วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วอนดูแลให้สมเกียรติ อดีตทีมชาติ แม้เป็นเพียงฮีโร่พระรองโอลิมปิก

ณ วินาที...นี้ เสียงปรบมือ เสียงโห่ร้องชื่นชมยินดี อีกทั้งแสงจากสปอร์ตไลท์ทุกดวง กำลังสาดฉายไปยัง นักกีฬาทีมชาติไทย ที่ประสบความสำเร็จ ในกีฬาโอลิมปิก ริโอเกมส์ 2016 ที่ประเทศบราซิล

หากแต่ในอีกมุมหนึ่ง...เหล่านักกีฬา ที่พลาดคว้าเหรียญในการแข่งขันกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ รวมถึง บรรดาเหล่าฮีโร่พระรอง ในฐานะนักกีฬาทีมชาติไทย ที่สามารถคว้าเหรียญเงินและเหรียญทองแดง จากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในอดีต...ล่ะ

ณ เวลานี้ พวกคุณลืมเลือนพวกเค้าไปตามกาลเวลา...แล้วหรือยัง? แล้วพวกเค้าเหล่านั้น ได้รับการดูแล ให้สมกับ เกียรติ ของนักกีฬาทีมชาติ แล้วหรือไม่? แม้พวกเค้าเหล่านั้น อาจจะยังไปไม่ถึงที่สุด ของ เหรียญรางวัลแห่งมวลมนุษยชาติ ก็ตาม...  

วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะพาทุกท่านไปสอบทาน กับ บรรดาอดีตฮีโร่พระรองเหล่านั้นกันดู เพื่ออัพเดตชีวิตในปัจจุบัน หลังผ่านการกรำศึกรับใช้ประเทศชาติ มาเป็นเวลานาน และทั้ง 3 ท่านนี้ ใช้ครึ่งชีวิตที่ผ่านมาสร้างเหรียญรางวัลให้กับประเทศชาติ รวมกันเป็นร้อยๆ เหรียญ   

เอาล่ะ งั้น ....เราไปเริ่มต้นที่กีฬา ที่ร้อนแรงที่สุดใน ริโอ เกมส์ ครั้งนี้ กีฬายกน้ำหนัก 

นาวาโทหญิงเกษราภรณ์ สุตา อดีตนักกีฬายกน้ำหนักทีมชาติไทย ผู้สร้างประวัติศาสตร์ คว้าเหรียญทองแดง ในกีฬาโอลิมปิก ปี 2000 ...เหรียญรางวัลแรก จาก กีฬายกน้ำหนัก นับตั้งแต่สยามประเทศ เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเป็นต้นมา...

และเป็นจุดเริ่มต้น ของการทำให้กีฬาชนิดนี้ โด่งดังเป็นพลุแตกบนผืนแผ่นดินของเรา ...

อัพเดตชีวิตปัจจุบัน 

ปัจจุบัน รับราชการ ในตำแหน่งหัวหน้าแผนกวิชาการกองการกีฬา กองทัพเรือ มีหน้าที่สอนวิชาพละศึกษา และดูแลเรื่องการเช่าศูนย์ออกกำลังกาย ของกองทัพเรือค่ะ.... อดีตฮีโร่สาว เริ่มต้นการสนทนากับทีมข่าวฯ 

บทบาทฮีโร่พระรอง เหรียญทองแดง กีฬาโอลิมปิก  

เวลามีประชาชนเข้ามาชื่นชมยินดี ส่วนตัวไม่รู้สึกน้อยอกน้อยใจอะไรนะคะ...เพราะแม้คนส่วนหนึ่งอาจจะชื่นชมยินดีกับผู้ที่ได้เหรียญทองมากกว่า แต่ก็รู้สึกถึงความภูมิใจในตัวเอง และเชื่อมั่นว่า คนไทยก็ชื่นชมเราไม่ได้แตกต่างกัน

อีกอย่าง เราคงไปบังคับให้ใครมาชื่นชมเฉพาะเรา ได้หรอก จริงไหมคะ...?

