วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หลวงพี่แป๊ะโร่ เข้าพบดีเอสไอ รับทราบข้อหาครอบครองรถ 'เบนซ์โบราณ'

“หลวงพี่แป๊ะ” พระมหาศาสนมุนี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พร้อมทนายความส่วน ตัวดอดเข้าพบพนักงานสอบสวน ดีเอสไอก่อนถึงวันนัดหมายตามหมายเรียก โดยหลบนักข่าวเข้าทางลานจอดรถชั้นใต้ดินเขตหวงห้ามของอธิบดีและผู้บริหารระดับสูงของดีเอสไอ ให้การปฏิเสธและไม่ขอตอบคำถามการสอบสวน เตรียมให้ทนายชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรภายหลัง ตกเย็นทนายความ “หลวงพี่แป๊ะ” แถลงข่าวโต้พร้อมโชว์หลักฐาน ยันทั้ง “หลวงพี่แป๊ะ” และ “สมเด็จช่วง” ไม่มีส่วนรู้เห็นทำผิดกฎหมายในขั้นตอนการโอนรถเบนซ์โบราณ ทั้งหมดเป็นการกระทำของเจ้าของอู่รถที่เป็นกรรมการสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทยและพวก

กรณีพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกหมายเรียกพระมหาศาสนมุนี หรือหลวงพี่แป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ พระเลขานุการส่วนตัวสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติ หน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เข้ารับทราบข้อกล่าวหาในคดีครอบครองรถเบนซ์โบราณ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ตามความผิด พ.ร.บ.สรรพสามิต พ.ศ.2527 ในวันที่ 16 ส.ค.นั้น

ความคืบหน้า ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 ส.ค. พระมหา–ศาสนมุนี หรือหลวงพี่แป๊ะ พร้อมนายสุรพงษ์ สิทธิกรณ์ ทนายความส่วนตัว เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนดีเอสไอเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาก่อนถึงกำหนดวันนัดหมายตามหมายเรียก โดยมี พ.ต.ท.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ เข้าร่วมสอบปากคำนาน 1 ชม.

เบื้องต้นพนักงานสอบสวนสอบปากคำในหลายประเด็น อาทิ ที่มาที่ไปของเงินบริจาค ก่อนจะนำเงินก้อนดังกล่าวไปซื้อรถเบนซ์โบราณ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ทราบถึงที่มาที่ไปของเงินบริจาคหรือไม่ รวมทั้งทราบหรือไม่ว่ารถคันดังกล่าวเป็นรถผิดกฎหมายและรู้หรือไม่ว่าราคารถคันดังกล่าวมีราคาประมาณ 6 ล้านบาท ระหว่างสอบปากคำหลวงพี่แป๊ะไม่ขอตอบคำถามที่พนักงานสอบสวนถามทุกประเด็นและปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด ขณะที่นายสุรพงษ์ ทนายความส่วนตัวชี้แจงว่าจะขอตอบข้อซักถามของพนักงานสอบสวนเป็นลายลักษณ์อักษรแทน รวมทั้งขอรอผลการพิจารณาศาลในคดีแพ่งที่เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายวิชาญ รัษฐปานะ เจ้าของอู่รถผู้รับจ้างประกอบรถเบนซ์โบราณ ในข้อหาผิดสัญญาจ้างวาน หลังจากนั้นจะนำเอกสารทั้งหมดมามอบให้ในวันที่ 27 ก.ย.

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า พระมหาศาสนมุนีและทนายความส่วนตัวประสานมาว่าจะขอเข้ารับทราบข้อกล่าวหาวันที่ 10 ส.ค.แทนวันที่ 16 ส.ค. ตามที่พนักงานสอบสวนออกหมายเรียก ในชั้นนี้พนักงานสอบสวนปฏิบัติตามขั้นตอนการแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ต้องหาครบถ้วน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้พระมหาศาสนมุนี หรือหลวงพี่แป๊ะ พร้อมทนายความเดินทางมาที่ดีเอสไอ ด้วยรถตู้สีขาว ทะเบียน กท 9 นครสวรรค์ โดยเข้าไปจอดภายในอาคารจอดรถชั้นใต้ดินของอาคารสำนักงานดีเอสไอ เพื่อหลบสื่อมวลชนที่มารอทำข่าว ก่อนเดินทางกลับในเวลา 11.00 น. แตกต่างจากคดีที่ผ่านๆมา ที่ดีเอสไอไม่อนุญาตให้ผู้ต้องหาเข้ามาใช้ที่จอดรถชั้นใต้ดินด้านหลังอาคารเด็ดขาด เนื่องจากเป็นที่จอดรถของ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอและผู้บริหารระดับสูงของดีเอสไอ ทำให้ผู้ที่ถูกหมายเรียกรายอื่นๆ รวมทั้งผู้ที่มาติดต่อราชการจะต้องเดินเข้าทางประตูหน้าอาคารหรือประตูชั้นลอยด้านหลังเท่านั้น

