วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รังสีสแกนมะเร็ง จับได้ไล่ให้ทัน

“PET/CT SCAN” นวัตกรรมทางเวช ศาสตร์นิวเคลียร์และเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ วันนี้...ก้าวหน้าไปถึงขั้นไหน...มีความแม่นยำ รวดเร็ว หรือว่ามีความเสี่ยงอะไรบ้างเพราะเครื่องมือชนิดนี้ใช้รังสี?

พ.อ.นพ. สามารถ ราชดารา แพทย์เวชศาสตร์นิวเคลียร์ โรงพยาบาลวัฒโนสถ ไขความกระจ่างให้ฟังว่า ทุกวันนี้ PET/CT SCAN ค่อนข้างจะพัฒนาขึ้นมากแล้ว ในเมืองไทยเราใช้มาประมาณสัก 10 ปีแล้ว...โดยเทคโนโลยีจะประกอบด้วย 2 ส่วนด้วยกัน คือ...ตัวเครื่อง PET/CT ตัวหนึ่ง อีกตัวหนึ่งก็คือ...สารเภสัชรังสีที่ใช้

คุณหมอสามารถ บอกว่า โดยปกติเวลาที่เราจะตรวจ PET/CT SCAN เราจะต้องฉีดสารเภสัชรังสี ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเวลาที่ตรวจเราก็มักจะ ตรวจเรื่องของโรคมะเร็งเป็นส่วนใหญ่ พื้นที่ของการใช้จะมีอยู่ 3 เรื่องใหญ่ๆ

เรื่องของ “มะเร็ง”...ซึ่งกินพื้นที่ประมาณ 90% แล้วก็เรื่องของ “โรคทางระบบประสาท”...เกือบ 10% เหลืออีก 1%...เป็นเรื่องของทาง “โรคหัวใจ” ประเด็นตัวเครื่องมีการพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันนี้ก็มีเทคโนโลยีสูงขึ้น ทำให้เราสามารถที่จะมองเห็นภาพแล้วก็ตรวจได้ละเอียดมากขึ้น

สำหรับในแง่ของ...“เภสัชรังสี” อันนี้ก็มีการพัฒนาขึ้นมาเช่นเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตามในแง่ของการใช้โดยทั่วไป สารเภสัชรังสีที่ชื่อว่า FDG ก็ยังเป็นสารเภสัชรังสีที่ใช้กันเป็นมาตรฐานแล้วก็แพร่หลาย ซึ่งกว่า 90% ของการตรวจ PET/CT SCAN เราก็จะใช้สารเภสัชรังสีตัวนี้



ฉะนั้นโดยสรุปแล้ว...ทั้งตัวเครื่อง ทั้งการพัฒนาสารเภสัชรังสีทำให้เราสามารถตรวจวินิจฉัยในเรื่องของโรคมะเร็งได้ด้วยคุณภาพหรือความแม่นยำที่สูงมากขึ้น

เหลียวมามองในแง่ของอันตรายกันบ้าง โดยปกติแล้วหลักการทางการแพทย์เรามักจะมีหลักอยู่อันหนึ่งว่า “คนปกติไม่ควรได้รับรังสีโดยไม่จำเป็น”...แต่อย่างไรก็ตามเมื่อคนไข้คนหนึ่งป่วยเป็นโรคมะเร็งแล้วการตรวจด้วยเครื่อง PET/CT SCAN ปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ได้จะต่างกันอย่างมโหฬารเลย

ฉะนั้นจึงไม่มีข้อห้ามใดๆทั้งสิ้นสำหรับการตรวจสำหรับผู้ป่วย ตัวโรคมะเร็งจะมีประโยชน์ในการตรวจโรค ขอใช้คำว่าค่อนข้างที่จะครบวงจร หมายความว่า...“คนคนหนึ่งเวลาที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งแล้ว ก่อนการรักษาจะต้องมีการกำหนดระยะตัวโรคเสียก่อน ซึ่งการกำหนดระยะตัวโรคเป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าหมอกำหนดระยะตัวโรคผิดพลาด การรักษาก็จะเพี้ยนตามไปด้วย...PET/CT SCAN ถูกพิสูจน์ว่ามะเร็งจำนวนมากหลายชนิดจะช่วยทำให้การกำหนดระยะตัวโรคถูกต้องแม่นยำมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ”

