วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
นับถอยหลังประชามติ 7 ส.ค. รับ-ไม่รับร่าง รธน. ชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย

นับถอยหลังประชามติ 7 ส.ค. รับ-ไม่รับร่าง รธน. ชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย

  • Share:

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ นั่นคือ การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดยในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ถึงเวลาที่คนไทยต้องตัดสินอนาคตร่วมกัน กับ 2 ประเด็นคำถาม ที่ ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงจะต้องเตรียมตัวไปออกเสียง

1.ให้ความเห็นชอบ หรือ ไม่เห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ... อันมีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ทั้งฉบับ

2.ให้ความเห็นชอบ หรือ ไม่เห็นชอบ ประเด็นคำถามพ่วงเพิ่มเติมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ "ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี"

คำถามสำคัญในเวลานี้ ใครหลายคนอาจมีความกังวลไม่น้อยว่า ประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงประชามติของไทย จะมีผลกระทบอะไรเกิดขึ้นบ้างเหมือนกับผลการลงประชามติของ "สหราชอาณาจักร" ที่ประชาชนส่วนใหญ่ลงความเห็น ขอออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวกระทบต่อตลาดเงิน ตลาดทุน และเศรษฐกิจทั่วโลกมาแล้ว

อย่าลืม! 7 ส.ค. ออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

สำหรับประเทศไทยจะเป็นอย่างไร "ทีมข่าวเศรษฐกิจไทยรัฐออนไลน์" ได้รวบรวม และสรุปความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ นักวิชาการ และผู้คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงเศรษฐกิจและการลงทุน ดังนี้…

ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า ผลของประชามติรัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไรนั้น จะไม่มีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจในระยะสั้นเฉพาะหน้า ทั้งบวกและลบ จึงยืนยันการคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ไว้ที่ระดับ 3.2-3.5% ไม่เปลี่ยนแปลง โดยปรับเพิ่มการเติบโตของการลงทุนภาครัฐและการกระเตื้องขึ้นของการลงทุนภาคเอกชน ภาคการท่องเที่ยวดีกว่าคาดการณ์เล็กน้อย ส่วนภาคส่งออกน่าจะติดลบตามที่คาดการณ์ไว้เดิม (-1) – (-2)%

ส่วนผลของประชามติรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงจะส่งผลกระทบต่อประเทศในระยะปานกลางและระยะยาวขึ้นอยู่กับว่าผลของประชามติออกมาอย่างไร ซึ่งผลของประชามติสามารถเป็นไปได้ 4 กรณี

กรณีรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ คำถามพ่วงผ่าน ต้องไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งและวิกฤตการณ์ ประเด็นที่มานายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งได้ ส่งผลลบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในปีหน้า

กรณีรัฐธรรมนูญผ่านประชามติและคำถามพ่วงไม่ผ่าน สามารถจัดการการเลือกตั้งตามโรดแม็ป และต้องเปิดกว้างในการร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ รวมทั้งยุทธศาสตร์ชาติให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม

กรณีรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน คำถามพ่วงไม่ผ่าน จะต้องเริ่มร่างรัฐธรรมนูญใหม่หากได้กระบวนการร่าง สามารถระดมการมีส่วนร่วมมากขึ้น ได้รัฐธรรมนูญที่ดีกว่าเดิม จะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจและการลงทุนมากกว่า

กรณีรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ คำถามพ่วงผ่านประชามติ มีความเป็นไปได้น้อย แสดงว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้ยึดมั่นหลักการนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งที่วีรชนประชาธิปไตยได้เสียสละชีวิต เมื่อเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 ไปแล้ว

ผลของประชามติรัฐธรรมนูญ ยังไม่มีผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจในระยะสั้น

หากเสียงประชามติออกมาเป็นเอกฉันท์ฝ่ายรับและฝ่ายไม่รับมีคะแนนแตกต่างกันอย่างชัดเจน จะเป็นผลดีต่อประเทศและเศรษฐกิจมากกว่าเสียงออกมาก้ำกึ่ง ซึ่งสะท้อนว่า สังคมยังมีความขัดแย้งสูงและยังไม่มีฉันทามติในการกำหนดทิศทางของประเทศอย่างชัดเจน

หากเสียงประชามติมีความเป็นเอกฉันท์ การจัดการการลงประชามติโปร่งใสและเรียบร้อย ผลออกมาแล้วทุกคนยอมรับเสียงข้างมาก ประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปได้ และไม่สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่รออยู่ข้างหน้า

