วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

การพัฒนาคนไทยสู่ยุค 4.0 ภารกิจขับเคลื่อนประเทศหลังลงประชามติ

ไม่ว่าผลของประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไร ประเทศไทยยังต้องเดินไปข้างหน้า

ขณะที่ภารกิจขับเคลื่อนประเทศของรัฐบาลที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มักพูดถึง อยู่เสมอคือ การดำเนินนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0”

กระนั้นก็ตาม สิ่งที่ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นห่วงและกังวลก็คือ การจะเชื่อมคนไทยบางส่วน ที่เป็นคนไทย 1.0, 2.0 และ 3.0 ไปสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” ได้อย่างไร เพราะประเทศไทยมีคนหลากหลาย ตั้งแต่ 1.0-3.0 และยังมีคนไทย 1.0 อีกจำนวนไม่น้อยที่ต้องการความช่วยเหลือ

รัฐมนตรีร่วมกับรัฐบาลที่ถูกสั่งให้ถ่ายทอดแนวความคิดของนายกฯไปสู่แผนยุทธศาสตร์ คือ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

เขาถอดรหัสหลักคิดของนายกรัฐมนตรี ที่ว่า “เราจะเดินหน้าไปด้วยกัน” และ “จะ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ออกมาเป็น 2 ยุทธศาสตร์หลัก คือ การปิดลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ และ การสร้างความมั่งคั่งร่วมกัน

ดังที่เขาได้ให้สัมภาษณ์ “ทีมเศรษฐกิจ” ดังนี้...

3 กลไกพัฒนาประชาชน

“ในห้วงเวลาที่เหลืออยู่ประมาณ 1 ปี หลังการลงประชามติ รัฐบาลยังคงมีภารกิจ ที่สำคัญและต้องเร่งดำเนินการอยู่ 2 ประการ

ระยะสั้น คือ การรักษาโมเมนตัมของการฟื้นตัวจากวิกฤติ เพื่อส่งมอบให้กับรัฐบาลชุดต่อไป ไม่ว่าจะเป็นความต่อเนื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจ การลงทุน รายได้จากการ ท่องเที่ยว โอกาสในการเข้าถึงการศึกษาและการเรียนรู้ การสร้างความเป็นธรรมเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ การปราบปรามคอร์รัปชัน ฯลฯ

ระยะยาว คือ การขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศผ่านโมเดล “ไทยแลนด์ 4.0” ที่จะเชื่อมต่อ กับ “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” เพื่อนำพาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน อย่างแท้จริง ซึ่งจะต้องเริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้”

ดร.สุวิทย์กล่าวว่า “ไทยแลนด์ 4.0” ตามที่ถอดรหัสออกมาเป็น 2 ยุทธศาสตร์หลัก จะดำเนินการได้ โดยผ่าน 3 กลไกสำคัญ คือ

1.การขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรม ปัญญา เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์เพื่อแข่งขันได้ในเวทีโลก (Competitive Growth Engine) เปลี่ยนจากการทำมากได้น้อย เป็นทำน้อยได้มาก โดยการเติมเต็มปัญญา เทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation Driven Economy)

2.การกระจายรายได้ โอกาส และความมั่งคั่งอย่างเท่าเทียม (Inclusive Growth Engine) เปลี่ยนจากการรวยกระจุก ต้องทำให้ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นเกิดการกระจายตัว เพื่อไปสู่ “สังคมที่ไม่ทอดทิ้งกัน” (Inclusive Society)

3.การพัฒนาและใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Growth Engine) เปลี่ยนจากการพัฒนาที่ไม่สมดุล เป็นการพัฒนาที่สมดุล เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งนายกฯกำลังผลักดันเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDG) ผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12

“Thailand 4.0” เป็นการผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ การปฏิรูปการสร้างองค์ความรู้ผ่านระบบการวิจัยและการพัฒนา และการปฏิรูปคนและการศึกษาไปพร้อมๆกัน

วิธีเชื่อมคนไทย 1.0 สู่ 4.0

เขากล่าวว่า Thailand 4.0 จะเกิดขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อมี “คนไทย 4.0” แต่ในความเป็นจริง ประเทศเรามีคนที่หลากหลายตั้งแต่ 1.0-3.0 เรายังมีคนไทย 1.0 อีกจำนวนไม่น้อย ที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือ จึงเห็นว่า มาตรการเร่งด่วนในระยะสั้น คือ ยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเป้าหมาย 5 กลุ่มหลัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนไทย 1.0 และ 2.0 ประกอบด้วย กลุ่มเกษตรกรรายย่อย กลุ่มเอสเอ็มอี โอทอป แรงงานทักษะต่ำ คนด้อยโอกาส คนพิการ และคนยากจนในเมือง

