วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เตือนด้วยหวังดี ลงทุน'ไฮโซม่านฟ้า' เสี่ยงสูง สคบ.จ้องสอบ!

เตือนด้วยหวังดี ลงทุน'ไฮโซม่านฟ้า' เสี่ยงสูง สคบ.จ้องสอบ!

  • Share:

สคบ.เตรียมตรวจบริษัท “ไฮโซม่านฟ้า” จดทะเบียนขายตรงหรือไม่ เพื่อหาข้อมูลเคลียร์ หลังการประกาศระดมทุน ขณะที่นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บัวหลวง เตือนผู้จะลงทุนให้คิดให้รอบคอบ เผยผู้ที่จะระดมเงินของประชาชนไปลงทุนได้ จะต้องได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต.

กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ หลังจาก “ไฮโซม่านฟ้า”หรือ น.ส.อรปภัตร์ จันทรสาขา ที่ออกมาระดมทุนโดยโฆษณาว่าให้ผลตอบแทนสูง 15% ต่อปี โดยไม่มีความเสี่ยง อ้างว่านำเงินไปลงทุนในธุรกิจในกลุ่มม่านฟ้า กรุ๊ป ที่กำลังจะออกสบู่ตัวใหม่ และบอกว่าตนเองเป็นคนที่มีชื่อเสียงไม่โกงแน่นอน โดยหลายหน่วยงานได้ออกโรงเตือนประชาชนถึงความไม่ชอบมาพากล และอาจเข้าข่ายกระทำความผิด กรณีมาระดมทุนกับประชาชนโดยไม่มีใบอนุญาต

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผู้สื่อข่าวสอบถามนางวรวรรณ ธาราภูมิ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน (สมาคม บลจ.) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บัวหลวง เมื่อวันที่ 10 ส.ค. นางวรวรรณกล่าวให้ความเห็นว่า การที่ผู้มาระดมทุนบอกว่ามีสัญญาลงทุนกับบริษัท ซึ่งมีทนายชัดเจนตามข้อกฎหมายนั้น ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าบริษัทใดจะถูกกฎหมาย เพียงเพราะมีทนาย รวมถึงการที่ผู้ระดมทุนรายนี้บอกว่าตนเองมีฐานะหรือรวยอยู่แล้ว แต่การมาระดมเงินจากชาวบ้าน เพราะอยากแบ่งผลกำไรคืนสู่ลูกค้าแบบที่ลูกค้าไม่ต้องเสี่ยงนั้น ก็ต้องดูเจตนาที่ชัดเจน ที่สำคัญแบบนี้มีจริงหรือและทำเช่นนี้เพื่ออะไร

นางวรวรรณกล่าวอีกว่า ขอฝากเตือนประชาชนทั่วไปว่า เราต้องรู้ว่า การลงทุนในหุ้น มันเสี่ยงแน่นอน แต่ไม่ใช่จะลงทุนไม่ได้ เพียงแต่ต้องดูว่าเขาเอาเงินเราไปทำอะไร การที่เขาบอกว่านำไปใช้ในธุรกิจในเครือของตนเองที่มีกำไรอยู่แล้ว เช่น รถนำเข้า อาหารเสริม กระเป๋า และบอกว่าเป็นการลงทุนที่ ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆในบริษัท ถ้าตัวเขาเสียชีวิต ผู้ถือหุ้นก็นำสัญญาไปเบิกเงินจากคุณพ่อคุณแม่ของเจ้าตัวได้เลย เพราะท่านถือหุ้นในบริษัทนี้ด้วย ซึ่งตนมีคำถามว่า หากเป็นอะไรไปจริง จะไปเบิกได้อย่างไร มีสัญญาอะไรที่จะให้ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งไปเอาเงินคืนจากผู้ถือหุ้นอีกคนหนึ่งด้วยหรือ มันไม่ใช่สัญญาเงินกู้ และไม่มีข้อกฎหมายกำหนดให้คุณพ่อคุณแม่ใครมาชดใช้ความเสียหายจากการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่บริหารโดยลูกที่บรรลุนิติภาวะแล้วด้วย

นางวรวรรณยังกล่าวต่อว่า ผู้ที่จะระดมเงินของประชาชนไปลงทุน เช่นในหุ้น จะต้องได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. เพราะจะต้องถูกขึ้นทะเบียน และหากเสียหายจะได้ติดตามได้ง่ายกว่ากรณีที่ไม่มีการขึ้นทะเบียน โดยการฝ่าฝืน จะมีความผิดทั้งทางแพ่งและอาญา โทษจำคุกสูงสุด 2-5 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000-500,000 บาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 10,000 บาท จนกว่าจะเลิกธุรกิจ

