วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ปราบโกงให้ถึงต้นทาง

ปราบโกงให้ถึงต้นทาง

  • Share:

น่าสังเกตว่าขณะที่สองพรรคใหญ่ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ฉบับบวรศักดิ์ถึงฉบับมีชัย เป็นเวลาสองปีเต็มๆ และได้ประกาศจุดยืนไม่รับร่างสุดท้ายด้วยเหตุผลที่ใกล้เคียงกัน แต่บรรดาพรรคอื่นๆต่างเงียบงัน คล้ายกับไม่มีความเห็นใดๆ มีเพียงผู้นำบางพรรคที่บอกว่า ประชาชนลงมติอย่างไรก็จะยอมรับตามนั้น

ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2554 มีพรรคเสนอตัวลงแข่งขันไม่น้อยกว่า 40 พรรค แต่น่าประหลาดใจที่พรรคส่วนใหญ่ไม่มีความเห็นเกี่ยวกับปัญหาที่สำคัญยิ่ง คือกฎหมายสูงสุดของประเทศ ต่างจากประเทศประชาธิปไตยส่วนใหญ่ ที่พบว่ายิ่งเป็นพรรคเล็กยิ่งต้องแสดงจุดยืนในประเด็นต่างๆ เพื่อแสดงตัวตนให้คนรู้จัก และเสนอทางเลือกให้แก่ประชาชน

มีเสียงวิจารณ์ว่าประเทศไทยยังไม่มีระบบพรรคการเมืองที่แท้จริง ส่วนใหญ่เป็นแค่ระบบพรรคพวก หรือมิฉะนั้นพรรคก็เป็นของนายทุน เป็นพรรคที่มีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเป็นเจ้าของ มีจุดยืนหลักคือ การเอาชนะเลือกตั้ง เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ และดิ้นรนขอร่วมรัฐบาล ไม่ยินดีที่จะเป็นฝ่ายค้าน เพราะกลัวอดอยากปากแห้ง แสดงว่าถ้าเป็นรัฐบาลมีสิทธิปากมัน

แสดงว่าพรรครัฐบาลมีสิทธิและโอกาสที่จะใช้อำนาจในทางทุจริต แต่น่าเสียดายร่างรัฐธรรมนูญที่โหมโฆษณาว่า “ฉบับปราบโกง” ไม่มีมาตรการใหม่ๆในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเลือกตั้ง การทุ่มเงินซื้อผู้สมัคร ส.ส. และซื้อเสียงประชาชน มีเพียงมาตรการเดียวคือห้ามผู้ที่เคยต้องคำพิพากษาทุจริตในการเลือกตั้ง ไม่ให้สมัครเป็น ส.ส.

ไม่มีบทบัญญัติควบคุมการเงินของพรรค มีรายได้มาอย่างไร และใช้จ่ายเงินอย่างไร ไม่ห้ามนายทุนทุ่ม “บริจาค” เงิน เพื่อเป็นเจ้าของพรรค ไม่มีบทบัญญัติบังคับเหมือนกับรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ระบุว่า การดำเนินกิจการภายในพรรคต้องสอดคล้องกับหลักพื้นฐานของประชาธิปไตย มติของพรรคที่สมาชิกเห็นว่าไม่ถูกต้อง อาจร้องศาลรัฐธรรมนูญสั่งยกเลิกได้

อีกทั้งยังไม่มีบทบัญญัติที่คล้ายกับ ม.237 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยสั่งยุบพรรค และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคที่รู้เห็นเป็นใจ หรือปล่อยปละละเลย ให้ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคทุจริตเลือกตั้ง ถ้าเห็นว่าไม่ควรลงโทษแบบเหมาเข่ง ก็น่าจะคงโทษยุบพรรค และตัดสิทธิการเมืองกรรมการพรรคที่รู้เห็น

การห้ามผู้เคยต้องโทษทุจริตเลือกตั้ง ไม่ให้สมัคร ส.ส. หรือดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยังไม่เพียงพอสำหรับปราบการโกงเลือกตั้ง แต่จะต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้ผู้สมัครรายใหม่ๆไม่ให้ซื้อเสียงด้วย เพราะการซื้อเสียงคือต้นตอสำคัญของการทุจริตโกงกินในชาติ ของนักธุรกิจการเมืองที่ถือว่าการเมืองคือการลงทุน จึงต้องถอนทุน พร้อมกำไรและดอกเบี้ย.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้