ขณะนี้มีการทำงานในเชิงบูรณาการระหว่างกระทรวงและกลไก “ประชารัฐ” มีการผลักดันมาตรการต่างๆออกมาเป็นระลอกๆ เพื่อตอบโจทย์การได้รับความเป็นธรรม การเข้าถึงทรัพยากร การเพิ่มรายได้ การลดภาระค่าใช้จ่าย และการสร้างโอกาส

ส่วน มาตรการที่ส่งผลในระยะยาว เมื่อสามารถขยับคนไทย 1.0 และคนไทย 2.0 ให้สามารถยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับคนไทย 3.0 แล้ว ก็จะก้าวไปสู่การเป็น “คนไทย 4.0” ด้วยกัน ด้วยการปรับเปลี่ยนเกษตรกรแบบเดิมๆ เป็นสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ ปรับเปลี่ยนเอสเอ็มอีและโอทอปเป็นสมาร์ท เอ็นเตอร์ไพรส์/สตาร์ทอัพ

ปรับเปลี่ยนผู้ประกอบการภาคบริการ ให้เป็นผู้ให้บริการที่มีมูลค่าสูง (High Value Services Providers) ปรับเปลี่ยนแรงงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานทักษะต่ำถึงปานกลาง เป็นแรงงานทักษะสูง

สำหรับการสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ขณะนี้ภาคเอกชนและมหาวิทยาลัยมีความตื่นตัวเป็นอย่างมาก เริ่มจากมหาวิทยาลัยรัฐ 27 แห่งกำลังจะนำเสนอบทบาทในการขับเคลื่อน “ไทยแลนด์ 4.0” ผ่าน 2 ภารกิจสำคัญคือ การวิจัย และการสร้างคน

โดยมหาวิทยาลัยจะมีบทบาทนำร่วมกับเอกชนในการพัฒนาและขับเคลื่อน 5 กลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมๆกับการวิจัยเพื่อตอบโจทย์ประเด็นท้าทายของประเทศ เช่น เรื่องคนสูงวัย ภาวะโลกร้อน การสร้างเมืองอัจฉริยะ พลังงานทางเลือก เป็นต้น

การกำหนดเทคโนโลยี/อุตสาหกรรมเป้าหมายใน “ไทยแลนด์ 4.0” ทำให้สามารถวางแผนกำลังคนและคุณภาพคนที่ต้องการในอนาคตได้อย่างชัดเจน ซึ่งจะทำให้มหาวิทยาลัยและอาชีวศึกษาต้องทำการปรับเปลี่ยนหลักสูตร ตลอดจนวิธีการเรียนการสอนใหม่ เพื่อให้สอดรับกับทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีดังกล่าว

โจทย์ท้าทายทางออกแรงงาน

ส่วนการเชื่อมโยงอุตสาหกรรม 4.0 กับการเตรียมพร้อมให้อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และแรงงานไทยรับมือกับความเปลี่ยนแปลง

ปัจจุบันมีเอสเอ็มอีและแรงงานจำนวนไม่น้อยที่มีความกังวลว่า หากนำหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาใช้ จะมีคนตกงานจำนวนมหาศาล และหากใช้เงินทุนมหาศาลในการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา หรือการปรับเปลี่ยนการผลิตด้วยระบบดิจิตอลจะคุ้มทุนเมื่อไหร่

จากการร่วมหารือกับ นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และทีมผู้บริหารในประเด็นดังกล่าว พบว่า ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ เครื่องช่วยทุ่นแรง ต่างๆ ทำให้คนงานทำงานง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขณะที่การลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนา และการผลิตด้วยระบบดิจิตอลนั้นอาจต้องลงทุนจำนวนมากในช่วงแรก แต่จะสร้างผลตอบแทนมูลค่ามหาศาลในภายหลัง

สอท.ได้จำแนกเอสเอ็มอีออกเป็น 5 กลุ่มคือ 1.กลุ่มเอสเอ็มอี 2.0 มีอยู่ประมาณ 35% 2.กลุ่มเอสเอ็มอี 2.5 มี 35% 3.กลุ่มเอสเอ็มอี 3.0 มี 20–25% 4.กลุ่มเอสเอ็มอี 3.5 มี 3–4% 5.กลุ่มเอสเอ็มอี 4.0 มีไม่ถึง 1% โจทย์ที่ท้าทายคือ เราจะขยับปรับเปลี่ยนเอสเอ็มอีไปสู่ระดับที่สูงขึ้นได้อย่างไร?

