วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


ศาสตร์ชั้นสูง "โขนพระราชทาน" สืบสานมรดกชาติไทยมิให้สูญหาย

“ข้าพเจ้าอยากเห็นชาวนาชาวไร่ มีงานศิลปาชีพพิเศษเป็นงานเสริม เพื่อเพิ่มรายได้ ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และเพื่ออนุรักษ์ศิลปโบราณอันงามวิจิตรของไทยไว้ให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทย งานศิลปาชีพจะดีเด่นเพียงไรอยู่ที่ความขยัน ความประณีต ศิลปะในการออกแบบ และฝีมือในการประดิษฐ์ของช่างโดยเฉพาะ” พระราชดำรัสดังกล่าวของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ยังคงดังกึกก้องอยู่ในหัวใจ และตอกย้ำให้เห็นว่า ไม่มียุคสมัยใดที่ศาสตร์และศิลป์อันเป็นมรดกของแผ่นดินไทย จะได้รับการอนุรักษ์ทำนุบำรุงเท่ากับยุคสมัยปัจจุบัน

โดยเฉพาะ “นาฏกรรมโขน” ถือเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงสุดของสยามประเทศ ที่มีต้นกำเนิดมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ได้รับการฟื้นฟูให้กลับมาแพร่หลายเป็นที่รู้จักอีกครั้ง ในฐานะเอกลักษณ์อันน่าภาคภูมิใจของชาติไทย ก็ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

เพื่ออนุรักษ์และสืบสานการแสดงโขน ซึ่งเป็นมรดกสำคัญของชาติไทยมิให้สูญหายไปตามกาลเวลา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้ “ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ” ผู้ช่วยเลขาธิการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จัดสร้างเครื่องแต่งกายโขนและละครขึ้นใหม่ตามโบราณราชประเพณี พร้อมจัดการแสดงโขนพระราชทานครั้งแรก เมื่อปี 2550 โดยคัดเลือกจากบทละครเรื่องรามเกียรติ์ ตอนศึกพรหมาศ บทพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ จัดแสดงในรูปแบบการบรรเลงด้วยวงโยธวาทิต และวงปี่พาทย์มโหรีร่วมบรรเลง มีการแสดงรำประเลงเป็นชุดรำเบิกโรง นับแต่นั้นเป็นต้นมา จึงกลายเป็นวาระแห่งชาติที่จะต้องจัดการแสดงโขนพระราชทานทุกปี โดยแต่ละปีจะมีความวิจิตรยิ่งใหญ่ให้กล่าวขวัญแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นการแสดงโขนพระราชทาน ชุดนางลอย, ชุดศึกมัยราพณ์, ชุดจองถนน, ชุดศึกกุมภกรรณ ตอนโมกขศักดิ์, ชุดศึกอินทรชิต ตอนนาคบาศ และตอนพรมมาศ

สำหรับการแสดงโขนพระราชทานปี 2559 มีชื่อว่า “พิเภกสวามิภักดิ์” จะเปิดการแสดงให้ตื่นตาตื่นใจ ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่ง ประเทศไทย วันที่ 5 พ.ย.-5 ธ.ค.นี้ โดยก่อนที่การแสดงจะเปิดม่านอย่างเป็นทางการ ทีมข่าวสตรีไทยรัฐได้ไปเยี่ยมชมเบื้องหลังงานปักเครื่องโขนสุดวิจิตร และการทอผ้ายกของสมาชิกศูนย์ศิลปาชีพสีบัวทอง อำเภอแสวงหา จังหวัดอ่างทอง ซึ่งได้รับการฝึกฝนขับเคี่ยวจนฝีมือรุดหน้า โดยครูต้นตำรับจากเนินธัมมัง จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมกันนี้ ยังมีโอกาสพูดคุยกับแม่งานใหญ่การแสดงโขนพระราชทาน “ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ” และ “อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย” ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับการแสดงโขนฯ

“ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ” เปิดใจว่า คนไทยทุกคนควรภาคภูมิใจ ในศิลปวัฒนธรรมไทย ซึ่งไม่ได้ด้อยไปกว่าชาติใดในโลก โขนพระราชทานของสมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไม่ได้หวัง ผลกำไร ทำโขนแต่ละตอนขาดทุนทุกครั้ง ศิลปะหากำไรเป็นตัวเงินไม่ได้ แต่ศิลปวัฒนธรรมเหล่านี้จะยังคงอยู่กับคนไทยและชาติไทยสืบไปชั่วลูกชั่วหลาน คนไทยทุกคนควรภาคภูมิใจในมรดกล้ำค่าของชาติไทย และร่วมกันอนุรักษ์ด้วยความหวงแหน

แม่งานใหญ่ในการจัดแสดง โขนพระราชทาน ยังบอกเล่าว่า นับเป็นเวลา 1 ทศวรรษแล้ว ที่คนไทยมีโอกาสชมความวิจิตรตระการตาของการแสดงโขนพระ ราชทาน ซึ่งได้รับการสืบ ทอดไว้ตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระ บรมราชินีนาถ ที่ทรงตั้งพระราชหฤทัยฟื้นฟูการแสดงโขนให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง นับตั้งแต่ปี 2550 โดยองค์ประกอบต่างๆของโขนพระราชทานล้วนสร้างความประทับใจ และความซาบซึ้งในความงดงามของศิลปะไทย ไม่ว่าจะเป็น ฉาก แสง สี เสียง พัสตราภรณ์ และเครื่องประดับต่างๆ ที่ประดิษฐ์ขึ้นอย่างประณีตตามจารีตโบราณ รวมถึงผ้ายก ที่นักแสดงใช้นุ่งตามบทบาท ได้มีความพยายามฟื้นฟูการทอผ้ายกโบราณมาหลายปี โดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ด้วยการสืบทอดลายผ้าโบราณจากนครศรีธรรมราช แต่ด้วยกระบวนการพิถีพิถันของการปักเครื่องโขน และการทอผ้ายก ต้องใช้ระยะเวลายาวนานแบบปีชนปี จึงจำเป็นต้องสืบสานงานส่วนนี้อย่างจริงจัง โดยมุ่งพัฒนาทักษะฝีมือให้สมาชิกศูนย์ศิลปาชีพทั่วประเทศ รวมถึงสมาชิกศูนย์ศิลปาชีพสีบัวทอง จังหวัดอ่างทอง เพื่อเป็นเรี่ยวแรงสำคัญ

ด้าน “อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย” เปิดเผยถึงความวิจิตรงดงามของเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับที่จะใช้ในการแสดงโขนพระราชทานปีนี้ว่า จากที่ได้มีการฟื้นฟูการผลิต “ผ้ายกเมืองนคร” มรดกวัฒนธรรมผ้าทอไทย ที่ครั้งหนึ่งเป็นเพียงโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์ ให้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของพัสตราภรณ์สำหรับโขน พระราชทาน โดยช่างทอ ของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ที่ศูนย์ศิลปาชีพเนินธัมมัง และศูนย์ศิลปาชีพบ้านตรอกแค จังหวัดนครศรีธรรมราช มาถึงวันนี้ เราได้พัฒนาฝีมือสมาชิกของศูนย์ศิลปาชีพสีบัวทอง จ.อ่างทอง เพิ่มขึ้นอีกแห่ง โดยสามารถปลุกปั้นช่างฝีมือได้ถึง 14 คน เพื่อเป็นกำลังหลักในการปักเครื่องโขน และทอผ้ายก การปักเครื่องโขนจะต้องอาศัยความประณีตสูง เพราะเป็นการปักดิ้นทองลงบนผ้า ตามลายโบราณ โดยการปักเครื่องโขนของสมาชิกศูนย์ศิลปาชีพสีบัวทอง มี 4 ลายคือ ลายราชวัตรดอกลอย, ลายแย่งพุ่มข้าวบิณฑ์หน้าขบดอกใน, ลายราชวัตร ย่อมุมไม้สิบสอง และลายขนทักษิณาวัตร เพื่อประกอบเป็นเสื้อ, แขนเสื้อ, อินธนู, กรองศอ, รัดเอว, สนับเพลา และเกราะด้านหน้า ใช้สำหรับตัวละครหลากหลาย เช่น ลายแย่งพุ่มข้าวบิณฑ์หน้าขบดอกใน ใช้สำหรับตัวละครเอก คือ “พิเภก” และลายขน ทักษิณาวัตร ใช้สำหรับตัวละครหนุมาน สำหรับขั้นตอนการปักเครื่องโขน เริ่มจากร่างแบบลายลงบน กระดาษไข นำไปทำบล็อกซิลค์สกรีน หลังสกรีนลายลงบนผ้าด้วยกาวกระถินผสมดินสอพอง จึงขึงสะดึงด้วยผ้าขาว แล้วนำผ้ามาปักเย็บตรึงให้เรียบ และปักตามลาย โดยเริ่มจากปักขอบลายด้วยดิ้นข้อ แล้วจึงปักด้านในของลายด้วยดิ้นโปร่งให้เต็ม