กรณีรับร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นเอกฉันท์ ก็เดินหน้าไปตามโรดแม็ป กรณีไม่รับเป็นเอกฉันท์ ไม่ควรนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติมาเป็นแนวทางในการร่างใหม่ ควรใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 หรือ 2550 มาเป็นแนวทาง แล้วจัดเตรียมร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยกว่าเดิม ทั้งเนื้อหารัฐธรรมนูญและกระบวนการร่าง

แต่หากผลประชามติ มีเสียงก้ำกึ่งกันมาก ไม่ว่ารับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ข้อเสนอเพื่อความมีสันติธรรมและกลับคืนประชาธิปไตยด้วยความเรียบร้อย ดังนี้ กรณีไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและผลประชามติออกมาเสียงก้ำกึ่งกัน ต้องไปแสวงหาประเด็นเนื้อหาว่าเป็นเรื่องใดบ้าง เช่น ที่มาของนายกรัฐมนตรี ที่มา ส.ว. ดุลยภาพทางอำนาจ ระบบและกลไกในการจัดการปัญหาการทุจริต

รวมทั้ง ประเด็นเรื่องระบบสวัสดิการของรัฐว่าควรเป็นสิทธิของประชาชน หรือ เป็นเพียงสิ่งที่รัฐบาลจัดให้ ภารกิจการปฏิรูปประเทศ เป็นภารกิจที่ต้องใช้เวลายาวนานจึงบรรลุเป้าหมาย กระบวนการปฏิรูปจำเป็นต้องเปิดให้เกิดการมีส่วนร่วมจากประชาชนทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่ และควรเป็นกระบวนการที่ยึดถือหลักการประชาธิปไตย

รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์

ขณะที่ รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโทการจัดการภาครัฐและเอกชน (MPPM) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ให้ความเห็นว่า หากผลประชามติออกมาว่า ไม่รับร่าง ก็จะดำเนินการนำรัฐธรรมนูญฉบับเก่ามาปรับใหม่เพื่อเสนอ สนช. โดยปลายทางของทั้ง 2 ขั้นตอนนั้นผลที่ได้คือการเลือกตั้ง ตามโรดแมปที่ คสช. ได้วางไว้ แน่นอนว่า เมื่อมีการเลือกตั้งเกิดข้ึน ก็จะส่งผลให้เกิดประชาธิปไตยเต็มใบ

ส่วนจะส่งผลกระทบอย่างไรกับภาพรวมเศรษฐกิจไทยหรือไม่นั้น มองว่า อาจจะกระทบกับการลงทุนในตลาดหุ้นในเชิงจิตวิทยา ระยะสั้นก็อาจจะทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงบ้าง แต่เมื่อมีความชัดเจนหลังวันที่ 7 ส.ค. บรรยากาศการลงทุนก็จะกลับมา โดยปัจจัยภายนอกยังถือเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการลงทุนในหุ้นไทย หากมองไปยังตลาดหุ้นยุโรป และตลาดหุ้นอังกฤษ รวมถึงตลาดพัฒนาแล้ว (Developed Market)นั้น จะพบว่า การลงทุนในตลาดเอเชียรวมถึงหุ้นไทยยังให้ผลตอบแทนที่ดีอยู่

"สิ่งที่อยากให้รัฐบาลเร่งให้ความสำคัญ คือ การลงทุนของภาครัฐ เนื่องจากเมื่อปลายปี 2558 มีการลงนามร่วมกันในกลุ่มประเทศ AEC ซึ่งมีเงื่อนไข ระบุว่า รัฐบาลใน AEC ต้องอนุมัติให้มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมถนนหนทางกันในระหว่างประเทศ AEC แน่นอนว่าประเทศไทยจะได้ผลประโยชน์อย่างแน่นอนเพราะไทยถือเป็นศูนย์กลางของ AEC" รศ.ดร.มนตรี กล่าว

นอกจากนี้ เม็ดเงินที่รัฐบาลอนุมัติไปเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจำนวน 2 ล้านล้านนั้น ปัจจุบันก็ยังไม่เป็นรูปธรรม หากมีการนำเงินในส่วนนี้เข้ามาเบิกจ่ายในการลงทุนจะทำให้บรรยากาศ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ เช่น เกิดการจ้างงาน เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบ ซึ่งที่ผ่านมากำลังการผลิตของเอกชนก็ค่อนข้างชะลอตัว แต่หากมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานน่าจะทำให้การผลิตของเอกชนเพิ่มขึ้นได้ 100%

ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์

ทางด้าน ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ KTBST กล่าวว่า การลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ ตลาดจะจับตามอง แต่ถือว่าเป็นการทำให้เกิดความชัดเจนอย่างในทางการเมือง ซึ่งไม่ว่าผลการลงประชามติจะออกมาเป็นอย่างไรจะรับร่างหรือไม่รับก็ตาม เรามองว่าจะไม่ส่งผลให้ตลาดหุ้นขึ้นหรือลงอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้ตลาดเกิดมีทิศทางที่ชัดเจนในสัปดาห์ถัดไป (8-12 ส.ค.)  