กลุ่มเอสเอ็มอี 2.0 นั้น ส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอีที่ผสมผสานเครื่องจักร กับแรงงานคนการจะปรับเปลี่ยนเอสเอ็มอี 2.0 ให้เป็นเอสเอ็มอี 3.0 อาจสามารถทำได้ภายใน 5 ปี แต่ต้องมีการวัดผลการผลิต วิเคราะห์ Big Data แล้วปรับให้เป็นการเชื่อมโยงระหว่างเครื่องจักรกับเครื่องจักร

ส่วนกลุ่มเอสเอ็มอี 3.0 เป็นโรงงานที่ใช้ระบบอัตโนมัติทั้งหมด ไม่ต้องใช้แรงงาน ขณะที่ กลุ่มเอสเอ็มอี 3.0-3.5 เน้นเรื่องการเพิ่ม ผลิตภาพ การลดต้นทุน การเพิ่มคุณภาพ การทำให้ได้ปริมาณมาก เพื่อให้ได้ต้นทุนที่ต่ำ การจะปรับเปลี่ยนจากเอสเอ็มอี 3.0 ให้เป็นเอสเอ็มอี 4.0 ต้องนำเอาเทคโนโลยีและติดตั้งระบบมาช่วย ที่สำคัญอย่างยิ่งต้องเน้นที่กระบวนการและนวัตกรรมทางธุรกิจ ไม่ใช่แค่นวัตกรรมผลิตภัณฑ์อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ส่วนกลุ่มเอสเอ็มอี 4.0 จะเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีกระบวนการผลิตที่เป็นกระบวนการบูรณาการแล้ว กลุ่มนี้จะมีการใช้ประโยชน์จากอินเตอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง หรือ Internet of Things (IoT) ในการเชื่อมผู้ผลิตกับลูกค้าจากทั่วโลก ในลักษณะบูรณาการจากต้นทางสู่ปลายทาง โดยไม่ต้องมีคนมาเกี่ยวข้องในกระบวนการผลิต

การเปลี่ยนจากเอสเอ็มอี 2.0 ไปสู่เอสเอ็มอี 4.0 เลย ทำได้ยากมาก ปกติต้องปรับเป็นเอสเอ็มอี 3.0 (Automation) ก่อน ซึ่งภาครัฐสามารถช่วยได้ในด้านการพัฒนาองค์ความรู้ การศึกษาความเป็นไปได้และการประเมินตนเองของผู้ประกอบการ

การพัฒนาติดตั้งระบบ (System Integrators) ตลอดจนการออกแบบกระบวนการ (Process Design) แต่สุดท้ายแล้ว ภาคเอกชนต้องลงทุนด้านเครื่องจักรเอง ซึ่งรัฐอาจจะต้องมีกองทุนเข้าไปช่วยเหลือในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้

โจทย์ที่ท้าทายต่อมาคือ หากผู้ประกอบการเป็นเอสเอ็มอี 4.0 กันหมด คนงานจะทำอย่างไร ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ถ้าโรงงานไม่อัพเกรด ก็จะทำให้สินค้าไม่ได้คุณภาพ ส่งสินค้าได้ไม่ตรงเวลา ผลิตสินค้าได้ไม่คุ้มทุน สุดท้ายบริษัทก็อยู่ไม่ได้ คนก็จะตกงาน

แต่ถ้าสามารถปรับเป็นเอสเอ็มอี 4.0 จะทำให้พนักงานที่อยู่ในบริษัททำงานง่ายขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น แต่เงื่อนไขที่สำคัญคือ แรงงานต้องปรับตัว พัฒนาทักษะและฝีมือที่เครื่องจักรทำแทนไม่ได้ ซึ่งปัจจุบัน กระทรวงแรงงานอยู่ระหว่างจัดทำแผนพัฒนาแรงงานตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยพัฒนาจากกำลังคนไปสู่พลังสมอง โดยร่วมมือกับภาคเอกชนในการฝึกทักษะแรงงานชุดใหม่

ผลักดันแผนพัฒนา “จังหวัด 4.0”