ทุกเหรียญที่ได้จากกีฬาโอลิมปิก สุดยากยิ่ง ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้

แต่อย่างไรก็ดี....อยากฝากถึง แฟนๆ กีฬาชาวไทย นิดนึงว่า ในช่วงหลังๆ มานี่ นักกีฬาไทยของเราประสบความสำเร็จ ได้เหรียญรางวัลในกีฬาโอลิมปิกกันได้มากขึ้นๆ ทำให้อาจมีส่วนหนึ่ง อาจเผลอไผลไปคิดว่า

"ได้แค่เหรียญทองแดงโอลิมปิกมา มันก็งั้นๆ แหละ"  

เพราะแท้จริงแล้ว....การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก มันเป็นการแข่งขันกีฬาระดับโลก ใช่ว่า...ใครจะเข้าไปแข่งขันได้ง่ายๆ คู่แข่งที่มาแข่งขันด้วย ก็เป็นนักกีฬาที่เก่งๆ จากทั่วทุกมุมโลก เพราะฉะนั้น ไม่ว่าใครก็ตาม ที่คว้าเหรียญใด เหรียญหนึ่งมาได้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยสักนิด…

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเก็บตัวก่อนไปแข่งขัน บอกได้เลยว่า เหนื่อยมากกกก (เสียงสูง)...ต้องเก็บตัวฝึกซ้อมกันทีหลายเดือน ต้องสู้กับจิตใจตัวเอง รับผิดชอบให้อยู่ในกฎ ในระเบียบ ที่เข้มงวดตลอดเวลา เพราะฉะนั้น อย่านำโอลิมปิก ไปเปรียบเทียบ กับ การได้เหรียยญรางวัลในระดับเอเชียนเกมส์ หรือ ซีเกมส์ เพราะมันมีความแตกต่างกันคนละโลกเลย

เงินอัดฉีด อดีต เทียบ ปัจจุบัน  

ในอดีตก็ต้องถือว่าน้อยค่ะ...น้อยนะ....หากนำมาเทียบกับปัจจุบัน

บรรดานักกีฬาทีมชาติรุ่นเก่าๆ ยังพูดกันแบบติดตลกเลยว่า เฮ้ย… หากย้อนอดีตไปได้ก็คงดีนะ จะได้มีคนแบบ คุณตัน โออิชิ มาอัดฉีดเงินเป็นสิบล้านๆ ให้ แบบรุ่นน้องๆ บ้าง ...(หัวเราะ) เพราะระดับแค่ 1-2 ล้าน ที่พวกเราเคยได้กันในอดีต นี่ ปัจจุบันกลายเป็นอยู่ในระดับเงินอัดฉีดเอเชียนเกมส์ ไปแล้ว คงเอามาเทียบกันไม่ได้ (เสียงสูง) นาวาโทหญิงเกษราภรณ์ กล่าวอย่างอารมณ์ดี 

รายได้ในฐานะนักกีฬาทีมชาติไทย 

สมัยก่อน เวลาเก็บตัว จะได้รับเงินเบี้ยเลี้ยง เดือนละประมาณ 2,000-2,500 บาท แต่ได้รับสวัสดิการ กินฟรี อยู่ฟรี และรักษาพยาบาลฟรี ซึ่งสมัยนั้นก็อยู่ได้ตามอัตภาพ

ส่วนเวลาไปแข่งขัน นี่คือโอกาสทองเลยก็ว่าได้!