ที่หน้าพระอุโบสถ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เย็นวันเดียวกัน นายสุรพงษ์ สิทธิกรณ์ ทนายความพระมหาศาสนมุนี หรือหลวงพี่แป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำฯ แถลงข่าวชี้แจงกรณีรถเบนซ์โบราณ พร้อมนำเอกสารใบรับโอน ใบขออนุญาตจดทะเบียนรถจดประกอบ เอกสารการจดทะเบียนรถประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนอุปกรณ์รถเก่า ใบเสร็จรับเงินของอู่วิชาญ มาแสดงต่อสื่อมวลชน ก่อนกล่าวว่าเอกสารทั้งหมดที่นำมาแสดง ได้มาภายหลังจากยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากนายวิชาญ รัษฐปานะ เจ้าของอู่วิชาญ ต่อศาลจังหวัดตลิ่งชัน จากเอกสารทั้งหมดจะเห็นได้ว่าหลวงพี่แป๊ะเป็นเพียงผู้ซื้อเท่านั้นและเงินที่นำไปซื้อก็เป็นเงินที่มาจากการบริจาคของลูกศิษย์ การแถลงข่าวครั้งนี้เพื่อต้องการยืนยันว่าหลวงพี่แป๊ะเป็นเพียงผู้ซื้อรถคันนี้ โดยไม่ทราบว่ารถคันนี้เสียภาษีถูกต้องหรือไม่ ราคาในการซื้อคือ 4 ล้านบาท เป็นราคาของรถที่เสร็จสมบูรณ์พร้อมเสียภาษี จดทะเบียน ทำการโอนเรียบร้อย โดยนายวิชาญได้รับเงินดังกล่าวครบถ้วนและมีใบเสร็จยืนยัน ทั้งนี้พบหลักฐานนายวิชาญซื้ออุปกรณ์ ชิ้นส่วนรถยนต์ จากนายเกษมศักดิ์ หรืออ๊อด ภวังคนันท์ ซึ่งนายวิชาญรู้จักและมอบหมายให้นางจริยา รัษฐปานะ ภริยา เป็นผู้โอนเงินค่าซื้อให้นายเกษมศักดิ์ รวม 1,075,000 บาท ซึ่งหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าหลวงพี่แป๊ะ อยู่ในฐานะผู้ซื้อ นายวิชาญเป็นผู้ขายในราคาเหมารวม

นายสุรพงษ์กล่าวต่ออีกว่า นายวิชาญยังให้นางกาญจนา มากเหมือน เป็นผู้ดำเนินการจดประกอบรถยนต์ ซึ่งนางกาญจนา มอบอำนาจให้นายสมนึก บุญประไพ ไปยื่นเรื่องจดทะเบียนต่อสำนักงานขนส่ง เมื่อวันที่ 18 ส.ค.54 และสำนักงานขนส่งอนุมัติวันที่ 19 ส.ค.54 ในขั้นตอนของการเสียภาษี ผู้แจ้งขอจดประกอบต้องเป็นผู้เสียภาษี ที่สำคัญหลวงพี่แป๊ะยังไม่รู้จักทั้งนางกาญจนาและนายสมนึกด้วย ทั้งยังไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจดประกอบทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังพบข้อมูลอีกว่า เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 54 นางกาญจนาขอโอนรถ มีเจ้าหน้าที่สำนักงานขนส่งประเมินราคาที่ 1 ล้านบาท ซึ่งนางกาญจนาได้แจ้งราคาซื้อขายรถคันดังกล่าวว่าเท่ากับที่เจ้าหน้าที่ประเมิน จะเห็นว่ามีการแจ้งราคาต่อสำนักงานขนส่งไม่ตรงกับราคาที่ขาย ผู้ที่เสียหายจึงควรเป็นผู้บริโภคอย่างหลวงพี่แป๊ะที่รัฐควรปกป้อง