ระหว่างการรักษา ปกติเวลาที่รักษามะเร็งอย่างหนึ่ง...วิธีการรักษาสมมติว่าเราให้ยาเคมีบำบัด มะเร็งอย่างเดียวกันก็ไม่ได้แปลว่าให้ยาตัวนี้แล้วคนไข้แต่ละคนจะมีการตอบสนองเหมือนกัน ฉะนั้นการตอบสนองที่แตกต่างกัน...เราจึงไม่รู้ว่าการรักษาของคนไข้คนนี้ตอบสนองต่อการรักษาที่ให้นี้มากน้อยแค่ไหน

“เราจึงใช้ PET/CT SCAN มาใช้เป็นตัวมาตรวัดว่าตัวมะเร็งตอบสนองต่อการรักษาดีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งอันนี้เป็นตัวอย่างที่สำคัญที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกเลยก็คือในเรื่องของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง”

“มะเร็งต่อมน้ำเหลือง” หลังจากที่เรากำหนดระยะตัวโรคเสร็จแล้ว สมัยก่อนที่ไม่ได้ใช้ PET/CT SCAN จะให้เคมีบำบัดไปประมาณสัก 4 วงรอบ...ก็คือประมาณ 4 เดือน แล้วก็มาทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ดูว่าตัวก้อนเล็กลงไหม ถ้าตัวก้อนไม่เล็กลงก็แปลว่ามะเร็งนั้นไม่ตอบสนองต่อยาก็เปลี่ยนชนิดของยา

นั่นก็หมายความว่าคนไข้เสียเวลาไป 4 เดือน

แล้ว...ถ้าบังเอิญโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ไม่ตอบสนองต่อยา นอกจากจะต้องเสียเวลา 4 เดือนแล้ว คนไข้ยังได้รับตัวยาเคมีบำบัด โดยไม่จำเป็นไปอีก...ซึ่งอย่างไรก็ตามยาพวกนี้เป็นพิษทั้งนั้น

วันนี้...สำหรับมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเราทำ PET/CT SCAN ก่อนการรักษา...ให้ยา 1 ครั้ง แล้วก็ทำซ้ำอีกทีหนึ่ง...จะบอกเลยว่าคนไข้ตอบสนองต่อการรักษาดีไหม ถ้าดีคุณหมอรักษาต่อไปเลย โอกาสที่คนไข้จะหายสูงมาก ถ้าเกิดสมมติปรากฏว่าตรวจออกมาแล้ว...ตอบคำถามว่าไม่ตอบสนองต่อการรักษา เปลี่ยนยาเลยทันที

“คนไข้จะไม่ต้องเสียเวลาไปอีก 3 เดือน แล้วก็ไม่ต้องรับยาเพิ่มขึ้นอีก 3 ครั้งโดยไม่จำเป็น”

สุดท้ายประโยชน์ตัว PET/CT SCAN ที่สำคัญในแง่ของ “มะเร็ง” ...ก็คือปัจจุบันนี้คนไข้ที่เป็นมะเร็งถือว่าเป็นโรคเรื้อรังอย่างหนึ่ง หมายความว่ารักษาแล้วคนไข้ก็มีชีวิตยืนยาวมากกว่าสมัยก่อนเยอะมาก จนกระทั่งคนไข้บางคนก็อาจจะหายขาดได้ ทีนี้...เมื่อเวลาที่รักษาเสร็จแล้วคนไข้ก็ดูว่าจะหายดี

แต่ปัญหามีว่า...มะเร็งเป็นสิ่งที่เรารู้อย่างหนึ่งว่ามันกลับคืนมาได้

คำถามคือกลับคืนมาเมื่อไหร่...PET/CT SCAN จะเป็นตัวที่ช่วยการตรวจ การกลับเป็นซ้ำของตัวโรคมะเร็งได้เป็นอย่างดี และคนไข้บางคนในหลายๆ กรณีถ้าเราสามารถตรวจการกลับเป็นซ้ำได้เร็ว พอเราให้การรักษาซ้ำต่อไปคนไข้ก็จะมีชีวิตยืนยาวต่อไปได้อีกมากเลย

ถึงตรงนี้ให้รู้ต่อไปอีกว่า...“มะเร็ง” แต่ละชนิดจะมีลักษณะความรุนแรงต่างกัน ยกตัวอย่างอันหนึ่งโดยรวม...สมัยก่อนเวลาที่คนไข้คนหนึ่งมีมะเร็งแพร่กระจายนั่นก็คล้ายๆกับว่าเป็นคำพิพากษาสุดท้ายแล้ว

