วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผลประชามติหนุนหุ้นไทยปิดภาคเช้าบวก 17.94 จุด ดัชนีที่ 1,536.63 จุด

ผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญ หนุนหุ้นไทยปิดตลาดภาคเช้าเพิ่มขึ้น 17.94 จุด คิดเป็น 1.18% ดัชนีอยู่ที่ 1,536.63 จุด มูลค่าการซื้อขาย 37,021.74 ล้านบาท กูรู แนะจับตาสภาพคล่อง-นโยบายธนาคารกลาง ...

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 8 ส.ค. 59 พบว่า หุ้นไทยปิดตลาดภาคเช้าเพิ่มขึ้น 17.94 จุด หรือคิดเป็น 1.18% ดัชนีอยู่ที่ 1,536.63 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 37,021.74 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 2. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)

ดร.บันลือศักดิ์ ปุสสะรังษี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย สายบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด มหาชน เปิดเผยกับ 'ไทยรัฐออนไลน์' ถึงปัจจัยที่ทำให้หุ้นปรับขึ้น มาจากผลประชามติที่ค่อนข้างชี้ชัดว่าคนส่วนใหญ่เลือกรับร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจมากยิ่งขึ้น ประเมินทั้งสัปดาห์เป็นผลบวกต่อทั้งนักลงทุนสถาบันในประเทศ และนักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศ

"ในระยะสั้นคงปรับขึ้นได้อีกนิดหน่อย แต่คงไม่นาน เนื่องจากตัวเลขค่อนข้างเกินพื้นฐานไปมาก ส่วนเงินบาทแข็งค่าขึ้นนิดหน่อย แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ได้มีการคาดการณ์ไว้ก่อนหน้าแล้ว"

ส่วนปัจจัยช่วงครึ่งหลังของปีที่ต้องติดตาม คือ เศรษฐกิจยุโรปการที่อังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป ทั้งนี้ หากสิ้นปีทั่วโลกไม่มีปัญหาอะไร ประเมินว่า เดือน ธ.ค. ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ย

ด้าน ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ KTBST กล่าวว่า หลังจากผลการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญออกมาแล้ว มองว่าน่าจะทำให้ตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้เป็นผลบวกต่อทั้งนักลงทุน แต่หลังจากการลงประชามติเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการเลือกตั้งแล้ว จากนี้ไป 1 ปี ปัจจัยที่ยังต้องจับตามองคือ เรื่องสภาพคล่องของตลาดหุ้นทั่วโลก และนโยบายของธนาคารกลางในประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลก

ในส่วนของประเทศไทยนั้น ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กำไรของบริษัทจดทะเบียนลดลงมาค่อนข้างเยอะ จากผลประกอบการในกลุ่มเทเลคอมและธนาคารพาณิชย์ แต่โดยรวมเศรษฐกิจไทยไม่ได้มีอะไรแย่มาก และจากการที่ธนาคารกลางในประเทศใหญ่ๆ มีการดำเนินนโยบายการเงินออกมา ดังนั้น โดยรวมทิศทางเศรษฐกิจโลกน่าจะดีขึ้นในปี 2016 นี้ และทำให้ในปี 2017 ผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกน่าจะดีขึ้น

ส่วนปัจจัยช่วงครึ่งหลังปีนี้ที่ต้องติดตามคือ เรื่องของเศรษฐกิจยุโรป การที่อังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป ซึ่งจะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนได้ คาดว่าดัชนีในสัปดาห์นี้ที่จะมีการซื้อขายเพียง 4 วันทำการจะแกว่งในกรอบ 1,510–1,566 จุด

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน เนื่องด้วยผลการลงประชามติที่ออกมาดี จะทำให้มีแรงซื้อของนักลงทุนต่างประเทศ และนักลงทุนที่ชะลอการลงทุนไปก่อนหน้านี้ หากดัชนีฯ หรือราคาหุ้นในวันจันทร์นี้ปรับตัวขึ้นไปไม่แรงนัก จะเป็นจังหวะของการซื้อหุ้นขนาดใหญ่ของแต่ละกลุ่ม หรือรอซื้อเมื่ออ่อนตัว

นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มที่ยังคงมีทิศทางที่สดใส จะเป็นหุ้นที่เป็นประโยชน์จากการลงทุนภาครัฐ กลุ่มรับเหมาฯ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง หุ้นที่มีฐานรายได้ในเขตภูมิภาค และหุ้นที่อิงกับการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน หุ้นที่ บล. KTBST แนะนำได้แก่ หุ้นที่ได้รับผลบวกจากประชามติที่ผ่าน BBL, ADVANC, PTT, STEC, CPALL หุ้น Domestic Play ได้แก่ MC, HMPRO และหุ้นที่ราคาลงมามาก มีแนวโน้มฟื้นตัว BA, SAT, SVI, BH

ผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญ หนุนหุ้นไทยปิดตลาดภาคเช้าเพิ่มขึ้น 17.94 จุด คิดเป็น 1.18% ดัชนีอยู่ที่ 1,536.63 จุด มูลค่าการซื้อขาย 37,021.74 ล้านบาท กูรู แนะจับตาสภาพคล่อง-นโยบายธนาคารกลาง 8 ส.ค. 2559 12:40 8 ส.ค. 2559 12:48 ไทยรัฐ