ตอนนั้น ได้แชมป์โลกมา เต็มที่ได้สูงสุดก็หลักแสนบาท ที่ได้เยอะสุดก็ช่วงคว้าเหรียญทองแดงจากกีฬาโอลิมปิกได้มาประมาณหลักล้านบาท พอมีรายได้ไปใช้หนี้ใช้สิน และสร้างกิจการธุรกิจเล็กๆ ให้กับตัวเองและครอบครัว มาจนถึงทุกวันนี้

การดูแลจากทางราชการ ในฐานะนักกีฬาทีมชาติ 

ส่วนตัวโชคดี..ที่ช่วงเป็นนักกีฬาทีมชาติ ได้รับความเมตตาจากกองทัพเรือให้เข้ารับราชการ เมื่อสร้างผลงานให้กับประเทศชาติมาต่อเนื่อง ก็ได้รับความดีความชอบ เลื่อนขั้นมาเป็นลำดับ จนกระทั่งปัจจุบัน ได้เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรในที่สุด

กระทุ้ง ผู้ใหญ่บ้านเมืองเมตตา ให้นักกีฬาทีมชาติ มีชีวิตสมเกียรติ ในฐานะสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ     

อยากให้หน่วยงานราชการ โดยเฉพาะกองทัพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เห็นใจและความเมตตาบรรดาน้องๆ นักกีฬาทีมชาติทุกคน

ช่วยรับพวกเขาเหล่านั้นไปรับราชการเถอะค่ะ...

เขาจะได้มีอาชีพที่มั่นคงและมีเกียรติในสังคม สมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นนักกีฬาทีมชาติไทย อย่าง พี่สง่า วังคีรี อดีตนักยกน้ำหนักทีมชาติไทย...หากไม่ได้สื่อมวลชนในสมัยนั้น เป็นกระบอกเสียงช่วยเหลือ ก็คงยังต้องใช้ชีวิตแบบยากลำบากอยู่ เพราะเอาเข้าจริงๆ นักกีฬา เค้าก็คงไม่สามารถไปขออะไรกับใครได้ เพราะส่วนใหญ่ มีความรู้สึกละอายอยู่ในใจว่า เป็นถึงนักกีฬาทีมชาติไทย จะไปขอโน่นขอนี่กับใคร ได้อย่างไรกัน?....

(สง่า วังคีรี เธอคือใคร?.... ทดไว้ในใจกันสักแป๊บ เดี๋ยว ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะให้คำตอบในรายงานชิ้นนี้ ต่อไปแน่นอน...)  

ฉะนั้น จึงอยากขอฝากไปถึงบรรรดาผู้ใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชน ได้โปรดให้ความเมตตาสงสาร กับ บรรดานักกีฬาทีมชาติทุกคนด้วย เพราะที่ผ่านมา นักกีฬาทีมชาติไทยหากประสบความสำเร็จได้เหรียญรางวัลมา โดยเฉพาะหากเป็นกีฬาโอลิมปิก ก็ถือว่าดีไป ผู้ใหญ่มักจะเข้าไปโอบอุ้มให้ความช่วยเหลือ แต่สำหรับคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ ต้องยอมรับเลยว่า พวกเค้าเหล่านั้น ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในช่วงที่ถึงวัยต้องปลดระวาง

"คนอายุเฉียด 40 ปี เล่นกีฬาอย่างเดียวมาเกือบครึ่งชีวิต หลังหมดเขี้ยวเล็บ ต้องออกไปหางานทำด้วยตัวเอง แถมแบกเกียรติ ของ คำว่า อดีตนักกีฬาทีมชาติไทยเอาไว้ จะให้เขาไปทำงานที่ไม่สมเกียรติ มันก็คงดูไม่ดีนัก" นาวาโทหญิงเกษราภรณ์ กล่าวทิ้งท้ายฝากความหวังถึงรัฐบาล 

เอาล่ะ ที่ติดค้างไว้ สง่า วังคีรี เธอผู้นี้คือใคร?

หากใครยังจำคราบรอยน้ำตา ที่เธอร่ำไห้ผ่านสื่อจนเป็นข่าวครึกโครมเมื่อหลายปีก่อน เพื่ออ้อนวอนร้องขอทางราชการเหลียวแล ช่วยเพียงให้เธอ ได้บรรจุเข้ารับราชการ หลังอำลาชีวิตการรับใช้ชาติมาเป็นเวลาหลายสิบปี คุณน่าจะระลึกถึงเธอผู้นี้ได้....