ดร.สุวิทย์กล่าวว่า อีกส่วนที่สำคัญคือ ต้องมีการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจ “จังหวัด 4.0” เพื่อส่งเสริมให้จังหวัดเป็นพื้นที่ที่น่าสนใจ ดึงดูดการลงทุนทั้งจากภายในและภายนอก ยกระดับคนในพื้นที่ให้มีผลิตภาพสูง รวมถึงการพัฒนาสินค้าและบริการของจังหวัดให้มีมูลค่าสูงและสามารถแข่งขันได้ เป็นการสร้างการกระจายความมั่งคั่งไปสู่จังหวัด โดยแยกเป็น 2 กลุ่มเป้าหมาย

คือ “กลุ่มเอสเอ็มอี 1.0–2.0” เน้นการยกระดับมาตรฐานและผลิตภาพ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การสร้างเครือข่ายธุรกิจ และการเข้าถึงตลาด

“กลุ่มเอสเอ็มอี 3.0” เน้นเรื่องการสร้างนวัตกรรม โมเดลธุรกิจ การทำธุรกิจบนดิจิตอลแพลตฟอร์ม และการสร้างเครือข่ายการค้าและการลงทุนในต่างประเทศ

แผนพัฒนาเศรษฐกิจ “จังหวัด 4.0” จะเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของจังหวัด อาทิ คมนาคม โลจิสติกส์ ระบบอินเตอร์เน็ต ตลาดกลางสินค้าเกษตร ตลาดชุมชน ตลาดอีคอมเมิร์ซ ตลอดจนกองทุนพัฒนาจังหวัด (Provincial Venture Capital) โดยมีการบ่งชี้อุปสรรคในเชิงระบบ กฎระเบียบ เพื่อเสนอให้รัฐบาลปลดล็อกข้อจำกัด

แผนพัฒนาเศรษฐกิจ “จังหวัด 4.0” ถือเป็นสัญญาประชาคมของประชารัฐในระดับพื้นที่ จะเป็นยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ที่เชื่อมต่อ “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” และ “ไทยแลนด์ 4.0” เข้าด้วยกัน ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมจะเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดและสร้างอนาคตจังหวัดของตนเอง จึงเป็นการปลูกฝังระบอบประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

มิเพียงเท่านั้น แผนพัฒนาเศรษฐกิจ “จังหวัด 4.0” จะตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ลดโอกาสการสูญเสียจากการใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ที่มาจากภาคราชการ รวมถึงปิดกั้นโอกาสการแทรกแซง หรือดำเนินมาตรการประชานิยมอย่าง เข้มข้นที่มาจากนักการเมืองอย่างในอดีต

*******************

ดร.สุวิทย์สรุปทิ้งท้ายว่า นายกฯกล่าวย้ำอยู่เสมอว่า หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อน “ไทยแลนด์ 4.0” คือ “คนไทย 4.0” เพื่อให้สอดรับกับโลกในศตวรรษที่ 21 คนไทยจะต้องปรับเปลี่ยนตนเองใน 4 มิติ คือ 1.เป็นคนไทยที่มีความรู้ ทักษะ และความสามารถที่สอดรับกับโลกในศตวรรษที่ 21

2.เป็นคนไทยที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม 3.เป็นคนไทยมีอัตลักษณ์ความเป็นไทยที่สามารถยืนอย่างมีศักดิ์ศรีในเวทีสากล 4.เป็นดิจิตอลไทยเพื่อสอดรับกับการเข้าสู่ยุคดิจิตอล

นอกจากนี้ “คนไทย 4.0” จะเกิดขึ้นได้จะต้องมีการเรียนรู้ใน 4 เรื่องสำคัญคือ การเรียนรู้เพื่อสร้างเสริมแรงบันดาลใจให้มีชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย การเรียนรู้เพื่อบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการรังสรรค์สิ่งใหม่ๆ การเรียนรู้เพื่อปลูกฝังจิตสาธารณะ ยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง และการเรียนรู้เพื่อมุ่งการทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์

เรื่องการปฏิรูปคน ปฏิรูปการศึกษา เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องใช้เวลา ซึ่งกระทรวงศึกษาฯ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงที่เกี่ยวข้องกำลังขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวผ่านกลไก “ประชารัฐ” คาดว่าผลสัมฤทธิ์จะเริ่มทยอยออกมาในไม่นานเกินรอ

ทั้งหมดนี้คือ ภารกิจของรัฐบาลในการ “ซ่อมเสริมฐานราก” และ “เตรียมการสู่ อนาคต” ให้กับประเทศไทย เพื่อไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ก่อนที่จะส่งไม้ต่อ ให้กับรัฐบาลชุดต่อไป.

"ทีมเศรษฐกิจ"

7 ส.ค. 2559 12:03 7 ส.ค. 2559 12:04 ไทยรัฐ