ด้านนายอำพล วงศ์ศิริ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า สคบ.กำลังตรวจสอบว่า บริษัท ม่านฟ้า กรุ๊ป จำกัด ของไฮโซม่านฟ้า มีการมาจดทะเบียนเป็นธุรกิจขายตรงกับ สคบ.หรือไม่ หากมีการจดทะเบียนกับ สคบ. ทาง สคบ.ก็สามารถลงไปตรวจสอบได้ว่าการทำธุรกิจของไฮโซม่านฟ้าเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ธุรกิจขายตรง หรือไม่ ที่มักจะมีการสร้างแม่ข่ายไปกระจายหาลูกทีม มาระดมเงินในลักษณะของแชร์ลูกโซ่ โดยใช้กลไกของธุรกิจขายตรง ทำเป็นเหมือนมีสินค้าขาย แต่ความจริงแล้ว ไม่ขายสินค้าแต่มุ่งเน้นเรื่องการระดมทุนเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม หากไม่ได้จดทะเบียนเป็นธุรกิจขายตรงกับ สคบ.แต่เป็นการระดมทุนในรูปแบบนี้และหากมีการฉ้อโกงเกิดขึ้นก็ถือเป็นคดีอาญา ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถเข้าไปจัดการได้อยู่แล้ว

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวตรวจสอบข้อมูลล่าสุด ของศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถึงการรับเรื่องราวร้องเรียนในเรื่องของการถูกชักชวนให้ลงทุนในสินค้า บริการ รวมทั้งการลงทุนในอัตราแลกเปลี่ยน ทองคำ หรือน้ำมัน จากบุคคลหรือนิติบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ระดมทุนอย่างถูกกฎหมาย รวมถึงกรณีแชร์ลูกโซ่ พบว่า ยังเป็นกรณีที่ ศคง.ได้รับโทรศัพท์เพื่อขอคำปรึกษา ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน และได้รับร้องเรียนว่าได้รับความเสียหายมาต่อเนื่อง ศคง.เองก็ได้พยายามเตือนให้พิจารณาอย่างรอบคอบก่อนลงทุน รวมทั้งพยายามให้ความรู้อย่างต่อเนื่อง ถึงความเสี่ยงที่จะสูงขึ้นมาก หากนักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่สูง รวมทั้งให้พิจารณาถึงโอกาสที่จะถูกหลอกลวงได้

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า จากสถิติของ ศคง.พบว่าปี 2557 มีการร้องเรียนของประชาชนผ่านช่องทางต่างๆ ถึงกรณีการถูกชักชวนให้ลงทุนในสินค้า บริการ รวมทั้งการลงทุนในอัตราแลกเปลี่ยน ทองคำ หรือน้ำมัน จากบุคคลหรือนิติบุคคล ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ระดมทุนอย่างถูกกฎหมาย รวมถึงกรณีแชร์ลูกโซ่มากถึง 181 ราย โดยมีทั้งกรณีที่โทร.มาขอคำปรึกษา เพราะกลัวว่าจะเป็นการระดมทุนที่ไม่ถูกต้องหรือหลอกลวง รวมทั้งมีจำนวนหนึ่งที่โทร.เข้ามาขอให้ช่วยเพราะได้รับความเสียหาย ขณะที่ตัวเลขของการรับร้องเรียนกรณีดังกล่าวในปี 2558 อยู่ที่ 124 ราย และล่าสุดตัวเลขใน 3 เดือนแรกของปี 2559 มีการขอคำปรึกษา ร้องเรียนกรณีดังกล่าวแล้ว 13 ราย

ศคง.ยังระบุด้วยว่า นอกเหนือจากการร้องเรียนภัยทางการเงินแล้ว ยังมีอีกหลายกรณีที่อยากให้ประชาชนระมัดระวัง เช่น การหลอกลวงทางโทรศัพท์ หรือคอลเซ็นเตอร์ บัตรอิเล็กทรอนิกส์ถูกก็อปข้อมูล หรือนำไปใช้โดยบุคคลอื่น การหลอกลวงผ่านอีเมล หรือโซเชียลมีเดียหลายประเภท หรือการปลอมแปลงเอกสารแสดงตนเพื่อขอใช้บริการทางการเงิน สำหรับกรณีบริษัท ม่านฟ้า กรุ๊ป ศคง.อยู่ระหว่างการพิจารณาข้อมูลและประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้