สิบเอกหญิงสง่า วังคีรี อดีตนักยกน้ำหนักทีมชาติไทย ซึ่งตลอดชีวิตการรับใช้ชาติ สามารถสะสมเหรียญรางวัลต่างๆ สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยมานับไม่ถ้วน ปัจจุบันรับราชการเป็นทหาร ตำแหน่งครูพละ สังกัด มทบ.33 ค่ายกาวิละ จ.เชียงใหม่

แต่ด้วยรักในความสามารถ ทางสมาคมยกน้ำหนักแห่งประเทศไทยจึงทำหนังสือ ให้มาช่วยงานของสมาคมฯ ที่ โรงเรียนหอพระ จ.เชียงใหม่ โดยทำหน้าที่สอนกีฬายกน้ำหนัก และประจำห้องพยาบาล เพื่อคอยจัดหาดาวรุ่งช้างเผือก ป้อนให้กับสมาคมฯ

โดย ไตรรัตน์ บุญสุข ขุนพลเสื้อกล้ามสู้ศึกริโอเกมส์ 2016 คือ ผลผลิตล่าสุดจากฝีมือการปลุกปั้นของหญิงแกร่งผู้นี้ 

สิบเอกหญิงสง่า เริ่มต้นเล่าถึงอดีตยุคบุกเบิกของกีฬายกน้ำหนักในประเทศไทย ว่า 

สมัยก่อน...กีฬายกน้ำหนัก เป็นกีฬาที่คนไทยไม่ค่อยให้ความสนใจนัก การคัดเลือกนักกีฬามารับใช้ชาติ ทำได้ยากมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักกีฬาหญิง หายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก!

"คนที่มาเล่นกีฬานี้ ส่วนใหญ่ก็เป็นลูกคนยากคนจน เพราะคนรวยที่ไหน จะปล่อยให้ลูกมาลำบาก ยกน้ำหนัก ตั้งแต่เช้าจรดเย็นจริงไหม?"

แต่แล้วจากกีฬาที่ใครต่างเบือนหน้าหนี ก็มาถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เมื่อ เกษราภรณ์ สุตา คว้าเหรียญทองแดงจากโอลิมปิกปี 2000 ได้ และยิ่งมาบูมเอาสุดขีด ในโอลิมปิกปี 2004 ที่ประเทศกรีซ เมื่อขุนพลเสื้อกล้ามสาว นำโดยป๊อปสตาร์ อย่าง ปวีณา ทองสุก และ อุดมพร พลศักดิ์ พิชิตเหรียญทองได้สำเร็จ!

เงินอัดฉีด และ แรงเชียร์ ที่มหาศาลจากประชาชนชาวไทย ทำให้มีเยาวชนสนใจมาเล่นกีฬายกน้ำหนักมากขึ้นกว่าสมัยที่พี่บุกเบิกไว้มาก หญิงแกร่งอดีตทีมชาติ กล่าวด้วยน้ำเสียงปีติยินดี 

ด้วยเหตุนี้ เมื่อมองไปที่เงินอัดฉีดจึงแตกต่างจากสมัยก่อน มากถึงมากที่สุด 

ตลอดเวลาที่พี่ รับใช้ชาติ มาประมาณ 11 ปี เคยเหรียญแชมป์โลกมา ได้เงินอัดฉีด 50,000 บาท เหรียญซีเกมส์ ได้สูงสุด 1 แสนบาท นี่ก็ถือว่าเต็มที่แล้ว ส่วนเงินเบี้ยเลี้ยงช่วงเก็บตัว ได้เดือนละประมาณ 2,000-2,500 บาท ไม่เหมือนสมัยนี้ ที่ได้กันที หลัก 10 ล้านขึ้นไป