นอกจากการปักเครื่องโขนแล้ว ยังส่งเสริมการ ทอผ้ายก โดย “อ.วีรธรรม” เล่าว่า มีการยกตะกรอ มาจากศูนย์ศิลปาชีพเนินธัมมัง เพื่อมาสืบตะกรอที่นี่ และสามารถขึ้นกี่ทอได้เลย โดยสมาชิกศูนย์ศิลปาชีพสีบัวทองจะทำหน้าที่ในการทอจนเสร็จเป็นผืนเพื่อใช้ในการแสดงต่อไป สำหรับ “ผ้ายกทอง” นั้น จัดทำขึ้นจากผ้าไหมที่ทอด้วยเทคนิคการยกลวดลายให้ปรากฏเด่นชัด มีชื่อเสียงมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในฐานะที่เป็นผ้าราชสำนัก ซึ่งทอด้วยเส้นไหมเนื้อละเอียด แทรกลวดลายด้วยไหมเงินไหมทองที่บางเบา และทออย่างประณีต โครงสร้างของการวางลวดลาย ประกอบด้วย ท้องผ้าและกรวยเชิง มีลักษณะแบบราชสำนัก ที่ใช้สำหรับเจ้านายชั้นสูงในอดีต เป็นทั้งผ้านุ่งโจงและนุ่งจีบ รวมทั้งใช้ห่อคัมภีร์ในพุทธศาสนา ภูมิปัญญาที่ชาวบ้านสีบัวทองร่วมสืบทอดนั้น ยังมีการทำหัวโขน โดยเริ่มต้นเมื่อเดือน พ.ย.2558 เป็นการทำแบบโบราณ โดยใช้กระดาษข่อย น้ำหนักเบา มีความทนทาน ไม่บุบ และไม่ยุบ โดยผลงานการทำหัวโขนนี้ จะเริ่มนำไปใช้ในการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ปี 2560

เบื้องหลังความวิจิตรงดงามของมรดกไทย ยังสามารถหาชมได้อย่างใกล้ชิดใน นิทรรศการ “เครื่องโขน” จัดแสดงประวัติศาสตร์ความเป็นมา ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันของเครื่องแต่งกายโขน ซึ่งเก็บรักษาไว้อย่างดีมาหลายร้อยปี ณ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรม ราชินีนาถ ภายในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่วันนี้ถึงเดือน พ.ค.2560.

"ทีมข่าวหน้าสตรี"

“ข้าพเจ้าอยากเห็นชาวนาชาวไร่ มีงานศิลปาชีพพิเศษเป็นงานเสริม เพื่อเพิ่มรายได้ ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และเพื่ออนุรักษ์ศิลปโบราณอันงามวิจิตรของไทยไว้ให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทย 6 ส.ค. 2559 12:57 6 ส.ค. 2559 13:03 ไทยรัฐ