติดทีมชาติ เวลาที่มีให้ครอบครัวมันน้อยมาก 3-4 เดือนถึงจะได้กลับบ้านที่นครสวรรค์ แต่พอตอนเลิกเล่นเราจะกลับบ้านตอนไหนก็ได้ตลอด ส่วนทีมชาติก็มีติดตามข่าวสารในวงการบ้าง แต่ก็ไม่มากเท่าไร ทุกวันนี้ทีวีแทบจะไม่ค่อยได้ดูเลย หรือแม้แต่โซเชียลมีเดียด้วย เพราะทุกวันนี้เราเป็นแม่แล้วก็อยากที่จะใช้เวลาอยู่กับลูกให้มากที่สุด สื่อออนไลน์ที่เล่นส่วนใหญ่ก็มีแค่เฟซบุ๊กเท่านั้นที่ยังเล่นอยู่บ้าง"

อดีตนักตบสาวทีมชาติไทยเผยว่า แทบตั้งตัวไม่ทันสำหรับการเป็นคุณแม่ เพราะกว่าจะรู้ตัวว่ากำลังตั้งครรภ์ก็ตอนไปเล่นอาชีพอยู่ที่อินโดนีเซีย และเจ้าตัวน้อยก็มานอนรออยู่ในท้องเป็นเวลา 4 เดือนแล้ว

"คือตอนแรกไม่รู้ตัวว่าตั้งท้อง เพราะตอนนั้นไปเล่นอาชีพอยู่อินโดนีเซีย แล้วก็มีอาการเวียนหัวบ่อยเลยคุยกับแฟนว่ามีอาการแบบนี้ เพื่อนแฟนก็เลยบอกให้ส่งที่ตรวจครรภ์ไปให้ พอเห็นสองขีดแรกแล้วรู้สึกว่าใจมันสั่นตลอดเวลาทำอะไรไม่ถูก เพราะไม่รู้จะบอกกับต้นสังกัดยังไง ก็เลยคุยกับแฟนว่าปรึกษาอาจารย์อ๊อดดีไหมว่าควรทำยังไงต่อ พอดีว่าภรรยาอาจารย์อ๊อด (เฟ็ง คุน) เป็นเพื่อนสนิทกับโค้ชในอินโดนีเซียก็เลยให้ช่วยคุย แล้วพอโค้ชรู้เขาก็ตกใจว่าทำไมไม่บอกเขาแต่แรก ซึ่งเราเองก็ตกใจเหมือนกันเพราะไม่รู้ตอนแรกว่าท้อง มารู้อีกทีท้องได้ 4 เดือนแล้ว โค้ชก็ช่วยลดความเข้มข้นของการซ้อมให้เราลงมาเบาที่สุด จนถึงช่วงจบเลกแรกก็กลับมาเมืองไทย"

"แล้วพอตอนคลอดเขาออกมา มันเป็นความรู้สึกที่พูดไม่ถูกเลย เราเข้าใจความรู้สึกแม่เลยนะว่าความรู้สึกแรกที่ได้เห็นลูกของตัวเองรู้สึกยังไง คือมันดีใจจนพูดไม่ถูก อธิบายไม่ได้เลยจริง ๆ เพราะตั้งท้องมา 9 เดือนเราก็นั่งนับวันเลยว่าอยากเจอหน้าเขา แล้ววันแรกที่เห็นเขาคลอดออกมาก็น้ำตาไหลเลย"

หลังจากใช้เวลาอยู่ในสนามมาเกือบค่อนชีวิต จนวันหนึ่งที่ต้องเปลี่ยนมารับบทคุณแม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ อำพร ยอมรับว่าชีวิตของตัวเองเปลี่ยนไปมาก ต้องคิดเยอะขึ้นเพื่อลูกชายตัวน้อย

"คือตอนอยู่กับแฟนสองคนเราจะไปไหนก็ได้ไม่ต้องห่วงหลังพะวงหน้า แต่พอมีลูกเวลาจะไปไหนก็ต้องเตรียมตัวให้เยอะกว่าเดิม ทั้งข้าวของขวดนม ผ้าอ้อม รถเข็น จนบางครั้งแทบไม่อยากออกไปไหนเลยเพราะว่าเราห่วงลูก ส่วนตัวพ่อแม่ก็เปลี่ยนเยอะเหมือนกัน เพราะจากที่จะออกไปข้างนอกก็ต้องเอาเวลามาดูแลลูก อย่างตอน 3 เดือนแรก อดนอนบ่อยมาก แต่หลังจากนั้นก็ต้องช่วยกันดูลูก สลับกับแฟนคนละคืนเพื่อจะได้มีเวลานอน"

"โดยส่วนตัวรู้สึกว่าความรักที่มีให้พ่อ ให้แม่ ให้แฟนมันไม่เหมือนกันนะ คือทุกวันนี้จะห่วงลูกมากที่สุด ตั้งแต่มีลูกรู้สึกว่ารักแม่มากขึ้นเพราะเข้าใจความรู้สึกของคนเป็นแม่มากขึ้น อย่างตอนเราคลอดลูกแม่ก็เจ็บเหมือนเรา ทำให้เข้าใจหัวอกคนเป็นแม่เลยว่าความรักที่มีต่อลูกมันเป็นยังไงบ้าง"

อย่างไรก็ตาม อำพร หญ้าผา ได้เผยแบบหมดเปลือกว่า ไม่ได้วางแผนให้ "น้องสิงหา" เดินตามรอยพ่อแม่เข้าสู่สังเวียนลูกยางในอนาคต เพราะไม่อยากให้ลูกต้องเหนื่อยอย่างที่ตัวเองเคยสัมผัส แต่จะพยายามสนับสนุนอย่างเต็มที่ไม่ว่าลูกชายจะชอบอะไรก็ตาม เพราะอยากให้ลูกมีความสุขที่สุดในการใช้ชีวิต

"โดยส่วนตัวไม่อยากให้ลูกเล่นวอลเลย์บอลเลย เพราะว่าเราเคยเหนื่อยมามาก ก็เลยไม่อยากให้ลูกต้องมาเหนื่อยเหมือนเราในอดีต แต่ถ้าลูกจะรักสิ่งไหนก็อยากให้เขาไปตามเส้นทางที่รักและเลือกด้วยตัวเองมากกว่า เราจะไม่บังคับเขาเด็ดขาด"

ทั้งหมดคือมุมมองของสองยอดคุณแม่อดีตฮีโร่ทีมชาติไทย ที่วันนี้มุ่งมั่นในการสั่งสอนลูกน้อยเพื่อก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในคนคุณภาพของสังคม ซึ่งไม่แน่ว่าในอนาคตข้างหน้า เราอาจจะได้เห็นเจ้าตัวน้อยเหล่านี้ เดินตามรอยของแม่ในเส้นทางการรับใช้ชาติ ในการสร้างความภาคภูมิใจ ให้กับทีมชาติไทยอีกครั้งก็เป็นได้ในอนาคตอันใกล้...

ขอบคุณภาพบางส่วนจาก : ระวี อินทพรอุดม / อำพร หญ้าผา

ไม่มีใครปฏิเสธว่า "แม่" คือหนึ่งในบุคคลที่สำคัญในชีวิต เพราะนอกจากจะเป็นผู้ให้กำเนิดของเราแล้ว ยังเป็นคนที่ช่วยสั่งสอนดูแลทำให้เราประสบความสำเร็จอย่างถึงที่สุด เท่าที่คน ๆ หนึ่งจะทำเพื่อคนที่รักได้อย่างสุดหัวใจ... 11 ส.ค. 2559 05:18 ไทยรัฐ