เขี้ยวเล็บผุกร่อน ถึงคราวต้องปลดระวาง อยากรับราชการก็ยังยาก

สมัยก่อนต้องยอมรับว่า นักกีฬาทีมชาติ หลังถึงวัยที่ต้องสิ้นสุดการรับใช้ชาติ หากเป็นคนที่พอมีชื่อเสียง หรือ มีผลงานในระดับโอลิมปิก ก็อาจได้แรงหนุนช่วยให้ได้งานรับราชการดีๆ ได้ แต่หากเป็นนักกีฬา ที่ไม่มีชื่อเสียงนัก ส่วนใหญ่ก็ต้องดิ้นรนช่วยเหลือตัวเอง

แต่แน่นอน....การจะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ โดยเริ่มจากการไปหางานทำ ในวัยเฉียด 40 ปี เป็นเรื่องที่ยากเอามาก ๆ

สมัยพี่….สมาคมยกน้ำหนักแห่งประเทศไทย ยังไม่โด่งดังเป็นที่รู้จักมากมายเหมือนยุคนี้ การไปร้องขอตามหน่วยงานราชการต่างๆ เพื่อให้ช่วยเหลือนักกีฬาในสังกัด ก็มักไม่ค่อยได้รับความสนใจนัก ก็พูดได้เลยว่า การไปหางานทำ ก็เป็นไปตามสภาพ... ที่สุด ตอนนั้น เมื่อดิ้นรนจนสุดแรง ก็ได้งานเป็นลูกจ้างชั่วคราว ทำงานอยู่เทศบาลเมืองเชียงใหม่

ทำอยู่ 10 ปี ได้เงินเดือน 4,100 บาท.. ยังจำได้ขึ้นใจ มาจนถึงวันนี้!

ช่วงนั้น ชีวิตลำบากมาก เพราะมีพ่อและแม่ที่ชราแล้ว ต้องคอยดูแล ความหวังตอนนั้น อยากแค่ได้บรรจุเข้ารับราชการ เพื่อจะได้เบิกค่ารักษาพยาบาลให้กับพ่อแม่ ให้มันสมศักดิ์ศรี....ที่ครั้งหนึ่ง เรา ได้เคยเป็นถึงนักกีฬาทีมชาติ ….แต่ก็ยัง...ทำไม่ได้... อดีตหญิงแกร่งผู้รับใช้ประเทศชาติมาหลายสิบปี น้ำเสียงขาดห้วงพร้อมกับสะอึกในอก เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในช่วงนั้น

แต่โชคดี ….. ณ ห้วงเวลาแห่งความวิกฤติของชีวิตในครั้งนี้ มีแสงสว่างเรืองรอง สาดฉายเข้ามา จนทำให้อดีตนักกีฬาทีมชาติผู้นี้ ได้สมหวังในสิ่งที่ปรารถนา มาตลอดหลายสิบปี

โชคดี ที่ในเวลาต่อมา ….บรรดาน้องๆ ยกน้ำหนักทีมชาติ ประสบความสำเร็จ ได้เหรียญรางวัลในกีฬาโอลิมปิก ตั้งแต่ ปี 2000 เป็นต้นมา ทำให้กีฬาประเภทนี้ เป็นที่สนใจในวงกว้าง บรรดาสื่อมวลชนและสปอนเซอร์ต่างๆ พร้อมในกันไปให้การสนับสนุน เมื่อเวลา น้องเหล่านี้ ไปออกสื่อ ก็จะถามหาถึงบรรดานักกีฬารุ่นพี่เก่าๆ ที่หายหน้าหายตาไป จนที่สุด...สื่อมวลชนจึงไปพบว่า ชีวิตของพี่กำลังลำบาก จนเป็นข่าวครึกโครมไปในช่วงนั้น

