วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผลสะท้อนจาก "ประชามติ"

ระหว่างเขียนต้นฉบับยังไม่รู้การลงประชามติของประชาชนจะออกมาแบบไหน ไม่ว่าจะเป็นร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง ซึ่งมีความสำคัญไม่ต่างกัน เนื่องจากเป็นองค์ประกอบที่กำหนดให้เป็นกติกาของประเทศ

จะเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญไม่รับคำถามพ่วง จะไม่รับรัฐธรรมนูญรับคำถามพ่วง รับคำถามพ่วงไม่รับรัฐธรรมนูญ

หรือไม่รับทั้ง 2 อย่างก็ว่ากันไป

แต่ไม่ว่าจะออกมาแบบไหนประเทศก็ต้องเดินหน้าต่อไป เพราะเป็นการตัดสินใจของประชาชนที่จะต้องยอมรับผลที่เกิดขึ้น

ย้อนกลับไปสักนิดจะเห็นได้ว่าก่อนที่จะถึงวันลงประชามตินั้น แม่เหล็กการเมืองที่ออกมาแสดง “จุดยืน” กันอย่างชัดๆ ก็ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีสิทธิลงประชามติในส่วนที่รอข้อมูลสุดท้าย เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าจะลงคะแนนไปข้างใดข้างหนึ่ง

ซึ่งจะต้องรอดูผลที่ออกมาว่าคนกลุ่มนี้เทคะแนนให้ฝ่ายไหนมากกว่ากัน เพราะตัวเลขที่ออกมาจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าพวกเขาคิดอย่างไร มองปัญหาของประเทศด้วยมิติอะไร

ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขที่ออกมาในแต่ละภาคในแต่ละจังหวัด ทั้ง กทม. ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ ภาคเหนือและภาคอีสาน

เพราะในแต่ละพื้นที่นั้นรู้กันดีว่าอิทธิพลต่อการตัดสินใจนั้นแตกต่างกัน

แค่ภาคใต้ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้รับเลือกตั้ง ส.ส.มาตลอด จะมีพรรคการเมืองอื่นเข้าไปแทรกบ้างแต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

พูดให้ถึงที่สุดถือว่าภาคใต้เป็นฐานของประชาธิปัตย์เต็มๆ

การลงประชามติครั้งนี้มีเงื่อนไขที่ผันแปรไป เพราะเกิด ปัญหาความคิดไม่ตรงกัน จุดยืนที่ต่างกันแม้จะพยายามยืนยันว่าเป็นเรื่องของ “แตกต่างแต่ไม่แตกแยก” ก็ตาม

ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะระดับหัวหน้าพรรคและแกนนำคนสำคัญระดับอาวุโสได้แสดงจุดยืนโดยกอดหลักการและอุดมการณ์พรรคไปทางหนึ่ง

แต่อีกกลุ่มหนึ่งแม้แกนนำสำคัญจะอยู่นอกพรรค แต่ก็ยังมีอิทธิพลในพรรคไม่น้อยแสดงจุดยืนอยู่คนละฝ่าย

“ขุนพล” ในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นอดีต ส.ส.ในพรรคที่เคยร่วมอุดมการณ์ร่วมกันมาก่อนได้แสดงจุดยืนต่างกับหัวหน้าพรรค

กลายเป็นพรรคเดียวกันแต่จุดยืนต่างกัน

ใช้ทิศทางการปฏิรูปประเทศเป็นเหตุผลหลัก เพราะการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผ่านมาได้ปรากฏความชัดเจนว่าต้องการให้มีการปฏิรูปประเทศ

เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเนื้อหาสาระที่ชัดเจนในเรื่องการปฏิรูปที่สอดรับกับแนวทางของพวกเขาจึงยืนอยู่ข้างนี้เต็มตัว

พื้นที่ภาคใต้จึงเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าคะแนนจะออกมาอย่างไร

ที่แน่ๆเมื่อรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสำคัญ แต่คนในพรรคเห็นต่างกันจึงเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ธรรมดาแน่

ลำพังกฎหมายพื้นๆที่เห็นต่างกันก็เป็นเรื่องไม่เหมาะแล้ว

ฉะนั้น รัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงจะออกมาข้างไหนก็ตาม ปัญหาขัดแย้งในประชาธิปัตย์คงไม่ใช่จะจบลงด้วยตัวของมันเองแน่

นอกจากจะมีผลต่อการชิงการนำในพรรคแล้วยังจะส่งผลการเมืองข้างหน้าที่ว่าด้วยจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งอีกด้วย

ผลสะท้อนจากประชามติ “เด้งที่ 1” จึงมาลงที่ประชาธิปัตย์แน่.

"สายล่อฟ้า"

7 ส.ค. 2559 11:30 ไทยรัฐ