ก็ให้เคมีบำบัดไป สุดท้ายก็...รันดาวน์ ดื้อยา...แล้วก็เสียชีวิตไปในที่สุด

แต่ในปัจจุบันนี้เวลาที่คนไข้มีการกระจายตัวไปเนื้องอก...อย่างมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นที่รู้กันอย่างหนึ่งว่าตัวมะเร็งลำไส้ใหญ่ชอบกระจายไปที่ตับ อันนี้เป็นสิ่งที่แพทย์ทุกคนรู้

“การกระจายไปที่ตับถ้าเกิดเราตรวจได้เร็วพอแล้วเรารู้ คุณหมอเข้าไปผ่าเอามะเร็งที่กระจายไปตับออกมา คนไข้ก็ยังสามารถหายขาดได้ ซึ่งจะต่างจากสมัยก่อน...ถ้าเกิดมะเร็งกระจายไปตับนั่นก็คือสุดท้ายแล้ว...ให้ยาไปถึงที่สุดก็จบไป แต่อันนี้ไม่ใช่...ถ้าเกิดสมมติว่ามีมะเร็งกระจายไปตับแล้วรู้ได้ทันหมอผ่าตัด ตัดเอามะเร็งที่ตับอันนั้นออกมา คนไข้ยังมีชีวิตยืนยาวต่อไปได้อย่างคนปกติได้อีก”

แน่นอนว่า...การตรวจที่จะแม่นยำว่ามีลักษณะนี้เกิดขึ้น PET/CT SCAN...เป็นตัวที่จะช่วยในการวินิจฉัยภาวะนี้ได้เป็นอย่างดี

คงต้องถามกันต่อไปอีกว่าการใช้ประโยชน์ “PET/CT SCAN” ในอนาคตจะเป็นเช่นไร? พ.อ.นพ.สามารถ มองว่า น่าจะพัฒนาในส่วนของสารเภสัชรังสีขึ้นมาอีกหลายตัว ยกตัวอย่างเช่น Fluorodopa หรือ F-DOPA เวลาที่ฉีดเข้าไปแทนที่จะไปจับกับมะเร็งทั่วๆไปก็เปลี่ยนแล้ว...

จะจับกับมะเร็งเฉพาะอย่างที่เราเรียกว่านิวโรเอ็นโดครายด์ทูมเมอร์ (NETs) ซึ่งมะเร็งในกลุ่มนี้ก็เป็นมะเร็งที่เจอได้ไม่บ่อยนัก แล้วก็มีปัญหาในการวินิจฉัยค่อนข้างมาก

ผล...ทำให้ช่วยในการวินิจฉัยมะเร็งในกลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้แล้วยังเป็นสารที่เอามาใช้ในการวินิจฉัยภาวะพาร์กินสันได้ด้วย...ที่ผ่านมาพาร์กินสันส่วนใหญ่เราก็ดูเรื่องของอาการของคนไข้เป็นหลัก แต่สารนี้เป็นตัวที่จะช่วยยืนยันแล้วก็ช่วยในการวินิจฉัยเรื่องของพาร์กินสันได้เป็นอย่างดี

นับรวมไปถึง...คนไข้ที่เป็นอัลไซเมอร์ ก็มีสารเภสัชรังสีตัวหนึ่งที่เรียกว่า พิตต์สเบิร์ก คอมปาวด์ เวลาฉีดเข้าไปแล้วจะไปจับกับสารโปรตีนตัวหนึ่งในเซลล์สมอง...ในคนปกติเวลาที่เราฉีดสารตัวนี้เข้าไปจะไม่เห็นอะไร แต่ถ้าเกิดสมมติว่าสแกนสมองออกมาแล้วเห็นว่าสารนี้ไปจับอยู่ในสมอง ...ก็แสดงว่าเป็นอัลไซเมอร์

“รังสีเทคนิค” เป็นการพัฒนาเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด พ.อ.นพ.สามารถ ราชดารา ย้ำว่า วันนี้...สำหรับผู้ป่วยมะเร็งเรามองว่าเป็นโรคเรื้อรัง แต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องการตัดสินความเป็นความตายเหมือน เมื่อในอดีตแล้ว อยากจะให้กำลังใจกับคนไข้ทุกคนว่ายังมีทางสู้

“เพื่อให้ผลการรักษาที่ดีที่สุด หากตรวจพบระยะเริ่มต้นเร็วเท่าไหร่โอกาสหายขาดก็มากเท่านั้น หรือ...เป็นระยะหลังๆแล้วก็ขอให้กำลังใจว่ายังมีวิธีการรักษา ดูแลให้คนไข้ให้สามารถมีชีวิตอย่างมีความสุขได้นานที่สุด”.

7 ส.ค. 2559 09:44 7 ส.ค. 2559 09:46 ไทยรัฐ