ทั้งนี้ แม้ว่าตลาดจะมีความชัดเจนแล้วหลังทราบผลการลงประชามติ แต่อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอดูปัจจัยพื้นฐานนั่นคือ ตัวเลขผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ถ้าตัวเลขที่ออกมาไม่ได้สนับสนุนตลาดมากนัก ดัชนีตลาดก็จะเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 1,480-1,550 จุด ดังนั้น นักลงทุนต้องจับตามองเรื่องตัวเลขของบริษัทจดทะเบียนกล่าวด้วย

ขณะเดียวกัน อีกเรื่องที่ต้องจับตาดูคือ ราคาน้ำมัน เพราะเป็นปัจจัยหลักต่อทิศทางของตลาดหุ้นไทย ดังนั้นถ้าราคาน้ำมันยังไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นก็อาจส่งผลให้ตลาดปรับตัวลงได้ แต่หากราคาน้ำมันดีดตัวกลับขึ้นไปที่ระดับ 40-45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ดัชนีตลาดอาจปรับตัวขึ้นมาทดสอบที่ระดับ 1,520-1,550 ได้

ส่วน ผศ.ดร.พรเทพ เบญญาอภิกุล รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเป็นขั้นตอนหนึ่ง เพื่อรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ได้ส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหากผลประชามติออกมาว่าไม่รับร่าง ในระยะสั้น คงไม่ได้กระทบอะไรในแง่ของเศรษฐกิจมากนัก แต่อาจสะท้อนความไม่มั่นใจของต่างชาติในระยะยาว

ในขณะเดียวกัน หากผลประชามติออกมาว่า รับร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นเอกฉันท์ ถ้าเป็นแง่ความเชื่อมั่นคงไม่ได้มากขึ้นจากเดิม แต่เป็นการชี้ให้เห็นว่า ทางรัฐบาล คสช. น่าจะมีบทบาททางการเมืองไปอีกหลายปี ได้เดินหน้าตามโรดแม็ปที่วางไว้ ไม่สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ

ดร.สมชัย อมรธรรม

ด้าน ดร.สมชัย อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM กล่าวว่า การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ไม่น่าจะส่งผลกระทบกับตลาดหุ้นไทยเท่าใดนัก ซึ่งมีบ้างที่นักลงทุนภายในประเทศจะกังวลกับข่าวที่เกิดขึ้น ทั้งนี้จะเห็นว่าในช่วงที่ผ่านมาเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (fundflow) ไหลเข้ามาลงทุนในหุ้นไทยค่อนข้างมาก เนื่องจากเศรษฐกิจไทยผ่านจุดที่ชะลอตัวต่ำสุดไปแล้ว และกำลังเข้าสู่ช่วงเดินหน้าพัฒนาด้วยนโยบายต่างๆ ที่เข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ได้มีเพียงประเทศไทยอย่างเดียว แต่รวมถึงตลาดเกิดใหม่ (Emerging markets) ทั่วภูมิภาคเอเชียที่ให้ผลตอบแทนที่ดีเมื่อเทียบกับตลาดพัฒนาแล้ว (Developed Market)  

สำหรับปัจจัยที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยพัฒนาต่อจากนี้ คือ การบริโภคในประเทศ เนื่องจากการเข้าสู่ฤดูฝน ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรเริ่มกลับเข้าสู่ตลาด กระตุ้นการใช้จ่ายของภาคการเกษตร เม็ดเงินจึงไหลเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งช่วงต้นปีที่ผ่านมาไทยพึ่งพิงการท่องเที่ยวเป็นหลัก ขณะที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะกระตุ้นภาคเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าจะเห็นการเบิกจ่ายเงินโครงการต่างๆ ในช่วงปลายปีนี้เป็นต้นไป

ทั้งหมดนี้ เป็นการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ท้ายที่สุด เราในฐานะคนไทยควรพิจารณาข้อมูลต่างๆ ให้ครบถ้วน รอบด้าน ทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้าน ก่อนตัดสินใจ อย่าลืมว่า อนาคตของประเทศไทยอยู่ในมือพวกเราทุกคน.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้