หลังเป็นข่าวออกไป ประมาณ ปี พ.ศ.2548 ชีวิตของพี่ก็เริ่มดีขึ้น...มีผู้หลักผู้ใหญ่ เมตตาสงสาร เข้ามาให้ความช่วยเหลือ จนกระทั่งได้รับราชการสมเกียรติของนักกีฬาทีมชาติ ดั่งที่ตั้งใจไว้ในที่สุด.. ซึ่งตอนนั้น หากไม่ได้เป็นข่าวออกไป ชีวิตของพี่...ก็คง ยังทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวต่อไปจนถึงตอนนี้ ที่อายุจะครึ่งร้อยเข้าไปแล้วแน่นอน

สมัยนั้น นักกีฬาทีมชาติ หากประสบความสำเร็จได้เหรียญรางวัลมา อยากไปทำงานรับราชการอะไรก็ได้สมใจนึก....

....แต่หากไม่ประสบความสำเร็จ ไม่มีผลงานมา ก็ต้องยอมรับในโชคชะตาของตัวเองไป สำหรับพี่ เคยคิดอยู่เหมือนกันนะว่า คงเกิดมาเร็วไป...เพราะฉะนั้น ได้เท่าที่ได้ทุกวันนี้ ก็ถือว่าเป็นบุญแล้ว อยู่ทำงานสร้างเด็กขึ้นมาเพื่อรับใช้ชาติต่อไปดีกว่า

อย่างไรก็ดี อยากให้รัฐบาล ช่วยดูแลสวัสดิการให้กับบรรดาอดีตนักกีฬาทีมชาติให้มากขึ้น เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้น ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ สมกับเกียรติในฐานะนักกีฬาทีมชาติ

สุดท้าย ยอดนักยกน้ำหนักยุคบุกเบิกแห่งสยามประเทศ ขอฝากไปถึงนักกีฬารุ่นน้องว่า อยากให้น้องๆ เก็บออมเงินรางวัลที่ได้รับจากความสำเร็จ มากันให้ดีๆ เพราะเงินทองมันหายาก ชีวิตนักกีฬา เหนื่อยยากกันมาทุกคน กว่าที่จะประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้น อย่าได้ใช้ชีวิตแบบประมาท

ต้องไม่ลืมว่า ชีวิตนักกีฬายกน้ำหนักนั้น อยู่ได้เต็มที่ก็ที่อายุประมาณ 35-38 ปี เท่านั้น

เอาล่ะ ท้ายที่สุด เราไปที่กีฬาขวัญใจมหาชน กีฬาที่คนไทยฝากความหวังการได้เหรียญทุกครั้งในกีฬาโอลิมปิก มวยสากลสมัครเล่น  

ซึ่งผู้ที่จะมาถ่ายทอดประสบการณ์ในครั้งนี้ คือ สิบเอกวรพจน์ เพชรขุ้ม อดีตสุดยอดนักชกทีมชาติไทย ผู้พิชิตเหรียญเงิน ในโอลิมปิกปี 2004 ปัจจุบัน รับราชการทหาร อยู่ ร.23 พัน 1 ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ จ.นครราชสีมา

น้อยใจไหม...คนไทยให้ความสำคัญที่เฉพาะเหรียญทองโอลิมปิก 

ไม่น้อยใจครับ เพราะกีฬาโอลิมปิก คือ กีฬาระดับโลกและเป็นกีฬาของมวลมนุษยชาติ แค่การได้เข้าร่วมแข่งขันก็ถือว่า เป็นเกียรติและโชคมหาศาลอย่างยิ่งแล้ว เพราะฉะนั้น การได้เหรียญใดเหรียญหนึ่งมาครอบครอง ก็ถือว่าเป็นกำไรของชีวิต

เพราะเอาเข้าจริงๆ มันก็แค่ละครฉากหนึ่งในชีวิตเท่านั้น พอละครจบ ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไป อย่าไปยึดติดอะไร...  สิบเอกวรพจน์ พูดให้ได้คิด 

หากแต่....