“การที่หลวงพี่แป๊ะและคณะศิษย์ ซื้อรถจากนายวิชาญ เนื่องจากเห็นว่าเป็นกรรมการสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย ที่มีความน่าเชื่อถือ เรื่องดังกล่าวกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตขึ้นมา หากไปดูรายชื่อกรรมการสมาคมรถโบราณก็จะทราบว่าเพราะอะไร ความผิดที่ดีเอสไอแจ้งต่อหลวงพี่แป๊ะ มีโทษเพียงเสียค่าปรับเท่านั้น ไม่มีโทษติดคุก เรื่องนี้เห็นได้ว่าสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย ที่มีชื่อท่านเป็นผู้ครอบครอง เพราะคณะศิษย์ต้องการความเป็นสิริมงคลเท่านั้น” นายสุรพงษ์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการแถลงข่าว นายเกษมศักดิ์ เดินทางมาร่วมแถลงข่าวด้วย เจ้าตัวกล่าวว่าทำธุรกิจนำเข้าซากรถยนต์เก่าจากต่างประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ส่งเครื่องยนต์ โครงรถโบราณ ให้นายวิชาญมาเป็นเวลานาน รถเบนซ์คันที่เกิดปัญหา นายวิชาญแจ้งว่าต้องการโครงรถ ตัวถังและเครื่องยนต์ จึงจัดหามาขายให้ในราคากว่า 1 ล้านบาท โดยนำเข้ามาจากสุสานรถยนต์ในประเทศสหรัฐอเมริกา ขณะนั้นตนไม่ทราบว่านายวิชาญจะนำรถไปขายต่อให้ใคร

ที่กระทรวงยุติธรรม พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงความคืบหน้าการจับกุมพระเทพญาณมหามุนี หรือธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระ ธรรมกาย ผู้ต้องหาคดีร่วมกันฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงินและรับของโจร ว่า คดีนี้พนักงานสอบสวนยังดำเนินการต่อเนื่อง ขณะที่พนักงานอัยการสำนักคดีพิเศษสั่งให้สอบสวนเพิ่มในบางประเด็น ส่วนการเจรจากับฝ่ายปกครองสงฆ์เรียบร้อยหรือไม่นั้น ยังไม่ได้คุยกับ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เข้าใจว่าสังคมมองเป็นเรื่องสำคัญ อยากให้ธัมมชโยเข้ามาต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม

นายชาติพงษ์ จีระพันธุ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินคดีธัมมชโย ตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกันฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงินและร่วมกันรับของโจร ว่า คดีนี้พนักงานอัยการคดีพิเศษมีคำสั่งให้ ชุดพนักงานสอบสวนดีเอสไอสอบสวนเพิ่มเติมกับพระผู้ใกล้ชิดธัมมชโย จำนวน 5 รูป ประกอบด้วย พระราชภาวนาจารย์ หรือทัตตชีโว รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย พระถวัลย์ศักดิ์ ยติสักโก รอง ผอ.สำนักพัฒนาทรัพยากร วัดพระธรรมกาย พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย พระครูใบฎีกาอำนวยศักดิ์ มุนิสโก ผอ.สำนักองค์ประธาน วัดพระธรรมกาย และพระสุธรรม สุธัมโม เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย สาขานครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ในเรื่องเส้นทางการเงินกรณีการรับเช็คและการใช้จ่ายเงินในวัดพระ ธรรมกาย นัดหมายให้พนักงานสอบสวนนำผลการสอบสวนเพิ่มมาส่งในวันที่ 11 ส.ค. หากพนักงานสอบสวนยังไม่สามารถส่งสำนวนครบทุกประเด็นตามที่อัยการสั่งให้สอบก็ต้องดูเหตุผลชี้แจงของพนักงานสอบสวนก่อนพิจารณาอย่างใดอย่างหนึ่ง

“หลวงพี่แป๊ะ” พระมหาศาสน-มุนี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พร้อมทนายความส่วน ตัวดอดเข้าพบพนักงานสอบสวน ดีเอสไอก่อนถึงวันนัดหมายตามหมายเรียก โดยหลบนักข่าวเข้าทางลานจอดรถชั้นใต้ดินเขตหวงห้ามของอธิบดีและผู้บริหารระดับสูง 11 ส.ค. 2559 03:09 11 ส.ค. 2559 04:41 ไทยรัฐ