วอนรัฐ เอาอย่างต่างประเทศ ดูแลและให้เกียรตินักกีฬาทีมชาติ ตลอดชีวิต 

ช่วงหนึ่ง ผมเคยไปทำหน้าที่ฝึกสอนมวย อยู่ที่ยิมแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา เลยได้เห็นว่า

บรรดานักกีฬาทีมชาติสหรัฐ ที่สามารถคว้าเหรียญในกีฬาโอลิมปิกได้ จะได้รับการดูแล ยกย่อง ให้เกียรติ และได้รับสวัสดิการที่ดีมาก จาก รัฐบาล แม้จะเลิกเล่นในนามทีมชาติไปแล้วก็ตาม

… ซึ่งจะแตกต่างจากบ้านเรา ที่มักเห่อกันแต่เฉพาะช่วงที่ได้เหรียญกลับมาใหม่ ๆ จนกระทั่งมีคำพูดในหมู่นักกีฬา อยู่บ้างเหมือนกันว่า ตีเหล็กต้องรีบตีตอนร้อนๆ ช่วงที่ได้เหรียญมาใหม่ๆ อยากได้อะไร ก็ให้รีบๆ ขอไป เพราะหากไฟเย็นแล้ว ตียังไงก็ไม่ไปแล้ว จะขออะไรก็อาจจะยากสักหน่อย

เงินอัดฉีด เหรียญเงิน โอลิมปิก

ผมว่ามันอยู่ที่คนนะ....ว่าจะบริหารจัดการอย่างไร?

เพราะแน่นอน คนที่ได้เหรียญทอง ย่อมได้รับการสนับสนุนมากกว่า ซึ่งมันก็เป็นจังหวะชีวิตของเค้า เราก็ดีใจด้วย แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่า เราจะบริหารเงินที่ได้มาอย่างไรให้มันงอกเงยมากกว่า 

อย่างผมเอง ได้อัดฉีดมารวมประมาณ 10 ล้านนิด ก็เอาไป ลงทุนทำธุรกิจ สร้างรีสอร์ต ร้านอาหาร และซื้อที่ทางไว้ทำสวนทำไร่ เมื่อบวกกับที่ ได้รับเงินเดือน ในฐานะที่ได้รับใช้ชาติ จนคว้าเหรียญเงิน กีฬาโอลิมปิกมาได้ เดือนละ 1 หมื่นบาท เป็นระยะเวลา 20 ปี และเงินสนับสนุนจากบริษัทโอสถสภา ที่ให้เป็นเงินเดือนจนถึงเกษียณ อีกจำนวนหนึ่ง ชีวิตตอนนี้ก็อยู่ได้แบบสบายๆ 

เตือนรุ่นน้องอย่าหลงระเริง ได้เงินมาต้องมีสติ คิดก่อนใช้ 

สุดท้าย อดีตนักชกเหรียญเงินโอลิมปิก ขอฝากเตือนบรรดานักกีฬารุ่นน้อง ว่า ช่วงที่ประสบความสำเร็จ ได้เหรียญรางวัลจากกีฬาโอลิมปิกมา ช่วงแรกๆนี้ จะเป็นช่วงเนื้อหอม ไปไหนก็มีคนอยากเข้าใกล้ อยากมาเอาอกเอาใจ ฉะนั้นอย่าหลงระเริง มีเงินมีทอง ต้องมีสติ เงินที่ได้มาต้องพยายามบริหารจัดการให้มันงอกเงย ให้มันมากยิ่งขึ้นให้ได้

"เพราะช่วงเวลานี้ มันก็แค่ ละครบทหนึ่งของชีวิต ก็เท่านั้น"

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน 

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ 

reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ
อย่าหลงลืมพวกเค้า เหล่าพระรองฮีโร่โอลิมปิก ช่วยดูแลและให้เกียรติ ให้สมกับคำว่า อดีตนักกีฬาทีมชาติไทย 10 ส.ค. 2559 14:47 ไทยรัฐ